Ep 037 :: งานเลี้ยงที่แสนยิ่งใหญ่ [1]
หยางเฟิ่งปิงเดินกลับเข้าไปในสถานที่จัดงานด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มน้อย ๆ เฉกเช่นปกติ คล้ายกับว่าก่อนหน้านี้หาได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ แขกเหรื่อที่ได้รับเชิญเริ่มเดินทางมาถึงงานเลี้ยงก็มากมาย บรรดาขุนนางในชุดเต็มยศ และบรรดาคุณหนูที่แต่งเติมมาเสียงามหยด
เห็นทุกคนเปลี่ยนรูปแบบการแต่งหน้าแต่งตัวเสียใหม่แล้ว เฟิ่งปิงนั้นรู้สึกปลาบปลื้มกับความพยายามของตัวเองและคนงานในตลอดสี่ปีที่ผ่านมานัก
นางทักทายคนที่เข้ามาพูดคุยอย่างเป็นกันเองอยู่เกือบครึ่งเค่อ ก่อนจะขอตัวแยกไปนั่งที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้
ด้วยชื่อเสียงของตระกูลและด้วยความที่ว่านางคือหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงอย่างเป็นเอกฉันท์ มันก็หาได้แปลกไม่ที่ที่นั่งของนางจะถูกจัดไว้เสียแถวหน้า โดดเด่นเสียจนขอหันหลังกลับหาที่ว่างยืนรอสหายก่อนจะถึงเวลาจำเป็นต้องนั่งที่ดีกว่า
“นี่เจ้าถือดีอย่างไรมาชนเปิ่นกงจู่!”
“...”
เฟิ่งปิงที่พึ่งลุกยืนหมายจะไปหาที่หลบมุมรอสหาย มิคาดว่าจะถูกดรุณีคนงามในอาภรณ์สีม่วงสว่างปักลายบุปผาสีชมพูสด สวมใส่เครื่องประดับละลานตาส่งเสียงเจื้อยแจ้วข้างหู ทั้ง ๆ ที่เฟิ่งปิงสามารถยืนยันได้ว่าแม้แต่ชายเสื้อนางก็หาได้เฉียดโดนไม่
“ยังบังอาจมาจ้องหน้าเปิ่นกงจู่อีก!”
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะองค์หญิง...”
นางเว้นจังหวะมิได้ขานชื่อตำแหน่ง เนื่องเพราะนางมิรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่แทนตนว่าเปิ่นกงจู่ (ตัวข้าผู้เป็นองค์หญิง) อย่างถือดีเช่นนี้ให้ตายก็ต้องเป็นองค์หญิงสักพระองค์หนึ่งเป็นแน่ และดูท่าก็คงไม่พ้น...
“เปิ่นกงจู่คือองค์หญิงหก ‘เฟยอี้เหม่ย’ รู้แล้วยังมิหมอบกราบกล่าวคารวะ!”
..นั่นไง
“หยางเฟิ่งปิงถวายพระพรองค์หญิงหกเพคะ”
เฟิ่งลอบกลอกตากับอาการไร้เดียงสายกตนข่มท่านของอีกฝ่ายอย่างระอา ย่อกายกล่าวคารวะตามพิธีการแต่ไม่หมอบกราบแต่อย่างใด
องค์หญิงหกมองตามร่างระหงด้วยแววตามาดร้าย นางมีนามว่า ‘เฟยอี้เหม่ย’ เป็นถึงพระธิดาในพระสนมเอกเมิ่งกุ้ยเฟย อายุสิบสามปี ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ และเนื่องจากมั่นใจในรูปโฉมตนเองมาก นางจึงมิพอใจในคำร่ำลือของเฟิ่งปิงว่างามอย่างนั้นงดงามอย่างนี้ จนถึงขนาดว่าได้รับขนานนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
...แล้วตัวนางเล่า!
