คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 122 ดาราที่สาดส่อง

            

            อวี้เหิง?

            เทียนจ้าวทวนชื่อนั้นในใจ

            แน่นอน เขารู้จักชื่อนี้

            เขาในร่างของเทียนจ้าว ท่องอยู่ในโลกมานานร่วมพันปี มีหรือจะไม่รู้จักคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน

            แต่เพราะชีพเทียนจ้าว ซึ่งเป็นตัวตนอีกตนของเขาถูกทำลายลงความทรงจำมากมายจึงเสียหายไปด้วย ดังนั้น เขาต้องใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นานพอสมควร ถึงจะนึกขึ้นมาได้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

            หลังชะงักไปเล็กน้อย เขาเริ่มหัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

            “เจ้าหัวเราะด้วยเหตุอันใด?” ชายชรากล่าวถาม

            ทว่าเทียนจ้าวกลับไม่สนใจคำถามของชายชราแม้แต่น้อยเขาหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งจึงหยุดลง แล้วหันไปสำรวจชายชราตั้งแต่หัวจรดเท้า

            เขาแก่เกินไปแล้ว...

            แก่จนแผ่นหลังที่เคยตรงตระหง่านค่อมโค้งลง

            ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาก็เต็มไปด้วยริ้วรอยเช่นกัน

            แม้แต่ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยอำนาจแห่งกระบี่ บัดนี้หรี่เล็กจนแทบมองไม่เห็นทั้งยังมีความง่วงซึมปกคลุมอยู่อีก

            นักรบแห่งดาราจักรที่ชราจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแม้จะบอกว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด แต่มีหรือเทียนจ้าวจะหวาดกลัว

            ที่เขาหัวเราะ เพราะชายชราตรงหน้าผนึกเทพแท้ในร่างของซูฉางอันลงถือเป็นการช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ แต่ถึงกระนั้น เขายังคงไม่คิดจะไว้ชีวิตซูฉางอันเพราะพลังของเทพแท้ช่างน่าดึงดูดใจเหลือเกิน มันดึงดูดใจมากจนแม้เกือบตายด้วยเงื้อมมือของซูฉางอันมาถึงสองครั้งสองคราแต่เทียนจ้าวก็ไม่อาจห้ามความโลภในหัวใจได้อยู่ดี

            ดังนั้น เขาจึงคิดว่าตอนนี้ อวี้เหิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นเพียงคนโง่ไร้ประโยชน์เท่านั้น

            “ข้าหัวเราะในความโง่งมของเจ้าอย่างไรละเจ้าคิดว่าผนึกโลหิตเทพแท้แล้วเรื่องทุกอย่างจะจบรึ?”เทียนจ้าวบอกแบบนั้นอาจเพราะจินตนาการถึงภาพที่ตนได้รับพลังแห่งเทพแท้ที่โหยหามานานใบหน้าของเขาจึงระเบิดความตื่นเต้นขึ้นจนบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด “ข้าต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยผนึกเทพแท้ให้ข้า เพื่อเป็นการตอบแทนข้าจะให้เจ้าได้เห็นเทพแท้องค์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น แล้วค่อยฆ่าเจ้าทีหลังแล้วกัน”

            เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็แลบลิ้นยาวๆของตัวเองออกมาเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหายอีกครั้ง

            ทว่าอวี้เหิงกลับทำราวไม่ได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยการท้าทายของเทียนจ้าวเขาเพียงยกมือขึ้นเบาๆ เท่านั้น ลำแสงสีขาวห้าสายกระจายออกไปในอากาศและพุ่งเข้าไปในร่างของซูฉางอัน ชิงหลุน และคนอื่นๆ ในพริบตา

            ทั้งห้ารู้สึกเบาตัวขึ้นทันที พลังที่พันธนาการร่างเอาไว้ถูกทำลายลงแล้วบาดแผลสมานเข้าด้วยกันอย่างเชื่องช้าเช่นกัน คนที่เคยหมดสติค่อยๆ ได้สติกลับคืนมาแล้ว

