ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 104 เวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้

            คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเจียงจืออวี๋ดูเหมือนจะสะกิดเอาความทรงจำของสองผู้พิทักษ์เงินมายาให้หวนคืนกลับมา

            ทั้งคู่ต่างก้มหน้าลงบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและหดหู่

            โดยเฉพาะผู้พิทักษ์เงินมายาหญิงคนนั้นแม้เธอจะมีพลังฝีมือกล้าแกร่งไร้เปรียบแต่กลับแสดงท่าทางออกมาได้น่าเวทนาจนชวนให้สงสารจับใจ

            ทว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้ดำเนินต่อไปนานนักผู้พิทักษ์เงินมายาหญิงก็กลับสู่สภาวะปกติแล้วเอ่ยขึ้นว่า

            “แม้นายท่านจากไปแล้ว แต่ความรู้และมรดกที่ท่านทิ้งไว้จะขาดตอนไม่ได้”

            “เจ้าหนู ในเมื่อเจ้าผ่านด่านที่ท่านทิ้งไว้มาได้ก็พิสูจน์แล้วว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นศิษย์ของนายท่าน”

            “ในเมื่อเจ้ารู้จักนามของนายท่านก็คงจะรู้ดีว่าอดีตของท่านนั้นเคยรุ่งโรจน์เพียงใด”

            “ข้าขอถามเจ้า... เจ้าเต็มใจจะกราบท่านเป็นอาจารย์หรือไม่?”

            เดี๋ยวก่อนนะอารมณ์มันเปลี่ยนเร็วไปหน่อยหรือเปล่า?

            เมื่อกี้ยังบอกอยู่เลยว่าถ้าต่อยเสาสำริดไม่แตกจะต้องถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดไปมาตอนนี้กลับจะรับลูกศิษย์ซะงั้น?

            อีกอย่างถ้าจักรพรรดิโอสถหุนหยวนยังมีชีวิตอยู่ การกราบอาจารย์ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่พอดูจากท่าทีของสองผู้พิทักษ์เงินมายานี่แล้วจักรพรรดิโอสถหุนหยวนคงจะดับสูญไปไม่รู้กี่หมื่นปีแล้ว

            กราบคนตายเป็นอาจารย์เนี่ยนะ?เอาจริงเหรอ?

            แต่ไป๋ฉางเซิงไม่ได้พูดอะไรออกมาเขาเพียงแค่รออยู่ข้างๆ เงียบๆ ส่วนเจียงจืออวี๋จะตัดสินใจกราบอาจารย์หรือไม่นั้นทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเอง

            “ถ้าฉันปฏิเสธ ผลที่ตามมาจะเป็นยังไง?”

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบตกลงในทันทีแต่เอ่ยถามออกไปประโยคหนึ่ง

            “มรดกของนายท่านไม่อนุญาตให้ผู้อื่นจ้องจะช่วงชิง หากไม่ยอมกราบอาจารย์ก็คงจะเก็บเจ้าไว้ไม่ได้”

            “ทางเลือกมีเพียงทางเดียว นั่นคือความตาย!”

            น้ำเสียงของผู้พิทักษ์เงินมายาหญิงยังคงดูอ่อนโยนทว่าคำพูดที่หลุดออกมากลับทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

            แม้ฝ่ายตรงข้ามจะยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นแต่ไป๋ฉางเซิงกลับสัมผัสได้ถึงเจตจำนงสังหารบางอย่างที่แผ่ซ่านมาปกคลุมตัวเขาไว้

            “แล้วถ้าฉันตกลง ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ?”

            เจียงจืออวี๋เอ่ยถามต่อ

            “พลังของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป แม้แต่เจ้าทึ่มจู้เจ้าก็ยังสู้ไม่ได้เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรในตอนนี้”

            “คำขอมีเพียงข้อเดียวเท่านั้น”

            “หากมีวันใดที่เจ้าสามารถบรรลุมรรคาระดับจักรพรรดิได้...จงแก้แค้นให้นายท่านด้วย!”

            เมื่อพูดถึงคำว่าแก้แค้นแววตาของผู้พิทักษ์เงินมายาหญิงก็ฉายแววความแค้นเคืองออกมาอย่างเห็นได้ชัดประดุจมนุษย์

            เห็นได้ชัดว่าความแค้นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่รู้กี่หมื่นปีก่อนนั้นยังคงฝังลึกมาจนถึงทุกวันนี้!

            เจียงจืออวี๋นิ่งเงียบไปดูเหมือนเธอกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของเรื่องนี้อยู่

            ส่วนสองผู้พิทักษ์เงินมายาก็ไม่ได้เร่งรัดพวกเขายืนรอให้เจียงจืออวี๋ตัดสินใจอยู่อย่างนั้น

            ผ่านไปสิบกว่าวินาทีเจียงจืออวี๋ก็หันหลังกลับไปคุกเข่าคำนับรูปปั้นของจักรพรรดิโอสถหุนหยวนอีกครั้ง

            “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์”

            เจียงจืออวี๋คำนับด้วยความสัตย์จริงเมื่อลุกขึ้นเธอก็ใช้ฟันกัดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาจนเลือดซิบ

            “ศิษย์ขอให้คำสัตย์สาบานด้วยเลือดหากวันใดที่ศิษย์มีความสามารถพอจะแก้แค้นให้อาจารย์ได้ศิษย์จะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง และจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดความสามารถ!”

            สิ้นคำพูดของเจียงจืออวี๋เลือดหยดหนึ่งที่ปลายนิ้วของเธอก็ลอยตัวขึ้น และหายวับไปในพริบตา

            วิญญาณของไป๋ฉางเซิงเชื่อมโยงกับเจียงจืออวี๋อยู่เมื่อเลือดหยดนั้นหายไปเขาก็รู้สึกเลือนรางว่ามีบางสิ่งที่มองไม่เห็นได้เข้ามาพัวพันอยู่บนตัวของเจียงจืออวี๋

            เนื่องจากพลังยังอ่อนแอเกินไปความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนี้จึงยังไม่ชัดเจนนัก แต่เขารู้ว่าหากพลังเพิ่มพูนขึ้นความรู้สึกนี้จะเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ

            ที่แท้โลกนี้...การสาบานก็มีผลจริงๆ ด้วยสินะ?

            ไป๋ฉางเซิงแอบรำพึงในใจจากนั้นเขาก็เห็นผู้พิทักษ์เงินมายาทั้งสองขยับตัวพวกเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเจียงจืออวี๋โดยไม่ลังเล

            “นายท่านจากไปแล้ว จิตวิญญาณสลายสิ้น และไม่ได้ทิ้งทายาทไว้ในโลกนี้เลย”

            “ในวันนี้ท่านได้กลายเป็นศิษย์ของนายท่านก็เท่ากับกลายเป็นเจ้านายคนใหม่ของข้าและเจ้าทึ่มจู้ด้วย”

            “นอกจากนี้ ห้องโถงใหญ่แห่งนี้รวมถึงสิ่งของทั้งหมดภายในห้องโถงจะถูกส่งมอบให้กับท่านทั้งหมด”

            หากเมื่อครู่ไป๋ฉางเซิงยังรู้สึกไม่พอใจที่ผู้พิทักษ์ทั้งสองบังคับ‘รับศิษย์’ อยู่ล่ะก็ พอได้ยินคำพูดนี้ความไม่พอใจทั้งหมดก็มลายหายไปทันที แถมยังรู้สึกตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้น

            แม้จะไม่รู้ว่าในห้องโถงนี้มีอะไรบ้างแต่จักรพรรดิโอสถหุนหยวนก็เป็นถึงระดับจักรพรรดิของที่ท่านทิ้งไว้ให้แม้เพียงเล็กน้อยก็คงเพียงพอให้เขาและเจียงจืออวี๋กินดื่มไปได้อีกนาน

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้พิทักษ์เงินมายาสองตนนี้

            ขนาดผู้มีระดับจักรพรรดิยังตัดใจซื้อได้ไม่กี่ตนแต่ตอนนี้พวกเขากลับได้มาถึงสองตน จะยังมีอะไรให้บ่นอีก?

            ลำพังแค่พลังระดับโหวแห่งยุทธ์ของผู้พิทักษ์เงินมายามูลค่าของมันก็สูงเกินกว่าจะประเมินค่าได้แล้ว

            “เขาชื่อเจ้าทึ่มจู้ แล้วเธอชื่ออะไร?”

            เจียงจืออวี๋มองดูผู้พิทักษ์ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแล้วเอ่ยถาม

            “เรียนนายท่าน ข้าชื่อเวินโหรว”

            ผู้พิทักษ์เงินมายาหญิงตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแววตายังคงหลุบต่ำ “ชื่อนี้...อาจารย์ของท่านเป็นคนตั้งให้ข้าเอง”

            อาจเป็นเพราะเธอชอบชื่อนี้มากจนไม่อยากจะเปลี่ยนจึงได้พูดเสริมออกมาเช่นนั้น

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนชื่อใครตามใจชอบอยู่แล้วเธอพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พวกเธอไม่ต้องเรียกฉันว่านายท่านหรอกเรียกชื่อฉันว่าเจียงจืออวี๋ หรือจะเรียกจืออวี๋เฉยๆ ก็ได้”

            “อีกอย่าง ในห้องโถงนี้นอกจากพวกเธอสองคนแล้ว ยังมีอะไรอยู่อีกไหม?”

            ในที่สุดก็เข้าเรื่องสำคัญเสียที

            ไป๋ฉางเซิงเองก็จ้องเขม็งไปที่เวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ด้วยความคาดหวัง

            ทว่าวินาทีต่อมาใบหน้าของทั้งสองกลับปรากฏรอยยิ้มเจื่อนๆ ออกมาด้วยความกระอักกระอ่วน

            “ปีนั้นนายท่านจากไปอย่างกะทันหันของที่หลงเหลืออยู่ในห้องโถงจึงมีเพียงของเบ็ดเตล็ดและศิลาวิญญาณเท่านั้น”

            “ทว่าศิลาวิญญาณเหล่านั้นได้ถูกใช้จนหมดสิ้นไปในช่วงเวลาเกือบหมื่นปีที่ผ่านมาส่วนของอย่างอื่น เช่น เมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิญญาณต่างก็สูญสิ้นพลังชีวิตไปหมดแล้ว...”

            นี่มัน...

            “หมายความว่า นอกจากพวกเธอสองคนแล้วก็เหลือแค่พวกหุ่นเชิดมนุษย์พวกนั้นน่ะเหรอ?”

            ไป๋ฉางเซิงแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่งเวินโหรวทำได้เพียงพยักหน้าตอบ “ใช่แล้ว”

            สรุปว่าวุ่นวายตั้งนานที่แท้ห้องโถงนี้กลับไม่มีอะไรเหลือเลย ดีใจเก้อชัดๆ

            ยิ่งหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมากแต่เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของทั้งคู่ ไป๋ฉางเซิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

            ก็เอาเถอะอย่างน้อยก็ได้ผู้พิทักษ์เงินมายาที่มีพลังระดับโหวแห่งยุทธ์มาถึงสองตนไม่ใช่หรือไง?

            อย่างน้อยในตอนนี้เขาก็ยังไม่มีสิทธิ์ไปดูถูกพวกนั้นได้หรอก

            เจียงจืออวี๋ได้ยินดังนั้นก็เม้มปากเล็กน้อยแต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร ได้มาก็ถือเป็นวาสนา พลาดไปก็ถือเป็นโชคชะตาสภาวะจิตใจของเธอเยือกเย็นกว่าไป๋ฉางเซิงมากนัก

            “พวกเราเข้ามาที่นี่นานพอสมควรแล้วต้องรีบออกไปก่อนที่ทางเข้าแดนเร้นลับจะปิด”

            “แล้วพวกคุณล่ะ? จะออกไปกับพวกเราหรือจะอยู่ที่นี่ต่อไป?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นเวินโหรวและเจ้าทึ่มจู้ก็รีบตอบทันที “ย่อมต้องติดตามนายท่านออกไปแน่นอน”

            “แต่ก่อนจะไป มีเรื่องหนึ่งที่ต้องให้นายท่านเป็นคนตัดสินใจ”

            “พวกคนที่เข้ามาพร้อมกับท่าน... จะให้ปล่อยพวกเขาไปไหม?”

            คำพูดของเวินโหรวทำให้เจียงจืออวี๋ที่กำลังจะก้าวเดินชะงักฝีเท้าเธอหันกลับไปมองไป๋ฉางเซิง

            “คนพวกนั้นฉันรู้ดีว่านิสัยเป็นยังไง อีกไม่นานหรอกภายใต้อิทธิพลของหวังเหมิ่ง พวกเขาจะเริ่มทำเรื่องที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม”

            “และที่ร้ายแรงกว่านั้น คือการขายชาติเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง”

            ความจริงแล้วเจียงจืออวี๋มีคำตอบในใจอยู่แล้วการที่เธอพูดออกมาเช่นนี้ ก็เพื่อบอกให้ไป๋ฉางเซิงรับรู้ด้วยเท่านั้น

            เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงพยักหน้าเจียงจืออวี๋ไม่เอ่ยคำใดให้มากความอีก เธอหันไปมองเจ้าทึ่มจู้แล้วเอ่ยออกมาคำเดียวสั้นๆ

            “ฆ่า!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน