บทที่ 31 ยากที่จะหลอก
สายฟ้าที่อัดแน่นกระทบกับวัตถุไวไฟก่อให้เกิดเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ไฟลามกลืนกินบ้านสกุลเฝิงในทันที
เล่อตงจัดการลงยันต์ป้องกันส่วนอื่นๆ เอาไว้แล้ว ถึงแม้ไฟจะโหมกระหน่ำรุนแรง แต่จะไหม้แค่รอบๆ ตัวบ้านของเฝิงเจียงทั้งสี่ทิศเท่านั้น ไม่ลุกลามกระทบไปยังบ้านของชาวบ้านคนอื่นๆ
แต่เล่อเวยก็ยังคงตกตะลึงกับเปลวเพลิง
เกินไปหรือเปล่านะ
เธอผิดเองที่เป่านกหวีดหลายครั้งเกินไปหน่อย แต่จะไปรู้ได้ยังไงว่านกหวีดเอาไว้เรียกฟ้าร้อง!
เห็นทีจะต้องจำกัดการใช้นิ้วทองคำของเล่อตงเสียแล้ว แต่ละอย่างน่ากลัวเหลือเกิน!
“ไฟไหม้! ไฟไหม้!”
“โอ้ พระเ้า ฟ้าร้องดังมาก!”
“ดับไฟเร็ว!”
สายฟ้ากระหน่ำและเปลวไฟที่ทะยานสูงเสียดฟ้าปลุกให้ทุกคนในหมู่บ้านเฝิงเจียตื่น พวกเขาออกมาร้องแรกแหกกระเชอเพื่อให้ช่วยกันดับไฟ
เล่อเวยไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายมากขนาดนี้ เธอต้องรีบไปจากที่นี่ ถ้ามีใครเห็นเธอในหมู่บ้านเฝิงเจีย ชีวิตของเธอจะต้องจบเห่แน่นอน!
ภายใต้แสงไฟจากเปลวเพลิงในคืนที่มืดมิด ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งแวบหายไปอย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ นั่นเถ้าแก่เฝิงไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
“ใครก็ได้มานี่เร็ว! มีคนอยู่ที่นี่!”
ชาวบ้านที่รีบวิ่งเข้าไปดูเฝิงเจียง รีบะโอย่างเร็วว่า “เถ้าแก่เฝิงอยู่นี่ เขาไม่ได้ถูกไฟคลอกอยู่ในนั้น!”
“เอ๊ะ ดึกขนาดนี้ ทำไมเถ้าแก่เฝิงไม่อยู่ในบ้านล่ะ”
“เมื่อกี้ฉันเห็นหลังผู้หญิงคนหนึ่งไวๆ หรือเธอจะช่วยเถ้าแก่เฝิงเอาไว้”
“เป็ไปได้ยังไง ผู้หญิงคนนั้นโผล่มาจากไหนกลางค่ำกลางคืนแบบนี้”
“เป็ผีผู้หญิงไม่ก็...นางไม้หรือเปล่า”
“อาจจะเป็เทวดาก็ได้ มีแต่เทวดาที่ช่วยชีวิตคน ทั้งฟ้าร้อง ทั้งไฟไหม้หนักขนาดนี้ ถ้าเถ้าแก่กับคนอื่นๆ ไม่ได้อยู่ที่นี่ พวกเขาไม่โดนไฟคลอกตายกันไปหมดแล้วเหรอ น่ากลัวจะไม่ใช่แค่ผีป่านางไม้ที่ช่วยพวกเขาเอาไว้!”
“เทพ...เทพเซียนแน่ๆ!”
“ฟ้าร้องรุนแรงต่อเนื่องแบบนี้ มีเทพเซียนองค์ใดกำลังฝ่าด่านเคราะห์หรือเปล่า”
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองหมู่บ้านเฝิงเจียของเราด้วย!”
โดยไม่มีใครรู้ เล่อเวยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็เทพเซียนกำลังเก็บข้าวของและเตรียมกลับหมู่บ้านเฟิงเล่อโดยด่วน
ก่อนจากมา เธอเอากริชสองเล่มนั้นติดตัวกลับมาด้วย
สิ่งนี้ถูกเรียกว่ากริชทหาร นั่นหมายความว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านเฝิงเจียทั่วๆ ไปควรจะมี
เกรงว่าจะมีเื่ไม่ชอบมาพากลอยู่เื้ั
เล่อเวยจำได้ว่าหลิ่วไถเฉิงมาจากกองทัพ ฝากสิ่งนี้ไว้ในมือเขา ย่อมดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ให้พวกอันธพาล
ถ้าวันนี้พวกนักเลงถือกริชไล่ฟันเธอได้ พรุ่งนี้ก็อาจจะมีเหยื่อรายอื่น!
นักเลงพวกนั้นกับเฝิงเจียงดื่มน้ำจากเครื่องรางที่เล่อตงให้เล่อเวยไว้ เธอไม่รู้ว่ามันมีผลอย่างไร แต่เล่อตงบอกว่าหลังดื่มแล้ว เฝิงเจียงจะไม่มารบกวนเธออีก
ที่บ้าน เล่อตงหลอกจี่เฟิ่งได้อย่างสนิทใจ เธอเข้านอนแต่หัวค่ำ ในขณะที่เล่อตงกำลังรอเล่อเวย เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นเล่อเวยกลับมา “เป็ยังไงบ้าง”
“ของของนายมันรุนแรงเกินไปจริงๆ อันตรายมากเลยด้วย” เล่อเวยลดเสียงลง “วันหลังบอกให้ฉันรู้ก่อนสิว่ามันทำอะไรได้บ้าง ฉันจะได้ไม่ต้องใทุกครั้งเวลาใช้”
เล่อตงรับนกหวีดกลับคืนมาด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย “มันไม่ควรจะรุนแรงนะ แค่ฟ้าผ่าครั้งเดียว ถือเป็เื่ปกติ...หรือว่าเธอเป่ามากกว่าหนึ่งครั้ง”
เล่อเวยรู้สึกผิดเล็กน้อย
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวน่ะสิ เธอเป่าไม่หยุดเลยต่างหาก
“ยังไงก็ตาม ครั้งหน้านายบอกให้ฉันรู้ก่อนดีกว่า ไม่งั้นอาจจะเกิดเื่ที่สายเกินแก้ขึ้นมาจริงๆ”
“เข้าใจแล้ว” เล่อตงเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะอธิบาย “นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันใช้นิ้วทองคำพวกนี้เหมือนกัน ฉันก็เลยไม่แน่ใจว่าแต่ละอย่างทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่ฉันควรจะระวังให้มากขึ้นจริงๆ แถมยังมีบางอย่างที่ฉันไม่แน่ใจเื่ผลข้างเคียงของมันด้วย”
นี่เขากำลังใช้เธอเป็หนูทดลองอยู่หรือเปล่า เล่อเวยชะงักไปเล็กน้อยและสงสัยว่า เล่อตงได้นิ้วทองคำเหล่านี้มาจากไหน ถ้าไม่เคยทดลองใช้มันด้วยตัวเอง
น่าเสียดายที่เธอถามคำถามเหล่านี้ออกไปไม่ได้
เธอพูดได้เพียงแค่ “ฉันไม่โทษนายหรอก”
ยังไงซะ มันก็เป็ความสะเพร่าของเธอเองที่ทำให้เกิดฟ้าร้องอึกทึกครึมโครมเกินเหตุขนาดนั้น แล้วเธอจะมีหน้าไปตำหนิเล่อตงได้ยังไง “ฉันแค่คิดว่า หลายๆ เื่ถ้ามีการสื่อสารที่ดี ก็น่าจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้น่ะ”
หลังคิดทบทวนดูแล้ว เล่อเวยก็ถามขึ้นมาอีกครั้งว่า “แล้วน้ำจากเครื่องรางที่ให้เฝิงเจียงกับคนอื่นๆ กินล่ะ คืออะไร”
บทที่ 32 พาไปส่ง
“มันจะช่วยลบความทรงจำทั้งหมดของพวกเขาที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา”
เล่อเวยหัวใจเต้นรัว พอนึกไปถึงกริชทหารที่ซ่อนไว้กับตัว เธอยังแอบกังวลอยู่เลยว่า ถ้าหลิ่วไถเฉิงให้คนทำการตรวจสอบแล้วรู้ความจริง เธอจะต้องทำอย่างไรหากเื่ในคืนนี้แดงขึ้นมา ดีแล้วที่คนพวกนั้นลืมเื่ทั้งหมดไป หากไม่พบหลักฐานอื่น กริชทหารสองเล่มนี้จะได้ถูกส่งกลับไปยังเ้าของที่แท้จริง
เธอไม่กล้าซ่อนมันไว้ที่อื่น เลยทำเพียงแค่ห่อกริชด้วยผ้า และหลับไปโดยที่มีกริชคมๆ สองเล่มซุกอยู่ใต้หมอนตลอดทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็เรียกหลิ่วไถเฉิงมาพบเพียงลำพัง และยื่นห่อผ้าห่อนั้นให้
สีหน้ายิ้มแย้มของหลิ่วไถเฉิงเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมทันทีที่เห็นกริชคู่นั้น “เธอได้มาจากไหน”
เล่อเวยให้คำอธิบายที่เธอคิดเอาไว้ล่วงหน้าว่า “ฉันพบมันที่ก้นแม่น้ำ ตอนไปอาบน้ำที่ริมฝั่งเมื่อคืนนี้”
และเพื่อให้คำพูดนั้นดูสมจริง เมื่อคืนเธอจึงเดินไปรอบๆ แม่น้ำก่อนจะแช่น้ำอยู่พักใหญ่ด้วย
หลิ่วไถเฉิงพิจารณากริชอย่างระมัดระวัง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วบอกว่า “ไม่จริง เธอกำลังโกหก”
เล่อเวยชะงัก
เขาเห็นอะไร
กริชบอกอะไรได้บ้าง
ในเวลานี้ หากเธอแสดงสีหน้าประหลาดใจก็เท่ากับเป็การยอมรับ ด้วยประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปีที่ผ่านมา เล่อเวยจึงปรับลมหายใจให้คงที่ แล้วพูดว่า “ฉันจะโกหกคุณไปทำไม ฉันเจอ ฉันก็หยิบมา ที่ไม่ได้ให้คุณทันทีเพราะเมื่อคืนคุณหลับไปก่อน ฉันก็เลยวางมันไว้ใต้หมอน แล้วหลับไปจนถึงเช้า”
“เธอวางมันไว้ใต้หมอน แล้วหลับไปงั้นเหรอ” หลิ่วไถเฉิงไม่อยากจะเชื่อ กริชนี่ทั้งหนาทั้งคม แถมยังไม่มีฝัก ถ้ามันเกิดบาดเธอขึ้นมาล่ะ
เมื่อเห็นความกังวลของเขา เล่อเวยก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากและยังมีแก่ใจปลอบเขาไปว่า “ฉันหลับเป็ตายเลยค่ะ ไม่ได้ขยับตัวเลยสักนิด ก็เลยไม่เป็อะไร”
แล้วเื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับการหลับเป็ตายด้วย!
หลิ่วไถเฉิงแอบชื่นชมในความกล้าหาญของเธอ แต่ในใจกลับเชื่อเธอเพียงบางส่วน เมื่อครู่เขาแค่อยากลองใจอีกฝ่าย ถ้าเล่อเวยทำผิดจริง ความลังเลเพียงน้อยนิดที่ปรากฏย่อมทำให้หลิ่วไถเฉิงจับพิรุธได้
“เธอเจอมันที่แม่น้ำสายไหน”
“ในป่าหลังหมู่บ้านค่ะ คือ...ปกติตรงนั้นเป็ที่อาบน้ำของสาวๆ กับเด็กผู้หญิง ถ้าคุณจะส่งใครไปสำรวจหรือตรวจสอบ อย่าลืมให้ผู้หญิงนำทางเข้าไปก่อนนะคะ อย่าบุ่มบ่ามเข้าไปเองโดยเด็ดขาด”
พอได้ยินเธอบอกแบบนั้น หลิ่วไถเฉิงก็เก็บสีหน้าแทบไม่อยู่ เขากระแอมสองครั้งด้วยความลำบากใจ แก้มนั้นแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่ากระดากอายเล็กน้อย “เข้าใจแล้ว แต่ถึงยังไง ของแบบนี้หายออกมาอยู่นอกกองทัพย่อมไม่ใช่เื่ดี ในเมื่อเธอเอามาให้ฉัน ฉันก็ควรจะชื่นชม”
เล่อเวยมองเขาอย่างขบขัน ใจแอบคิดว่าผู้ชายคนนี้น่ารักดี เห็นเขาหน้าตาคมคายมีเสน่ห์ ไม่คิดเลยว่าจะมีด้านที่ไร้เดียงสาอยู่ด้วย “มันเป็สิ่งที่ฉันสมควรทำค่ะ!”
หลิ่วไถเฉิงหัวเราะ ลักยิ้มปรากฏอยู่บนแก้มทั้งสองข้าง เมื่อจับคู่กับผมหยักศกสีดำของเขาแล้ว คนคนนี้ถือเป็ผู้ชายที่ดูดีเอามากๆ เลย
เขาเก็บกริชทหารและกล่าวขอบคุณเล่อเวย เธอแอบรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องโกหกออกไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว เธอคิดว่าคนที่เขาส่งมาตรวจสอบ น่าจะคว้าน้ำเหลวและไม่ได้อะไรกลับไป
แต่อย่างน้อยๆ ของก็ได้กลับคืนสู่กองทัพ ย่อมดีกว่าตกอยู่ในมือคนร้าย!
หลังเล่อเวยปลอบใจตัวเองแล้ว เธอก็กลับไปที่บ้านน้าสะใภ้กุ้ย บอกลาครอบครัวของพวกเขา และพาจี่เฟิ่งกับเล่อตงไปยังทางเข้าหมู่บ้าน
ทั้งสามนัดหมายกับเ้าของรถม้าในหมู่บ้านให้ออกมาพบกันที่นี่ คนคนนั้นจะพาพวกเขาไปส่งที่เมืองชีหลี่
จากนั้น พวกเขาค่อยต่อรถบัสเพื่อเข้าเมืองฉางผิง
เพียงแต่ยืนรออยู่นาน ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเ้าของรถม้าเสียที
เมื่อไม่มีนาฬิกา เล่อเวยจึงทำได้เพียงพึ่งพาดวงอาทิตย์ เห็นได้ชัดว่าเวลาที่ตกลงกันไว้ได้ผ่านไปแล้ว
“แม่ แม่กับตงตงรอที่นี่ก่อนนะ ฉันจะกลับเข้าหมู่บ้านไปดูเอง”