            “ท่านอาจารย์อวี้เหิง!” ทันทีที่ได้สติและเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ซูฉางอันก็ระเบิดความกังวลขึ้นทันทีเขาเคยเห็นพลังของเทียนจ้าวมาก่อน คนตรงหน้ามีวิชาลับที่น่าหวาดกลัว ซึ่งบดบังได้กระทั่งแสงจากดวงดาวหากจะว่าไปตามหลัก แม้แต่ท่านอาจารย์อวี้เหิงผู้แสนแข็งแกร่งก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันอีกอย่าง สุขภาพของอวี้เหิงในตอนนี้เป็นเช่นไรพวกเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจ เหตุนี้ซูฉางอันจึงตะโกนเตือนอาจารย์ปู่ทันทีที่เห็น

            แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียก อวี้เหิงกลับเพียงหันมายิ้มบางๆ ให้ซูฉางอันเป็นเชิงว่าไม่ต้องห่วงเท่านั้น

            “เจ้าคิดว่าตัวเองฆ่าข้าได้เช่นนั้นรึ?” ความใจเย็นบนใบหน้าของอวี้เหิงทำให้เทียนจ้าวระเบิดโทสะขึ้นในใจเขาหัวเราะขึ้นอย่างเย็นยะเยือก กระพือปีกขึ้นอย่างแรง ทันใดนั้น รังสีแห่งพลังแสนเยือกเย็นปกคลุมร่างของคนทั้งหลายเอาไว้อย่างฉับพลันความเคารพยกย่องจากสรรพสิ่งกลับมาเป็นของเขาอีกครั้ง โลกทั้งใบขับขานบทเพลงเพื่อสรรเสริญเขาอีกครั้งเช่นกัน

            “เทพแห่งดาราจักรที่ไม่มีชีพดาราคอยช่วย แตกต่างกับมดด้อยค่าตรงไหนรึ?” เขาพูดแบบนั้น และระเบิดพลังมารออกจากร่าง

            พลังมารของเขามืดมิดไม่ต่างไปจากท้องฟ้ายามวิกาล กระจายไปทุกสารทิศบดบังให้โลกทั้งใบจมเข้าสู่ความมืดมิดอีกครั้ง

            พลังมากมายหลอมรวม และเกี่ยวพันเข้าด้วยกันไม่หยุดหย่อน

            ร่างของเทียนจ้าวค่อยๆ ลอยขึ้นไปเรื่อยๆก่อนจะหยุดลงในจุดที่อยู่ห่างจากพื้นดินหลายร้อยเมตร แล้วทอดมองลงมายังสรรพสิ่งในโลกอย่างเฉยชา

            “อสรพิษเขมือบโลกา!”เขาร้องคำรามดังลั่น

            เมื่อสิ้นเสียง พลังมารทั้งหลายหลอมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเส้นยาวคล้ายกับมังกรฟ้าและจอมอสรพิษที่ร้องคำราม แล้วพุ่งตัวจากทุกสารทิศเพื่อโจมตีอวี้เหิง

            เมื่อเทียบกับอสรพิษที่สร้างจากพลังมารนับร้อยระลอก ร่างค่อมๆของอวี้เหิงในตอนนี้แลดูอ่อนแอเหลือเกิน อ่อนแอและเล็กจ้อยจนแทบมองไม่เห็น ราวว่าหากถูกอสรพิษพวกนั้นแตะต้องร่างเล็กๆ ของอวี้เหิงจะแหลกสลายเป็นผุยผงทันทีเช่นนั้น

            ทว่าในตอนที่อสรพิษทั้งหลายกำลังจะกลืนร่างของอวี้เหิงลงไป จู่ๆดวงตาที่ปิดแน่นของอวี้เหิงพลันถูกเบิกขึ้น

