เมืองไป๋เหอ สมาคมนักสู้
ในห้องทำงานของหัวหน้าสมาคม เซียวอวี้เหอนำชายชราในชุดจงซานนั่งลงตรงหน้าโต๊ะน้ำชา
“นั่งลงๆ นั่งลงก่อนเหล่าเซี่ย”
เซียวอวี้เหอหน้าตาเปล่งปลั่งดีใจเป็นอย่างยิ่ง รินชาให้ชายชราในชุดจงซาน “นานๆ ทีจะออกจากบ้านมาเยี่ยมกัน ดีๆ ดื่มชาเร็วเข้า!”
ชายชราชุดจงซานยกจอกชาขึ้นจิบด้วยความประหลาดใจ “โอ้ เซียวอวี้เหอ ถึงกับยอมเอาชาต้าหงเผาชั้นเลิศแบบนี้มาต้อนรับผม ดูท่าว่าช่วงนี้จะมีเรื่องดีๆ เข้ามาสินะ
เป็นยังไง หรือว่าต้นไม้แก่ผลิใบใหม่ หาเมียน้อยได้แล้ว?”
“บ้าน่า! พูดอะไรของคุณ...เมียน้อยอะไรกัน ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปมีเมียน้อย”
ใบหน้าชราของเซียวอวี้เหอคล้ำลง กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณกับผมเป็นเพื่อนกันมานานว่าสามสิบปี นานๆ จะมาสักครั้ง ผมจะไม่ต้อนรับให้ดีได้ยังไง”
“โอ้~~”
ชายชราชุดจงซานลากเสียงยาว ไม่ตอบอะไร เพียงแต่มองเซียวอวี้เหออย่างเงียบๆ รอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อ
เป็นดังคาด เซียวอวี้เหอหัวเราะออกมา ทำทีเป็นสงวนท่าที “แต่ก็นะ เรื่องดีๆ ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งจริงๆ”
“เรื่องอะไร มาเล่าให้ฟังหน่อย”
ชายชราชุดจงซานจิบชาอย่างสบายอารมณ์
คราวนี้นับว่าเกาถูกที่คัน เซียวอวี้เหอรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที ยิ้มตาหยีแล้วกล่าวว่า “ปีนี้ผมพบเจอต้นอ่อนพรสวรรค์ด้านศิลปะการต่อสู้คนหนึ่ง เป็นอัจฉริยะ
คุณรู้ไหมว่าเป็นยังไง?
อายุสิบเจ็ด เป็นนักสู้ผู้มีพรสวรรค์ ค่าพลังชีวิตถึงมาตรฐานนักสู้ระดับสอง ค่าพลังการต่อสู้ทะลุนักสู้ระดับสามเสียอีก!
สุดยอดใช่ไหมล่ะ?
เมื่อตอนที่คุณอายุสิบเจ็ด ระดับฝีมือเป็นยังไง ค่าพลังชีวิตคงยังไม่ทะลุสองเลยมั้ง...
บังเอิญว่าวันนี้ ต้นอ่อนที่ดีคนนี้จะมาหาผม เดี๋ยวค่อยให้คุณได้เห็นหน้าค่าตา ว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองไป๋เหอของผมมีรูปร่างหน้าตายังไง...”
เซียวอวี้เหอพูดทุกสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างหมดเปลือก ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความดีใจ นั่งอยู่บนเก้าอี้รอคอยท่าทีตกตะลึงอิจฉาต่างๆ นานาของชายชรา
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ชายชราชุดจงซานกลับนั่งอย่างสงบเสงี่ยม สีหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้แต่น้อย แถมยังหัวเราะเยาะออกมาอย่างดูแคลน
“ตาเฒ่าเซียว แค่นี้เองเหรอ?”
ชายชรามองเซียวอวี้เหอด้วยสายตาที่เหมือนกับมองคนบ้านนอก พูดอย่างดูถูก “นักสู้ระดับสองอายุสิบเจ็ด ค่าพลังการต่อสู้ระดับสาม น่าจะเป็นนักสู้ผู้มีพรสวรรค์ประเภทกำลังสินะ
แค่นี้?
แค่นี้ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองไป๋เหอของพวกคุณแล้วเหรอ?”
“แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ?”
เซียวอวี้เหอร้อนใจขึ้นมา กล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “งั้นคุณก็เรียกมาให้ผมดูสักคนสิ ว่าอะไรคืออัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ตัวจริง!”
ชายชราชุดจงซานก้มลงมองใบชาในจอก แล้วเป่าเบาๆ
“ตอนนี้ผมยังเรียกออกมาไม่ได้”
“แล้วจะพูดทำไม!”
