เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่46ใต้บารมีแห่งพระโพธิสัตว์



         ณ  ประตูทางเข้าหมู่ตึกหงสาเพลิง
       ยามนี้  มีเด็กหนุ่มอายุราว 14-15 ปีปรากฏตัวขึ้นมา  มันรูปกายสูงใหญ่กว่าเด็กทั่วไปอยู่บ้าง หน้าตาคมสัน  ตากลมโตสุกใส  ใบหน้ามีรอยยิ้มนิดๆ  มันย่อมเป็นเล้งปวย  ที่ก้าวเดินเนิบนาบไปยังประตูใหญ่นั่น
       ยามผู้เฝ้าประตูพอพบว่าผู้มาเป็นเด็กไร้พลังยุทธผู้หนึ่งจึงตวาดไปว่า
    “หยุดไว้!  เจ้าไม่เห็นหรือไรว่านี่เป็นเขตหวงห้าม  บุคคลภายนอกย่อมเข้าไปไม่ได้”  มันดูมีบุคลิกที่ขึงขังน่ากลัวเกรง  พลังปราณอยู่ที่ระดับ 8  ขั้นก่อเกิด
       แต่อีกฝ่ายกลับมิได้เกรงกลัวอันใด เพียงมองพวกมันอย่างกับเป็นสิ่งที่กำลังรำคาญ“ข้ามีเรื่องต้องพบคนผู้หนึ่งในนี้”  มันพูดเสียงราบเรียบ
    “ต้องการพบใคร”
    “แม่นางจวงยี่หลาน” มันยังคงเสียงราบเรียบ อย่างพยายามรักษามารยาท
    “ไม่ได้  ข้าไม่อนุญาต”  มันไม่พอใจที่อีกฝ่ายคล้ายไม่เกรงกลัวต่อมัน
    “ต้องเยี่ยงไรจึงจะได้”
    “เจ้าต้องมีนำ้หนักเพียงพอ”   มันกล่าวอย่างพอใจยิ่ง  และคิดว่าคราวนี้ฝ่ายเด็กน้อยคงหมดคำตอบโต้ลงได้ แต่มิคาดว่าเด็กน้อยนั่นกลับพูดว่า
    “นั่นก็ง่ายขึ้นมาแล้ว”   อีกฝ่ายตอบ    หลังจากพูด ไม่เห็นมันทำอันใด  มันเพียงก้าวช้าๆผ่านหน้ายามทั้งสองไปยังด้านในเท่านั้น   คล้ายดั่งไม่มีอันใดเกิดขึ้น  จวบจนมันไปไกลกว่าร้อยวา  ผู้เฝ้ายามทั้งสองจึงได้สติคืนมาอย่างแตกตื่นจนเหงื่อไหลชุ่มขึ้นมา  พวกมันย่อมคิดไม่ถึง      “เด็กน้อยที่แสนจะธรรมดาผู้หนึ่งไฉนกลายเป็นยอดฝีมือที่งำประกายไว้ได้มิดชิดถึงขนาดที่เพียงแค่มันเดินผ่าน  ก็ยังทำให้พวกเราทั้งสองที่มีพลังระดับ 8 ขั้นก่อเกิดนั้น  มีอาการหน้ามืดหูอื้อแขนขาขยับไม่ได้อยู่ตั้งนาน สวรรค์ !  นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ”   ทั้งสองได้ตะลึงอยู่ตั้งนานกว่าจะได้สติรีบรายงานเข้าไปภายใน  
          หลังจากเข้าประตูมาแล้วเล้งปวยได้พริ้วร่างไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงหน้าหมู่ตึกหงสาเพลิง และขณะที่กำลังคิดจะไปถามใครนั้น 
    “เด็กน้อยหยุดไว้”   เสียงอันแหลมเล็กตะโกนกึกก้องด้วยพลังปราณอันแกร่งกร้าวที่สุดพลันดังมา
    เล้งปวยพลันเห็นห่างไปราวยี่สิบวาด้านหน้าของตึก    ยืนเรียงรายด้วยกลุ่มคนราวๆแปดเก้าคน  และคนที่ยืนตรงกลางนั้นปรากฏว่าเป็นผู้อาวุโสยี่เสี่ยววาหัวหน้าตึกหงสาเพลิงนั่นเอง  ซึ่งนางน่าจะมีพลังยุทธอยู่ที่ขั้นเทพจุติไปแล้ว   เล้งปวยจึงก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าว
    “คารวะท่านผู้อาวุโสหัวหน้าตึกฯ  ผู้เยาว์เล้งปวย  จากตึกหมื่นเทพมารบกวนขอพบจวงยี่หลานขอรับ”   อีกฝ่ายพอได้ยินว่าเขาคือเล้งปวยก็เพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง  พลันมีสีหน้างงงวยไป
    “หรือเจ้าก็คือเล้งปวยที่เอาชนะศิษย์สายนอก กวนสง ได้ในคราวนั้น” นางย่อมแปลกใจยิ่งไม่น่าเชื่อว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้จะเป็นคู่ต่อสู้ของกวนสงอะไรนั่นได้เลย