            ช่างเป็นการกระทำที่เรียบง่าย

            ธรรมดาราวเป็นการกินข้าว และนอนหลับเท่านั้น

            ทว่าในตอนนั้นเอง

            จู่ๆ บทเพลงแห่งการสรรเสริญที่สรรพสิ่งขับขานขึ้นเพื่อเทียนจ้าวกลับหยุดลง

            เสียงคำรามแห่งกระบี่ดังขึ้นอีกครั้ง

            จากนั้น ลำแสงสีขาวทะยานออกมาจากหออวี้เหิง

            “สิบทิศ” อวี้เหิงเอ่ยขึ้นเบาๆ

            เมื่อสิ้นเสียงกล่าว ลำแสงสีขาวพุ่งเข้าพร้อมกับหางแสงยาวเหยียด ตรงเข้ามาอยู่ในมือของอวี้เหิงอย่างว่องไวราวมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเองเช่นนั้น

            เมื่อแสงสีขาวสลายไป

            ในที่สุดซูฉางอันกับคนทั้งหลายก็มองเห็นชัดๆ เสียที

            ในมืออวี้เหิง เป็นกระบี่เล่มหนึ่ง

            มันยาวสองฉื่อกับอีกหนึ่งชุ่น สีขาวพิสุทธิ์ทั้งเล่มและมีแสงอ่อนๆ ส่องประกายออกมาจากตัวกระบี่เป็นระยะ

            แต่ที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ รอบๆ กระบี่เล่มนั้น มีเงากระบี่หลายเล่มห้อมล้อมอยู่ซูฉางอันลองนับอย่างละเอียดดูจึงพบว่าเงากระบี่ที่รายล้อมอยู่รอบด้านมีทั้งหมดเก้าเล่มด้วยกัน

            “ไม่เจอกันนานเลยนะ” อวี้เหิงเอ่ยเบาๆเขายื่นมือออกไปลูบตัวดาบที่มีสีขาวราวกับหิมะเบาๆ ราวลูบใบหน้าของคนรักที่ไม่ได้เจอกันแสนนาน

            กระบี่เล่มนั้นก็ส่งเสียงใสแจ๋วออกมาเป็นการตอบรับ ราวมันก็สัมผัสได้ถึงอวี้เหิงเช่นกัน

            จากนั้น ร่างของอวี้เหิงก็ฉายประกายแสงสว่างไสวขึ้น

            มันเป็นแสงที่ทั้งอ่อนโยนและอบอุ่น

            แต่ในขณะเดียวกัน แสงนั้นก็เต็มไปด้วยอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์

            ทันทีที่อสรพิษแห่งพลังมารสัมผัสโดนแสงนี้ พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวนไม่ชวนฟังขึ้นตามด้วยเสียงไหม้ ปานพลังมารเหล่านั้นเป็นหยาดฝนที่หล่นลงบนทะเลเพลิงเช่นนั้นเพียงเสี้ยววินาที พลังมารมากมายกลับกลายเป็นควัน สลายไปเสียแล้ว

            อวี้เหิงปรากฏประกายแสงแสนคมเฉียบขึ้นในแววตา ทันใดนั้น ชุดคลุมบนร่างและเส้นผมสีขาวแสนยุ่งเหยิงบนศีรษะเริ่มปลิวไสวขึ้น แม้จะไม่มีลมพัดก็ตาม จากนั้นร่างของเขาค่อยๆ ลอยขึ้นไปกลางห้วงอากาศอย่างอ้อยอิ่ง

            เทียนจ้าวหน้าถอดสีลงในที่สุด ดวงตาสีแดงของเขา บัดนี้เบิกกว้างจนคล้ายเป็นโคมไฟสีแดงเอาแต่จ้องไปยังร่างค่อมๆ ที่ค่อยๆ ลอยขึ้นในอากาศตาไม่กะพริบ

            เพราะชายชราทำลายการโจมตีแสนรุนแรงของเขาได้อย่างง่ายดาย ทำเอาเขาอดรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาไม่ได้

            แม้จะไม่ได้โจมตีด้วยพลังทั้งหมดที่มีแต่ตอนนี้ชีพดาราของอวี้เหิงก็ถูกม่านเลือดบดบังแล้วต่อให้ร่างของอวี้เหิงจะยังไม่แก่ชรา แต่ถึงกระนั้น นักรบแห่งดาราจักรที่ไม่มีชีพดาราคอยช่วยควรจะแข็งแกร่งกว่านักรบระดับศาสตร์แห่งพรตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...

            ด้วยพลังระดับครึ่งเทพของเขา แค่โจมตีแบบส่งๆก็กำราบนักรบระดับศาสตร์แห่งพรตได้ตั้งกี่คนต่อกี่คน แต่ทำไมกัน เหตุใดอวี้เหิงถึงทำลายการโจมตีของเขาได้ง่ายดายเช่นนี้

            สิ่งที่ผิดปกติมากจนเกินไป มักจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่เสมอ

            นี่เป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้จากการใช้ชีวิตอันแสนยาวนานของตัวเอง

            ดังนั้น เทียนจ้าวจึงทิ้งความประมาทคู่ต่อสู้ที่เคยมีไปแล้วข่มให้ตัวเองใจเย็นลงเพื่อเตรียมรับมืออย่างสุดความสามารถแทน

            แต่ในขณะเดียวกัน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังมั่นใจมากอยู่ดีว่าตนต้องเอาชนะอีกฝ่ายได้เป็นแน่ขนาดนักรบแห่งดาราจักรธรรมดาทั่วไปเขาก็ไม่เคยต้องกลัว นับประสาอะไรกับนักรบแห่งดาราจักรผู้ไร้ชีพดาราคอยช่วยสำหรับเขา ต่อให้ชายชราจะมีฝีมือที่น่าเหลือเชื่อมากเพียงไร แต่หากรับมืออย่างสุดความสามารถเขาเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไร อวี้เหิงย่อมไม่อาจเอาชนะเขาได้แน่นอน

            ดังนั้น เขาจึงกล่าวเย้ยหยันออกไป “เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าตอนนี้เจ้ามันก็เป็นแค่นักรบแห่งดาราจักรไร้ชีพดาราคอยช่วยเท่านั้น”

            “ในเมื่อข้าเป็นนักรบแห่งดาราจักร แล้วจะไม่มีชีพดาราได้เช่นไรเล่า?”อวี้เหิงถามกลับไป

            “ฮ่าๆ !” เมื่อได้ยินดังนั้น เทียนจ้าวระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เป็นเวลานานกว่าเขาจะพูดขึ้นอีกครั้ง “เจ้าแก่จนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ สินะเจ้ายังไม่เห็นอีกรึ ทั้งท้องฟ้าและพื้นพิภพในแถบนี้ถูกข้าควบคุมเอาไว้หมดแล้วแสงจากชีพดาราของเจ้าไม่มีวันส่องเข้ามาในนี้ได้!”

            เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ยกมุมปากขึ้น จนกลายเป็นรอยยิ้มที่แสนเหี้ยมเกรียมพลันพลังมารที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายระเบิดความแข็งแกร่งขึ้นมหาศาล เขายืนตระหง่านปานเป็นเทพแห่งความชั่วร้ายอย่างไรอย่างนั้น ขณะที่พลังมารจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็หลั่งไหลเข้ามาจากทุกสารทิศเช่นกัน

            “เก้าโลกันตร์!”เสียงของเทียนจ้าวเฉียบแหลมและเย็นยะเยือกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            แผ่นดินใต้สำนักเทียนหลานสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง ก่อนเสียงโหยหวนที่น่าสยดสยองจะดังขึ้นตามมาคล้ายกับว่าบางอย่างกำลังจะทำลายแผ่นดิน แล้วหนีออกจากขุมนรกอย่างไรอย่างนั้น

            “เทพครวญ!”เทียนจ้าวครางเสียงต่ำขึ้นอีกครั้ง

            วินาทีนั้น ฝูงผีร้ายที่มีไอมารสีดำปกคลุมไปทั่วร่างก็พากันพุ่งออกมาจากพื้นดินพลันออกวิ่งไปทุกสารทิศราวสายน้ำหลาก...

            ซูฉางอันกับพวกจำต้องขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้นมาต้านผีร้ายเหล่านั้นอย่างไม่มีทางเลือก

            ผีร้ายทั้งหลายมีพลังที่แข็งแกร่งและอ่อนแอแตกต่างกันออกไปแต่พวกมันมีจุดแข็งอยู่ที่จำนวน ซึ่งมีมากจนราวไม่มีวันหมดและทุกครั้งที่สังหารผีร้ายไปหนึ่งตัว ก็จะมีผีร้ายพุ่งเข้ามาแทนที่สองตัวเสมอ...

