ณ ประตูทางเข้าหมู่ตึกหงสาเพลิง
ยามนี้ มีเด็กหนุ่มอายุราว 14-15 ปีปรากฏตัวขึ้นมา มันรูปกายสูงใหญ่กว่าเด็กทั่วไปอยู่บ้าง หน้าตาคมสัน ตากลมโตสุกใส ใบหน้ามีรอยยิ้มนิดๆ มันย่อมเป็นเล้งปวย ที่ก้าวเดินเนิบนาบไปยังประตูใหญ่นั่น
ยามผู้เฝ้าประตูพอพบว่าผู้มาเป็นเด็กไร้พลังยุทธผู้หนึ่งจึงตวาดไปว่า
“หยุดไว้! เจ้าไม่เห็นหรือไรว่านี่เป็นเขตหวงห้าม บุคคลภายนอกย่อมเข้าไปไม่ได้” มันดูมีบุคลิกที่ขึงขังน่ากลัวเกรง พลังปราณอยู่ที่ระดับ 8 ขั้นก่อเกิด
แต่อีกฝ่ายกลับมิได้เกรงกลัวอันใด เพียงมองพวกมันอย่างกับเป็นสิ่งที่กำลังรำคาญ“ข้ามีเรื่องต้องพบคนผู้หนึ่งในนี้” มันพูดเสียงราบเรียบ
“ต้องการพบใคร”
“แม่นางจวงยี่หลาน” มันยังคงเสียงราบเรียบ อย่างพยายามรักษามารยาท
“ไม่ได้ ข้าไม่อนุญาต” มันไม่พอใจที่อีกฝ่ายคล้ายไม่เกรงกลัวต่อมัน
“ต้องเยี่ยงไรจึงจะได้”
“เจ้าต้องมีนำ้หนักเพียงพอ” มันกล่าวอย่างพอใจยิ่ง และคิดว่าคราวนี้ฝ่ายเด็กน้อยคงหมดคำตอบโต้ลงได้ แต่มิคาดว่าเด็กน้อยนั่นกลับพูดว่า
“นั่นก็ง่ายขึ้นมาแล้ว” อีกฝ่ายตอบ หลังจากพูด ไม่เห็นมันทำอันใด มันเพียงก้าวช้าๆผ่านหน้ายามทั้งสองไปยังด้านในเท่านั้น คล้ายดั่งไม่มีอันใดเกิดขึ้น จวบจนมันไปไกลกว่าร้อยวา ผู้เฝ้ายามทั้งสองจึงได้สติคืนมาอย่างแตกตื่นจนเหงื่อไหลชุ่มขึ้นมา พวกมันย่อมคิดไม่ถึง “เด็กน้อยที่แสนจะธรรมดาผู้หนึ่งไฉนกลายเป็นยอดฝีมือที่งำประกายไว้ได้มิดชิดถึงขนาดที่เพียงแค่มันเดินผ่าน ก็ยังทำให้พวกเราทั้งสองที่มีพลังระดับ 8 ขั้นก่อเกิดนั้น มีอาการหน้ามืดหูอื้อแขนขาขยับไม่ได้อยู่ตั้งนาน สวรรค์ ! นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ” ทั้งสองได้ตะลึงอยู่ตั้งนานกว่าจะได้สติรีบรายงานเข้าไปภายใน
หลังจากเข้าประตูมาแล้วเล้งปวยได้พริ้วร่างไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงหน้าหมู่ตึกหงสาเพลิง และขณะที่กำลังคิดจะไปถามใครนั้น
“เด็กน้อยหยุดไว้” เสียงอันแหลมเล็กตะโกนกึกก้องด้วยพลังปราณอันแกร่งกร้าวที่สุดพลันดังมา
เล้งปวยพลันเห็นห่างไปราวยี่สิบวาด้านหน้าของตึก ยืนเรียงรายด้วยกลุ่มคนราวๆแปดเก้าคน และคนที่ยืนตรงกลางนั้นปรากฏว่าเป็นผู้อาวุโสยี่เสี่ยววาหัวหน้าตึกหงสาเพลิงนั่นเอง ซึ่งนางน่าจะมีพลังยุทธอยู่ที่ขั้นเทพจุติไปแล้ว เล้งปวยจึงก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าว
“คารวะท่านผู้อาวุโสหัวหน้าตึกฯ ผู้เยาว์เล้งปวย จากตึกหมื่นเทพมารบกวนขอพบจวงยี่หลานขอรับ” อีกฝ่ายพอได้ยินว่าเขาคือเล้งปวยก็เพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง พลันมีสีหน้างงงวยไป
“หรือเจ้าก็คือเล้งปวยที่เอาชนะศิษย์สายนอก กวนสง ได้ในคราวนั้น” นางย่อมแปลกใจยิ่งไม่น่าเชื่อว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้จะเป็นคู่ต่อสู้ของกวนสงอะไรนั่นได้เลย
“เรียนท่านนผู้อาวุโส เป็นผู้เยาว์เอง” เขาตอบอย่างเรียบ
“ได้! จะให้เจ้าพบก็ได้แต่เจ้าต้องเอาชนะศิษย์ของเราในที่นี้คนใดคนหนึ่งให้ได้ก่อน” นางพลันยิ้มออกมา
“เมื่อท่านผู้อาวุโสว่าดังนั้นผู้เยาว์ก็ขอน้อมรับคำสั่ง” มันยังคงกล่าวราบเรียบเช่นเดิม
“เช่นนั้นทั้งหมดตามมา” นางหมุนตัวเดินนำไป
จากนั้นทุกคนได้ไปท่ีลานประลองหลังตึก พอไปถึงแล้วเล้งปวยก็ได้พลันกล่าวขึ้นว่า
“เรียนท่านผู้อาวุโสไหนๆก็มาแล้ว ผู้เยาว์คิดอยากขอรับทราบฝีมือของศิษย์สายในทุกคนท่ีนี้จะได้ไหมขอรับ”
“หือเจ้ากล้าที่จะเวียนสู้กับศิษย์สายในเราทุกคนจริงๆ” นางถามขึ้นมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“เป็นทุกคนจริงๆ แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอให้พวกเขาทั้งหมดเข้ามาพร้อมกันในคราเดียวเลย”มันกล่าวอย่างปลอดโปร่ง
“เจ้าบอกว่า ให้เข้ามาพร้อมกันเลย ! นี่เด็กน้อย…เจ้าอย่าได้ล้อเล่นไป แม้เป็นเพียงการประลองแลกเปลี่ยนก็จริงอยู่ แต่หากมีพลังฝีมือที่แตกต่างกันเกินไปก็อาจจะมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นได้ เจ้าอย่าได้ประมาทไป” นางพลันขุ่นเคืองขึ้นเล็กน้อย ที่เห็นอีกฝ่ายไม่ประเมินตน
“หากเกิดเช่นนั้นขึ้นจริงๆ ก็ถือว่าผู้เยาว์ ไม่ประเมินตนเองก็แล้วกัน ทางตึกท่านไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ” มันยังคงมีท่าทีดังเดิม
ได้ยินเช่นนั้น แววตาของผู้อาวุโสยี่เสี่ยววาพลันสงบลง “ได้ ! เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งแปดเข้าไปพร้อมกัน” ท่าทีนางพลันเคร่งขรึมลง
พอทุกคนพร้อมนางจึงสั่งเริ่มการประลองขึ้น “เริ่มการประลองได้” เสียงผู้อาวุโสยี่เสี่ยววา ดังขึ้น
ทันใดนั้นเสียงทุกคนชักกระบี่สะบัดออกและการเคลื่อนไหวได้เกิดขึ้น เล้งปวยเริ่มพบว่าพลังของคนที่นี่แข็งแกร่งกว่าคนของตึกหมื่นเทพราวๆ 2 -3 ระดับ และในขณะที่การต่อสู้กำลังเกิดขึ้นนั้นเล้งปวยพลันพบว่ามีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏตัวมา พอชำเลืองมองไปจึงพบว่าเป็นจวงยี่หลานนั่นเอง และนางเองพอเห็นชายหนุ่มที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นเป็นเล้งปวย นางถึงกับแตกตื่นขึ้นอย่างยิ่ง
“อา! อาจารย์เขามาได้อย่างไร?” นางหันไปหาหญิงชราผู้เป็นอาจารย์
“มันมาหาเจ้าอาจารย์จึงถือโอกาสทดสอบฝีมือมัน มิคาดมันถึงกับจองหองท้าทายประลองกับทุกคนขึ้นมา อาจารย์จึงกังวลไม่น้อยกลัวมันจะเป็นอันตราย” แต่นางพลันเห็นว่า ท่าทีของจวงยี่หลานนั้นนอกจากตื่นเต้นธรรมดาแล้วไม่มีวี่แววกังวลใดๆต่อสถานการณ์ของมันปรากฏออกมาเลย นางก็สงสัยขึ้นไม่น้อย
ในขณะที่สภาพการต่อสู้นั้นได้เข้าสู่ขั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อคลื่นพลังแห่งกระบี่ทั้งแปดเล่มนั้นได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกดกระแทกเข้าใส่คู่ต่อสู้จนบังเกิดเสียงครืนๆกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณทันที ทันใดนั้นพลันปรากฏเงากระบี่เป็นหมื่นๆเล่มจากรอบทิศทางจู่โจมเข้าใส่เล้งปวยที่กึ่งกลางพร้อมเพรียงกันอย่างรวดเร็วยิ่ง ต่อให้มีอีกเป็นพันๆมือก็ย่อมไม่มีใครสามารถช่วยมันได้ทัน จนทั้งอาจารย์และศิษย์ที่ชมดูอยู่ด้านข้างนั้นต่างลุกพรวดขึ้นพร้อมกันราวนัดไว้ จวงยี่หลานได้โพร่งออกไป
“เ ล เ ล้ ง ป ว ย……”
แต่ร้องยังไม่ทันขาดคำ ในลานต่อสู้พลันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว มิคาดขณะที่ดูเหมือนเล้งปวยนั้นเยี่ยงไรก็มิอาจหนีรอดจากคลื่นแห่งหมื่นกระบี่นี้ไปได้แน่ๆนั้น
พลันมีเสียงอันนุ่มนวลไพเราะดังจากปากเล้งปวยเบาๆแต่แทรกลึกเข้าไปในห้วงแห่งจิตของทุกคนในวงต่อสู้
“ใต้บารมีแห่งพระโพธิสัตว์ ๆ ๆ ”
“…………………………………”
“…………………………………” แล้วทุกอย่างพลันหยุดกึกลงทันใด หยุดอยู่ในท่วงท่าเช่นนั้นทันทีดุจดั่งมวลอากาศทั้งหมดพลันถูกแช่แข็งขึ้นพร้อมกันหยุดกระทั่งลมหายใจ ของทุกคนในวงต่อสู้ ทุกอย่างค้างอยู่เช่นนั้นชั่วหนึ่งลมหายใจ
จวบจนเล้งปวยได้ก้าวออกมาจากวงต่อสู้แล้วทุกคนจึงพลันล้มพับลงไปกับพื้นทันทีกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ๆจึงได้สติกลับมา
“โ อ!!!!!!!!!” เสียงอุทานดังขึ้นมาพร้อมๆกันของผู้ชมดูอยู่นั้น
“ยี่หลาน” “ปวยเอ๋อ” เสียงเรียกอีกฝ่ายของคนทั้งคู่ที่แทบจะดังขึ้นมาพร้อมกัน นั่นแหละจึงทำให้เริ่มทยอยมีคนได้สติกลับคืนมาเพิ่มขึ้น แต่ทั้งหมดก็มิได้บาดเจ็บมากมายอันใด เพียงเลือดลมปั่นป่วนไร้เรี่ยวแรงไปเท่านั้น
จวงยี่หลานจูงมือเล้งปวยไปนั่งที่โต๊ะศิลาใต้ร่มไม้ข้างลานประลอง
“เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” ทั้งคู่แทบจะถามขึ้นมาพร้อมกันอีก
จากนั้นต่างคนต่างได้เล่าเรื่องราวในช่วงที่ไม่ได้พบกันให้อีกฝ่ายฟังอย่างคร่าวๆ จวงยี่หลานบอกว่าตั้งแต่ที่ได้มีการประลองรอบพิเศษนั้นมา อาจารยก็ได้ให้การดูแลนางเป็นพิเศษเพียงเป็นรองจากเย่ยี่จูที่เป็นศิษย์สายตรงเท่านั้น และนางมีพลังมาอยู่ที่ระดับ 5 ของขั้นแก่นแท้ลมปราณแล้วซึ่งถือพัฒนาได้เร็วอย่างยิ่ง นางยังบอกเขาอีกว่า เย่ยี่จูนั้นลึกล้ำแข็งแกร่งเป็นที่สุด
“ข้าเป็นห่วงการฝึกฝนของเจ้า พอรู้ว่าเจ้ามีการเพี่มความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณเช่นนี้ข้าก็ดีใจ เพราะเจ้าจะสามารถใช้โอสถระดับ 5 นี้ได้ มันจะช่วยให้พลังของเจ้าเลื่อนไปอยู่ที่ระดับ 8 เป็นอย่างน้อย” มันยื่นโอสถให้กับนาง หนึ่งเม็ด
ชั่วครู่ใหญ่ๆเล้งปวยจึงได้ลาทุกคนกลับ ทิ้งไว้เพียงเงาทะมึนในจิตใจของทุกคนทั้งตึกหงสาเพลิง
/ดูเหมือนหัวหน้าตึกจะช็อคมากกว่าคนอื่นนะเนี่ย…