บทที่ ยี่สิบ
เรือนท้อร่วงของท่านหญิงสามตั้งอยู่กลางสวนดอกท้อที่บัดนี้มีเพียงดอกไม้ร่วงโรยไร้ความงดงามที่ต้นสูงตระหง่านสิ่งนี้ราวกับภาพสะท้อนถึงความรู้สึกในใจของเ้าของเรือนถังหยี่นั่งพิงหมอนอิงอยู่บนตั่งไม้ หน้าต่างเปิดออกให้สายลมพัดผ่านเข้ามากลิ่นหอมอ่อนของกำยานช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้น ทว่านางกลับไม่อาจสงบใจได้เลย
ตรงข้ามกับนาง‘เหยียนปี้เจิน’ สหายคนสนิทกำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์สายตาคู่นั้นกลับมองดูถังหยี่อย่างจับสังเกต “ท่านหญิงเรียกข้ามาหาเพราะมีเื่จะปรึกษาหรือ?”
ถังหยี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า“เ้าเองก็รู้ว่าท่านพ่อพาหมอเทวดามารักษาข้า..”
“แน่นอนสิ” เหยียนปี้เจินวางถ้วยชาลงแววตาวาววับ “ข้ากำลังอยากรู้เลยว่าหมอเฒ่ากับศิษย์ของเขาจะหาวิธีรักษาอาการของท่านได้หรือไม่”
คนป่วยครุ่นคิดพร้อมเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงเบา“ข้ากลัวว่า..พวกเขาจะจับได้ว่าข้าจงใจทำให้ตนเองป่วย”
เหยียนปี้เจินได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้น“ท่านกลัวอะไรกัน? พิษหลานฮวาหลัวเยี่ยมิใช่สิ่งที่หาพบได้ง่ายๆหรอกนะ จะมีใครรู้จักได้ถ้าไม่ใช่หมอชั้นสูงของเมืองหลวงหรือไม่ก็พวกเทพเซียน!”
แม้คำพูดนั้นจะช่วยให้นางคลายกังวลลงบ้างแต่ในใจลึกๆ กลับมีบางอย่างติดค้างอยู่ภาพของบุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มผู้มีแววตาลึกซึ้งและรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นมาในความคิดของถังหยี่โดยไม่รู้ตัวั้แ่วันก่อนที่นางได้พบศิษย์หนุ่มของหมอเทวดานางก็รับรู้ถึงความรู้สึกที่ไม่เคยมีต่อผู้ใดมาก่อน นางไม่อยากโกหกเขา..ให้เขาได้รับความลำบากใจทว่าเื่เช่นนี้จะเอ่ยปากออกไปได้อย่างไร?
หากแต่สหายของนางนับว่าเป็สตรีเฉียบแหลมเมื่อเห็นท่าทีลังเลและใบหน้าที่แดงระเรื่อของถังหยี่ก็พลันเข้าใจขึ้นมาในทันทีดวงตาคู่นั้นหรี่ลงอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ถังหยี่..อย่าบอกข้านะว่าเ้าต้องตาเ้าหมอหนุ่มรูปงามคนนั้นเข้าให้แล้ว?”
“ข้า..” หญิงสาวที่นานแล้วไม่ได้มีเืฝาดขึ้นสองแก้มเพราะอาการป่วยบัดนี้รีบส่ายหน้าแดงจากขัดเขินทั้งยังอ้ำอึ้งพูดไม่ออก
สหายสนิทเห็นภาพนี้ก็หัวเราะคิกคักอย่างถูกใจ“ข้าก็ว่าอยู่เ้าทำตัวแปลกไปั้แ่เมื่อวาน! เมื่อก่อนเ้ามิเคยสนใจบุรุษผู้ใดเลยนี่” ส่วนถังหยี่ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาเพื่อนที่จับอาการตัวเองได้ทั้งสองเป็เพื่อนเล่นมาั้แ่เล็กโดยเหยียนปี้เจินอายุมากกว่านางหนึ่งปีแต่ทั้งสองก็นับว่าเป็เพื่อนกันเสียมากกว่าพี่สาวน้องสาวสิ่งใดที่อยู่ในใจนางจึงไม่อาจจะปิดเพื่อนคนนี้ได้เลย
หากแต่ว่าถังหยี่ไม่รู้เลยว่าบุคคลที่ตนคิดว่าเป็สหายสนิทกำลังใช้ตนเป็เครื่องแก้แค้นใครบางคนเหยียนปี้เจินเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งพอใจ นางลูบแก้มอย่างครุ่นคิดก่อนจะยิ้มร้ายกาจ “เช่นนั้นดีเลย ข้าจะช่วยให้เ้ากับหมอหนุ่มรูปงามมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง”
ถังหยี่ได้ยินพลันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ“ได้อย่างไรกัน!?”