เซียวอวี้เหอทั้งโกรธทั้งขำ
แต่ชายชรากลับเปลี่ยนเรื่อง พูดแก้ตัวว่า “ตอนนี้ผมยังเรียกมาไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกมาไม่ได้นะ”
เซียวอวี้เหอชะงักไป “คุณหมายความว่ายังไง?”
ชายชราไม่ตอบคำถามโดยตรง แต่กลับมองเซียวอวี้เหอแล้วถามว่า “ถ้าผมเดาไม่ผิด อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองไป๋เหอที่คุณพูดถึง เมื่อไม่นานมานี้ คุณคงส่งไปเข้าร่วมค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะของมณฑลตงหนิงแล้วสินะ”
“ใช่”
เซียวอวี้เหอพยักหน้า “วันนี้เขาเพิ่งจะกลับมาจากค่ายฝึกอบรม”
“กลับมาอะไรกัน!”
ชายชรากล่าว “คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงมีเวลามาเยี่ยมในครั้งนี้?”
“คิดถึงเพื่อนเก่าอย่างผม?”
เซียวอวี้เหอสงสัย
“ผมคิดถึงคุณแล้วจะไม่โทรหาคุณเหรอ? ถึงกับต้องเดินทางไกลมายังเมืองไป๋เหอเพื่อตาเฒ่าแก่ๆ คนหนึ่ง?”
“แล้วคุณมาทำไม?”
ชายชราเชิดคางขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้าปรากฏสีหน้าภาคภูมิใจ กล่าวอย่างหยิ่งผยอง “ผมมาส่งหลานสาวสุดที่รักไปค่ายฝึก แล้วถือโอกาสเที่ยวเล่นแถวนี้ พอดีแวะเวียนมายังเมืองไป๋เหอ เลยมาเยี่ยมคุณ...”
“หลานสาวของคุณ?”
คิ้วของเซียวอวี้เหอขมวดเข้าหากัน สังเกตเห็นลางร้ายบางอย่าง
เป็นดังคาด ชายชรายิ้มแย้มแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ตระกูลเซี่ยของผมกว่าจะมีนักพลังจิตสักคน ถูกค่ายฝึกเรียกตัวพิเศษให้เข้าร่วมการฝึกอบรมอะไรสักอย่าง ผมจะไม่ดูแลให้ดีได้ยังไง
หากเกิดอะไรขึ้นมา ผมคงปวดใจแย่”
“นักพลังจิต?!”
เซียวอวี้เหอลุกขึ้นยืนจากที่นั่งทันที บนใบหน้าปรากฏสีหน้าเหลือเชื่อ
“หลานสาวของคุณเป็นนักพลังจิตเหรอ? จริงหรือนี่?”
ชายชราเห็นท่าทีของเซียวอวี้เหอ ใบหน้าเหี่ยวย่นแทบจะยิ้มจนบานเป็นดอกไม้ กล่าวว่า “จะมีเรื่องไม่จริงได้ยังไง คาดว่าพอกลับมาจากค่ายฝึกก็คงจะเป็นนักพลังจิตระดับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว
เฮ้อ ผมก็ไม่รู้ว่านักพลังจิตระดับหนึ่งอายุสิบเจ็ด จะสู้กับนักสู้ระดับสองอายุสิบเจ็ดได้ไหมนะ...
อายุสิบเจ็ดก็เป็นนักสู้ระดับสองแล้ว เก่งจริงๆ เลยนะ...”
ชายชราคร่ำครวญอย่างประชดประชัน ใบหน้าของเซียวอวี้เหอกลับดำมืดราวกับก้นหม้อ น่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง
แต่เขากลับทำได้เพียงกล้ำกลืนความขุ่นเคืองนี้ลงไป กลั้นใจนั่งลงบนเก้าอี้อย่างโมโห
นักพลังจิตกับนักสู้ผู้มีพรสวรรค์ธรรมดานั้นคนละเรื่องกันเลย
นักพลังจิตหายากกว่านักสู้ผู้มีพรสวรรค์ธรรมดาเสียอีก แทบจะนับว่าเป็นบุคลากรเชิงยุทธศาสตร์
คนประเภทนี้หายากราวกับหมีแพนด้ายักษ์แบบนี้ ทั้งเมืองไป๋เหอเคยมีไม่กี่คนเท่านั้น ใครจะคิดว่าตระกูลของตาเฒ่าเซี่ยกลับได้พบเจอเข้า
มันช่างเป็นบุญของบรรพบุรุษเสียจริง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงใจดีเป็นพิเศษมาเยี่ยมตน ที่แท้ก็รอที่จะมาโอ้อวดต่อหน้า
พรสวรรค์ของลู่เซิ่งนั้นดีก็จริง แต่เมื่อเทียบกับหลานสาวของตาเฒ่าเซี่ยแล้ว นับว่าเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ
แทบจะนับว่าเป็นคนธรรมดาไปเลย
นักพลังจิตระดับหนึ่งอย่างเป็นทางการอายุสิบเจ็ดปี...
เซียวอวี้เหอมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของตาเฒ่าเซี่ย อิจฉาจนแทบจะต้องกัดฟัน
“โอ้ จริงสิ ผมลืมบอกเรื่องหนึ่งไป”
ชายชราชุดจงซานราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ กล่าวเสริมว่า “ค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะของมณฑลตงหนิงน่ะ ยังไม่สิ้นสุดนะ
เมื่อวานหลานสาวของผมยังวิดีโอคอลมาหา บอกว่าอย่างน้อยก็ต้องอีกหนึ่งเดือน
อัจฉริยะของเมืองไป๋เหอของคุณน่ะ กลับมาก่อนกำหนดต่างหาก
คุณคงเข้าใจความหมายของผมใช่ไหม?”
เมื่อเซียวอวี้เหอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็ยิ่งดำมืดลงไปอีก
แน่นอนว่าเขารู้ว่าหมายความว่าอย่างไร
ก็คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองไป๋เหอของพวกเขานั้นฝีมือไม่ถึง ถูกค่ายฝึกคัดออกมาก่อนกำหนดน่ะสิ
เสียแรงที่ก่อนหน้านี้เขายังอยากจะเอาผลงานพรสวรรค์ของลู่เซิ่งมาอวดต่อหน้าชายชรา ใครจะคิดว่าสุดท้ายกลับถูกอีกฝ่ายเอาหลานสาวมาเยาะเย้ยถากถางสารพัด กดลงกับพื้นแล้วขยี้ต่างๆ นานา
ให้ตายสิ คราวนี้นับว่าถูกตบหน้าแล้ว ความคิดติดขัด คงต้องคัดคำว่า “จิตวิญญาณ” อีกหลายหมื่นคำ ถึงจะไปถึงระดับปรมาจารย์ได้
คิดถึงตรงนี้ เซียวอวี้เหอก็รู้สึกหายใจติดขัด คายออกมาไม่ได้ กลืนเข้าไปก็ไม่ลง
ทำได้เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วดื่มชาเงียบๆ
“ผมบอกแล้วตาเฒ่าเซียว คุณก็อย่าได้โกรธมากเกินไป คิดในแง่ดีสิ
ไม่ใช่ทุกคนจะเก่งกาจเหมือนหลานสาวสุดที่รักของผม คนที่ด้อยกว่าเซี่ยหลิน หลานสาวสุดที่รักของผมยังมีอีกเยอะแยะ ไม่ได้มีแค่เมืองไป๋เหอของคุณเสียหน่อย...”
ชายชราชุดจงซานปลอบโยนเซียวอวี้เหอด้วยท่าทีใจกว้าง
สีหน้าของเซียวอวี้เหอกลับยิ่งดูน่าเกลียด
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอกห้องทำงาน
“เข้ามา”
เซียวอวี้เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กดข่มความโกรธ
ไม่นาน ประตูก็เปิดออก เลขาฯ นำเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินเข้ามา
“หัวหน้าสมาคมคะ ลู่เซิ่งมาแล้วค่ะ”
“อ้อ เหรอ ลู่เซิ่งเข้ามาเร็วเข้า”
เซียวอวี้เหอฝืนยิ้มออกมา เชื้อเชิญลู่เซิ่งที่ยืนอยู่หน้าประตู
“สวัสดีครับหัวหน้าสมาคมเซียว”
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปในห้องทำงานของเซียวอวี้เหอ สังเกตเห็นว่าในห้องยังมีคนอยู่อีกคนหนึ่ง
ดูท่าทางเหมือนจะเป็นเพื่อนของเซียวอวี้เหอ
“ตาเฒ่าเซียว นี่คงเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองไป๋เหอที่คุณบอกว่าจะพาผมมาเจอสินะ...”
เมื่อชายชราชุดจงซานเห็นลู่เซิ่งก็รีบลุกขึ้นยืน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “สมแล้วที่เป็นหนุ่มน้อยผู้มีพรสวรรค์ ดีๆ”
มีเพียงเซียวอวี้เหอเท่านั้นที่ได้ยินคำพูดประชดประชันของชายชรา สีหน้าบูดบึ้งยิ้มให้ลู่เซิ่ง จากนั้นโบกมือให้เลขาฯ ออกไป
“นี่คือ...เพื่อนเก่าของฉัน เรียกเขาว่าเซี่ยเหล่าก็ได้”
เซียวอวี้เหอแนะนำ
“สวัสดีครับเซี่ยเหล่า”
“สวัสดีๆ”
ชายชราชุดจงซานยิ้มอย่างสดใส ตบไหล่ลู่เซิ่งและพูดว่า “อายุไล่เลี่ยกับเซี่ยหลินหลานสาวของผมเลย มีโอกาสค่อยชวนมาเจอกัน คุณว่าอย่างไร ตาเฒ่าเซียว”
เซียวอวี้เหอทำหน้าดำคล้ำ “ผมว่าคงไม่จำเป็นมั้ง”
อะไรกัน ยังคิดว่าทำให้ขายหน้าไม่พอเหรอ ยังอยากจะเรียกคนมาให้ครบแล้วประจานเขาต่อหน้าอีกหรือ
“ลืมไปได้ยังไง!”
ชายชราตบหน้าผากตัวเองแล้วพูดกับลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม “ลู่เซิ่งใช่ไหม นายเพิ่งกลับมาจากค่ายฝึกอบรมที่มณฑลตงหนิง?”
แม้ลู่เซิ่งจะรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องไม่ค่อยดีตั้งแต่ก้าวเข้ามา สีหน้าของเซียวอวี้เหอก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ในเมื่อเซียวอวี้เหอบอกเองว่าชายชราเป็นเพื่อนของเขา ดังนั้นจึงไม่ได้คิดอะไรมาก พยักหน้า “ครับ เซี่ยเหล่า การฝึกอบรมของผมจบแล้วก็เลยกลับมา”
“จบแล้วดีๆ กลับมาเร็วๆ น่ะดีแล้ว”
ชายชรากล่าวอย่างสบายๆ “ที่แบบนั้นไม่เหมาะกับคนธรรมดาอย่างพวกนายอยู่แล้ว เซี่ยหลินหลานสาวของฉันถึงจะเก่งกาจ แต่ก็ยังบ่นกับฉันอยู่บ่อยๆ ว่าลำบาก บอกว่าในค่ายฝึกอบรมมีปีศาจเยอะแยะ...
ขนาดเซี่ยหลินหลานสาวของฉันยังว่ามีปีศาจ แล้วคนปกติจะทนได้ยังไง คงต้องถูกบั่นทอนจิตใจจนยับเยินแน่ๆ
อ้อ จริงสิเจ้าหนู นายรู้จักเซี่ยหลินหลานสาวของฉันไหม?”
ลู่เซิ่งชะงักไป
ชายชราพูดมาตั้งนาน เขาฟังไม่ค่อยเข้าใจความหมาย ที่แท้ก็คือปู่ของเซี่ยหลิน
เมื่อนึกถึงเซี่ยหลินในความทรงจำ ที่พอเจอหน้าเขาแต่ละครั้งไม่วิ่งหนีก็ทำเป็นกลัวเขา แล้วมองหน้าชายชราคนนี้
บนใบหน้าของลู่เซิ่งปรากฏรอยยิ้มประหลาด แต่ก็ยังพยักหน้า
“รู้จักครับ เซี่ยหลินในค่ายฝึกอบรมมีชื่อเสียงมากครับ”
คำพูดนี้ทำให้ชายชรารู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ “เซี่ยหลินหลานสาวของฉัน ไปที่ไหนก็ต้องเก่งกาจอยู่แล้ว
น่าเสียดายถ้าฉันรู้ว่านายเป็นคนที่ตาเฒ่าเซียวให้ความสำคัญเร็วกว่านี้ ฉันคงให้เซี่ยหลินดูแลนายในค่ายฝึกมากกว่านี้แล้ว
นายก็คงไม่ต้องถูกไล่ออกมาก่อนกำหนด
คุณว่าจริงไหม ตาเฒ่าเซียว”
เซียวอวี้เหอมองท่าทีเสแสร้งของชายชราแล้วแค่นเสียงเย็นชาออกมา ไม่พูดอะไร
ลู่เซิ่งกลับเหมือนจะจับใจความอะไรบางอย่างได้ ครุ่นคิดแล้วพยายามจะอธิบาย “จริงๆ แล้วผมไม่ได้...”
แต่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเซียวอวี้เหอขัดจังหวะเสียก่อน