    “เรียนท่านนผู้อาวุโส เป็นผู้เยาว์เอง”  เขาตอบอย่างเรียบ
    “ได้!   จะให้เจ้าพบก็ได้แต่เจ้าต้องเอาชนะศิษย์ของเราในที่นี้คนใดคนหนึ่งให้ได้ก่อน”  นางพลันยิ้มออกมา
    “เมื่อท่านผู้อาวุโสว่าดังนั้นผู้เยาว์ก็ขอน้อมรับคำสั่ง”  มันยังคงกล่าวราบเรียบเช่นเดิม  
    “เช่นนั้นทั้งหมดตามมา”  นางหมุนตัวเดินนำไป
      จากนั้นทุกคนได้ไปท่ีลานประลองหลังตึก  พอไปถึงแล้วเล้งปวยก็ได้พลันกล่าวขึ้นว่า
    “เรียนท่านผู้อาวุโสไหนๆก็มาแล้ว   ผู้เยาว์คิดอยากขอรับทราบฝีมือของศิษย์สายในทุกคนท่ีนี้จะได้ไหมขอรับ”
    “หือเจ้ากล้าที่จะเวียนสู้กับศิษย์สายในเราทุกคนจริงๆ”    นางถามขึ้นมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
    “เป็นทุกคนจริงๆ  แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอให้พวกเขาทั้งหมดเข้ามาพร้อมกันในคราเดียวเลย”มันกล่าวอย่างปลอดโปร่ง
    “เจ้าบอกว่า  ให้เข้ามาพร้อมกันเลย !  นี่เด็กน้อย…เจ้าอย่าได้ล้อเล่นไป แม้เป็นเพียงการประลองแลกเปลี่ยนก็จริงอยู่  แต่หากมีพลังฝีมือที่แตกต่างกันเกินไปก็อาจจะมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นได้ เจ้าอย่าได้ประมาทไป”  นางพลันขุ่นเคืองขึ้นเล็กน้อย ที่เห็นอีกฝ่ายไม่ประเมินตน
    “หากเกิดเช่นนั้นขึ้นจริงๆ  ก็ถือว่าผู้เยาว์ ไม่ประเมินตนเองก็แล้วกัน  ทางตึกท่านไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ”  มันยังคงมีท่าทีดังเดิม
      ได้ยินเช่นนั้น แววตาของผู้อาวุโสยี่เสี่ยววาพลันสงบลง  “ได้ !   เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งแปดเข้าไปพร้อมกัน”  ท่าทีนางพลันเคร่งขรึมลง
    พอทุกคนพร้อมนางจึงสั่งเริ่มการประลองขึ้น   “เริ่มการประลองได้”   เสียงผู้อาวุโสยี่เสี่ยววา ดังขึ้น
       ทันใดนั้นเสียงทุกคนชักกระบี่สะบัดออกและการเคลื่อนไหวได้เกิดขึ้น  เล้งปวยเริ่มพบว่าพลังของคนที่นี่แข็งแกร่งกว่าคนของตึกหมื่นเทพราวๆ  2 -3 ระดับ  และในขณะที่การต่อสู้กำลังเกิดขึ้นนั้นเล้งปวยพลันพบว่ามีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏตัวมา พอชำเลืองมองไปจึงพบว่าเป็นจวงยี่หลานนั่นเอง   และนางเองพอเห็นชายหนุ่มที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นเป็นเล้งปวย นางถึงกับแตกตื่นขึ้นอย่างยิ่ง
    “อา!  อาจารย์เขามาได้อย่างไร?”  นางหันไปหาหญิงชราผู้เป็นอาจารย์
    “มันมาหาเจ้าอาจารย์จึงถือโอกาสทดสอบฝีมือมัน  มิคาดมันถึงกับจองหองท้าทายประลองกับทุกคนขึ้นมา  อาจารย์จึงกังวลไม่น้อยกลัวมันจะเป็นอันตราย”       แต่นางพลันเห็นว่า  ท่าทีของจวงยี่หลานนั้นนอกจากตื่นเต้นธรรมดาแล้วไม่มีวี่แววกังวลใดๆต่อสถานการณ์ของมันปรากฏออกมาเลย  นางก็สงสัยขึ้นไม่น้อย
       ในขณะที่สภาพการต่อสู้นั้นได้เข้าสู่ขั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อคลื่นพลังแห่งกระบี่ทั้งแปดเล่มนั้นได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกดกระแทกเข้าใส่คู่ต่อสู้จนบังเกิดเสียงครืนๆกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณทันที  ทันใดนั้นพลันปรากฏเงากระบี่เป็นหมื่นๆเล่มจากรอบทิศทางจู่โจมเข้าใส่เล้งปวยที่กึ่งกลางพร้อมเพรียงกันอย่างรวดเร็วยิ่ง   ต่อให้มีอีกเป็นพันๆมือก็ย่อมไม่มีใครสามารถช่วยมันได้ทัน   จนทั้งอาจารย์และศิษย์ที่ชมดูอยู่ด้านข้างนั้นต่างลุกพรวดขึ้นพร้อมกันราวนัดไว้  จวงยี่หลานได้โพร่งออกไป
       “เ   ล      เ    ล้  ง    ป      ว       ย……”
    แต่ร้องยังไม่ทันขาดคำ  ในลานต่อสู้พลันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว   มิคาดขณะที่ดูเหมือนเล้งปวยนั้นเยี่ยงไรก็มิอาจหนีรอดจากคลื่นแห่งหมื่นกระบี่นี้ไปได้แน่ๆนั้น
        พลันมีเสียงอันนุ่มนวลไพเราะดังจากปากเล้งปวยเบาๆแต่แทรกลึกเข้าไปในห้วงแห่งจิตของทุกคนในวงต่อสู้ 
       “ใต้บารมีแห่งพระโพธิสัตว์   ๆ         ๆ            ”
    “…………………………………”
    “…………………………………”    แล้วทุกอย่างพลันหยุดกึกลงทันใด  หยุดอยู่ในท่วงท่าเช่นนั้นทันทีดุจดั่งมวลอากาศทั้งหมดพลันถูกแช่แข็งขึ้นพร้อมกันหยุดกระทั่งลมหายใจ ของทุกคนในวงต่อสู้   ทุกอย่างค้างอยู่เช่นนั้นชั่วหนึ่งลมหายใจ
    จวบจนเล้งปวยได้ก้าวออกมาจากวงต่อสู้แล้วทุกคนจึงพลันล้มพับลงไปกับพื้นทันทีกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ๆจึงได้สติกลับมา
    “โ อ!!!!!!!!!”  เสียงอุทานดังขึ้นมาพร้อมๆกันของผู้ชมดูอยู่นั้น
    “ยี่หลาน”   “ปวยเอ๋อ”   เสียงเรียกอีกฝ่ายของคนทั้งคู่ที่แทบจะดังขึ้นมาพร้อมกัน  นั่นแหละจึงทำให้เริ่มทยอยมีคนได้สติกลับคืนมาเพิ่มขึ้น   แต่ทั้งหมดก็มิได้บาดเจ็บมากมายอันใด เพียงเลือดลมปั่นป่วนไร้เรี่ยวแรงไปเท่านั้น
       จวงยี่หลานจูงมือเล้งปวยไปนั่งที่โต๊ะศิลาใต้ร่มไม้ข้างลานประลอง
    “เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”  ทั้งคู่แทบจะถามขึ้นมาพร้อมกันอีก  
       จากนั้นต่างคนต่างได้เล่าเรื่องราวในช่วงที่ไม่ได้พบกันให้อีกฝ่ายฟังอย่างคร่าวๆ  จวงยี่หลานบอกว่าตั้งแต่ที่ได้มีการประลองรอบพิเศษนั้นมา   อาจารยก็ได้ให้การดูแลนางเป็นพิเศษเพียงเป็นรองจากเย่ยี่จูที่เป็นศิษย์สายตรงเท่านั้น  และนางมีพลังมาอยู่ที่ระดับ 5  ของขั้นแก่นแท้ลมปราณแล้วซึ่งถือพัฒนาได้เร็วอย่างยิ่ง   นางยังบอกเขาอีกว่า เย่ยี่จูนั้นลึกล้ำแข็งแกร่งเป็นที่สุด   
           “ข้าเป็นห่วงการฝึกฝนของเจ้า  พอรู้ว่าเจ้ามีการเพี่มความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณเช่นนี้ข้าก็ดีใจ  เพราะเจ้าจะสามารถใช้โอสถระดับ 5 นี้ได้  มันจะช่วยให้พลังของเจ้าเลื่อนไปอยู่ที่ระดับ 8 เป็นอย่างน้อย”  มันยื่นโอสถให้กับนาง หนึ่งเม็ด
       ชั่วครู่ใหญ่ๆเล้งปวยจึงได้ลาทุกคนกลับ  ทิ้งไว้เพียงเงาทะมึนในจิตใจของทุกคนทั้งตึกหงสาเพลิง



    /ดูเหมือนหัวหน้าตึกจะช็อคมากกว่าคนอื่นนะเนี่ย…


      

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน