อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 102 แมวสวรรค์ สำแดงฤทธิ์

    ตอนที่ 102


    แรกเริ่มเดิมที ทั้ง 8 คน แม้มีเจตนาข่มเหง เหยาซาน ให้สิ้นราบทว่าในความเป็นจริงก็เพียงแค่ตั้งใจข่มขู่ให้ขวัญหนีดีฝ่อไปเท่านั้น ไหนเลยที่พวกมันจะกล้าลงมือหนักหน่วงกับศิษย์น้องร่วมสำนักได้กฎย่อมมีบัญญัติเคร่งครัด ดังเช่นคำย้ำเตือนของผู้อาวุโสจุน ก่อนที่พวกมันจะเข้ามาด้านใน...

     

    หากแต่เมื่อได้มาพบกับ เหยาซาน จริง ๆ อีกฝ่ายกลับเมินเฉยไม่สะทกสะท้านทั้งยังปฏิเสธด้วยเหตุผลไร้ความรับผิดชอบ ไม่คิดจะร่วมสนทนาใด ๆ เสียด้วยซ้ำ ทำให้ทุกคนโดยเฉพาะเปียวเฟยหง แทบมิอาจอดกลั้นโทสะที่ล้นทะลัก ต่อให้รู้กฎของสำนักเป็นอย่างดีแต่ทุกคนก็ย่อมต้องมีขอบเขตความอดทน!!

     

    “สารเลว! ไร้ยางอายยิ่งนัก! เพราะแค่การเอาตัวรอดถึงขั้นแสร้งลืมชื่อลืมแซ่เชียวหรือ!!”

    “เจ้าจะหน้าด้านมากเกินไปแล้ว ชื่อของเจ้าเด่นหลาอยู่ที่แผ่นศิลาเช่นนั้นยังจะเป็นผู้ใดได้อีก!!”

    “หากยังอยากอยู่ในสำนักสายลมประจิม ก็ออกมาสะสางกัน!!”

     

    เสียงก่นด่าสาปแช่งดังขึ้นหลายระลอกจากกลุ่มศิษย์หลัก เสียงทุบไปยังถ้ำศิลายังดังเป็นระวิง...เหยาซาน ที่อยู่ด้านในถึงกับใบหน้าบิดงอถึงขีดสุด จากที่ไม่คิดจะใส่ใจกับเสียงระงมดังเหล่านั้นหากแต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานที่แห่งนี้ช่างเงียบงัน เมื่อเกิดเสียงใดระคายหู มันจะก้องดังเข้าไปถึงโสตประสาทอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง...

     

    เสมือนหนองน้ำที่นิ่งสนิทสมบูรณ์ แต่จู่ ๆก็มีหินถูกโยนลงไปอย่างต่อเนื่อง ระลอกคลื่นย่อมสะท้อนกระจายออกไปไร้สิ้นสุดทั้งยังตกกระทบกันไปมาไม่ขาดสาย ไหนเลยที่จะแสวงหาความสงบใต้น้ำได้?!

     

    เหยาซาน กัดขบฟันแนบแน่นขึ้น... หากแต่ตนเองก็พอจะทราบขีดจำกัดเช่นกันสำหรับกลุ่มศิษย์หลักด้านนอกนั้น ไม่มีทางแน่นอนที่ เหยาซาน จะรับมือกับทุกคนได้ อาศัยการต่อสู้เพียงตัวต่อตัวก็ยังกล่าวได้ว่าหืดขึ้นคอ...

     

    เด็กหนุ่ม เคยให้อดีตยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองอย่างดวงวิญญาณของจูเยี่ย ประเมินพลังการต่อสู้ของตนคร่าว ๆ ให้แล้ว จูเยี่ย ในฐานะยอดฝีมือคนหนึ่งสายตาย่อมเฉียบคมแม่นยำ โดยเฉพาะชนชั้นพลังที่ต่ำกว่าตนเองในอดีต ย่อมประเมินแทบไม่คลาดเคลื่อน

     

    จูเยี่ย กล่าวว่า เหยาซาน ในเวลานี้หลังบรรลุชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่3 แม้ว่าพื้นฐานสามัญจะไม่อาจนำมาเปรียบวัด แต่ก็ใช่ว่า เหยาซาน จะไร้เทียมทาน...หากใช้พลังทั้งหมดในการต่อสู้ เมื่อคำนวณจากความหนาแน่นของลมปราณ พละกำลังความแข็งแกร่งความเร็ว รวมไปถึงอาคมต่าง ๆ ที่เสริมส่ง

     

    หาก เหยาซาน แสดงทุกอย่างในการต่อสู้ โดยไม่อ้างอิงจากปัจจัยเรื่องอาวุธอักขระของตนเองและของศัตรู...ตัวของ เหยาซาน น่าจะเหนือกว่าผู้เยาว์ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 2 อยู่เล็กน้อย หรืออย่างมากก็จะสูสีกับชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่3 แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ดังนั้นด้วยจำนวนของกลุ่มศิษย์หลักด้านหน้าถ้ำ เหยาซานย่อมไม่อาจเผชิญหน้าได้แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เปียวเฟยหง ยิ่งไม่มีโอกาสให้เหยาซาน เอาชนะตรง ๆ ได้เลย...

     

    “นี่อย่างไร จึงเป็นเหตุให้ข้าอยากรีบ ๆทะลวงผ่านชั้นลมปราณสีเขียวโดยเร็ว ทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้ไม่ต้องหวาดหวั่นต่อระดับผู้เยาว์คนใดในใต้หล้า...”เด็กหนุ่ม กล่าวพลางกัดขบกรามด้วยความเจ็บใจ

     

    เด็กหนุ่ม ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน เสียงกังวานด้านหน้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงหากยังเป็นเช่นนี้จะเอาสมาธิและสติได้ไปหมักบ่มสุรา? ทั้งนี่ยังเป็นการทำสุราครั้งแรกต่อให้มีขั้นตอนระบุได้อย่างละเอียดก็ใช่ว่าจะหมักบ่มได้ในทันที จึงต้องใช้สมาธิในการลองผิดลองถูกอยู่ไม่น้อย...

     

    เหยาซาน ลูบปลายคางเบา ๆ ครุ่นคิดก่อนจะฉายแววตาชั่วร้ายขึ้นมาคราหนึ่ง...

    “หากสู้ไม่ได้... แต่ถ้าแค่ทำให้พวกมันอับอายจนหนีกลับไปก็ใช่ว่าจะไร้หนทาง...ไว้ข้าแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้เมื่อไหร่ค่อยเอาคืนก็ยังไม่สาย!!”

     

    เด็กหนุ่ม เผยดวงแข็งกร้าวขึ้น แสร้งแสดงท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจขึ้นกับตนเองเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูศิลาไปทั้งท่าทีเช่นนั้นครั้งนี้ประตูศิลามิได้ถูกแง้มอีกแล้ว แต่มันเปิดจนสุดพร้อมกับสีหน้าเคร่งขรึมมือสองข้างไพล่หลัง ฉายแววตาไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง และไม่มีท่าทีกริ่งเกรง...

     

    “อะไรของพวกท่านอีก?!”

     

    เปียวเฟยหง ได้ยินเช่นนั้นพลันถลึงตา...

    “ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า!! กล้าบ่ายเบื่องชื่อแซ่ตนเองไยเจ้าจึงไร้ยางอายยิ่งนัก!!”

     

    เหยาซาน หางคิ้วกระตุกเบา ๆ หรี่ตาแคบ หันตรงยัง เปียวเฟยหง...

    “ไร้ยางอาย?!”

     

    จากนั้นก็หันซ้ายที ขวาที มองหน้าศิษย์หลักแต่ละคนสลับกันไป พลางกล่าวเพียงคำๆ เดียววนไปวนมาในทุก ๆ ครั้งที่มองหน้าศิษย์หลักแต่ละคน...

    “ไร้ยางอาย?”

     

    ทุกคนถึงกับสะอึก คำพูดติดขัดอยู่ในลำคอทันที... ชัดเจนว่า เหยาซานกำลังแสดงท่าทีคล้ายเป็นการเย้ยหยัน ว่าใครกันแน่ที่สมควรไร้ยางอาย!! การที่ศิษย์หลักกว่า 8 คนชนชั้นลมปราณสีเขียว เข้ามาบีบคั้นศิษย์สายนอกเพียงคนเดียวชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินใครกันแน่ที่สมควรไร้ยางอาย...

     

    ใบหน้าของศิษย์หลักแต่ละคนล้วนบิดเบี้ยว เผยแววตาละอายใจลึกล้ำ...

     

    เป็นจังหวะที่ ผู้อาวุโสจุน ที่เฝ้ามองมาสักระยะแล้วตัดสินใจเข้ามาหยุดความวุ่นวายที่เกิดขึ้น...

    “หากคิดจะก่อเรื่อง เชิญออกไปด้านนอก มิเช่นนั้นพวกเจ้าจะถูกลงโทษ!!”

     

    เหล่าศิษย์หลักทั้งหมด เผยใบหน้าไม่สู้ดีตัดสินใจประสานมือขึ้นเล็กน้อยและยอมร่นถอย... ในจังหวะนั้น เปียวเฟยหง หันควับมายังเหยาซาน แววตาฉายความมาดร้าย...

    “ออกมาสะสางกันด้านนอกให้เสร็จสิ้น!! มิเช่นนั้นอย่าคิดว่าจะอยู่อย่างสงบในสำนัก!!”

     

    เหยาซาน ใบหน้าเรียบสนิท ไม่ตอบรับ และไม่ปฏิเสธ... หากแต่ในขณะที่กลุ่มของศิษย์หลักเดินออกไปด้านนอกนั้นเด็กหนุ่มก็พลันก้าวเดินติดตามไปพร้อมกัน ทำเอาผู้อาวุโสจุนเผยแววตาล้ำลึกขึ้นมาทันที...

    “เหยาซาน... รู้ใช่หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่?!ที่ข้าเข้ามาก็เพื่อช่วยเหลือเจ้า หากเจ้ายอมกลับเข้าไปในถ้ำย่อยทุกอย่างก็จบลงเท่านั้นแต่หากเจ้าติดตามพวกมันไปแล้วล่ะก็ จะเกินกว่าพื้นที่ในความรับผิดชอบของข้า?!”

     

    เหยาซาน เผยยิ้มอ่อน... นอกจากจะไม่มีท่าทีหวั่นเกรงแล้ว ยังคล้ายจะมีบางอย่างซ่อนเร้นภายใต้รอยยิ้มนั้นด้วย...

    “ผู้อาวุโสโปรดวางใจ... ข้าและศิษย์พี่เหล่านี้เพียงแค่มีเรื่องสะสางกันเล็กน้อยเท่านั้นหากวันนี้ข้าไม่ออกไป วันหน้าก็คงถูกระรานซ้ำแล้วซ้ำเล่า สู้ทำให้เข็ดหลาบกันไปข้างหนึ่งเลยจะดีกว่า...”

     

    ผู้อาวุโสจุน ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่อึ้งไป

    เฝ้ามองกลุ่มผู้เยาว์เหล่านั้น โดยไร้คำพูด...

     

    ลานกว้างด้านนอกหลังขุนเขาลูกที่ 1 พื้นที่ละแวกนี้ ห่างออกมาจาก ร้อยถ้ำปิดด่านมาพอสมควร ดังนั้นอำนาจดูแลของผู้อาวุโสจุนจึงหมดไป เพราะชายชรามิอาจก้าวออกจากพื้นที่ดูแลได้ตามกฎระเบียบของผู้ดูแล...

     

    สายตาของเหล่าศิษย์หลักดูจะฉงนใจอยู่ไม่น้อย ระหว่างทางทุกคนเกิดเสียงซุบซิบขึ้นตลอดเวลาเพราะรู้สึกประหลาดใจที่ เหยาซาน ยอมออกมาจากถ้ำจริง ๆ กระทั่งตัวของ เปียวเฟยหงที่เค้นเสียงข่มขู่ไปอย่างนั้นเอง ก็ยังไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมเชื่อฟัง ทั้งที่ผู้อาวุโสจุนก็ได้เข้ามาช่วยเหลือเอาไว้แล้ว...

     

    เหยาซาน ยังคงยืนมือไพล่หลังเผยท่าทีท่างาม ดวงตาที่รู้สึกถึงความเหนื่อยหน่ายใต้หล้าทอดยาวตรงมายังหมู่ศิษย์หลักอย่างไม่ยินดียินร้าย...

    “ศิษย์พี่มีอะไรจะสะสาง ก็ว่ามา... ข้ามีเวลาไม่มากนัก...”

     

    ใบหน้าของทุกคนยับย่นโดยพลัน จากที่ใจนึกอยากจะเมตตาปราณี เห็นแก่สถานะและความแข็งแกร่งที่แตกต่างแต่บัดนี้ความรู้สึกเหล่านั้นล้วนมลายสิ้นภายใต้ท่าทีและวาจาในตอนนี้...

    “สามหาวยิ่งนัก!! นี่เจ้าถือดีว่ามีตนคือผู้เป็นที่รักแห่งศาสตรางั้นสินะจึงได้เหิมเกริมลำพองใจเช่นนี้!!”

     

    เหยาซาน ใบหน้าเคร่งขรึมขึ้น...

    “ข้ารู้ว่าข้าอาจไม่สุภาพนัก... หากแต่มิใช่ความเหิมเกริมลำพองใจอย่างแน่นอน!! ข้าก็เพียงแค่ต้องการจบปัญญาที่พวกท่านกำลังจะก่อขึ้นการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ ไม่มีสิ่งใดระหว่างเราที่จะดีขึ้นมาได้เลย สมควรเลิกแล้วต่อกันไปเสียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...

     

    ข้าขอเตือนพวกท่านด้วยความหวังดี...

    เพราะพวกท่านนั่นแหละที่จะต้องอับอาย...”

     

    เหล่าศิษย์หลักที่ได้ยินเช่นนั้นต่างมองหน้ากันด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก... จากนั้นพลันแผดเสียงหัวเราะร่าออกมาด้วยท่าทีขบขันประหนึ่งเป็นเรื่องตลกในรอบวันก็มิปาน...

     

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ข้าจะได้ยินคำนี้ออกจากปากของศิษย์สายนอก!!”

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ดูท่าคงต้องลงมือลงไม้เสียบ้าง ที่แห่งนี้ลับตาคน ขอแค่อย่างให้ใบหน้ามันมอบช้ำก็นับว่ามากเพียงพอ!!”

     

    เปียวเฟยหง เผยแววตาเย้ยหยัน ก่อนจะก้าวเดินเข้ามา หยุดยืนห่างจากเหยาซาน เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น... รูปร่างของทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าใครก็ตามหากไปยืนเทียบกับร่างใหญ่โตกำยำของ เปียวเฟยหง ก็ล้วนแล้วแต่จะดูเป็นคนร่างผอมไปในทันที...

     

    “ศิษย์น้องเหยา... เปียวเฟยฟง น้องชายข้านั้นมันอ่อนแอ แม้จะเป็นข้าเองก็ยังจะตบตีมันอยู่บ่อยครั้งจนมันไม่กล้าแม้แต่จะเข้าแผนกวรยุทธดั้งเดิมเช่นเดียวกับข้า... หากแต่ทว่ามีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถตบตีมันได้!! ข้ามิอาจยินยอมให้ผู้ที่กล้าเล่นงานสายเลือดตระกูลเปียว ลอยหน้าลอยตาอยู่เช่นนี้!!

     

    เห็นแก่สถานะของเจ้า ข้าจะไม่ลงมือ... แต่เจ้าจงคุกเข่าลงขอขมาต่อตระกูลเปียวของข้าที่นี่!! เดี๋ยวนี้!!” เปียวเฟยหง เค้นเสียงผ่านร่องฟัน พร้อมกับแผ่รัศมีคุกคามออกมาอย่างรุนแรง

     

    เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นพลันถลึงตาขึ้น เผยให้เห็นถึงสายตาที่แข็งกร้าวทันที...

    “คุกเข่างั้นหรือ? นอกเหนือจากบิดามารดา แลอาจารย์... ข้าก็ยอมคุกเข่าให้เฉพาะกับหลุมศพเท่านั้น!!”

     

    เหยาซาน ดวงตาสาดประกายเจิดจ้าขึ้น... ก่อนจะระเบิดพลังหมัดอันมหาศาลต่อยเข้าใส่ท้องของเปียวเฟยหง ที่เวลานี้ยืนแนบชิดกันอย่างไม่ลังเล!!ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างของทุกคน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะคิดว่า เหยาซานผู้นี้จะหาญกล้าลงมือก่อน ทั้งยังเป็นกับ เปียวเฟยหง ที่แข็งแกร่งที่สุด!!

     

    ตูม!!

     

    เสียงปะทะดังรุนแรงจนแทบไม่อยากเชื่อ ว่านี่เป็นการลงมือของชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นต้น...เปียวเฟยหง ถึงกับถลาร่นไปกว่า 10 ก้าวใหญ่หลังถูกแรงปะทะ แม้แต่ตัวมันเองก็ไม่คิดว่าเหยาซาน จะกล้าลงมือจริง ๆ แน่นอนว่าพลังหมัดของ เหยาซาน แม้จะแข็งแกร่งพิชิตผู้เยาว์มานักต่อนัก แต่มิใช่กับ เปียวเฟยหง ผู้นี้...

     

    หมัดของ เหยาซาน ทำให้ร่างกายของ เปียวเฟยหง สั่นกระเพื่อมได้ระลอกหนึ่ง...หากแต่ด้วยประสบการณ์ของ เปียวเฟยหง ถึงจะไม่คิดว่าอีกฝ่ายกล้าลงมือ แต่ตอนที่เข้าไปใกล้นั้นตนก็ยังโคจรปราณคุ้มกันอย่างเต็มที จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนักจากพื้นฐานลมปราณที่แข็งแกร่งกว่ามากมายเพียงแค่รู้สึกเสียหน้าและหายใจไม่คล่องไปช่วงหนึ่งเท่านั้น...

     

    แววตาที่เหลือบหันมองมายัง เหยาซาน เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ...

    “แบบนี้นี่เอง... นี่ไม่ใช่พลังของชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินแล้ว!! พลังของเจ้าเทียบเคียงกับชนชั้นศิษย์หลักได้แล้วงั้นสินะถึงได้กล้าเหิมเกริมเช่นนี้แต่ทว่า...มันก็ยังไม่เพียงพอให้เจ้ามากำเริบเสิบสานต่อหน้าข้า!!”

     

    “งั้นหรือ?” เหยาซานอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะดีดทะยานร่างสูงเหนือพื้น พริบตานั้นวิหคหัวล้านก็ล่อนถลาลงมารับร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้อย่างเหมาะเจาะท่ามกลางแววตาหน้าเซ่อ ของเหล่าศิษย์หลักในเวลานี้...

     

    เหยาซาน ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ... พริบตาที่มันขึ้นมายืนบนหลังของวิหคพาหนะ นั่นเท่ากับว่า เหล่าศิษย์หลักที่ไม่มีวิหคพาหนะเฉกเช่นตน ย่อมหมดสิทธิ์ที่จะเล่นงานตนจากตำแหน่งเบื้องล่างได้แล้ว...

     

    ทุกคนที่เข้าใจถึงความจริงข้อนี้ ถึงกับสั่นสะท้านด้วยความเดือดดาล!!

    “ไร้ยางอาย!! แน่จริงเจ้าก็ลงมาเผชิญหน้ากันตรง ๆ สิ!!”

     

    เหยาซาน เชิดหน้าสูง เผยแววตาเย้ยหยัน...

    “โง่เขลา... ข้า เหยาซาน หากมีหมัดก็ใช้หมัด หากมีกระบี่ก็ใช้กระบี่หากมีวิหคก็ต้องใช้วิหค!! มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่จะไม่ใช้ในสิ่งที่ตนมี...วันนี้ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ ว่าเพราะอะไรข้าจึงถูกเรียกว่า แมวสวรรค์!!

     

    เนื่องด้วยแท้ที่จริงแล้ว ข้าก็คือผู้ที่สวรรค์ส่งมาจุติ และได้อำนาจจากสวรรค์เป็นพลังพิเศษอย่างหนึ่งในการชี้ความทุกข์ทรมานให้กับผู้คนได้!! ไม่ต้องกล่าวถึงพื้นฐานลมปราณ เพียงแค่ปลายนิ้วชี้ความทุกข์ทรมานนี้ยังทำให้พวกเจ้าวิ่งหนีหางจุกก้น!!”

     

    กล่าวจบ เหยาซาน พลางสาดประกายแววตาเหี้ยมเกรียบ ยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาชี้ตรงไปยังขาข้างหนึ่ง ของศิษย์หลักข้างกาย เปียวเฟยหง ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่2 ซึ่งพริบตานั้นเอง ก็ซ่อนมือซ้ายไว้ใต้แขนเสื้อ หักข้อมืออย่างรวดเร็ว ระเบิดพลังจากกำไลซ่อนมรณา ยิงกระสุนล่องหนไร้ซุ่มเสียงออกไปให้สอดครองกับตำแหน่งที่ตนชี้นิ้ว...

     

    “อ๊ากกกกก!!” ศิษย์หลักผู้นั้นแผดเสียงร้องดังออกมาก่อนจะทรุดตัวลงไปนอน มันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่อาจประมาณแล่นแปล๊บขึ้นมาจากขาข้างที่ถูก เหยาซาน ชี้นิ้วเข้าใส่!!จนทำให้ไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงที่จะยืนหยัด...

     

    แน่นอนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และไม่มีใครมองเห็นกระแสลมปราณของเหยาซาน มีการเคลื่อนไหว และยิ่งไม่เห็นว่ามีกระบวนท่าใด ๆ ปรากฏด้วยซ้ำราวกับว่ามันมีพลังพิเศษบางอย่าง ทำให้เจ็บปวดทุกข์ทรมานขึ้นมาได้จริง ๆ

     

    ดวงตาของทุกคน เบิกโพลงขึ้นทันที...

     

    ………………………………

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน