กลางป่าอีกด้านหนึ่ง
“เปรี้ยง…!”
“อั่ก….”
โม่เจี้ยนค่อยๆได้สติขึ้นจากเสียงการสู้รบที่อยู่ใกล้ๆ ความเจ็บปวดยามที่แขนซ้ายถูกพยัคฆ์ริ้วเงินกระชากจนแทบหลุดนั้นลดลงแล้ว เขาฝืนกวาดตาที่หนักอึ้งไปตามเสียงที่ได้ยิน ก็ได้พบภาพที่สะเทือนใจอย่างมาก
ร่างของหยางอี้ปินถูกขวานยักษ์เล่มหนึ่งกระแทกจนปลิวไปชนกับต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง เลือดจำนวนมากพุ่งออกมาจากปากของเขา ร่างผอมบางร่วงลงกองกับโคนต้นไม้คล้ายเป็นตุ๊กตาไร้ชีวิต ไม่อาจขยับตัวได้อีกต่อไป ถัดไปจากจุดนั้นอีกไม่กี่จ้าง โม่เจี้ยนมองเห็นร่างของจ้าวซงที่นอนจมกองเลือดอยู่อย่างไม่รู้ชะตากรรม ม่านตาของชายหนุ่มหดเกร็งด้วยความตกใจ
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น ขวานนั่นมาจากไหนกัน !?’
ขณะที่ยังงุนงงกับสถานการณ์ สายตาของเขาก็มองเห็นศัตรู ชายชุดดำคนหนึ่งกำลังหันหลังแล้ววิ่งออกไปทางป่าอีกด้าน มันคงไม่ทันสังเกตว่าเขาฟื้นขึ้นแล้ว หรือไม่ก็เพียงไม่ใส่ใจ โม่เจี้ยนฝืนพยุงร่างที่บอบช้ำขึ้นแล้วเดินอย่างรีบเร่งเข้าไปหาหยางอี้ปินที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
“ศิษย์พี่หยาง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?”
“อึ่ก… ไม่ถึงตายหรอก.. ไปดูจ้าวซงก่อน”
หยางอี้ปินยังคงกระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง แม้เขาบอบช้ำอย่างมาก ทว่าก็ไม่ถึงตาย แต่จ้าวซงนั้น รับการโจมตีจากขวานยักษ์เข้าไปเต็มๆถึงสองครั้ง ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
โม่เจี้ยนพยักหน้าแล้วรีบเดินโซเซไปทางจ้าวซงที่นอนอยู่ ใจของเขารู้สึกหวาดกลัวอย่างมากด้วยเลือดที่ไหลออกมาจากร่างของจ้าวซงนั้นมากมายจนเรียกได้ว่าเป็นแอ่งน้ำแอ่งหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งเข้าไปใกล้ภาพที่เห็นก็ยิ่งทำให้ใจของโม่เจี้ยนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
จ้าวซงนอนแผ่หราอยู่ เปลือกตาปิดสนิท ใบหน้าซีดเซียว กลางอกของจ้าวซงนั้นมีบาดแผลเหวอะหวะขนาดใหญ่ แม้แผ่นอกจะยังขยับไหวตามการหายใจทว่าก็อ่อนแรงอย่างมาก
“จ้าวซง.. จ้าวซง… ได้ยินข้าหรือไม่ ? นี่….!!”
โม่เจี้ยนทั้งตะโกนเรียก และเขย่าร่างของศิษย์พี่คู่ปรับ แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับจากจ้าวซงแม้แต่น้อย
“จริงสิเสี่ยวเชียนเคยให้โอสถฟื้นฟูขั้นสามไว้ สามารถฟื้นฟูบาดแผลและรักษาชีวิตได้ชั่วครู่”
โม่เจี้ยนนำขวดยาสีเขียวในอกเสื้อออกมาเทใส่ปากจ้าวซงทันที เพียงครู่เดียวเลือดของเขาเริ่มไหลช้าลงจนหยุดในที่สุด สีหน้าและจังหวะหายใจก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ … เมื่อดูว่าอาการของจ้าวซงคงที่แล้ว เขาก็หวนกลับไปหาหยางอี้ปินอีกครั้ง แล้วยื่นขวดยาให้บ้าง
“ข้ากินแล้ว …อย่าสิ้นเปลืองของเจ้าเลย ศิษย์น้องมู่เคยให้ข้าไว้เช่นกัน”
หยางอี้ปินเอ่ยพลางชูขวดยาในมือขึ้นให้โม่เจี้ยนดู นั่นเป็นขวดแบบเดียวกับที่เขาได้จากมู่เชียนมาทุกประการ ดวงตาสีฟ้าของชายหนุ่มวูบไหวเล็กน้อย ยาขวดนี้มู่เชียนให้เขาไว้ตั้งแต่หลายเดือนก่อน กล่าวว่าให้เก็บไว้ใช้ยามจำเป็น เวลานั้นโม่เจี้ยนยังลอบลิงโลดใจอยู่หลายวันว่าหญิงสาวเป็นห่วงเขาและปฏิบัติต่อเขาเป็นพิเศษ เมื่อพบว่าตนคิดไปเองก็อดไม่ได้ที่จะมีความหม่นหมองเกิดขึ้น ทว่าเพียงแวบเดียวโม่เจี้ยนก็สะบัดศีรษะไล่ความรู้สึกไร้สาระออกไป เขายังมีสิ่งอื่นที่ต้องกังวลมากกว่านั้น
“ศิษย์พี่หยาง พวกศิษย์พี่ฉวนกับเสี่ยวเชียนเล่า?” โม่เจี้ยนถามอย่างร้อนรน
“ศิษย์พี่ฉวนกับเสี่ยวจือจือ รับมือคนชุดดำสองคนอยู่ทางด้านหน้า ส่วนศิษย์น้องมู่ล่อคนชุดดำคนหนึ่งไปทางป่าด้านซ้ายนั่น” หลังกินยาหยางอี้ปินรู้สึกดีขึ้นมาก เขาตอบคำถามของโม่เจี้ยนพร้อมกับพยุงร่างสะบักสะบอมของตนขึ้นแล้วเอนพิงกับต้นไม้ สีหน้าที่มองไปทางป่าด้านซ้ายนั้นมีความวิตกกังวลอย่างมาก
“ป่าด้านซ้าย.. นั่นมันทิศที่คนชุดดำอีกคนเพิ่งตามไปไม่ใช่หรือ อย่างนี้นางต้องรับมือคนร้ายถึงสองคนน่ะสิ ?!”
โม่เจี้ยนได้ฟังก็ลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้ว่าตนมีเรี่ยวแรงมาจากที่ใดคิดจะวิ่งตามไปช่วยมู่เชียน ทว่าหยางอี้ปินกลับยึดขาของเขาเอาไว้
“ช้าก่อน นั่นคือปราชญ์ยุทธ์ถึงสองคน เจ้าไปช่วยก็เพียงแค่เพิ่มศพอีกศพหนึ่งเท่านั้น”
“แล้วอย่างไร ?! ข้าไม่ปล่อยให้นางสู้ลำพังแน่ !” โม่เจี้ยนเอ่ยเสียงแข็งกร้าวแล้วพยายามสะบัดมือของหยางอี้ปินออก
“อย่าเพิ่งใจร้อนสิ อยากช่วยนางเจ้าต้องไปหาเสี่ยวจือจือต่างหาก … คู่ต่อสู้ของนางเป็นถึงปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูง หากเจ้าช่วยเสี่ยวจือจือเอาชนะคนชุดดำทางนี้ได้ ค่อยไปช่วยศิษย์น้องมู่ด้วยกัน เช่นนี้จึงจะมีโอกาสชนะ”
แม้หยางอี้ปินอธิบายอย่างมีเหตุผล ทว่าโม่เจี้ยนยังคงมีท่าทียังไม่ยินยอม เขาไม่แน่ใจว่ามู่เชียนจะรอจนเขาและเสี่ยวจือจือไปถึงได้หรือไม่ หยางอี้ปินจึงเอ่ยอีกครั้งด้วยเสียงที่จริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“รีบไปสิ ศิษย์พี่ฉวนก็อยู่ด้วย รวมกับพลังของเจ้าไม่แน่อาจเอาชนะพวกมันได้”
โม่เจี้ยนมองป่าด้านซ้ายแล้วสูดหายใจลึกอย่างตัดใจ ชายหนุ่มหมุนตัววิ่งตรงไปทางป่าด้านหน้าด้วยความเร็วที่ตนก็ไม่เชื่อว่าร่างตนในสภาพนี้จะสามารถทำได้
“เสี่ยวเชียน รอข้าก่อนนะ ข้าจะรีบไปช่วยเจ้าให้ได้”
“บรึ้มมม….”
เสียงระเบิดปราณดังก้องป่า แสงสีทองปนดำกระจัดกระจายจากเบื้องหน้าของโม่เจี้ยน ทำให้เขายิ่งเร่งฝีเท้าขึ้น ปราณธาตุลมของเขาถูกนำมาใช้กับวิชาตัวเบาทั้งหมด ไม่กี่ลมหายใจต่อมาโม่เจี้ยนก็มาถึงสนามต่อสู้ของเสี่ยวจือจือและฉวนสี่
เสี่ยวจือจือในร่างครึ่งสตรีครึ่งอสรพิษวาดหางขนาดใหญ่เข้าใส่ร่างของชายชุดดำคนหนึ่ง เขากระโดดหลบไปได้พร้อมกับปล่อยปราณสีดำรูปร่างคล้ายทวนเข้าใส่หางของนาง เสี่ยวจือจือแม้ร่างกายส่วนหางจะใหญ่ทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว แต่เกล็ดหางสีหยกดำนั้นกลับแข็งแกร่งอย่างมาก ทวนปราณเพียงสร้างรอยถลอกให้เท่านั้น มีเพียงต้องโจมตีร่างกายส่วนบนของนางจึงจะสร้างความเสียหายให้อสรพิษหยกดำได้
ร่างที่อยู่กลางอากาศยังไม่ทันร่วงถึงพื้น ก็ถูกเสี่ยวจือจือพ่นพิษน้ำแข็งใส่เสียก่อน ทวนสีดำถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้งมันหมุนเร็วจี๋อยู่เบื้องหน้าชายชุดดำเพื่อปัดป้องพิษน้ำแข็งนั้นออกไป ต่อเมื่อร่างของคนร้ายร่อนลงกับพื้นอย่างมั่นคงแล้ว ทวนสีดำก็เปลี่ยนเป็นโจมตีเข้าใส่ร่างเนื้อของเสี่ยวจือจือ ทว่ากลับต้องชักกลับมาใช้ป้องกันตัวเมื่อเห็นกรงเล็บแหลมคมของนางตวัดใส่ กรงเล็บและทวนปราณสัมผัสกันเกิดเป็นประกายไฟแลบขึ้น
เมื่อหันมองทางด้านฉวนสี่นั้น การโจมตีของชายชุดดำเป็นมีดบินลอยฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศหลายเล่ม มันสลับกันพุ่งเข้าโจมตีฉวนสี่จากรอบด้าน ทว่าฉวนสี่ในยามนี้มีปราณธาตุระดับยอดยุทธ์ชั้นสูง ความเร็วและความสามารถในการมองเห็นของเขาดีขึ้นมาก ในมือของชายหนุ่มมีเกาทัณฑ์สีทองขนาดใหญ่อยู่ด้วย แม้จะไม่เคยเห็นฉวนสี่ใช้มาก่อนแต่เขากลับสามารถใช้มันออกมาได้คล่องแคล่วมาก ลูกศรวารีถูกสร้างขึ้นและยิงออกมาคราละสามดอก ต่อต้านกับมีดบีนนั้นได้อย่างสูสี มีดบางส่วนที่หลบไม่พ้นก็ถูกเขาใช้เกาทัณฑ์ใหญ่โตอันนั้นปัดทิ้งไปได้อย่างง่ายดายโดยที่เกาทัณฑ์ไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย ดูท่าวัสดุที่ใช้สร้างอาวุธเวทย์ชิ้นนี้คงมีความคงทนและแข็งแรงอย่างมาก
ทั้งสองแยกกันสู้กับปราชญ์ยุทธ์ชุดดำอยู่ฝ่ายละคนแม้ไม่อาจเอาชนะ แต่ก็ไม่ได้พ่ายแพ้….โม่เจี้ยนจ้องมองการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยความตื่นตะลึง เสี่ยวจือจือนั้นแล้วไปเถิด นางเป็นถึงปราชญ์อสูร แม้จะสู้กับปราชญ์อสูรชั้นสูงก็ยังถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่ฉวนสี่เล่าเขามิใช่มีระดับเพียงยอดยุทธ์ชั้นต้นหรอกหรือ เหตุใดจึงสามารถต่อกรกับปราชญ์ยุทธ์ได้
“โฮกกกก….” เสียงคำรามดังก้องมาจากอีกด้านหนึ่งของป่า คนอื่นที่กำลังสนใจต่อสู้อาจจะไม่ใส่ใจนัก ทว่ากับเสี่ยวจือจือแล้ว….เสียงนี้นางจำได้แม่นยำ
‘ท่านเสี่ยวจิ้งมาแล้ว !’
เสี่ยวจือจือหันมองไปทางป่าด้านซ้ายด้วยสีหน้ายินดี เสียงคำรามนั่นมีเพียงความโกรธเกรี้ยวที่แฝงอยู่ และไม่มีร่องรอยของความเศร้าเลยแม้แต่น้อย ดูท่าคุณหนูคงปลอดภัยแล้ว….
“เสี่ยวจือจือ ระวัง… !” โม่เจี้ยนตะโกนมาจากด้านข้าง พร้อมกับวิ่งเข้ามาขวาง ทว่ากลับไม่ทัน ตลอดทั้งร่างซีกซ้ายของนางถูกสาดด้วยน้ำยาสีแดง ความรู้สึกหนักอึ้งและชาคันพลันแล่นขึ้นมาทันที
“ฮ่าฮ่า…… เสร็จข้าล่ะ ! พิษนี้เรียกว่าสยบอสูร ออกฤทธิ์กับสัตว์อสูรเท่านั้น ตราบเท่าที่เจ้ายังมีชีวิตจะไม่อาจเคลื่อนไหวหรือขยับร่างได้ อีกทั้งยิ่งนานพิษก็ยิ่งรุนแรงขึ้นความเจ็บปวดก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย”
“ฟู่วว …” ธนูเพลิงขนาดเล็กลูกหนึ่งถูกลอบยิงเข้าใส่ ทว่าคนชุดดำเพียงเอี้ยวตัวเล็กน้อยก็หลบไปได้อย่างสบายๆ
เขาหันมองโม่เจี้ยนที่โจมตีเขาด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ
เป็นเพียงนักยุทธ์ คิดจะลอบโจมตีข้ารึทวนสีแดงเล่มหนึ่งถึงขว้างไปใส่ด้วยความเร็วปานดาวตก โม่เจี้ยนโคจรวิชาตัวเบาที่ตนถนัดจนกระโดดหลบไปได้อย่างเฉียดฉิว ทว่าแรงโจมตีจากปราชญ์ยุทธ์นั้นมหาศาลกว่าที่เขาคาดนัก ทวนที่ปักลงกับพื้นส่งแรงระเบิดออกมาอย่างรุนแรงจนเกิดหลุมกว้าง กระแทกร่างของโม่เจี้ยนที่อ่อนแอถึงที่สุดแล้วจนกระเด็นออกไปไกล กระดูกข้างที่เริ่มจะสมานกันดีกลับมาแตกหักอีกครั้ง ชายหนุ่มเจ็บปวดจนหน้าซีดเขียว เขาได้แต่เฝ้ามองเสี่ยวจือจือที่ไม่อาจขยับตัวถูกชายชุดดำวิ่งเข้าประชิดร่าง และกำลังจะถูกทวนในมือของมันแทงเข้าที่อก
“ฉึก….!”
“อ้ากกกก…..”
ศรวารีดอกหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่บุรุษที่ถือทวนอยู่ตรงหน้าเสี่ยวจือจืออย่างแรงหยุดยั้งการกระทำของเขาไว้ได้ นอกจากนั้นแรงมหาศาลจากศรระดับฟ้ายังรุนแรงจนดันคนร้ายจนเซถอยไปด้านหลังไปอีกเกือบสิบก้าว เห็นได้ชัดว่าผู้ยิงทุ่มเทปราณธาตุไปกับศรนี้ไม่น้อยเลย ….. เสี่ยวจือจือที่รอดตายหันมายิ้มให้ฉวนสี่อย่างขอบคุณ แต่สิ่งที่นางเห็นกลับเป็นภาพฉวนสี่ที่ถูกมีดบินแทงเข้าที่ท้องอย่างจัง……
“อึ่ก…”
ฉวนสี่นั้นเมื่อครู่ขณะที่กำลังสู้ติดพันเขาก็ได้ยินโม่เจี้ยนร้องตะโกนเรียกเสี่ยวจือจือเสียก่อน เมื่อหันมองไปก็เห็นโม่เจี้ยนถูกเล่นงานและเสี่ยวจือจือที่กำลังจะถูกแทง จึงไม่อาจคิดอะไรมาก ธนูในมือรีบเปลี่ยนเป้าหมายเป็นส่งออกไปเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้นางทันที ทว่าตัวเขาเองกลับถูกมีดบินสองชิ้นแทงเข้าที่ท้องจนทะลุไปถึงหลัง
“ศิษย์พี่ฉวน….!!”
เสี่ยวจือจือที่ยามนี้ไม่อาจขยับตัวได้ ได้แต่เบิกตามองฉวนสี่ล้มลงกับพื้น น้ำตาใสราวแก้วผลึกร่วงลงจากดวงตาของอสูรสาวเป็นสาย
“หึ…. รักกันมากหรือ ลงไปเจอกันในนรกแล้วกัน…” ชายที่ถือทวนแม้จะถูกธนูของฉวนสี่โจมตีทว่าเขายังคงไม่เลิกคิดฆ่าเสี่ยวจือจือ ทวนในมือถูกยกขึ้นอีกครั้งคิดจะขว้างออกไปเผด็จศึกนางจากระยะไกล …… ยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์กับเป้านิ่งในระยะไม่ถึงสิบก้าว… แม้เป็นแมลงวันเขาก็สามารถเด็ดศีรษะมันลงมาได้
“โฮกกกก…..” มังกรสีแดงปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า คั่นกลางระหว่างชายชุดดำและเสี่ยวจือจือเอาไว้