สตรีกำพร้าแซ่หลี่
เพียงประโยคนี้หลุดออกมาทุกคนในงานเลี้ยงหันขวับมองเหนียนซูหยวนเป็ตาเดียวกันท่าทางคล้ายลุ้นระทึกเฝ้ารอว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไรเด็กสาวกำพร้าคนนั้นกล่าวไปก็คนอาศัยในเรือนสกุลเหนียน แม้นไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติศิษย์ร่วมสำนักทั้งหลายอยากเห็นบัณฑิตป้ายแดงจะตัดสินใจละทิ้งงานเลี้ยงเพื่อไปดูอาการป่วยของกาฝากหรือคงนั่งที่เดิมมีคุณหนูใหญ่จางเหรินเคียงข้างสถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้ย่อมสนุกว่างานเลี้ยงยินดีจอมปลอมเป็ไหนๆ
คนในตัวอำเภอไม่รู้เื่ราวที่ซ่อนในเรือนสกุลเหนียนแต่ผู้ศึกษาในสำนักศึกษาหลี่เชี่ยนมองกระจ่างสตรีกำพร้าแซ่หลี่ถูกเลี้ยงให้เป็ภรรยาของเหนียนซูหยวนั้แ่ย่างก้าวเข้าขอพึ่งพาอาศัยเพียงจะอยู่ฐานะไหนเท่านั้น ภรรยาเอกหรืออนุภรรยาสุดแต่อนาคตแวดวงขุนนางของบัณฑิตแซ่เหนียนถ้าอนาคตไกลสตรีกำพร้าแซ่หลี่ผู้โง่เขลาก็เป็ได้แค่อนุภรรยาตรงกันข้ามหากสอบเคอจวี่รอบสุดท้ายไม่ผ่านจนอายุห้าสิบปีนางย่อมคงสถานะฮูหยินเอก
สตรีสมองกลวงเช่นนั้นจะหนีไปไหนพ้น นางไม่เหลือที่พึ่งพาใดเชื่อฟังสองสามีภรรยาแซ่เหนียนยิ่งกว่าบุพการีผู้ล่วงลับหารู้ไม่ชีวิตที่เหลือจะตกนรกหมกไหม้แทบไม่ได้งอกเงย กลายเป็เพียงเงาดันหลังเหนียนซูหยวนไปตลอดชีวิต
งานเลี้ยงตกอยู่ในบรรยากาศกร่อยลงไม่น้อย เ้าของงานเยี่ยงเหนียนซูหยวนแสดงสีหน้าเคร่งขรึมคล้ายครุ่นคิดหนักกวาดตามองสหายร่วมสำนักศึกษาราวกับตัดใจไม่ลงที่จะละทิ้งงานฉลองท่าทางเสมือนให้ความสำคัญกับมิตรสหายพอๆ กาฝากแซ่หลี่นางนั้น
เสแสร้ง แกล้งทำ ปลิ้นปล้อนตีสองหน้า...เหล่าผู้ร่วมงานเลี้ยงในใจก่นด่าเหนียนซูหยวนยิ่งทีท่าละทิ้งสหายร่วมสำนักไม่ได้ยิ่งทำให้พวกเขานึกชิงชังมากกว่าเดิม สายตาของแต่ละคนที่มองบัณฑิตป้ายแดงล้วนมีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป
บัณฑิตย่อมให้ความสัมพันธ์กับสหายเท่ากับครอบครัว...คำสอนปราชญ์ชื่อดังแห่งยุคในอดีตกล่าวไว้
จังหวะเหนียนซูหยวนลีลาปล่อยผู้ร่วมงานเลี้ยงลุ้นระทึกอยู่นั้นเสี่ยวเอ้อร์เหลาสุราเดินขึ้นมาป่าวร้องว่า“ผู้คุ้มกันหอโคมเขียวฝากบอกบัณฑิตเหนียนว่า...เชิญดื่มตามสบายอย่าโผล่หน้าไปโรงหมอเด็ดขาด บอกแล้วนะอย่าหาว่าไม่เตือน”ทุกคนในงานแสยะยิ้มร้ายรู้สึกสะใจที่บัณฑิตป้ายแดงโดนตบหน้าด้วยคำขู่อันธพาล
“พวกชั้นต่ำอยู่ที่ไหนกล้าดีอย่างไรมาว่าพี่หยวนเช่นนี้” จางเหรินที่เงียบอยู่นานตีโพยตีพายขึ้นทันทีหลังเสี่ยวเอ้อร์นำความมาประกาศก้องนางโกรธจนด่าชุดใหญ่แต่ทำอะไรไม่ได้เหตุเพราะหอโคมเขียวกับบิดามีผลประโยชน์ร่วมกัน
หาเื่นักเลงคุมซ่องก็เท่ากับเฉือนเนื้อตัวเองคุณหนูใหญ่บุตรีนายอำเภอรู้หนักเบาทว่าความไม่พอใจที่เหล่านักเลงไร้หัวนอนปลายเท้าเ่าั้ฉีกหน้าบัณฑิตหยวนของนางยังคงอยู่‘กลับจวนต้องมีเื่หารือท่านพ่อแล้ว’
“กลับไปแล้วขอรับเชิญแขกทุกท่านตามสบายขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์คนนี้ก่อนเคยเป็อันธพาลน้อยลูกน้องคนสนิทควานสุนหลังรับฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นจึงเข้าข้างพวกนั้นมากกว่าแต่ยังรู้ความว่าตนกำลังทำหน้าที่อะไรพลันยิ้มแห้งแกล้งไม่รู้จักพวกพ้องเอาตัวรอดเป็ยอดดี
เหนียนซูหยวนตะลึงไปครู่หนึ่งในใจหงุดหงิดที่ถูกอันธพาลชั้นต่ำใช้คำพูดประชดประชันทว่าเวลานี้ไม่อาจเผยอารมณ์ร้อนของตน เขาแสร้งถอนหายใจตีหน้าสลด
“เมื่อพวกเขาไม่ให้ข้าไปเช่นนั้นข้าก็จะอยู่กับสหายร่วมอุดมการณ์”ประดิษฐ์ถ้อยคำออกมาให้สวยหรูจับใจคุณหนูใหญ่บุตรีนายอำเภอจาง“อีกประการน้องถิงอยู่ในมือหมอ ประเดี๋ยวท่านแม่กับท่านพ่อคงมาดูแล” อมยิ้มน้อยๆทำท่าราวกับอับจนปัญญา
“ไม่อยากไปก็พูดมาเถอะ”ท้ายแถวที่นั่งมีศิษย์พี่เปล่งเสียงหยันเบาๆ “เอาดีเข้าตัวเก่งไม่มีใครเกิน”
เสียงเบาราวยุงบินเหนียนซูหยวนไม่ได้ยินแน่แท้เพราะมัวปลอบจางเหรินให้ใจเย็นอย่าถือสาหาความพวกชั้นต่ำไร้อริยะเลย และสตรีกำพร้าแซ่หลี่ที่นอนโรงหมอก็ไม่รู้ว่ามีผู้ศึกษาคนหนึ่งลอบด่าทอบัณฑิตป้ายแดงแทนนางท่ามกลางงานเลี้ยงครึกครื้น
หลี่ถิงถิงแสร้งหลับตานอนหลับบนเตียงในโรงหมอแต่เงี่ยหูฟังป้าลิ่วกับบรรดาลูกน้องพี่สุนหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่นอกห้องแม้พวกเขาจะเบาเสียงทว่าเวลาค่ำคืนเงียบเชียบปานนี้พูดคุยอันใดย่อมดังทั้งนั้น
“สรุปนางเย่ซื่อ[1]กับบัณฑิตเหนียนชิ่วไฉไม่ลงมาดูอาถิงคืนนี้ใช่หรือไม่” ความโมโหของป้าลิ่วหายไปนานแล้วตอนนี้เหลือเพียงความรู้สึกไหล่บ่าหนักอึ้งทอดสายตามองร่างผ่ายผอมที่นอนบนเตียงด้วยความเวทนาสงสารจับจิต ‘นางกำพร้าเหลือตัวคนเดียว คนระยำพวกนั้นใจดำเกินไปแล้ว’ หญิงหม้ายถอนหายใจระอา
“สองสามีภรรยาชั่วนั่น!กลัวต้องควักเบี้ยจ่ายค่าหมอเลยไม่มา” หนึ่งในลูกน้องควานสุนก่นด่า สีหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจทำปากยื่นปากยาวกล่าวต่อ“พวกเต่าหัวหดยังฝากบอกป้าลิ่วกับพี่ใหญ่ควานว่า...ผู้ใดก่อผู้นั้นแก้”ทนเก็บความโกรธไว้ในใจไม่ไหวจึงสบถด้วยคําพูดหยาบคาย
“สารเลวสัตว์เดรัจฉานยังประเสริฐกว่ามันสองตัว”
[1] ซื่อ เป็คำทีใช้เรียกตามหลังสกุลเดิมของหญิงสาว