รักครั้งใหม่ในยุค 70 ฉันขอเป็นคนเลือกเอง

    ตอนที่ 7 ขอความช่วยเหลือ

            หลังจากที่เป่ยชานชาน ได้ยินคำพูดของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอทำให้เธอรู้สึกเสียใจ หัวใจของเธอแตกสลายมากกว่าเดิม สามีและครอบครัวของสามีเขาไม่ได้รักเธอและเอ็นดูเธอที่เป็นลูกสะใภ้หรือภรรยา แต่พวกเขาเห็นว่าเธอเป็นคนรับใช้ของบ้านเท่านั้น

            “ได้สิ! ฉันจะยอมหย่าให้ ในเมื่อคุณพูดออกมาแบบนั้นแล้ว ฉันก็จะยอมหย่าให้กับคุณ แต่ฉันขอเวลาหน่อยแล้วกัน ให้เวลาฉันได้จัดการเรื่องต่างๆ ก่อน หลังจากฉันจัดการเรื่องราวทุกอย่างเสร็จ ฉันจะย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้ทันที” เป่ยชานชานกล่าว พร้อมกับปาดน้ำตาที่กำลังไหลอาบแก้มของเธอจนแห้ง

            “เป่ยชานชาน! ถึงพวกเราจะหย่ากันแล้ว เธอก็ยังเป็นเมียของฉันอยู่ เธอไม่จำเป็นที่จะต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่นให้ลำบาก ฉันขอแค่เธอย้ายไปอยู่ที่ห้องแม่บ้านก็พอ” หวังเฉาเฟยเอ่ยบอกเป่ยชานชาน

            เป่ยชานชาน มองหน้าสามี แม่สามีและครอบครัวของตัวเอง ด้วยสายตาที่นิ่งเฉย ก่อนที่จะเดินกลับออกจากห้องรับแขก กลับไปที่ห้องนอนของเธอ

            หลังจากที่เป่ยชานชานกลับเข้ามาภายในห้องนอนของเธอ เธอนั่งลงที่พื้นพร้อมกับร้องไห้ออกมาเสียงดังด้วยความเจ็บที่สามีทั้งนอกใจ และเจ็บปวดมากที่น้องสาวที่เธอรักและเลี้ยงมากับมือ ร่วมกันหักหลังเธอทั้งคู่

            เธอร้องไห้อยู่นาน เธอกลับคิดขึ้นว่า ภายใน 2 อาทิตย์เธอจะต้องหาที่อยู่ใหม่และต้องมีเงินติดตัวออกจากบ้านหลังนี้ เมื่อเธอเริ่มคิดแผนการของตัวเองได้ เธอรีบนั่งคิดทบทวนว่าเธอจะหาทางเอาเงินที่ทางครอบครัวสามีเอาไปได้อย่างไร

            ทันทีที่เธอคิดได้และมีวิธีการเอาคืน เป่ยชานชาน รีบหยิบโทรศัพท์กดโทรหาเลขาส่วนตัวทันที ขณะที่กำลังต่อสายไปหาเลขา เธอคิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เลขาของเธอต้องอยู่กับครอบครัวของเลขาก็จริง แต่สำหรับเธอรอต่อไปไม่ได้แล้ว จำเป็นที่จะต้องตามเลขาออกมาพบก่อน

            “ฮัลโหลค่ะเจ้านาย” เสียงปลายสายเอ่ยทักทายขึ้น

            “ซูหลิงเออร์! ตอนนี้เธอยุ่งหรือเปล่า” เป่ยชานชานเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ

            “ตอนนี้ฉันพึ่งทำงานบ้านเสร็จค่ะ ว่าแต่เจ้านายมีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูหลิงเออร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “ฉันมีเรื่องจะขอให้เธอช่วยนิดหน่อย เธอออกมาเจอฉันที่ร้านกาแฟได้ไหม” เป่ยชานชานกล่าว

            “ร้านกาแฟหน้าบริษัทได้ไหมคะ พอดีอยู่ใกล้บ้านของฉันด้วย” ซูหลิงเออร์กล่าว

            “ได้สิ! เธอไปรอฉันนะ เดี๋ยวฉันรีบไป” เป่ยชานชานกล่าว ก่อนที่จะลุกไปเปลี่ยนชุดและหยิบกระเป๋าพร้อมกับกุญแจรถ ก่อนที่จะเดินออกจากบ้านและขับรถไปที่ร้านกาแฟหน้าโรงงานไส้กรอกของเธอ เธอขับรถมาที่บริษัทด้วยความโกรธ ก่อนที่จะมาถึงร้านกาแฟที่นัดเลขาไว้

            เป่ยชานชานเดินเข้ามาภายในร้านกาแฟ เธอกวาดสายตามองหาเลขาส่วนตัวของเธอ ก่อนที่จะเจอและเดินเข้าไปนั่งลงที่โต๊ะเดียวกันกับเลขา

            “สวัสดีค่ะเจ้านาย! เจ้านายมีเรื่องอะไรด่วนหรือเปล่าคะ ถึงได้รีบร้อนนัดฉันออกมาเจอแบบนี้” ซูหลิงเออร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “เธอทำงานกับฉันมากี่ปีแล้วซูหลิงเออร์” เป่ยชานชานเอ่ยถาม พร้อมกับทำหน้าตาจริงจัง

            “ฉันทำงานกับเจ้านายมาสิบกว่าปีแล้วค่ะ ทำไมหรือคะ?” ซูหลิงเออร์เอ่ยตอบ

            “ถ้าฉันจะขอความช่วยเหลือจากเธอได้ไหม ฉันเดือดร้อนจริงๆ” เป่ยชานชานกล่าว พร้อมกับทำหน้าเศร้าใส่เลขา

            “เจ้านายมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ เล่าให้ฉันฟังได้นะ” ซูหลิงเออร์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

            “สามีของฉันขอหย่ากับฉัน!” เป่ยชานช่านกล่าว พร้อมกับน้ำตาเอ่อออกมา

            “ห้ะ! เจ้านายพูดเรื่องจริงเหรอคะ? ทำไมสามีของเจ้านายถึงจะหย่าล่ะ” ซูหลิงเออร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

            เป่ยชานชานมองหน้าซูหลิงเออร์ด้วยสายตาที่เศร้า พร้อมกับคิดในใจว่า เรื่องนี้เธอจะทำให้ผู้บริหารสูงสุดอย่างหวังเฉาเฟยถูกลูกน้องทั้งโรงงานเอาเขาไปนินทาให้เสียหายได้มากที่สุด โดยที่เธอจะต้องสวมบทบาทเป็นนางเอกในตอนนี้ เพื่อออกจากครอบครัวของสามี แต่จะต้องเอาเงินและบางอย่างออกมาจากโรงงานบ้าง

            “คือว่าสามีของฉันไปทำน้องสาวของฉันท้องนะสิ! ฉันไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อไปดี ฉันมีแค่เธอที่จะช่วยรับฟังปัญหาของฉันได้ ฉันเลยนัดเธอออกมาเจอ” เป่ยชานชานกล่าว พร้อมกับร้องไห้ออกมา

            “เจ้านายจะให้ฉันช่วยยังไงคะ เรื่องนี้พวกเราทำอะไรกันได้บ้าง” ซูหลิงเออร์เอ่ยถาม

            “อีก 2 อาทิตย์ฉันต้องหาบ้านใหม่ และต้องไปหย่ากับสามี แต่ตอนนี้ฉันยังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้เลย อีกอย่างเงินที่ฉันหามาได้ก็อยู่กับสามีทั้งหมด ฉันไม่มีอะไรติดตัวเลยในตอนนี้” เป่ยชานชานกล่าว

            “เรื่องที่อยู่ยังพอหาให้ได้ค่ะ! แต่เรื่องเงินนี่ฉันก็ไม่มีปัญญาที่จะช่วยเจ้านายได้ แต่ที่บริษัทเจ้านายมีหุ้นมากกว่าสามีและครอบครัวของสามีอยู่ค่ะ แต่ถ้าเกิดว่า เจ้านายจะขายหุ้นบางส่วนเพื่อเอาไปใช้จ่าย หุ้นในส่วนของเจ้านายก็จะลดน้อยลง ถ้าเป็นอย่างนั้น เจ้านายอาจติดปัญหาในเรื่องของการตัดสินใจด้านการบริหารบริษัทของเจ้านายนะคะ ทำให้สามีของเจ้านายมีสิทธิ์ในการตัดสินใจมากกว่าเจ้านายแน่นอน” ซูหลิงเออร์กล่าว พร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากเจ้านายของเธอ

            “นั่นสิ! ฉันจะหาทางเอาเงินที่ฉันหามาได้ จะเอาออกมาอย่างไรดี” เป่ยชานชายกล่าว พร้อมกับนั่งคิดนานอยู่ครู่หนึ่ง

     

    คล้ายกับเรื่องรักครั้งใหม่ในยุค 70 ฉันขอเป็นคนเลือกเอง ที่คุณอ่าน