ทั้ง ๆ ที่นางเป็นถึงองค์หญิงที่เสด็จพ่อตามใจยิ่งกว่าผู้ใด และถึงขนาดเคยออกปากรับสั่งเองว่านางนั้นงดงามเป็นหนึ่ง เป็นพระราชธิดาที่งดงามที่สุดของพระองค์
แล้วสตรีตรงหน้าถือดีอย่างไรมาเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง!
เฟยอี้เหม่ยยังคงหลุบตามองสำรวจ ร่างระหงแบบบางของสตรีในอาภรณ์สีชมพูอ่อนปักลายปักษาดูธรรมดาไม่ได้หรูหรามากมายทำให้นางพอใจเล็กน้อย แต่ส่วนสูงนั้นสูงกว่านางถึงเกือบหนึ่งช่วงศีรษะทั้ง ๆ ที่อายุห่างกันเพียงปีเดียวทำให้ร่างของอีกฝ่ายดูงามระหง อีกทั้งเรือนร่างใต้เสื้อผ้าอาภรณ์ก็เริ่มมีส่วนเว้าโค้งได้น่ามองเกินหน้าเกินตา
ยังมี...อีกฝ่ายเป็นธิดาในจวนแม่ทัพผู้พิชิต สกุลหยางที่แม้แต่เสด็จพ่อยังยกย่องให้เกียรติยิ่งกว่าสกุลเมิ่ง เสด็จแม่ยังต้องยอมลงให้ แถมยังมาดหมายให้นางได้แต่งกับเสด็จพี่หรงซิ่น
เหนือสิ่งอื่นใดคือใบหน้างามเย่อหยิ่งถือดีขัดหูขัดตา...น่าชิงชัง...
...น่าชิงชังนัก!
น่าชิงชังจนอยากจะสั่งให้คนเอามีดกรีดทำลายทิ้งซะ!!
“คุณหนูหยางเป็นถึงคุณหนูในจวนแม่ทัพ แต่ไม่รู้จักมารยาทยามพบเจอเชื้อพระวงศ์อย่างนั้นรึ?”
“มิบังอาจเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันมิได้ยินเสียงขานชื่อตำแหน่ง และมิทราบว่าอยู่ ๆ จะมีคนมายืนอยู่ข้างหลัง...จึงมิทันแสดงความเคารพเพคะ”
“แก้ตัว! อย่าคิดว่าเป็นคุณหนูจวนแม่ทัพแล้วเปิ่นกงจู่จะสั่งลงโทษเจ้าไม่ได้นะ!”
“หม่อมฉันมิเคยคิดเช่นนั้นเพคะ”
เฟิ่งปิงข่มอารมณ์ตอบกลับแม้จะยังคงต้องย่อกายต่ำในการสนทนา ความเด็กร้ายสาระนี่มันอะไรกันหนอ ผ่านจากโต้วซือซือมาได้ยังต้องมาผจญกับอะไรแบบนี้อีกแล้วหรือ ซ้ำยังหนักหนายิ่งกว่าเพราะยัยเด็กนี่มียศองค์หญิงค้ำคออยู่ จะจิกกัดมากก็คงไม่ดี ...ให้ตายเถิด
ไม่มีอย่างอื่นจะทำแล้วใช่หรือไม่?
“เหอะ! เห็นแก่ที่วันนี้เป็นวันดี เปิ่นกงจู่จะไม่เอาโทษเจ้า”
“ขอบพระทัยเพคะ”
องค์หญิงหกเดินฉิวไปยังที่นั่งของตนเอง จากการที่เห็นได้แจ่มแจ้งว่ายังไม่มีเชื้อพระวงศ์คนใดมาถึง กับไร้เสียงขานชื่อตำแหน่งทั้ง ๆ ที่นางก็ฟังอยู่ตลอด เป็นไปได้อย่างมากที่อีกฝ่ายต้องการจะมาฟาดงวงฟาดงาแสดงอำนาจของตนต่อหน้านาง
แต่เดี๋ยวเถอะ!
เป็นองค์หญิงแล้วอย่างไร เรื่องเยอะเดี๋ยวแม่แอบเอาลูกปืนยัดปากเลยนิ!!
สุดท้ายก็ได้แต่คิด ส่งยิ้มระโหยโรยแรงแก่ผู้เห็นเหตุการณ์และเหล่านางกำนัลที่เฝ้ามองแล้วแอบส่งสายตาสงสารมาให้ แล้วก็ได้แต่จำยอมนั่งลงกับที่เพื่อที่ตนเองจะไม่ไปสะดุดตออะไรเข้าอีก
...เฮ้อ!
...
เหล่าขุนนางและหญิงงามทุกคนที่ได้รับเทียบเชิญต่างมารวมตัวกันเป็นที่เรียบร้อย เนื่องเพราะงานเลี้ยงครั้งนี้เป็นทางการยิ่ง ทุกนางที่มาถึงจึงทักทายกันแค่เล็กน้อย ก่อนจะนั่งตามตำแหน่งของตนเองกันอย่างเงียบสงบ รอคอยให้เจ้าของงานและผู้มาเยือนอันสูงศักดิ์ย่างเท้าเข้ามาในงานด้วยใจที่เต้นแรง
ทว่ากับเฟิ่งปิงนั้นแตกต่าง นางเอาแต่หลุบตามองตามโคมไม้สลักลายให้แสงสว่างทั่วงานอย่างทั่วถึง สถานที่จัดงานประดับประดาด้วยผ้าไหมชั้นดีพลิ้วไหวโยงใยอย่างงามพร้อย พื้นถูกปูพรมนิ่ม เครื่องใช้ทั้งหลายต่างเป็นเครื่องลายครามชั้นเลิศทั้งสิ้น
...มิได้เคร่งเครียดเช่นคนอื่นแต่อย่างใด เพียงชื่นชมความงามเหล่านี้ฆ่าเวลาเท่านั้น ก็นะ งานเลี้ยงนี้มิได้มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับตัวนางไม่ ลูกรักของบิดาเช่นนางไม่ถูกส่งไปแต่งงานนอกแคว้นอยู่แล้ว
“องค์ชายอู่เซียวเฉิน แห่งแคว้นอู๋เสด็จมาถึงแล้ว!!”
“ชินอ๋อง ฮุ่ยเทียนเหมิง แห่งแคว้นเซี่ยเสด็จมาถึงแล้ว!!”
“ยินดีต้อนรับสู่แคว้นฉิน!!”
“ถวายพระพรเพคะ / พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง / องค์ชาย!”
เสียงทำความเคารพดังขึ้นโดยพร้อมเพรียงเมื่อเงาร่างสูงโปร่งทั้งสองย่างกรายเข้ามา
องค์ชายองค์สุดท้อง อู่เซียวเฉิน ท่วงท่าดุจดังบุรุษขี้เล่นเจ้าสำราญ ดูแล้วไม่น่าจะเอางานราชกิจสมกับคำร่ำลือถึงความเป็นองค์ชายนอกคอก ชุดผ้าสีเขียวสดใสสบายตา ใบหน้าหล่อสวมใส่หน้ากากเปื้อนรอยยิ้มขี้เล่นแบบพ่อค้าฝีปากเอก ทั้ง ๆ ที่ในใจกำลังเบื่อหน่ายเกินจะทนไหว
ชินอ๋อง ฮุ่ยเทียนเหมิง เทพสงครามอันองอาจยังคงอยู่ในชุดสีดำสนิทอันเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น เมื่อเขาเป็นเพียงผู้เดียวที่ใส่อาภรณ์สีดำในงาน ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งไว้ภายใต้หน้ากาก เผยใบหน้าเพียงครึ่งที่งดงามดุจเทพเซียนได้นิ่งเรียบ ไอเย็นแผ่ออกมาจากร่างกายสูงใหญ่อยู่เนืองนิจ นิ่งสงบแต่อันตรายดุจลานหิมะก่อนพบพายุถล่ม
เมื่อแขกผู้มีเกียรติทั้งสองเดินเข้าไปประจำที่ เสียงขานก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฮ่องเต้เสด็จ!!!”
“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!!”
ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเหลืองทองอร่ามปักลายมังกรห้าเล็บอันแข็งกร้าวแย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ เมื่อประทับนั่งลงบัลลังก์ทอง จึงโบกพระหัตถ์เบา ๆ แล้วสุรเสียงทรงอำนาจก็พลันดังกึกก้อง
“ตามสบาย”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ / เพคะ!”
สำหรับขบวนผู้ที่ติดตามมาด้านหลัง ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์ห้ามก่อนที่ขันทีจะเอ่ยขาน เพราะมิต้องการให้เหล่าคุณหนู ขุนนางต้องยืน ๆ ย่อ ๆ กันจนเมื่อยก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่ม
อาจจะไม่ถูกธรรมเนียมแต่โบราณนัก แต่แล้วอย่างไรเมื่อคนที่เป็นเจ้าของกฎคือตัวพระองค์เอง วังหลวงนี้ แผ่นดินนี้ก็เป็นของพระองค์ แล้วใครเล่าจะกล้าคัดค้าน
“ฝ่าบาท...”
ตู้ฮองเฮาในอาภรณ์สีแดงปักลายหงส์สีทองอร่าม ใบหน้างามแม้จะมีอายุประทินโฉมอย่างสง่า นางย่อกายทำความเคารพก่อนจะนั่งลงที่ที่ประทับเคียงข้างบัลลังก์มังกรของพระสวามี
บรรดานางสนมขั้นเฟยเองก็ทำเช่นเดียวกัน เพียงแต่ประทับนั่งในระดับที่ต่ำลงมา
จากนั้นจึงเป็นบรรดาองค์ชายทั้งสี่ที่เหล่าหญิงสาวทั้งหลายทั่วแคว้นฉินต่างเพ้อฝันถึง องค์ชายทั้งสี่เติบใหญ่ตามเวลา ความหล่อเหลาเฉกเช่นโอรสสวรรค์ และความงามของมารดาที่เป็นถึงนางสนมนั้นมิอาจดูแคลน เรียกว่าเติบโตมาอย่างมีคุณภาพทุกคนไป
องค์ชายใหญ่ ‘เฟยเจี้ยนฉิน’ อายุยี่สิบสองปี ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลวดลายสีขาวสวยงาม ท่าทางเข้มแข็งดุดัน นิ่งเฉย ไม่ว่าใครก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเวลานี้อยู่ใกล้กับตำแหน่งองค์รัชทายาทที่สุด ในขณะที่องค์ชายรอง ‘เฟยหรงซิ่น’ ปัจจุบันอายุยี่สิบเอ็ดปี สวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ท่าทางสง่างามลึกลับตัดกับสีขาวที่เปิดเผย น่าหลงใหล เองก็มีผลงานโดนเด่นไม่แพ้กัน
จนกระทั่งเวลานี้เหล่าขุนนางเองก็ไม่กล้าหักใจเข้าข้างฝ่ายใดอย่างเปิดเผยได้ เมื่อทั้งคู่ยังมีความน่าจะเป็นในการครองตำแหน่งรัชทายาทไม่แพ้กัน แถมยังได้พระราชทานบรรดาศักดิ์จวิ้นอ๋องกันทั้งสองพระองค์ในเวลาไล่เลี่ยกันอีกด้วย
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
“นั่งเถิดเจ้าห้า เจ้าก็ด้วยเจ้าเก้า”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ส่วนองค์ชายห้า ‘เฟยต้าซาน’ ในอาภรณ์สีฟ้าเขียวคราม ปัจจุบันอายุสิบเก้า ยังคงมีท่วงท่าน่ามองเคร่งครัดขนบธรรมเนียมเช่นเคย
ส่วนองค์ชายเก้า ‘เฟยสวี่ฉี’ ในอาภรณ์สีส้มอ่อนนั้นพอโตขึ้น ก็ทิ้งท่าทางไม่เอาการเอางานไปมากโข เป็นองค์ชายที่มีท่าทางน่าเคารพนับถือและใส่ใจการงานไม่แพ้พวกพี่ชายทั้งหลาย (แน่นอนว่าท่าทางเป็นเด็ก ๆ ยามอยู่กับสตรีในดวงใจเป็นกรณียกเว้น)
องค์ชายห้าและองค์ชายเก้าต่างวางมือจากราชบัลลังก์อย่างเปิดเผย บอกกล่าวแก่ขุนนางทั้งท้องพระโรงว่าหาได้ปรารถนาในบัลลังก์ไม่ ทั้งชีวิตขอเพียงทุ่มเทรับใช้แผ่นดินเป็นองค์ชายที่ดีช่วยเหลือพระบิดา และคอยช่วยงานเหล่าพระเชษฐาก็พอใจแล้ว
จนฮ่องเต้ต้องจำใจยอมรับออกราชโองการว่าแม้จะไม่มีราชวงศ์คนใดเหลืออยู่ องค์ชายห้าและองค์ชายเก้าก็จะไม่มีสิทธิ์ครองบัลลังก์อย่างแน่นอน
จากนั้นในลำดับที่นั่งต่อไปจึงเป็นเหล่าองค์หญิงทั้งสาม ที่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกันกับเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลาย
องค์หญิงสาม ‘เฟยชางเยว่’ สวมใส่ผ้าสีเขียวอ่อนปักลายดอกบัวสีขาวสบายตา นางอายุสิบเจ็ดปีเป็นสาวสะพรั่งเต็มตัว งดงาม บอบบาง อ่อนโยน กิริยาน่ามอง เป็นดั่งตัวอย่างของสตรีในห้องหอที่น่าถนุถนอมเช่นบุปผาที่บานเต็มที่
องค์หญิงห้า ‘เฟยมู่หลัน’ อายุสิบห้าปี สวมใส่อาภรณ์สีครามปักลายดอกโบตั๋นฟ้า แม้ใบหน้าจะคล้ายคลึงกับผู้เป็นพี่อยู่บ้างแต่ก็ดูสดใสกว่า อีกทั้งหาได้หยิ่งยโสเท่าที่ควรไม่
ต่างกับองค์หญิงหก ‘เฟยอี้เหม่ย’ ที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างเห็นได้ชัด เนื่องเพราะแม้จะเป็นองค์หญิงเหมือนกัน และถึงแม้จะเป็นพี่ แต่มารดาของพวกนางนั้นเป็นนางสนมยศต่ำกว่า และครอบครัวก็หาได้มีอำนาจหนุนหลังเท่า จะยอมนิ่งเฉยสงบเสงี่ยมก็หาได้แปลกแต่อย่างใด
แต่เนื้อในนั้นคงต้องรอดูกันไปอีกสักพักถึงจะรู้ว่าดีจริงอย่างที่แสดงออกหรือไม่...
“ขออนุญาตพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
น้ำเสียงนิ่งสงบทุ้มต่ำอันแสนเย็นเยียบดึงให้เฟิ่งปิงหลุดจากภวังค์ เทพสงครามผู้มาจากแดนไกลผุดลุกขึ้นยืนก่อนจะมาย่อกายแสดงท่าทำความเคารพหน้าแท่นประทับ เหล่าชายชุดดำที่ดูแล้วน่าจะเป็นคนของเขาก็พากันขนหีบใบใหญ่เรียงกันเข้ามา
“ว้าว ยอดไปเลย”
“สมแล้วที่เป็นแคว้นเซี่ย”
บรรดาขุนนาง คุณหนู สนมกำนัลทุกคนต่างพากันจับจ้องยามที่หีบเหล่านั้นถูกเปิดออกเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน อัญมณีล้ำค่ามากมาย รวบถึงแพรพรรณงดงามวิจิตรที่ถักทอจากขนสัตว์สีขาวเป็นส่วนมาก
แค้วนเซี่ยแม้จะมีหิมะปกคลุมตลอดปีทำให้ผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลน แต่สิ่งที่สวรรค์ชดเชยให้นั้นก็คือบรรดาอัญมณีหายากใต้ผืนหิมะ รวมถึงบรรดาสัตว์ที่มีขนสีขาวหนานุ่มปกคลุมทั่วตัว ที่นับได้ว่าเป็นสินค้าสำคัญที่แทบไม่ส่งออกไปขายนอกแคว้น
“ของแสดงความยินดีในวันครบรอบการขึ้นครองราชย์ ...จากฮุ่ยหวงตี้มอบให้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
คำกล่าวของชินอ๋องทำให้ผู้มาเยือนอีกคนที่ยังคงนั่งอยู่ต้องลุกยืนเช่นกัน จากนั้นบรรดาหีบใหญ่ก็ถูกลำเลียงเข้ามาอย่างไม่น้อยหน้า
“แคว้นอู๋เราไม่ยิ่งใหญ่นัก สิ่งล้ำค่าก็หาใช่ว่าจะมากมาย หวังว่าฝ่าบาทจะไม่ถือสานะพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นมัน...”
“งดงามยิ่ง”
นอกจากเกลือทะเลชั้นดีที่เป็นสินค้าสำคัญที่ทำให้แคว้นอู๋ร่ำรวยมหาศาลแล้ว สิ่งสำคัญสูงค่าที่ขาดไม่ได้ของแคว้นอู๋ก็คือไข่มุกทะเล ไข่มุกสีขาวเม็ดโตสะอาดตาไม่เท่าไข่มุกดำและมุกสีสันต่าง ๆ หลากหลายสีที่อัดแน่นอยู่ในหีบใบเล็ก ๆ ที่ล้ำค่ากว่าหีบอื่น ๆ อีกทั้งยังมีของประดับที่ถูกทำจากปะการังแท้หลากสีอีกต่างหาก
เป็นสมบัติที่มีมูลค่าสูงล้ำทีเดียว
“สิ่งของล้ำค่าเช่นนี้เจิ้นจะไม่พอใจได้อย่างไร ฝากแจ้งแก่ฮ่องเต้แห่งเซี่ยและอู๋ด้วยว่า น้ำใจครั้งนี้เจิ้นซึ้งใจยิ่งนัก หวังว่าความสัมพันธ์อันดีของเราจะคงอยู่ตลอดไป”
“พ่ะย่ะค่ะ”
สองผู้มาเยือนรับคำ โดยเฉพาะอู่เซียวเฉินที่ถึงกับลอบผ่อนลมหายใจ หนึ่งในหน้าที่หลักที่เขาต้องกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปแล้วหนึ่งอย่างนับว่าดียิ่งนัก
เสียงปรบมือดังกึกก้องจนกระทั่งชินอ๋องและองค์ชายองค์เล็กถอยเท้ากลับไปนั่งที่ สิ่งของล้ำค่าที่เป็นดั่งของบรรณาการจึงถูกทหารของแคว้นฉินลำเลียงนำไปเก็บเป็นอย่างดี
เฟยเกาจงฮ่องเต้จึงทรงตบพระหัตถ์สองสามครั้งก่อนที่สุรเสียงจะดังกังวานไปทั่วสถานที่จัดงาน
“เริ่มงานเลี้ยงกันเถิด!”
เหล่านางกำนัลรีบกุลีกุจอยกสำรับอาหารออกมา แล้วนักดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นอีกครา
-------
สำหรับคนที่เคยอ่านแล้ว เนื้อหาไม่เปลี่ยนค่ะ เปลี่ยนบทบรรยายบางจุดและแก้คำผิดเท่านั้น เนื้อเรื่องยังเป็นของสมัยเด็กแต่ง มันก็ห่วยไม่หน่อย (ประจานตัวเองรอบที่สิบล้าน 5555)