“ฟังข้าให้ดี”
แผนการของเหยียนปี้เจินถูกกระซิบที่ข้างหูของหญิงสาวถังหยี่ฟังจบก็ลังเลเล็กน้อย “แผนนี้จะได้ผลหรือ?”
“ถ้าเ้าไม่ลองเ้าก็ไม่มีโอกาสเลยสักนิด” คนกล่าวยิ้มพลางยักไหล่อีกฝ่ายก็ได้แต่เม้มริมฝีปาก นางรู้ดีว่าตนเองไม่ควรมีความคิดเช่นนี้แต่เมื่อได้ยินแผนการของเหยียนปี้เจินหัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้..สุดท้ายนางก็พยักหน้าตอบรับแผนการนี้อย่างเงียบๆ
ในบ้านเช่าชั่วคราวของคณะเดินทางหมอเทวดาภายในเรือนพักที่อยู่ใจกลางโม่เหวินหานกำลังนั่งอ่านบันทึกอาการของท่านหญิงสามดวงตาเรียวยาวกวาดไปตามตัวอักษรอย่างเงียบงัน เสียงกระดาษถูกพลิกเบาๆเป็เสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้อง
“ป่วยมาเกือบสี่เดือน..อาการเริ่มแย่ลงหลังจากมีข่าวลือเกี่ยวกับหมั้นหมายกับเหลียงฉีซ่าน” เขาพึมพำกับตนเอง นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะเบาๆอย่างครุ่นคิด
เจียงเจียที่ยืนอยู่ข้างๆเห็นผู้เป็นายพึมพำอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “หรือจริงๆท่านหญิงสามป่วยเพราะความเครียดแต่อย่างไรนี่ก็ช่างบังเอิญเกินไปที่อาการของนางจะแย่ลงหลังจากมีข่าวหมั้นหมาย”
โม่เหวินหานละสายตาจากกระดาษหรี่ตาลงเล็กน้อย“ถ้าเป็เื่สภาพจิตใจก็ไม่น่าจะรุนแรงและกินเวลานานถึงเพียงนี้เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งเร้าบางอย่างกระตุ้น คงเป็อย่างที่หมอหลวงเผยว่า”
คนสนิทพยักหน้ารับ“ยิ่งกว่านั้นคนที่นางหมั้นหมายด้วยก็มิได้อยู่ที่ซุ่ยหยวนแล้วเพราะงานแต่งจึงต้องเลื่อนออกไป น่าสงสัยยิ่งนัก”
โม่เหวินหานนิ่งไปครู่หนึ่งมือขาวสะอาดพลิกหน้ากระดาษอีกครั้งข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับท่านหญิงสามระบุว่านางเป็สตรีเงียบสงบออกจะหัวอ่อนเล็กน้อย แต่กลับมีพร์ด้านพู่กันและบทกวี
“สตรีที่มีพร์ทางวรรณศิลป์มักจะอ่อนไหวต่ออารมณ์ความรู้สึก” เขากล่าวเสียงเรียบ
“นางอาจจะเสียใจที่คู่หมั้นจากไปจึงทำเพื่อให้เขาเร่งเดินทางกลับมา?” เป็อีกครั้งที่เจียงเจียเดาสถานการณ์
ตอนนั้นเองหลิวชิงเซียงที่นั่งถัดไปนั่งฟังมาเงียบๆ ตลอดก็ส่ายหน้าให้ประโยคนั้น แล้วตอบกลับไปด้วยความคิดตัวเอง “อาจจะตรงกันข้าม”
องครักษ์หนุ่มหันไปมองหญิงสาวหนึ่งเดียวในห้องประชุมลับ“หมายความว่าอย่างไร?”
โม่เหวินหานวางบันทึกลงดวงตาลึกซึ้งเป็ประกายเย็นเยียบขึ้นมาเล็กน้อยจ้องมองหญิงสาวอย่างรอคอยคำตอบเช่นกัน“หากนางมิได้เต็มใจในหมั้นหมายนี้เล่า? หากนางไม่้าแต่งงานแต่ไม่มีทางเลือกอื่นล่ะ?”
โม่เหวินหานไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงรับฟังความเห็นของหญิงสาวแล้วทบทวนแต่สิ่งนั้นก็คล้ายกลับสิ่งที่เขาเองก็กำลังฉุกคิดพอดีพร้อมกับความคิดอีกอย่างเกี่ยวกับคู่หมั้นไร้ศักดิ์ฐานะแต่เขาเพียงยังไม่กล่าวออกไปเท่านั้น
เจียงเจียสูดหายใจเข้าลึกเมื่อหญิงสาวกล่าวเื่ยากจะเชื่อ“ถ้าเป็เช่นนั้นจริงๆก็นับว่านางกล้ามาก!”
“จะว่าไป..ท่านหญิงสามมีคนสนิทชื่อเหยียนปี้เจินนางเป็บุตรีของขุนนางใกล้ชิดไหลอ๋อง เติบโตมาด้วยกันกับถังหยี่สิ่งนี้ไม่อาจจะเล็ดลอดไปได้หากถังหยี่คิดจะทำอะไรลับๆ..นางต้องรู้เื่แน่” ยิ่งกล่าวออกไปหลิวชิงเซียงก็ยิ่งมีน้ำเสียงอ่อนลงหากถ้านี้เป็เื่จริงสิ่งที่ถังหยี่ต้องเผชิญไม่แคล้วคล้ายเื่ของนางกับหลี่เสวี่ยต้องอยู่ภายได้เส้นทางที่ไม่อาจจะเลือกเกี่ยวกับคู่ครองสุดท้ายต้องหาทางออกด้วยวิธีทางของตนเองนำมาซึ่งความวุ่นวายพันกันยุ่งเหยิงยากถอนตัว
บุรุษที่นั่งอยู่ที่หลังโต๊ะตัวกลางหลุบตามองบันทึกอีกครั้งแต่ไม่ได้อ่านข้อความในสาร เมื่อครู่น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเล็กน้อยที่ท้ายประโยคเขาจับสังเกตอยู่ว่าตอนที่นางถูกถึงความสัมพันธ์ของถังหยี่และเหยียนปี้เจินนั้นไม่แน่อาจจะทำให้นางห้วยนึกถึงตัวเองถ้านางคือหลิวชิงเซียงจริงคงกำลังคิดถึงหลี่เสวี่ยอยู่แน่ๆ
“หลี่เสวี่ย..” เขาแสร้งเอ่ยเรียกนางแต่หญิงสาวก็ยังคงนิ่งไม่ขานรับกลับกันดวงตาฉายแววอาทร “หลี่เสวี่ย!” เขาเรียกย้ำอีกครั้ง
หลิวชิงเซียงได้ยินซ้ำถึงนึกขึ้นได้จึงรีบหันไปมองต้นเสียง“ขะ..ข้าเอง ท่านมีอะไรหรือ?”
“เ้าว่ามีสิ่งใดน่าสงสัยอีกหรือไม่เราอยากฟังความคิดเ้า”
นางถอนหายใจคนมีตั้งหลายคนนอกจากนางมีทั้งเจียงเจียท่านหมอเผยและองครักษ์อีกสองคนแต่เหตุใดต้องมาบีบเอาจากนางเล่า “ถ้าท่านหมอเผยประเมินว่านางทำให้ตัวเองป่วยจริงข้ามั่นใจแปดเก้าส่วนมาก็คงมาจากเื่การแต่งงานแต่มากกว่าเื่ที่นางไม่อยากแต่งงานนั้นข้ากลับสนใจมากกว่าคนที่นางแต่งด้วยเป็ใคร นางเป็บุตรีคนเดียวของไหลอ๋องเหตุใดถึงตกต่ำขั้นบิดาให้หมั้นกับพ่อค้าที่ไม่รู้หลักแหล่งใช่ว่าพวกเขาขัดสนและต่อให้ฝ่ายนั้นร่ำรวยขนาดไหนก็ยากจะเกี่ยวดองกับบุตรีบรรดาศักดิ์อ๋อง”
หลังการวิเคราะห์ของหลิวชิงเซียงในห้องพลันเงียบสงบทุกสายตาจ้องมองหญิงสาวตาไม่กะพริบอยู่พักใหญ่ก่อนจะหันไปมองผู้เป็นายแต่โม่เหวินหานกลับไม่ได้ดูใเช่นพวกเขาทั้งยังดูพอใจกับคำวิเคราะห์ของคนที่เป็สนมมากกว่าปกติเล็กน้อยด้วยซ้ำ
“นายท่านก็คิดเช่นนางหรือ?”
คำถามนั้นส่งผลให้ริมฝีปากจะโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มกว่าเดิมเขามีความคิดเดียวกับนางฟังแล้วเสนาะหูจริงๆ “ที่เ้าว่ามาน่าสนใจดี” โม่เหวินหานตอบรับกับหญิงสาว “คู่หมั้นคนนี้แม้จะเป็พ่อค้าแต่เล่าลือว่าร่ำรวยมาจากค้าขายทั่วดินแดนแม้แต่นอกจินหยางก็มีเส้นสายแต่สืบไปสืบมาก็หาแหล่งปักหลักไม่ได้ทั้งที่ทั่วไปไม่ว่าอย่างไรพ่อค้าก็ต้องมีแหล่งที่ตั้งฉะนั้นที่เป็ไปได้คือเหลียงฉีซ่านคนนี้้าปิดบังแหล่งที่มาหรือก็ไม่ก็บุคคลนี้ไม่มีอยู่จริงเป็เพียงหน้ากากให้ใครอยู่”
“ไม่แน่ใช้ยาสงบใจอาจจะได้ผลนายท่านลองให้..”หนึ่งในองครักษ์ที่มารายงานข้อมูลและอยู่ร่วมประชุมลับด้วยเอ่ยความคิดตนหลังคำวิเคราะห์จบลงแต่ไม่ทันจบประโยคก็ถูกขัดจากผู้เป็นายเสียก่อน
“ไม่ต้องถึงขั้นลอบวางยาหรอกข้าพอมีวิธีอยู่บ้าง”โม่เหวินหานจ้องไปที่หญิงสาวอีกครั้ง“เรา้าเ้า”
เวลาเคลื่อนคล้อยเข้า่บ่ายแสงแดดร้อนแรงสาดเข้ามาในรถม้านั้น โม่เหวินหานนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งสีหน้าเรียบเฉยดุจเคยส่วนอีกฝั่งเป็หลิวชิงเซียงที่เอียงตัวเล็กน้อยมองออกไปนอกหน้าต่าง
วันนี้ก็เป็อีกวันที่จวนหลวงส่งคนมารับเขาไปรักษาอาการบุตรีแต่เดิมทีการตรวจอาการท่านหญิงสามต้องเป็หน้าที่ของหมอหลวงเผยทว่าเมื่อครู่ระหว่างทางกลับเกิดเหตุไม่คาดฝันชาวบ้านผู้หนึ่งพลัดตกจากหน้าผาได้รับาเ็สาหัสอาการเร่งด่วนหมอเฒ่าผู้ทรงความรู้ไม่อาจละเลยได้คนที่ถูกหามมาส่งได้จึงมอบหน้าที่ตรวจอาการท่านหญิงสามให้ศิษย์เอกแทนโม่เหวินหานเห็นว่าไม่ใช่เื่ใหญ่จึงรับไว้อีกอย่างเขาก็พอจะรู้วิธีจัดยาจับชีพจรแล้วอีกอย่างเขาก็พาหญิงสาวอีกคนไปด้วยเพื่อเริ่มแผนการที่วางไว้การที่ให้นางได้มีโอกาสแผงตัวเข้าไปยังเรือนของท่านหญิงสามอาจนำไปสู่เบาะแสบางอย่าง
เรือนท้อร่วง
เมื่อพวกเขามาถึงสาวใช้คนสนิทของถังหยี่เป็ผู้มาต้อนรับพวกนางโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม แล้วนำทางทั้งสองไปยังห้องพักของท่านหญิงสามเช่นเคย
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องที่กลิ่นกำยานจางๆลอยอ้อยอิ่งไปทั่ว ราวกับช่วยปลอบประโลมให้ผู้ป่วยสงบจิตใจได้บ้างทว่าเมื่อหลิวชิงเซียงก้าวเท้าเข้าไปนางพลันชะงัก..กลิ่นนี้เป็กลิ่นเดียวกับที่ห้องของ ‘หลี่เสวี่ย’ ในอดีตเคยจุดอยู่เสมอ..นางจำได้ดี
่เวลาหนึ่งนางเหมือนถูกพาย้อนกลับไปวันวานภาพสหายสนิทของนางในอดีต ล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียงสีหน้าซีดเซียวแม้จะยิ้มก็ยังดูอ่อนแรง..ความทรงจำไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดปลายนิ้วของนางกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาตวัดจ้องไปที่ผ้าบางๆกั้นส่วนเตียงเอาไว้ พอเห็นคนนั่งอิงพนักไม้พลันเสียงแ่เบาหลุดลอดออกจากริมฝีปาก
“เสวี่ยเอ๋อร์..” แม้จะเป็เพียงเสียงพึมพำเบาๆทว่าโม่เหวินหานที่ยืนอยู่ข้างกันกลับจับสังเกตได้เขาไม่ได้ถามทันทีเพราะรู้อยู่แล้วว่านางจะไม่ตอบ แต่เพียงแค่เห็นริมฝีปากนางขยับเขาไม่ได้ยินแต่ก็อ่านมันออก.. ‘เสวี่ยเอ๋อร์’
โม่เหวินหานหรี่ตาลงเล็กน้อยใบหน้าที่ไร้อารมณ์กลับฉายแววคมกริบดุจคมมีดที่เพิ่งลับเสร็จ..เกิดสิ่งใดขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้ระลึกถึงคนอื่นหรือคงเป็ความจริงที่นางมิใช่หลี่เสวี่ยหากแต่เป็ ‘หลิวชิงเซียง’ ใช่หรือไม่?
ฝ่ายถังหยี่ที่นั่งพิงหมอนอิงอยู่บนตั่งเมื่อเห็นว่าโม่เหวินหานไม่ได้มาคนเดียวอย่างที่เหยียนปี้เจินคาดการณ์และวางแผนไว้ก็พลันสลดลงอย่างเห็นได้ชัด..แถมมีสตรีที่มากับเขาด้วยสตรีผู้นี้เป็ใครกัน!
ใบหน้าซีดเซียวของถังหยี่เผลอแสดงความผิดหวังออกมาในเสี้ยววินาทีแม้จะรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติแต่ดวงตาหม่นเศร้านั้นยากจะปิดบังจากสายตาหลิวชิงเซียงที่จดจ้องคนป่วยอยู่เพราะนางคิดถึงหลี่เสวี่ยมากเกินไปจึงเผลอจ้องถังหยี่มากเกินควรแต่นั่นก็ทำให้ตนเห็นแววตาสื่อความรู้สึกเบาบาง
สายตาที่ทอดมองหมอหนุ่มด้วยความอาวรณ์สงสัยใคร่รู้และชอบพอคิดได้ดังนั้น หญิงสาวก็รู้สึกว่าแผนการที่วางไว้ก่อนหน้าไม่เหมาะสมเสียแล้ว
“ข้าเตรียมยาฝังเข็มมาแล้วท่านหญิงสามโปรดอนุญาต”น้ำเสียงเรียบนิ่งของโม่เหวินหานดังขึ้นเขาเตรียมจะฝังเข็มรักษาตามหน้าที่
จนเมื่อเสร็จสิ้นตามหน้าที่เขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้หว่านล้อมให้หลิวชิงเซียงได้อยู่ใกล้ชิดท่านหญิงสามพร้อมเตรียมจะอ้างว่านางเป็คนพอมีความรู้ทางการแพทย์เพื่อให้ช่วยดูแลชั่วระยะเวลาหนึ่งอาจจะดีขึ้นความจริงก็เพื่อให้มีสายของตนอยู่ในเรือนท้อร่วง
แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวสิ่งใดหลิวชิงเซียงกลับเอื้อมมือแตะหลังมือเขาเบาๆเพื่อห้ามปราม โม่เหวินหานเลิกคิ้วมองนางเป็สัญญาณถามว่า ‘เ้ามีอะไร?’
หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาก่อนจะส่ายหน้าเชิงว่าให้หยุดแผนการก่อน “ท่านหญิงสามดูมีเื่หนักใจอยู่แล้วพวกเรารีบกลับกันเถอะเ้าค่ะ”
เขาหรี่ตาแม้จะไม่เข้าใจแต่ก็เชื่อใจนางไม่ว่านางจะอ่านสถานการณ์อะไรออกมาได้สิ่งนั้นอาจจะเป็ผลกระทบได้เขาจึงเล่นตามนาง “เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อนพรุ่งนี้ท่านอาจารย์คงมาด้วยตัวเอง”
ถังหยี่เงยหน้ามองบุรุษรูปงามแล้วพยักหน้าให้เขาแผนที่เหยียนปี้เจินวางให้พังไม่เป็ท่านางไม่ได้อยู่กับเขาสองต่อสองแถมยังมีสตรีอีกคนที่ไม่รู้ว่าเป็ใครตามมาเป็เงาอีกด้วยนางต้องคุยกับเพื่อนสนิทคืนนี้ทันทีคล้อยหลังแขกลับตาถังหยี่ก็สั่งให้คนไปแจ้งเหยียนปี้เจินให้มาพบตนเอง
เมื่อรถม้าออกเดินทางอีกครั้งเสียงกีบเท้าของม้าดังก้องไปตามเส้นทางที่ค่อยๆ ห่างจากจวนหลวงโม่เหวินหานซึ่งนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็เอ่ยถามเสียงเรียบ “เหตุใดเ้าถึงห้ามข้าไม่ให้ทำตามแผน?”
หลิวชิงเซียงยังคงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังเรียบเรียงคำพูดในใจ นางเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง“นั้นเพราะข้ารู้แล้วว่าท่านหญิงสามแกล้งป่วยจริง”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วขึ้น“หืม..เ้ามั่นใจได้อย่างไร?”
หญิงสาวหันกลับมามองเขาดวงตาคมของนางฉายแววแน่วแน่แต่แล้วก็หันกลับไปมองด้านนอกรถม้าอีกครั้ง “เพราะนางไม่อยากแต่งงานหากเป็สตรีที่พร้อมใจจะแต่ง นางย่อมไม่แม้แต่จะชายตาแลบุรุษอื่น แต่ท่านหญิงสาม…สายตานางมิใช่ของสตรีที่กำลังรอคอยเ้าบ่าว”
โม่เหวินหานยังคงมองนางด้วยแววตาครุ่นคิดก่อนจะถามต่อ“เ้ามั่นใจถึงเพียงนี้ หรือเ้ารู้ว่านางมีใจให้บุรุษที่ไหน?” หลิวชิงเซียงพยักหน้าตอบกลับแทนคำพูด“แล้วบุรุษผู้นั้นเป็ใคร?”
หญิงสาวผู้นี้ยังมองตรงไปด้านนอกแสร้งไม่ใส่ใจก่อนจะเอ่ยออกมาคล้ายเป็คำพูดลอยๆ“ก็ท่านไง”
ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งั์ตาคมปลาบไหวระริก “เราหรือ?”
“ใช่” หลิวชิงเซียงกล่าวอย่างหนักแน่น “ตอนแรกข้าเพียงแต่สงสัยทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของนางในวันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าก็แน่ใจ”
บุรุษที่ยังนั่งนิ่งไม่ไหวตัวไปไหนมองนางด้วยแววตาประเมินพลันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอนตัวไปด้านหลังพิงพนักรถม้าอย่างผ่อนคลายทว่าทันใดนั้นเอง รอยยิ้มบางๆ ที่คลี่ออกก็แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ “แต่ที่ข้าสงสัยก็คือเหตุใดเ้าถึงอ่านสีหน้านางออกชัดเจนถึงเพียงนี้..หรือว่า” เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยดวงตาเป็ประกาย “เ้าเองก็กำลังชอบเราเข้าเสียแล้ว?”
หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับมาส่ายหน้าปฏิเสธทันที “มิใช่!”
“อ้อ?” โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆก่อนจะฉวยโอกาสนั้นขยับตัวมาอยู่ฝั่งเดียวกับนาง
หลิวชิงเซียงรีบขยับตัวถอยหนีทันทีทว่ารถม้าแคบเกินไปนางจึงแทบไม่มีที่ให้ขยับ หลังกระแทกกับผนังรถม้าเบาๆขณะที่บุรุษหนุ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“ท่าน..อย่าเข้ามา”
“เหตุใดเ้าต้องรีบปฏิเสธถึงเพียงนี้?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นใกล้ๆราวกับแกล้งหยอกเย้า ั์ตาคมจับจ้องริมฝีปากสีระเรื่อของนาง ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “หรือว่า..เ้าเขิน?”
หลิวชิงเซียงรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวนางยกมือขึ้นหมายจะผลักเขาออก ทว่ากลับถูกโม่เหวินหานคว้ามือไว้ได้ทัน “ปล่อย!” นางออกคำสั่งทั้งยังถลึงตาใส่เขา
“เ้ายังมิได้ตอบข้า” เขาโน้มใบหน้าเข้าใกล้ยิ่งขึ้นเสียงแหบต่ำของเขาพร่าเลือนคล้ายเสียงกระซิบ “เ้าเขินหรือไม่?”
หญิงสาวกัดฟันแน่นนางรู้ว่าเขากำลังหยอกเย้าตนแต่ใบหน้าที่อยู่ใกล้เพียงคืบกลับทำให้สติของนางสั่นคลอนไปชั่วขณะ“ข้าไม่”
“หืม?..คิดดีๆ” ดวงตาสีดำสนิทของเขาจับจ้องลงมาแววตาฉายความขี้เล่นเจือเจตนาแฝงเร้นบางอย่าง มือที่จับข้อมือนางไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย
หลิวชิงเซียงสูดหายใจเข้าลึกพยายามตั้งสติก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้ามิได้เขินข้ามิได้ชอบท่าน!”
โม่เหวินหานไม่ได้รู้สึกว่าถูกปฏิเสธสักนิดทั้งยังหัวเราะอย่างชอบใจ “เช่นนั้นหรือ?”
เขาเอียงคอมองนางก่อนจะกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ“น่าเสียดายจริงๆ เรากลับเริ่มคิดว่าหากเ้าชอบเราจริงๆ ก็คงน่ารักไม่น้อย ดูสิใบหูเ้าสิ” โม่เหวินหานปล่อยมือนางแล้วใช้ปลายนิ้วไล้เบาบางที่เหนือใบหู
หญิงสาวที่หน้าแดงขึ้นโดยไม่รู้ตัวรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแล้วยกมือปิดใบหูตัวเองนางไม่รู้ว่าอะไรที่เขาหมายถึงแต่เพียงแค่ปลายนิ้วเขาััใบหูนางก็ยิ่งรู้ร้อนใบหน้า
โม่เหวินหานมองปฏิกิริยาของนางด้วยรอยยิ้มเล็กๆก่อนจะกลับมาเอนหลังพิงพนักรถม้าอีกครั้ง ราวกับพอใจที่ได้เห็นท่าทีของนางเช่นนี้
ภายในรถม้าเงียบลงอีกครั้งทว่าสำหรับหลิวชิงเซียงแล้ว หัวใจของนางกลับเต้นดังจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกต่อไป