เสียงระเบิดสุดท้ายของยันต์ศาสตราจางหายไปพร้อมกับกลิ่นควันกำมะถันและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศหมอกควันที่หนาทึบค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นสภาพลานประลองที่แหลกเหลวเป็นหลุมเป็นบ่อและร่างของหลี่เจี้ยนกับพรรคพวกทั้งห้าที่นอนระเนระนาดอยู่กลางลาน พวกเขาแต่ละคนแทบไม่ต่างจากซากศพที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาหายใจ—เลือดสีคล้ำซึมทะลุเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นตามแขนขาแผลฉกรรจ์เผยให้เห็นเนื้อในที่ฉีกขาด ใบหน้าซีดเผือดดวงตาเบิกโพลงฉายแววตื่นตระหนกและเจ็บปวดอย่างไม่อาจปกปิด
หนานกงเฟยพยายามขยับแต่ขาที่หักผิดรูปทำให้เขาทรุดลงอีกครั้งแขนของไป๋หลงตกแนบลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับกระดูกหลุดออกจากเบ้า ซูหลิงกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนพยายามกลั้นเสียงกรีดร้องขณะเลือดสีสดไหลรินจากแผลลึกที่ไหล่ซ้าย มู่หานนอนแน่นิ่งดวงตาเบิกโพลงจ้องมองฟ้า ไม่หลงเหลือแม้แต่เงาพลังที่จะกระดุกกระดิกเสียงครวญครางแผ่วเบาดังขึ้นเป็นระยะท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันยิ่งกว่าเสียงระเบิดเมื่อครู่ความเงียบที่ทำเอาผู้คนรอบลานประลองรู้สึกเหมือนถูกบีบอัดจนหายใจติดขัดไม่มีใครกล้าส่งเสียงหรือแม้แต่ขยับกายทุกสายตาจับจ้องไปยังจุดศูนย์กลางของความพินาศ
หลี่เจี้ยนพยายามยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดไหลซึมจากมุมปากเขาจ้องมองไปยังร่างของเอี้ยเสวียนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกลดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ ความสับสน และความโกรธแค้นเขาตะโกนเสียงแหบพร่า “เจ้า…เจ้าทำได้อย่างไร! นี่มัน…มันเป็นไปไม่ได้! ข้าไม่เชื่อ!”ไป๋หลงที่นอนหอบหายใจรวยรินกัดฟันแน่น “วิชาของข้า…เจ้า…เจ้าใช้มันได้ยังไง!มัน…มันเป็นไปไม่ได้!” ซูหลิงที่กำลังกุมแผลที่ไหล่สั่นศีรษะพรืด ดวงตาพร่ามัว“ข้า…ข้ายังไม่เข้าใจ…นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”
เอี้ยเสวียนยืนนิ่งดุจหินผา ความเงียบของเขากลับยิ่งกดดันกว่าเสียงใดๆดวงตาใต้หน้ากากสีดำสนิทจ้องมองลงไปยังร่างที่ปวกเปียกของหลี่เจี้ยนอย่างเย็นชาเขานัยน์ตาภายใต้หน้ากากกรอกตามองบน ราวกับเบื่อหน่ายเต็มทน“ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่ประจักษ์ความจริง หรือไม่ก็ปัญญาทึบเกินคาด”เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงความหมายเสียด “นอกเหนือจาก‘ทำได้อย่างไร’ ‘เป็นไปไม่ได้’ และ ‘ข้าไม่เชื่อ’ แล้วพวกเจ้าพูดอย่างอื่นไม่เป็นเลยหรือไง? สภาพที่แทบเละจนแทบจำไม่ได้ว่าเป็นลูกใครขนาดนี้เจ้ายังมีหน้ามาบอกว่ายังไม่เชื่ออีก…แล้วต้องให้ข้าทำถึงขั้นไหนพวกเจ้าถึงจะยอมรับความจริง?”
หลี่เจี้ยนและพวกรู้สึกเหมือนคนเอามีดมาแทงใจดำของพวกตนถ้าพวกเขาพูดได้คงจะตะโกนว่า"แล้วจะให้พวกข้าพูดว่าไงหา...นี่มันบทพูดมาตรฐานของคนแพ้ไม่ใช่หรือ? ช่วยเล่นตามบทหน่อยได้มั้ย?" แต่ได้แต่คิดในใจเพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากอีกฝ่าย
เอี้ยเสวียนก้าวเท้าเข้าไปใกล้พวกเขาช้าๆ แต่ละย่างก้าวเนิบนาบทว่ากลับหนักแน่นราวกับค้อนที่ตอกย้ำความพ่ายแพ้เงาของเขาที่ทอดทับไปบนร่างของหลี่เจี้ยนราวกับเงาของเพชฌฆาต “ข้าสงสัยจริงๆว่าพวกเจ้ารู้สึกยังไงเวลาที่โดนคนที่พวกเจ้าคิดว่าต้อยต่ำกว่าเอาชนะ?” เอี้ยเสวียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากแววเย้ยหยันมีเพียงความว่างเปล่าอันเย็นยะเยือก “หรือคิดว่าทุกสิ่งตอนนี้เป็นความฝัน?”
เอี้ยเสวียนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาทั้งห้าคนช้าๆบรรยากาศรอบข้างพลันเย็นยะเยือกราวกับมีลมหนาวจากขั้วโลกเหนือพัดผ่านความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนผู้คนรอบลานประลองรู้สึกเหมือนอากาศในปอดถูกบีบอัดจนหายใจติดขัดทุกย่างก้าวของเอี้ยเสวียนที่ก้าวอย่างเนิบนาบแต่หนักแน่นราวกับเป็นการประกาศโทษประหารอย่างเป็นทางการที่กำลังคืบคลานเข้ามา
หลี่เจี้ยนและพรรคพวกแม้จะบาดเจ็บสาหัสแทบขยับไม่ได้แต่แววตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังสุดขีดมันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความกลัวที่แทรกซึมถึงขั้วหัวใจมือของซูหลิงสั่นระริกขณะพยายามควานหาศาสตราวุธที่หล่นห่างตัวออกไปแม้จะรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์หนานกงเฟยหายใจถี่แรงจนทรวงอกกระเพื่อม เหงื่อเย็นไหลซึมทั่วใบหน้าความตายอยู่ใกล้เสียจนพวกเขาสัมผัสได้—กลิ่นเหล็กคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นควันไหม้และความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูกทุกส่วน
เอี้ยเสวียนหยุดยืนเหนือร่างของหลี่เจี้ยนที่นอนอย่างหมดสภาพเขาก้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาใต้หน้ากากจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของอีกฝ่ายราวกับจะดูดกลืนวิญญาณ “กลัวแล้วหรือ?” เอี้ยเสวียนกระซิบเสียงเบาหวิวทว่ากลับก้องกังวานในโสตประสาทของหลี่เจี้ยนราวกับเสียงฟ้าผ่า“นี่แหละ…ความตายที่เจ้าสมควรได้รับ”
ทันใดนั้น เบื้องหน้าเอี้ยเสวียนก็ปรากฏเงาร่าง 5 ร่างขึ้นมา ร่างของรองเจ้าสำนักทั้งห้าปรากฏขึ้นมาบนลานประลองยืนขวางหน้าระหว่างเอี้ยเสวียนกับเหล่าศิษย์ของตนสีหน้าของแต่ละคนตึงเครียดและอึดอัดอย่างเห็นได้ชัดบางคนแทบจะกระอักเลือดกับความรู้สึกที่ขัดแย้งในใจ
รองเจ้าสำนักหมื่นพิรุณก้าวออกมายืนข้างหน้าสุด กล่าวเสียงแข็งกร้าว“เอี้ยเสวียน! พอได้แล้ว! การประลองยุติลงแล้ว เจ้าเป็นฝ่ายชนะทุกคนเห็นประจักษ์!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจแต่ก็แฝงความหวาดหวั่นที่ไม่อาจซ่อนได้ รองเจ้าสำนักอารามจันทราเสริมด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ดูมีเหตุผล“ใช่แล้ว! เจ้าได้แสดงความสามารถให้ทุกคนเห็นแล้ว ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป”รองเจ้าสำนักไร้พรมแดนรีบกล่าวแทรก “ความแค้นที่เกิดขึ้นในระหว่างการประลองก็ให้จบลงแค่ในลานประลองนี้เถิด!” รองเจ้าสำนักวิหารหลอมจิตพยักหน้าเห็นด้วย“เมื่อการประลองจบสิ้น ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้อีกแล้ว”
เอี้ยเสวียนยืนนิ่งดุจหินผา เสียงของเขาสงบเยือกเย็นแต่กลับแฝงด้วยคมมีดที่พร้อมจะกรีดแทงจิตใจเขามองผ่านหน้ากากไปยังรองเจ้าสำนักทั้งห้าแต่ละคนช้าๆ “พอแล้วอย่างนั้นหรือ?” เอี้ยเสวียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“ตอนที่บรรดาศิษย์ผู้สูงส่งทั้งห้าสำนักของพวกท่านพากันทำร้ายคนธรรมดาผู้บริสุทธิ์ใส่ร้ายพวกเขาว่าเป็นสายลับของจอมมารตอนที่พวกเขาลงมือทำร้ายทหารผู้ปกป้องด่านซีเหมินจนบาดเจ็บสาหัส…พวกท่านไปอยู่ที่ไหนมา?”
เสียงของเอี้ยเสวียนค่อยๆเพิ่มระดับความเยือกเย็นขึ้นทีละน้อยจนผู้ฟังรู้สึกหนาวสะท้าน“ตอนที่ศิษย์ทั้งห้าของพวกท่านรับคำท้าประลองอย่างองอาจและใช้วิชาลับที่มุ่งหวังสังหารเพื่อปลิดชีพข้า…ทำไมข้าไม่เห็นพวกท่านปรากฏตัวมาห้ามปรามบ้าง?” เขาหยุดหายใจชั่วครู่ ราวกับให้คำถามนั้นกัดกินจิตใจของอีกฝ่าย“การที่พวกท่านมาห้ามข้าในตอนนี้…มันเป็นเพราะข้าเป็นฝ่ายชนะ…หรือเป็นเพราะพวกท่านกลัวว่าศิษย์อันล้ำค่าของพวกท่านจะต้องตายอย่างน่าอนาถ?”
บรรยากาศตึงเครียดจนรองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ์หลิงซู่ได้แต่กำมือแน่นจนข้อเป็นสีขาวผ่องดวงตาของเขากระตุกเล็กน้อยด้วยความอับอายและโทสะที่ถูกกดเก็บไว้ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาเพื่อแก้ต่างให้กับตนเองและศิษย์ได้อีกทุกคำพูดของเอี้ยเสวียนราวกับเข็มที่ทิ่มแทงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของพวกเขา
แม่ทัพลู่ที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ข้างสนามเห็นท่าไม่ดีรีบก้าวเข้ามาตรงกลางระหว่างเอี้ยเสวียนกับรองเจ้าสำนักทั้งห้าเขาเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้“เอี้ยเสวียน…ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าเป็นอย่างดี” เขาหยุดเล็กน้อย หันไปทางรองเจ้าสำนักทั้งห้า“และข้าก็เห็นด้วยว่าเรื่องราวในวันนี้ไม่ควรเกิดขึ้น”
แม่ทัพลู่หันกลับมาสบสายตาเอี้ยเสวียนผ่านหน้ากากก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่นแต่เปี่ยมด้วยเหตุผล “ทว่า…ความรุนแรงในวันนี้มากพอแล้วหากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ ด่านซีเหมินจะได้อะไรขึ้นมา? เรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงกว่านี้มากนักพวกเราต้องการความร่วมมือ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่บาดลึก” เขายืนตรงมองตรงไปที่เอี้ยเสวียน “หากเจ้าไว้ชีวิตพวกเขาข้าขอเป็นตัวแทนของด่านซีเหมินและบรรดาทหารทุกนายในวันนี้รับรองว่าศิษย์ทั้งห้าของสำนักจะได้รับบทลงโทษที่สาสมและชดใช้ความผิดที่ได้ก่อไว้”
แม่ทัพลู่กล่าวเสียงดังฟังชัดพอที่ทุกคนจะได้ยิน“ข้าขอเสนอเงื่อนไขนี้: ให้ศิษย์ทั้งห้าสำนัก คุกเข่าขอโทษชาวด่านซีเหมินทุกคนต่อหน้าสาธารณชน ณ บัดนี้ และข้าจะกำกับดูแลให้ทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งบาดแผลของทหารผู้กล้า และความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำของศิษย์ทั้งห้าสำนักจะได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรมและครบถ้วน!”เขาเหลือบมองเอี้ยเสวียนด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและมีความหมายซ่อนอยู่“เอี้ยเสวียน…เจ้าก็รู้ว่าด่านซีเหมินต้องการอะไร…มากกว่าแค่การแก้แค้น”
แม่ทัพลู่ส่งเสียงผ่านกระแสจิตที่แผ่วเบาทว่าชัดเจนส่งไปถึงเอี้ยเสวียน:“หากเจ้าทำลายทุกอย่างที่นี่…ใครจะเหลือไว้ปกป้องด่านซีเหมินเล่า? โปรดเห็นแก่สถานการณ์ของด่านและชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่กำลังจะเผชิญภัยใหญ่หลวง”
ในขณะเดียวกันที่สถานที่เก็บวัตถุแห่งชีวิตของจอมมารทั้งสามชิ้นที่ถูกนำมาเก็บรักษาไว้ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาที่สุดของด่านซีเหมิน—บรรยากาศลึกลับและอึมครึมปกคลุมไปทั่วความเงียบงันเป็นนายเหนือทุกสรรพเสียง ทันใดนั้น เงาดำทมิฬประหนึ่งสสารที่ไร้ตัวตนก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันราวกับวิญญาณ มันเคลื่อนที่อย่างนุ่มนวล ค่ายกลและอักขระป้องกันนับร้อยชั้นที่ซับซ้อนราวเขาวงกตโดยไม่มีสัญญาณเตือนภัยใดๆ ดังขึ้นราวกับว่าสิ่งมีชีวิตนี้ไม่มีอยู่จริงในมิติแห่งความเป็นจริงด้วยสัมผัสพลังที่แหลมคมและการควบคุมพลังปราณระดับสูงที่แม้แต่จอมยุทธ์ทั่วไปก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงมันแทรกซึมผ่านทุกสิ่งกีดขวางได้อย่างไร้รอยต่อ
เงาดำนั้นเคลื่อนเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของจวนแม่ทัพซึ่งเป็นห้องโถงกว้างใหญ่ที่ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนามันหยุดนิ่งอยู่ด้านหน้าบานประตูขนาดมหึมา ก่อนที่ประตูนั้นจะถูก "ผลัก"ออกอย่างช้าๆ ด้วยเงามืดที่แผ่ออกมาจากร่างไร้รูปร่างนั้น เผยให้เห็นแสงสลัวภายในห้องโถง
ภายในห้องโถงนั้น ไม่ใช่ความว่างเปล่าอย่างที่เงาดำคาดคิดไว้หากแต่มีร่างของ ปรมาจารย์อักขระ 9 ดาวทองห้าคนกำลังนั่งสมาธิอย่างสงบอยู่ตรงกลางล้อมรอบวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชิ้นที่เปล่งประกายเรืองรอง เมื่อประตูเปิดออกแสงสลัวที่ลอดเข้ามาทำให้ปรมาจารย์เหล่านั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันดวงตาของพวกเขาสาดประกายคมกริบเมื่อมองเห็นเงาดำที่ยืนอยู่หน้าประตูบรรยากาศในห้องพลันเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่อัดแน่นพร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ปรมาจารย์อักขระคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความไม่ไว้วางใจ“เจ้าเป็นใคร? ต้องการอะไรที่นี่?” เงาดำนั้นหัวเราะแผ่วเบาเสียงหัวเราะแห้งๆ ของมันแฝงความเย้ยหยันและชวนขนลุก “ข้ามาเอาของที่ควรเป็นของข้า…วัตถุแห่งชีวิตทั้งสามชิ้นนี้…พวกเจ้าจงยอมแพ้แต่โดยดีจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้” สิ้นเสียงร่างเงาพลันพุ่งเข้าใส่ปรมาจารย์อักขระทั้งห้าอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด!
การโจมตีเริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหัน!พลังของเงาดำรุนแรงและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มันเคลื่อนไหวราวไร้ตัวตนแทรกซึมและโจมตีจากทุกทิศทางทำให้ปรมาจารย์อักขระทั้งห้าต้องเร่งร่ายยันต์และอักขระป้องกันและโจมตีสวนกลับอย่างต่อเนื่องเสียงระเบิดของพลังปราณและเสียงอักขระที่ปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง
ปรมาจารย์อักขระทั้งห้าแม้จะรวมพลังกันและใช้ยันต์ขั้นสูงหลากหลายรูปแบบแต่ก็ยังต้องรับมืออย่างยากลำบาก พลังของเงาดำนั้นเหนือกว่าที่คาดคิดการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถจับต้องได้ทำให้การโจมตีของพวกเขาไร้ผลไปหลายส่วนร่างของปรมาจารย์บางคนเริ่มมีบาดแผลจากการโจมตีที่มองไม่เห็นและพวกเขาก็เริ่มตกเป็นรอง
ในขณะที่สถานการณ์เริ่มย่ำแย่ เสียงคำรามกึกก้องสะท้านฟ้าก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถงพญาวานรตัวมหึมาพุ่งเข้าชนกำแพงด้านหนึ่งจนแตกเป็นเสี่ยงๆตามมาด้วยร่างของจิ้งจอกเก้าหางในร่างมนุษย์ที่พุ่งผ่านเข้ามาในพริบตาพวกเขารับรู้ได้ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับเหล่าปรมาจารย์อักขระเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ปรากฏเพิ่มขึ้นและแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้เงาดำนั้นพลันเร่งเพิ่มพลังปราณมหาศาล เสียงหัวเราะแห้งๆดังขึ้นขณะที่พลังสีดำทมิฬปะทุออกจากร่างอย่างรุนแรงพลังที่ทำให้ทั้งพญาวานรและจิ้งจอกเก้าหางต้องชะงัก นี่คือพลังของ "การบวงสรวงกระดูกหกชิ้น!" พลังเวทที่แลกมาด้วยการกัดกินเส้นชีพแห่งชีวิตเพื่อปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของร่างเนื้อ
“ผู้ทรยศมนุษย์!” จิ้งจอกเก้าหางตะโกนออกมาก่อนที่จะเสริมว่า“แกเป็นใคร ไม่ใช่ ‘โจวซื่อหมิง’ ถ้างั้นแกก็ต้องเป็นผู้ทรยศมนุษย์คนที่สอง”“ฮ่าฮ่า..ไม่คิดว่าจิ้งจอกอย่างเจ้าจะรู้จักพวกข้าด้วย” เงาดำประกาศก้องเสียงของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง “ใช่แล้วข้าคือผู้ทรยศมนุษย์ผู้ถือครองบาปแห่งความโลภ!และข้า…จะให้พวกเจ้าได้เห็นว่าสิ่งที่ข้าได้รับจากการฝึกฝนวิชาถึงขั้นบวงสรวงกระดูกหกชิ้นพลังของข้าในตอนนี้เทียบเท่าปราณฟ้าขั้นต้นแล้ว!”
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดขึ้นอีกครั้งถึงแม้ว่าผู้ทรยศมนุษย์คนนี้จะแข็งแกร่งเป็นอย่างมากแต่ด้วยประสานงานกันอย่างแยบคายของ พญาวานรที่เน้นเข้าปะทะด้วยพละกำลังมหาศาลจิ้งจอกเก้าหางใช้ความคล่องตัวและความเร็วบวกกับพลังเวทมนตร์โจมตีจากระยะไกลส่วนปรมาจารย์อักขระทั้งห้าก็ร่ายยันต์และอักขระโจมตีสนับสนุน
ทำให้การต่อสู้นี้ยืดเยื้อจนผิดจากที่ร่างเงานั้นคิดไว้อย่างมากจึงเร่งใช้พลังการฝึกปรือทั้งหมด จนเผลอใช้กระบวนท่า “เงากลืนจันทร์”ที่เป็นวิชาขั้นสูงของสำนักเงาจักรพรรดิ์ออกมาด้วยการควบคุมเงาของตัวเองให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและโจมตีจากทุกทิศทาง
“นั่นมัน! วิชาควบคุมเงา!”ปรมาจารย์อักขระคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของเขาซีดเผือด“เจ้าคือ…รองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ์ หลิงซู่!” ทันทีที่ชื่อถูกขานออกมาร่างของเงาดำพลันสั่นสะท้านชั่วครู่ ก่อนที่แสงสีดำจะจางหายไปเผยให้เห็นร่างที่แท้จริงของ
รองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ์หลิงซู่ ที่ใบหน้าซีดขาวและดวงตาที่ลุกโชนด้วยความโลภและคลั่งไคล้ใบหน้าที่ถูกปิดบังมาตลอด บัดนี้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่ตั้งใจ “หึหึทีแรกข้าคิดว่าจะจัดการพวกเจ้าช้าๆ แล้วเอามาหลอมเป็นหุ่นเชิดมนุษย์แต่เมื่อเจ้ารู้ตัวจริงของข้าแล้ว ข้าคงต้องรีบเสียแล้ว”
หลิงซู่หัวเราะเสียงต่ำที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็น ก่อนที่จะกล่าวว่า“โจวซื่อหมิง! ออกมา!” ทันใดนั้น ร่างของ โจวซื่อหมิง—ผู้ทรยศมนุษย์คนที่ถูกบาปแห่งความแค้นกลืนกิน—ก็ปรากฏขึ้นข้างกายหลิงซู่ในพริบตาทำให้ฝ่ายผู้ทรยศมนุษย์ได้เปรียบในทันทีบรรยากาศแห่งความหวังที่กำลังจะฉายรำไรในใจฝ่ายพญาวานรต้องมลายหายไปในพริบตาความหนักหน่วงของศึกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
บทที่ 35: ศึกสองด้าน
เสียงของแม่ทัพลู่ยังคงดังก้องอยู่ในใจของผู้คนรอบลานประลอง"เอี้ยเสวียน…เจ้าก็รู้ว่าด่านซีเหมินต้องการอะไร มากกว่าแค่การแก้แค้น"
เอี้ยเสวียนยืนนิ่งดวงตาภายใต้หน้ากากสีดำจ้องร่างที่บาดเจ็บสาหัสของหลี่เจี้ยนและพรรคพวกความเงียบงันนั้นยืดเยื้อไปเป็นนาที เขาเห็นแววตาของหลี่เจี้ยนที่แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวและความไม่ยอมในโชคชะตาของตนเอง
"ตามที่ท่านแม่ทัพพูดเห็นแก่ที่พวกเค้าตั้งใจมาช่วยด่านซีเหมินข้าจะไว้ชีวิตพวกเขา"เอี้ยเสวียนพูดเสียงเรียบ เย็นชาราวน้ำแข็ง "แต่ถ้ามีครั้งหน้าข้าจะไม่ลังเลอีกแล้ว จดจำไว้ให้ดีถ้ามีอะไรให้มาหาข้าเอี้ยเสวียนอย่าเอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องมายุ่งด้วย"
หลี่เจี้ยนและพรรคพวกที่นอนระเนระนาด ได้แต่กัดฟันแน่นใบหน้าซีดเผือดฉายแววทั้งความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย และความอัปยศที่ถูกเหยียบย่ำพวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าแม้จะขยับกายไปมากกว่าการหอบหายใจรวยริน
หลี่เจี้ยนบีบมือแน่น เลือดไหลระหว่างนิ้วเขาพยายามลุกขึ้นแต่ร่างกายไม่อาจเชื่อฟัง "เอี้ยเสวียน..."เสียงแหบพร่าออกมาจากปาก "วันหนึ่ง...ข้าจะกลับมา...และครั้งนั้น..."
"ครั้งนั้นเจ้าจะตายจริง"เอี้ยเสวียนขัดจังหวะเย็นชา"นี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ข้าจะใจอ่อน"
ความโล่งอกปะปนกับความโกรธแค้นสุมอยู่ในอกของผู้คนรอบๆแต่ไม่มีใครกล้าปริปาก บรรยากาศตึงเครียดจนอากาศดูหนาขึ้น
เสียงถอนหายใจดังแผ่วไปทั่วลานประลองทั้งโล่งอกและเกร็งกลัวปะปนกันในความเงียบงัน ข้างๆ ลานประลอง พลทหารของด่านซีเหมินบางคนพึมพำเบาๆ"คุณชายเอี้ยใจดีเกินไป...คนแบบนี้ควรฆ่าทิ้งเสียจะดีกว่า"
"เงียบ" นายทหารที่ได้ยินหันมามองแล้วตวาดด้วยเสียงเบาแต่มีหนักแน่น"คุณชายเอี้ยและท่านแม่ทัพลู่ มองไปที่ความสมดุลและความสงบของด่านซีเหมินพวกเจ้าเข้าใจอะไร?”
ทันใดนั้น—เสียงคำรามอันทรงพลังแผดลั่นจากทิศเหนือ มันไม่ใช่เสียงอสูรแต่มาจากพญาวานร เสียงสั่นสะท้านผืนฟ้าจนทุกคนหันขวับขึ้นไปมองนกบินกระเซิกแซ่กไปมา แม้แต่แสงแดดก็ดูสั่นระริก
"สัญญาณขอความช่วยเหลือ!"เอี้ยเสวียนขมวดคิ้ว ทันทีที่เขาได้ยินเสียงนั้น เพราะนั่นเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือที่เอี้ยเสวียนได้บอกไว้กับพญาวานรในกรณีที่มีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้น
เขาหันไปหาแม่ทัพลู่ “ท่านแม่ทัพข้าขอตัวก่อน” ในขณะที่หัวหน้านักจารึกอักขระ9 ดาวทอง เหมียวเยิ่นเฟิง กล่าวเสริมขึ้นมา”พวกข้าไปกับเจ้าด้วยเอี้ยเสวียน”เอี้ยเสวียนพยักหน้าก่อนที่จะหายตัวเข้าไปในส่วนลึกของด่านซีเหมิน
"พวกเราไป!" เหมียวเยิ่นเฟิง หันไปกล่าวกับนักจารึกอักขระอีก 3 คนให้ตามไปทันทีก่อนที่ทั้งสี่คนจะตามเอี้ยเสวียนไป
ทันใดที่ร่างของเอี้ยเสวียนและปรมาจารย์อักขระทั้งสี่คนหายไปก่อนที่แม่ทัพลู่และรองแม่ทัพและบรรดาสำนักใหญ่ทั้งห้าจะทันได้กล่าวอะไรเสียงระฆังเตือนภัยก็ดังระงมทั่วเมือง! พร้อมทั้งเสียงของทหารประจำป้อมยามบนกำแพงเมืองจะตะโกนออกมาด้วยความตระหนก“ศัตรูบุก...กองทัพอสูรมาอีแล้ว”
พร้อมเสียงอันเย็นเยียบที่ก้องไปทั่วจากฟากฟ้าเสียงนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและอำนาจ:
"ข้าเทวบุตรจากยมโลกกลับมาแก้แค้นพวกเจ้าแล้ว..ลู่เส้าเทียนออกมาวันนี้ข้าจะใช้เลือดล้างด่านซีเหมิน"เสียงนั้นทำให้อากาศหนาวเหน็บ แม้แต่แสงแดดก็มืดลง"วันนี้...ด่านซีเหมินจะกลายเป็นหลุมศพของความหวัง!ทุกสิ่งที่พวกเจ้าปกป้องจะล่มสลาย!"
เมื่อแม่ทัพลู่และเหล่ารองแม่ทัพ ขึ้นไปบนกำแพงเมืองมองลงไปข้างหน้าทุกคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว เบื้องหน้าของพวกเขาฝูงอสูรทะลักออกมาเป็นจำนวนมากหุ่นเชิดมนุษย์เดินอย่างไร้สติแต่เปี่ยมพลัง ตาเปล่งแสงแดงฉานราวไฟนรก กองทัพของครึ่งคนครึ่งอสูรร้องคำรามสะท้อนหุบเขาเสียงนั้นทำให้เด็กเล็กในเมืองร้องไห้ ผู้หญิงกอดลูกแน่น คนชราสวดมนต์ระทึก
แม่ทัพลู่สบถในใจ ใบหน้าเขียวซีดไปแล้ว "บัดซบพวกมันวางแผนไว้เพื่อแยกกำลังพวกเราออกเป็นสองส่วน”ก่อนที่จะหันไปสั่งรองแม่ทัพทั้งสี่ “แยกย้ายกันไปดูแลประตูเมืองทั้งสี่ด้าน”
และมองไปยังหัวหน้านักจารึกอักขระจิวฮุยและหัวหน้านักหลอมศาสตราเจิ้งจวิ้นก่อนที่จะถามว่า “ลูกปัดหยินหยางและธนูพิฆาตอสูรยังคงเหลือเท่าไร?”
จิวฮุยตอบว่า”เรียนท่านแม่ทัพ ลูกปัดหยินหยางเหลือประมาณ 200-300 ลูกแต่ว่าธนูพิฆาตอสูร ใช้ได้อีกแค่ 3 ครั้งเท่านั้นขอรับ”
แม่ทัพลู่ที่ได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่สั่งว่า“เอาลูกปัดหยินหยางไปแจกจ่ายให้รองแม่ทัพทั้งสี่ ส่วนเจ้าเจิ้งจวิ้นไปติดตั้งธนูพิฆาติอสูรไว้ที่ด้านบนพร้อมยิงเมื่อข้าสั่ง”
“ครับ” ทั้งคู่กล่าวรับคำสั่งก่อนที่จะแยกกันไปทำงาน
ขณะนั้นเอง เอี้ยเสวียนไปถึงห้องโถงคุ้มกันวัตถุแห่งชีวิตและเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามันเลวร้ายมากกว่าที่ตนคิดร่างเงาสีดำหรือคือรองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ์หลินซู่ได้ใช้อำนาจของพลังแห่งการบวงสรวงกระดูก6 ชิ้นออกมาคือ การควบคุมพลังงานหยินให้กลายเป็นวิญญาณจำนวนมากเข้าต่อสู้กับพญาวานรและจิ้งจอกเก้าหางทำให้ทั้งสองอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บสาหัสในขณธที่โจวซื่อหมิง รับมือกับปรมาจารย์อักขระห้าท่านและเรียกใช้พลังแห่งการบวงสรวงกระดูกห้าชิ้นออกมาคือการดูดเลือดที่ออกมาจากร่างของคู่ต่อสู้ที่มีบาดแผลออกมาเป็นพลังของตัวเองทำให้ปรมาจารย์ทั้งห้าต่างมีสีหน้าซีดเผือกเนื่องจากการเสียเลือดไปจำนวนมาก
โจวหมิงซื่อที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่สามารถต้านทานพลังของตนได้แล้วจึงใช้พลังแห่งบาประเบิดออกมาเป็นพลังแห่งความแค้นทำให้ปรมาจารย์ทั้งห้ากระเด็นออกไปด้วยแรงระเบิด
โจวหมิงซื่อกระโจนเข้าไปในห้องลับพร้อมทั้งคว้าวัตถุแห่งชีวิตทั้งสามชิ้นออกมาด้วยใบหน้าที่เยาะเย้ยและกล่าวว่า”ฮ่าฮ่าในที่สุดข้าก็ได้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ของจอมมารกลับมา....วันที่พวกมนุษย์อย่างเจ้าจะสูญสลายใกล้เข้ามาแล้ว”ก่อนที่โจวหมิงซื่อจะทะยานกายเพื่อหลบหนีออกไปจากการต่อสู้
ทันใดนั้นโจวหมิงซื่อรู้สึกถีงอันตรายถึงชีวิตที่เข้ามาไกล้จนรู้สึกเย็นวาปไปทั้งตัวมันหันไปมองด้านหลังก่อนที่จะพบว่าฟ่งจิ้น ปรมาจารย์อาวุโสที่สุดในบรรดาห้าชายผมหงอกวัยเจ็ดสิบกว่า กำลังใช้พลังวิญญาณเผาผลาญแก่นวิญญาณของตนเองเพื่อใช้ยันต์ศาสตราต้องห้ามเพื่อที่จะหยุด โจวหมิงซื่อเอาไว้
ร่างของปรมาจารย์ฟ่งจิ้นเรืองแสงทองราวดวงอาทิตย์กำลังดับเส้นผมขาวพลิ้วไปมา พลังของแก่นวิญญาณที่ถูกเผาผลาญกำลังลุกใหม้ไปทั่วจิตวิญญาณภายในในขณะที่ด้านหน้าปรากฏเงาของยันต์สีแดงที่กำลังลุกไหม้และมีสายโซ่สีแดงรัดตัวโจวหมิงซื่อแล้วดึงกลับมาเรื่อยๆโดยทุกครั้งที่ดึงกลับมาร่างกายของปรมาจารย์ฟ่งจิ้นก็เหี่ยวแห้งลงส่วนนึงเนื่องจากยันต์ดึงเอาพลังชีวิตของผู้ที่ชิออกมาเพื่อเป็นพลังของยันต์นี่คือ”ยันต์โซ่อัสดง”หนึ่งในยันต์ต้องห้ามที่ไม่มีใครใช้เพราะว่าผู้ใช้ต้องใช้ชีวิตของตนเข้าแลก
"ฮ่าฮ่าข้าฟ่งจิ้นมีอายุมาเกือบร้อยปีแล้วล่าหมามาทั้งชีวิตวันนี้จะมาโดนหมากัดได้อย่างไร"ฟ่งจิ้นกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า ดวงตาสว่างดั่งดาวดวงสุดท้ายในรัตติกาล
เมื่อเห็นเอี้ยเสวียนและเหมียวเยิ่นเฟิงมาฟ่งจิ้นก็ยิ้มออกมาก่อนที่จะกล่าวว่า”ท่านหัวหน้าข้าไม่ทำให้สมาคมนักจารึกอักขระเสียหน้าแน่ๆในที่สุดพวกท่านก็มาทัน”ก่อนที่ฟ่งจิ้นจะหันไปทำท่ามุทราแล้วชี้ไปที่ยันต์”โซ่อัสดง”และพูดว่า“พินาศ”
ทันใดนั้นเอง โซ่ที่ยึดร่างของโจวหมิงซื่ออยู่ก็แผดแสงสีแดงพร้อมทั้งระเบิดพลังเป็นเส้นสายชอนไชเข้าไปในร่างกายของโจวหมิงซื่อจนสามารถเห็นร่างกายโปร่งแสงไปด้วยแสงสีทองที่แผดเผาพลังมารจนกลายเป็นฝุ่นเถ้าโจวซื่อหมิงที่ถูกจับนั้นร้องกรีดร้องสะเทือนหอคอยก่อนที่ร่างจะถูกไฟศักดิ์สิทธิ์เผาไหม้จนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยน
ร่างของทั้งสองหายไปโดยไร้ซากทิ้งไว้เพียงกลิ่นไหม้และฝุ่นสีทองที่ค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางความอึ้งงันของผู้ที่ยังอยู่ วัตถุแห่งชีวิตสามชิ้นที่ตกอยู่ที่พื้นโดยไม่มีร่องรอยของความเสียหายทันใดนั้นเองก็มีเงามืดยืดออกมาจากร่างที่ต่อสู้อยู่กับพญาวานรและจิ้งจอกเก้าหาง
“เอี้ยเสวียนระวัง?”เสียงตะโกนที่ดังขึ้นทำให้เอี้ยเสวียนหลุดจากภาพการเสียชีวิตของปรมาจารย์ฟ่งจิ้นที่ตรงหน้าก่อนที่จะมองไปที่วัตถุแห่งชีวิตทั้งสามชิ้นที่ตอนนี้มีสองชิ้นที่ถูกเงาดำครอบอยู่
พริบตานั้นนัยน์ตาของเอี้ยเสวียนก็ส่องประกายออกมาทำให้เห็นถึงพลังงานหยินที่เปลี่ยนเป็นมือกำลังหยิบวัตถุแห่งชีวิตทั้งสามขึ้นมาเอี้ยเสวียนพลันใช้พลังของเนตรวงแหวนในการควบคุมพลังงานและมิติ แต่ก็ช้าไปเมื่อยังมีวัตถุแห่งชีวิตหนึ่งชิ้นที่ถูกแย่งชิงไป
“เอี้ยเสวียน..เจ้าทำลายแผนการของท่านจอมมารอีกครั้งคราวหน้าข้าจะกลับมาเอาชีวิตเจ้า”เสียงล่องลอยในอากาศจนไม่สามารถรู้ได้ว่ามาจากใหน
ในมือของเอี้ยเสวียนที่คว่าจับวัตถุแห่งชีวิตทั้งสองชิ้นไว้วางลงข้างตัวก่อนที่จะคุกเข่าลง น้ำตาไหลลงมาใต้หน้ากากเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาร้องไห้“ท่านปรมาจารย์ฟ่งจิ้น...ข้าทำให้ท่านต้องตาย ข้าขอโทษ”
ปรมาจารย์เหมียวเยิ่นเฟิงเดินเข้ามายืนข้างเอี้ยเสวียนก่อนที่จะกล่าวด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย”เอี้ยเสวียนฟ่งจิ้นได้ทำหน้าที่ที้รับมอบหมายอย่างเต็มที่แล้วชื่อของเขาจะถูกจดจำต่อไปในสถานที่ของสมาคมนักจารึกอักขระ”“เจ้าไม่ต้องเสียใจไปอีกอย่างข้ารู้สึกว่าวิชาของคนที่ได้วัตถุแห่งชีวิตไปคล้ายกับวิชาคุมเงาของสำนักเงาจักรพรรดิ” เสียงของเหมียวเยิ่นเฟิงดังขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
ทันใดนั้นเอง หนึ่งในปรมาจารย์อักขระ ก็ส่งเสียงว่า”ท่านหัวหน้ามันคือหลิงซู่รองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ”
“อะไรนะ...บัดซบวิชาแยกเงา”เหมียวเยิ่นเฟิงได้ยินดังนั้นก็ตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาล
"วิชาแยกเงา..รองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ์หลิงซู่"เอี้ยเสวียนพึมพำขึ้นมา ก่อนหันขวับไปยังทิศที่จากมา เมื่อสัมผัสได้ถึงแผนการที่วางเอาไว้ของฝ่ายมาร"เป็นหลิงซู่...สังหรณ์เลวร้ายในใจพุ่งพล่าน"เขารีบพุ่งทะยานไปยังกำแพงเมืองโดยไม่รอช้าแต่หัวใจเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความโกรธแค้น
เหมียวเยิ่นเฟิง หันกลับไปยังพรรคพวกที่เหลือบาดเจ็บอยู่"อยู่ที่นี่ พักรักษา ข้าจะไปแนวหน้า!" เสียงเขาแหบพร่าด้วยความเศร้า
แนวรบนอกกำแพงด่านซีเหมินที่ถูกจู่โจมด้วยกองกำลังของอสูรจำนวนมากแต่ด้วยพลังของอักขระที่ป้องกันทำให้ทหารประจำด่านยังสามารถต้านทานไว้ได้อยู่
ภายในแนวกำแพงเมืองในขณะที่ทุกคนกำลังสนใจกับการรบด้านหน้าปรากฏเงาดำขึ้นที่ประตูเมืองก่อนที่จะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นทำให้ประตูเมืองด้านทิศตะวันออกถล่มลงมาเสียงร้องของทหารดังขึ้น "ประตูเมืองแตกแล้ว”มี
"เป็นไปไม่ได้!" ทหารอีกคนร้อง"เกิดอะไรขึ้นทำไมอักขระป้องกันประตูไม่ทำงาน?”ก่อนที่ทหารคนนั้นจะโดนเงาสีดำตรึงร่างเอาไว้แล้วพริบตาเดียวกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณเสมือนโดนดูดำลังออกไปจนหมด
ร่างหนึ่งในชุดเจ้าสำนัก...ปรากฏขึ้นตรงเงากำแพง!ใบหน้าที่ดูคุ้นตาแต่ตาเปล่งแสงแดงฉาน เขายกมือขึ้นสะบัด วิชา"กลืนจันทร์" แทงทะลุแกนอักขระหลัก พลังมืดกลืนกินแสงอักขระจนมืดมิดเสียงระเบิดของยันต์ป้องกันดังสนั่น กำแพงแนวตะวันตกพังลง! หินใหญ่ร่วงหล่นลงมาทับทหารหลายคน
ฝูงอสูรทะลักเข้ามาภายในเมือง! พวกมันกรีดร้องด้วยความกระหายเลือดเล็บแหลมคมเป็นมีด เขี้ยวยาวเหมือนงูเห่า
"เป็นไปไม่ได้! เจ้าคือ...หลิงซู่?! หรือว่า—ร่างเงา!!"ทหารคนหนึ่งร้องลั่นก่อนถูกเล็บของร่างเงาขยี้ร่างอย่างโหดเหี้ยม เลือดสาดใส่กำแพง
เสียงกลองเตือนภัยทั่วเมืองบรรเลงสนั่น รองเจ้าสำนักทั้ง 4 ที่ยังอยู่รีบพาศิษย์ในสำนักของตนออกมาต้านทานทันทีฝุ่นควันโขมงขึ้นทั่วเมือง เสียงร้องไห้ของผู้คนปะปนกับเสียงคำรามของอสูร
"แยกเป็นสามแนวหน้า!"รองเจ้าสำนักคนหนึ่งตะโกนสั่งการ "ผู้ใช้เวทปกป้องเขตเมืองใน!ห้ามปล่อยอสูรเข้าไปถึงศูนย์บัญชาการเด็ดขาด!"
"ศิษย์รุ่นใหม่ช่วยพลเรือนหนีไป!อย่าปล่อยให้เขาพัวพันกับศึกนี้!" อีกคนสั่ง
ในเวลาเดียวกัน เอี้ยเสวียนที่รีบกลับมาที่กำแพงเมืองและได้ยินเสียงร้องจึงเปลี่ยนทิศทางไปที่เสียงระเบิดดังขึ้นเมื่อเขาไปถึงกำแพงเมือง สิ่งที่เห็นคือ ประตูเมืองด้านตะวันออกที่แตกเป็นเสี่ยงฝูงอสูรทะลักเข้าเขตเมือง ทหารปะทะกันทั้งภายนอกและภายในอย่างโกลาหลไฟไหม้บ้านเรือน ควันดำขึ้นท้องฟ้า ผู้คนวิ่งหนีอลหม่าน
อสูรตัวหนึ่งที่สูงเท่าคน แต่มีหน้าเป็นหมาป่ากำลังไล่ล่าเด็กสาวคนหนึ่ง เอี้ยเสวียนพุ่งลงไปทันที “หนึ่งดัชนีทลายขุนเขา”กระบวนท่าแรกของฝ่ามือเทวราชถูกใช้ออก สายฟ้าประกายสีน้ำเงินฟาดใส่ตัวอสูรเผาไหม้จนไม่เหลือซาก
"ไปซ่อนตัวเข้าไป!"เขาสั่งเด็กสาว ก่อนพุ่งต่อไปหาเป้าหมายถัดไป
เอี้ยเสวียนกระโจนลงหน้าแนวรบ หันไปตะโกนถามรองเจ้าสำนักไร้พรมแดน"เกิดอะไรขึ้น?! ทำไมประตูเมืองถึงแตกได้?!"
"สำนักเงาจักพรรดิ์ทรยศพวกมันแอบทำลายประตูจากด้านใน!" รองเจ้าสำนักไร้พรมแดนหลิวเปี่ยนหลิงเปื้อนตะโกนตอบกลับอย่างหงุดหงิดระคนสิ้นหวังเขาเพิ่งเห็นลูกศิษย์ของเขาโดนฆ่าไป
“เอี้ยเสวียนเจ้าไปจัดการเรื่องประตูกับกำแพงเมืองเพื่อสกัดไม่ให้พวกมันเข้ามาที่นี่พวกข้าจัดการเอง”หลิวเปี่ยนหลิง สั่งการออกมา
เอี้ยเสวียนไม่รอช้า วาดอักขระ "ยันต์ปฐพี" ปักลงพื้นเรียกพลังดินจากใต้หุบเขาเข้ามารวมตัวกันเป็นกำแพงขนาดมหึมาขึ้นแทนที่กำแพงที่พังแผ่นดินสั่นสะเทือน หินก้อนใหญ่โผล่ขึ้นมารวมตัวกัน
เขาเร่งวาดยันต์ซ้ำซากป้องกันลงบนกำแพงเมืองในขณะที่ก็ใช้พลังสร้างยันต์ศาสตราคอยโจมตีพวกอสูรที่มุ่งเข้ามาทำลายกำแพงจนพลังใกล้หมดเหงื่อไหลออกมาใต้หน้ากาก หายใจหอบเบาๆ จู่ๆ เสียงหนึ่งดังก้องขึ้น"เรามาแล้ว!"
หัวหน้าปรมาจารย์ 9 ดาวทองและปรมาจารย์อีก 7 คนที่เหลือพุ่งลงมาจากฟ้า พลังของพวกเขาหลอมรวมกับแนวป้องกันอย่างต่อเนื่อง แสงสีต่างๆเรืองรองไปทั่วกำแพง
"พวกข้าจะเป็นคนโจมตี!"หัวหน้านักจารึกตะโกน มือทั้งสองข้างวาดอักขระอย่างรวดเร็ว "เอี้ยเสวียน! เจ้าและที่เหลือสลักอักขระให้แน่น!อย่าให้มีช่องโหว่แม้แต่นิดเดียว!"
เอี้ยเสวียนพยักหน้า ความเหนื่อยล้าหายไปชั่วขณะ ก่อนจะสลักอักขระลงทุกตารางนิ้วบนกำแพงอักขระเรืองแสงสีทองสดใส
ม่านพลังเริ่มส่องแสงแข็งแกร่ง แนวรบของมนุษย์เริ่มตั้งมั่นอีกครั้งผู้คนที่หวาดกลัวเริ่มมีความหวัง เสียงเชียร์ดังขึ้นจากเมืองใน
แม้เมืองจะถูกเจาะ แม้จะสูญเสียผู้คนไปมาก แม้ฟ่งจิ้นจะเสียสละชีวิตไปแม้ภัยยังมาไม่หมด
แต่ในใจของทุกคนที่ยืนอยู่บนกำแพงนั้น มีความมุ่งมั่นเดียวกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะต้องเสียสละอะไรไปอีก
ด่านซีเหมินยัง "ไม่แตก"
เอี้ยเสวียนยืนอยู่บนกำแพงที่สร้างขึ้นใหม่มองออกไปยังทัพอสูรที่ยังคงโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ลมหนาวพัดผ่านหน้ากากสีดำแต่ไฟในดวงตาของเขายังคงโชติช่วง
"วันนี้...พวกเจ้าจะได้เห็นว่า...ด่านซีเหมินนั้นแกร่งแค่ไหน"