            ทว่านั่นกลับยังไม่ใช่ทั้งหมดของผีร้าย...เพราะบัดนี้ผีร้ายจำนวนมากที่เหลือพากันบินออกไปนอกสำนักเทียนหลาน เริ่มจ่อเขี้ยวเล็บไปยังประชาชนธรรมดาภายในเมืองแล้ว

            พลังอำนาจอันแข็งแกร่งที่กระจายออกจากร่างของผีร้ายทั้งหลาย ทำให้ประชาชนภายในเมืองไม่อาจคิดต่อต้านหรือขัดขืนขึ้นมาได้เลยเพียงพริบตาเดียว ผีร้ายเหล่านั้นก็กลืนกินมนุษย์เข้าไปกว่าหลายพันคนแล้ว

            สำนักเทียนหลานในตอนนี้ เป็นดั่งประตูนรกเชื่อมไปยังอเวจี นอกจากผีร้ายที่ผุดออกจากพื้นดินจะไม่ลดน้อยลงแล้วมันกลับเพิ่มจำนวน และพุ่งออกมาด้วยความเร็วที่มากขึ้นไปไม่หยุด เสียอีก

            ทหาร อาจารย์ รวมไปถึงศิษย์ในสำนักต่างๆ ในเมืองฉางอันเริ่มออกโรงกันแล้ว

            พวกเขาต่อสู้กับผีร้ายในเมืองจนจ้าละหวั่นไปหมด

            แต่เพราะพลังมารของเทียนจ้าวยังบดบังท้องนภาเอาไว้พวกเขาจึงแสดงพลังออกมาได้เพียงไม่ถึงครึ่งของยามปกติเท่านั้น

            ทว่าท้องนภาที่ถูกบดบังไปด้วยม่านเลือดกลับทำให้เหล่าผีร้ายทรงพลังราวกับปลากระดี่ได้น้ำทั้งพวกมันยังมีจำนวนที่ได้เปรียบมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังไม่กลัวตายอีก...ทั้งหมดนี้ทำให้ผีร้ายทั้งหลายได้เปรียบกว่ามาก เพียงพริบตาเดียวเสียงร้องโหยหวนก็ดังระงมไปทั่วเมือง เสียงกู่ร้องของนักรบทั้งหลายเสียงต่อสู้ดังเคล้ากับเสียงร้องครวญครางของผีร้าย แลดูวุ่นวายเป็นอย่างมาก

            ในที่สุดเมืองหลวงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองมานานร่วมร้อยปีก็เกิดสงครามขึ้นจนได้นี่เป็นสงครามครั้งแรก และเป็นสงครามที่โหดเหี้ยมและโกลาหลที่สุดด้วยเช่นกัน

            ดังนั้น ทุกคนจึงพากันมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามองไปยังชายชราที่ลอยอยู่กลางอากาศผู้นั้น

            เขาเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่ปกปักรักษาเผ่ามนุษย์มานานร่วมร้อยปีแล้ว

            ชื่อของเขาถูกสลักอยู่ในหัวใจของชาวต้าเว่ยทุกคน

            หรือพูดอีกแบบก็คือ สำหรับสามัญชนทั้งหลาย ชายชราผู้นี้ก็เป็นเหมือนเทพของพวกเขานั่นเอง!

            “ท่านอวี้เหิง ช่วยพวกเราด้วย!”ใครบางคนส่งเสียงตะโกนขึ้นเป็นคนแรก

            ราวกับคนจมน้ำที่คว้าแพได้...

            “ท่านอวี้เหิง ช่วยพวกเราด้วย!!!”เสียงตะโกนเช่นนี้ค่อยๆ ดังขึ้นจากเพียงประปราย และเริ่มมากขึ้นในทุกวินาที จนเสียงเช่นนี้ดังกระหึ่มไปทั่วเมืองฉางอันปานเป็นเสียงของคลื่นยักษ์ที่โหมลงมาเช่นนั้น

            ทางด้านอวี้เหิงก็มีผีร้ายมากมายพุ่งเข้าใส่เขาจากทุกสารทิศเช่นกันแต่แสงสีขาวอ่อนๆ ที่กระจายอยู่รอบร่างค่อมกลับเป็นเหมือนเกราะที่สร้างมาเพื่อพิฆาตผีร้ายเพราะไม่ว่าผีร้ายพวกนั้นจะกรีดร้อง โหยหวน หรือพุ่งชนแรงเพียงไหนก็ไม่อาจทำลายเกราะนั้น แล้วเข้าไปใกล้อวี้เหิงได้เลยแม้แต่น้อย

            “ข้าเป็นครึ่งเทพจากตำหนักเทพทมิฬ มีหน้าที่ดูแลผีร้ายทุกตัวในโลกสามารถเปิดประตูนรก และเรียกผีจากนรกขึ้นมาได้ ไร้ขีดจำกัด เจ้าเป็นแค่นักรบแห่งดาราจักรที่ไม่มีชีพดาราคอยส่งเสริมเท่านั้นแล้วแบบนี้ เจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า?” เทียนจ้าวบอกแบบนั้นเขามองดูสรรพชีวิตที่กำลังถูกผีร้ายทั้งหลายกลืนกินวิญญาณและร่างกายพลันความรู้สึกสาแก่ใจจนยากจะอธิบายปะทุขึ้น

            ทว่าอวี้เหิงกลับยังเอาแต่นิ่งเงียบ

            เขาเพียงฟังเสียงร้องตะโกนที่ดังจากด้านล่างด้วยความสงบเท่านั้น

            ท่านอวี้เหิง ช่วยพวกเราด้วย

            ช่วงชีวิตการเป็นนักรบแห่งดาราจักรตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมาเขาได้ฟังคำนี้มานับครั้งไม่ถ้วน...

            และทุกๆ ครั้ง เขาเลือกที่จะตอบรับกลับไปเสมอ

            เพราะเขาคืออวี้เหิง

            เป็นผู้ปกปักรักษาเผ่ามนุษย์

            เขาปกป้องแผ่นดินนี้มานานถึงสองร้อยปีเต็มๆ

            แม้แผ่นดินผืนนี้จะไม่ได้สวยงามขนาดนั้นก็ตาม

            แม้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินจะโง่งมเพียงไรก็ตาม

            แต่ที่ผ่านมา เขาก็เลือกที่จะปกป้อง และให้อภัยคนเหล่านั้นมาโดยตลอด

            เขายังจำคำพูดที่ผู้ดูแลสูงสุดแห่งสำนักเทียนหลานคนก่อนเคยบอกตอนที่มอบกุญแจของหอเชื่อมดาราให้กับเขาได้อยู่เลย...

            “เพื่อสรรพสิ่ง!”

            เขาท่องคำๆ นั้นในใจครั้งแล้วครั้งเล่า

            เขาจำคำคำนี้อย่างขึ้นใจมาโดยตลอด

            เขามองว่ามันเป็นสารที่ต้องบอกต่อ

            และเขาก็สอนมันกับศิษย์ทุกคนของสำนักเทียนหลาน

            เพื่อคำคำนี้...

            นักรบแห่งดาราจักรของสำนักเทียนหลานถึงพากันมอดดับลงไปคนแล้วคนเล่า

            ศิษย์คนแล้วคนเล่าของสำนักต้องทนรับคำด่าจากคนรอบข้าง

            คำคำนี้...

            เป็นดังเกียรติยศของพวกเขา แต่ก็เป็นเช่นฝันร้ายในคราเดียวกัน

            เป็นสารที่ต้องบอกต่อ และเป็นคำที่จะสลักอยู่บนสุสานของพวกเขาเช่นกัน...

            ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นไปมองท้องนภาที่ถูกม่านโลหิตปกคลุม

            “เจ้าผิดแล้ว” เขาบอกแบบนั้น

            “ข้าเป็นนักรบแห่งดาราจักร”

            “ชีพดาราของข้าจะคงอยู่เสมอ” 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน