ร่างของเจี้ยนหลิน (剑林) เคลื่อนผ่านม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมยอดเขาเมฆา ทิ้งศาลาไม้โบราณอันสงบนิ่งไว้เบื้องหลัง แสงอรุณอ่อนจางสาดส่องผ่านกลุ่มเมฆ เผยให้เห็นเส้นทางลาดชันที่ทอดตัวลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ขาวน้อย (小白) เกาะอยู่บนไหล่ของเขาอย่างเงียบงัน ดวงตากลมโตสีดำขลับสอดส่ายไปรอบทิศทางด้วยความตื่นตัว
การนำทางจากภายในจิตใจที่เขาเคยรู้สึกได้ ณ ศาลานั้น บัดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเขาก้าวเท้าออกมาสู่โลกภายนอก มันเป็นดั่งเส้นใยพลังงานที่มองไม่เห็น ชักนำให้เขามุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งที่ลึกลงไปในใจกลางของหุบเขาเร้นเมฆา (隐云谷) เจี้ยนหลินมิได้ลังเล เขาก้าวเดินไปตาม "เสียงเพรียก" นั้นด้วยความมุ่งมั่น
เส้นทางในช่วงแรกยังคงเป็นป่าสนโบราณสลับกับโขดหินสูงชัน อากาศเย็นสบายและบริสุทธิ์ เจี้ยนหลินใช้โอกาสนี้ในการฝึกฝน "เคล็ดวิชาพฤกษานิรมิต" (万木归元剑诀) ขั้นที่หนึ่ง – "สัมผัสแห่งพฤกษา" อย่างต่อเนื่อง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสถึงพลังชีวิตอันไพศาลที่แผ่ซ่านจากต้นไม้ใบหญ้ารอบกาย พลังปราณขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเจ็ดของเขาโคจรตามหลักการใหม่ที่เรียนรู้มา มันดูดซับพลังงานจากธรรมชาติรอบตัวอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง พลังงานที่ได้แม้จะยังไม่มากพอที่จะทำให้ระดับพลังของเขาก้าวกระโดดในทันที แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความ "บริสุทธิ์" และ "ความกลมกลืน" ที่เพิ่มมากขึ้นในกระแสพลังปราณของตนเอง
ยิ่งเดินทางลึกลงไป สภาพแวดล้อมก็ยิ่งเปลี่ยนแปลง พืชพรรณที่คุ้นเคยเริ่มลดน้อยลง ถูกแทนที่ด้วยโขดหินรูปร่างแปลกตาและพืชชั้นต่ำที่สามารถทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรงได้ กลิ่นอายของพลังปฐพีและศิลาเริ่มจะเข้มข้นขึ้น สัมผัสแห่งพฤกษาของเขาถูกจำกัดลง แต่เขาก็ยังคงพยายาม "หยั่งรู้" ถึงพลังชีวิตที่แฝงเร้นอยู่ในทุกอณูของธรรมชาติ
หลายชั่วยามผ่านไป ในที่สุดเส้นทางก็มาสุดลงที่ปากทางเข้าสู่หุบเหวโบราณ (古老峡谷) แห่งหนึ่ง มันปรากฏแก่สายตาของเจี้ยนหลินดุจภาพวาดขนาดมหึมาที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้น หุบเหวนี้ทอดตัวยาวลึกลงไปในความมืดมิด ผนังหินสูงชันทั้งสองข้างเต็มไปด้วยร่องรอยการกัดเซาะของกาลเวลาและหินแหลมคมรูปร่างประหลาด ไม่มีพืชพันธุ์ใดสามารถหยั่งรากได้บนผิวศิลาเหล่านั้น มีเพียงประกายแสงสีเงินจางๆ จากสายแร่โลหะที่สะท้อนแสงอันน้อยนิด ความเงียบสงัดเข้าครอบงุม มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องแคบของหุบเหว และกลิ่นอายเย็นเยียบของโลหะที่ลอยมากับสายลม
ขาวน้อยบนไหล่ของเขาส่งเสียง "คิก?" ออกมาเบาๆ จมูกเล็กๆ ของมันดมฟุดฟิดไปในอากาศ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจี้ยนหลิน แววตาของมันฉายความกังวลระคนสงสัย
การนำทางจากภายในของเจี้ยนหลินกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเขายืนอยู่ ณ ปากทางเข้าหุบเหวแห่งนี้ มันเป็นแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ผลักดันให้เขาก้าวเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้า
‘ที่นี่...คือที่ที่เสียงนั้นเรียกหาหรือ?’ เจี้ยนหลินพึมพำ แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้จะรับรู้ได้ถึงอันตรายที่อาจซ่อนเร้นอยู่ แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับมัน
เจี้ยนหลินสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าแรกเข้าสู่หุบเหวโบราณอย่างมั่นคง พื้นทางเดินขรุขระและไม่สม่ำเสมอ แสงสว่างที่จำกัดทำให้เขาต้องอาศัยการรับรู้จากประสาทสัมผัสอื่นเป็นหลัก
ทันใดนั้น! ขณะที่เขากำลังจะก้าวข้ามก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง ขาวน้อยก็พลันส่งเสียงร้อง "คิก! คิก!" แหลมเล็กออกมาอย่างตื่นตระหนก!
สัญชาตญาณของเจี้ยนหลินตื่นตัวในทันที! เขาเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว!
"ครืนนนนน!"
เสียงก้อนหินขนาดมหึมาหลายก้อนถล่มครืนลงมาจากผนังหุบเหวด้านบน! ฝุ่นหินฟุ้งกระจายบดบังทัศนวิสัยตรงจุดที่เขาเพิ่งจะยืนอยู่เมื่อครู่! หากเขาขยับตัวช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ร่างของเขาคงจะถูกบดขยี้จนแหลกเหลวไปแล้ว!
เจี้ยนหลินสำลักออกมาเล็กน้อย หัวใจยังคงเต้นแรง เขาหันไปมองขาวน้อยที่เกาะอยู่บนไหล่ด้วยความขอบคุณ
"ขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าตัวเล็ก" เขาลูบหัวมันเบาๆ
เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง เจี้ยนหลินก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไปบนผนังหินบริเวณที่เพิ่งจะเกิดหินถล่ม มันมิใช่เพียงแค่รอยแตกหรือเนื้อหินธรรมดา แต่เป็น "ช่องทาง" หรือ "อุโมงค์" (隧道) ลึกลับที่ซ่อนอยู่หลังแผ่นหินเหล่านั้น! อุโมงค์นั้นมืดสนิทและทอดตัวลึกลงไปในความมืดมิดยิ่งกว่าเดิม และที่น่าประหลาดใจคือ การนำทางจากภายในของเขาดูจะเข้มข้นและชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเขามองเข้าไปในอุโมงค์นั้น!
‘หรือว่า...นี่คือเส้นทางที่แท้จริง?’ เจี้ยนหลินขมวดคิ้วขณะมองลึกเข้าไปในอุโมงค์มืด ความรู้สึกท้าทายระคนความไม่แน่นอนก่อตัวขึ้นในใจ
ลมเย็นเยียบที่พัดออกมาจากความมืดมิดของอุโมงค์นั้น แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายโลหะอันเข้มข้นและพลังปฐพีที่หนักหน่วง ชวนให้รู้สึกถึงความเก่าแก่และอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
เจี้ยนหลินตัดสินใจแล้ว เขาจะก้าวเข้าไป
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ก้าวเท้าแรกเข้าสู่ความมืดมิดของอุโมงค์โบราณอย่างระมัดระวัง ผนังอุโมงค์ขรุขระและเย็นเฉียบ แสงสว่างมีเพียงน้อยนิดจากปากทางที่ค่อยๆ เลือนหายไปเบื้องหลัง ทำให้เขาต้องอาศัยการรับรู้จากประสาทสัมผัสอื่นเป็นหลัก เสียงฝีเท้าของเขาก้องสะท้อนในความเงียบ สร้างบรรยากาศที่ทั้งอ้างว้างและตึงเครียด
ขณะที่เดินทางลึกเข้าไป เด็กหนุ่มมิได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เขาเริ่มโคจรพลังปราณตามวิถีของ "เคล็ดวิชาพฤกษานิรมิต" ขั้นที่หนึ่งอย่างต่อเนื่อง แม้ในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนพลังธาตุพฤกษาโดยตรง แต่เขาก็พยายาม "หยั่งรู้" และ "สัมผัส" ถึงพลังชีวิตแฝงเร้นที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ใน "พืชชั้นต่ำ" หรือ "ตะไคร่น้ำ" ที่เกาะอยู่ตามซอกหินชื้นๆ หรือแม้แต่การพยายาม "ปรับตัว" ให้สามารถดูดซับ "พลังปฐพี" และ "พลังศิลา" ที่เข้มข้นในอุโมงค์นี้เข้ามาเสริมสร้างรากฐานพลังของตนเอง
การโคจรพลังในรูปแบบใหม่นี้ให้ความรู้สึกที่ "แตกต่าง" ออกไปจากเดิม มันมิได้เน้นการดูดซับพลังธาตุพฤกษาอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการ "ปรับสมดุล" และ "หลอมรวม" พลังงานจากธรรมชาติรอบกายเข้ากับพลังปราณดั้งเดิมอย่างละเอียดอ่อน เจี้ยนหลินรู้สึกได้ถึงเส้นชีพจรที่กว้างใหญ่ของตนเองกำลัง "ตอบสนอง" ต่อไอพลังที่แตกต่างเหล่านี้อย่างช้าๆ ร่างกายของเขาเริ่มจะ "คุ้นเคย" และ "ปรับตัว" เข้ากับกลิ่นอายโลหะและพลังปฐพีที่หนาแน่นขึ้นทีละน้อย
อุโมงค์ทอดตัวยาวลึกลงไปเรื่อยๆ ปลายทางยังคงเป็นปริศนาที่มองไม่เห็น แต่เจี้ยนหลินก็ยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่น ในใจของเขามีเพียง "เสียงเพรียก" นั้นที่นำทาง และความหวังที่จะค้นพบคำตอบของความลับที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาเร้นเมฆาแห่งนี้...
(จบตอนที่ 135)