“เรื่องอันใดกันหรือจินเออร์” ผู้เฒ่าเป่ยที่เห็นว่าทุกคนมัวแต่เงียบ ไม่ขานรับหลานสาวของตนเองสักที จึงเป็นคนเอ่ยออกมาแทน
“ข้าอยากเปิดร้านขายสมุนไพรเจ้าค่ะ” เมื่อพูดออกไปแล้วจินเออร์จึงรอดูปฏิกิริยาจากสีหน้าของทุกคน
“หืมม ร้านขายสมุนไพรหรือ” ซานหลงเป็นผู้เอ่ยออกมาคนแรกหลังจากประมวลความคิดในเรื่องที่บุตรสาวของตนพูดออกมาแล้ว เพราะการเปิดร้านขายสมุนไพรในโลกนี้ เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับชาวบ้านธรรมดาเช่นเรา
“เจ้าค่ะ” จินเออร์เอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงมั่นคงและหนักแน่นอยู่ในนั้น
“แล้วเราจะเอาสมุนไพรจากที่ใดกัน” เมื่อเห็นว่าหลานมีความแน่วแน่และมั่นคงในการทำกิจการร้านขายสมุนไพรท่านตาอย่างเป่ยตงหลินก็ไม่อาจขัดขวางความตั้งใจได้จึงหันมาสนับสนุนแทน
“มิติจิตของข้าเจ้าค่ะ ในนั้นมีสมุนไพรมากพอที่จะให้เราขายไปเรื่อย ๆ” และแน่นอนว่า สมุนไพรที่จะเอามาขายนั้นจะเป็นที่ใดไปไม่ได้ นอกจากมิติจิตของข้าเอง อิอิ มีของดีอยู่กับตัวก็ต้องนำออกมาใช้หรือเปล่า
“เช่นนั้นมันจะไม่มีวันหมดลงหรือ” ซานหลงเมื่อทราบถึงที่ไปที่มาแล้ว แต่ยังมีความข้องใจเรื่องการเติบโตของสมุนไพรอยู่ เช่นไรสมุนไพรก็ต้องมาจากการเติบโตไม่ใช่หรือ
“ไม่เจ้าค่ะ เพราะข้าได้เริ่มเพาะปลูกมันในมิติของข้าเช่นกัน”
“แล้วเรื่องชาวบ้านละลูก จะตอบชาวบ้านว่าอย่างไร หากเราขายโดยไม่ได้ปลูกเองหรือไม่มีแหล่งที่มาที่ไป”
“เรื่องนั้นข้ามีคำตอบไว้แล้วเจ้าค่ะ เราจะขอความร่วมมือจาก ร้านขายสมุนไพรเซี่ยงจ้าวจู เถ้าแก่หลิงเจ้าค่ะ”
ก่อนหน้านี้ จินเออร์ได้คิดมาก่อนแล้วตั้งแต่อยู่ด้านในมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างกิจการเพื่อความร่ำรวย การสร้างอำนาจต่างๆ ในเรื่องกิจการนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ง่ายๆ และว่องไวนั้น ก็คือกิจการค้าขายสมุนไพรจากมิติจิตของตนเอง
ต้องรู้ก่อนว่าขณะนี้นั้น จินเออร์ได้เลื่อนขั้นมิติจิตมาจนถึงขั้นที่ สามารถเปลี่ยนแปลงมิติได้เพียงในนึก ยังไม่รวมถึงป่าและสัตว์ป่าที่อุดมสมบูรณ์ในนั้น เจี่ยฉงได้อธิบายไว้ว่า เนื่องจากพลังปราณที่เลื่อนระดับรวมกับพลังธาตุแสงที่นางมี ทำให้มิติจิตของนางในตอนนี้นั้น มีคุณสมบัติที่ส่งเสริมกัน ทำให้มิติจิตขยายจากการเลื่อนขั้นระดับพลังปราณของนาง อีกทั้งธาตุแสงยังส่งเสริมการเติบโตให้แก่สิ่งมีชีวิต
ในมิติของนาง สัตว์ป่าและสัตว์ต่างๆ ที่หายากภายในโลกภายนอก เช่นตุ๋นพฤกษา ที่มีความสามารถพิเศษในการเพาะปลูก เพราะมันชอบกินสมุนไพรเป็นอย่างมาก หากที่ใดมีดินดี สมุนไพรมากมาย และมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ จะสามารถหามันเจอได้แน่นอน
ดังนั้นแล้ว เจี่ยฉงจึงบอกให้นางล่อซื้อมันด้วยสมุนไพรที่นางเป็นเจ้าของ ถามว่าทำไมนางถึงใช้งานมันเลยไม่ได้นะหรือ ก็เพราะว่าถึงแม้ว่านางจะเป็นเจ้าของ แต่สัตว์และสิ่งมีชีวิต เหล่านั้นต่างมีจิตสำนึกคิด หากมันไม่ยินยอมด้วยตนเองแล้ว มันก็จะต่อสู้จนชีวิตสิ้นไป
“หืม ขอความร่วมมืองั้นหรือ เถ้าแก่หลิงจะยินดีหรือจินเออร์”
“หากไม่ลอง เราก็ไม่รู้นี่เจ้าค่ะ ท่านตา แต่หากไม่ได้จริงๆ ข้าก็พร้อมที่ยืนยืนหยัดเพียงผู้เดียวเจ้าค่ะ” ถ้าไม่มีใครช่วยได้ข้าก็จะช่วยตนเอง
“ผู้เดียวที่ไหนกันจินเออร์ เจ้านำตาของเจ้าไปไว้ที่ใด หึยยย” เป่ยตงหลินที่รักหลานสาวผู้นี้มากมายจึงเอ่ยออกไป ด้วยน้ำเสียงแง่งอนและสะบัดหน้าหนีเล้กน้อย เพื่อเรียนร้องความสนใจจากหลานสาว
“ท่านตา…ข้ารักท่านตาที่สุดเลยเจ้าค่ะ อิอิ” ข้านะ…รู้อยู่แล้วว่าท่านตาต้องช่วยเหลือข้าแน่นอน
“ตระกูลเป่ยทุกคนพร้อมที่จะยืนข้างเจ้าเช่นกันลูกรัก” หลินเหมยรีบเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าบุตรสาวตัวแสบเอาแต่อ้อนท่านพ่อของนาง
“อืม อย่าลืมข้าไปเล่า ยัยเด็กอัปลักษณ์” จินหลงก็เอ่ยออกมาด้วยเช่นกัน จากนั้นจึงหันหน้ากลับไปซุกในอ้อนแขนของท่านแม่ต่อ
“ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยนะเจ้าค่ะ ข้าสัญญาว่าข้าจะทำให้พวกเรารวย อิอิ เจ้าค่ะ”
เนื่องจากพายุหิมะที่เกิดขึ้นมาเร็ว มาแรงแต่ใช้เวลาในครั้งนี้แค่ สามเดือนเท่านั้น ทำให้ตอนนี้ หลังสิ้นสุดฤดูหนาวแต่ก็ยังมีอากาศที่เย็นชาวและแห้งอยู่
ชาวบ้านเริ่มออกมาทำมาหากินกันแล้ว บ้านไหนที่มีไร่ มีสวนก็ออกมาทำไร่ ทำสวน บ้านไหนที่ล่าสัตว์ก็เริ่มทยอยออกมาดูแถบๆ ชายป่าแล้ว แต่ยังคงต้องระวังสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่อาจจะตื่นจากการจำศีลเช่นกัน
การค้าขายเริ่มกลับคึกคักเช่นกัน ชาวบ้านเริ่มออกมาจับจ่ายใช้สอยกัน แต่เนื่องจากพายุหิมะในครานี้มาหนักมาก ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าหนาวหรือผ่านพ้นมาแล้ว ก็ยังมีการขาดแคลนผักอยู่เช่นเดิม เพราะตอนนี้นอกจจากอากาศจะเย็นและแห้งแล้ง
ชาวบ้านก็ยังต้องมาเริ่มต้นทำไร่ ทำสวนกันใหม่ อาหารและพืชผักที่ถูกกักตุนจึงยังไม่ออกสู่ตลาดเท่าที่ควร
จินเออร์เมื่อเห็นว่าตอนนี้ครอบครัวเริ่มเตรียมตัว และรับได้กับความเปลี่ยนแปลงแล้วจึงชวนท่านพ่อและท่านตา ออกมาข้างนอกเพื่อหาซื้อของเพิ่มเติม และเข้าไปพูดคุยติดต่อเรื่องร้านค้าสมุนไพรของนางกับร้านขายสมุนไพรเซี่ยงจ้าวจู ด้วยเลย
หลังจากที่จินเออร์เดินมารอหน้าร้านแล้ว ท่านพ่อกับท่านตาจึงขอตัวไปจอดรถม้าสักครู่ จึงให้ข้ายืนรอหน้าร้านจะได้ไม่ต้องเดินไกล กลัวข้าจะอาการป่วยกำเริบ
“มาซื้อหรือขายสมุนไพรขอรับ” ผู้ช่วยจางเอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่ามีเด็กสาวนางหนึ่งยืนรอหน้าร้าน
“อืมมม ข้าหรือเจ้าค่ะ” จินเออร์ที่กำลังยืนรอท่านตากับท่านพ่อเอ่ยออกมาอย่าง งง ๆ
“ขอรับ คุณหนูต้องการอันใดขอรับ ข้าน้อยจะได้แนะนำได้”
“หืมมม ท่านอาจาง จำข้าไม่ได้หรือ” จินเออร์ถามออกไป เมื่อเห็นว่าท่านอาจางจำนางไม่ได้จริงๆ
“เอ่อ ขอประทานโทษนะขอรับ ข้าจำไม่ได้ว่าเราเคยรู้จักกัน”
“หืมม งั้นหรือเจ้าค่ะ ข้ามาขอพบท่านปะ…เถ้าแก่หลิงเจ้าค่ะ” จำจชข้าไม่ได้งั้นหรือเจ้าค่ะ อิอิ งั้นข้าก็ไม่ได้แกล้งหนา
“ขอรับ งั้นรอสักครู่นะขอรับ ข้าจะรายงานเถ้าแก่” ผู้ช่วยจางจึงเดินออกไป
“เจ้าค่ะ”
หลังจากหายไปสักพัก จึงเดินกลับมาบอกด้วยสีหน้าหนักใจว่า “ขอโทษด้วยนะขอรับ ตอนนี้เถ้าแก่จางบอกว่าไม่สะดวกพบขอรับ ให้กลับไปก่อนเลย”
“หืมมม งั้นหรือเจ้าค่ะ”
“เอ๊ะ รอสักครู่นะขอรับ พี่ซาน ผู้เฒ่าเป่ยมีอันใดเกิดขึ้นกับจินเออร์หรือไม่ขอรับ นางฟื้นหรือยัง ต้องการสมุนไพรอันใดหรือ” เมื่อเห็นว่าซานหลงและเป่ยตงหลินกำลังเดินเข้าร้านมา ผู้ช่วยจางที่กำลังเป็นกังวลกับอาการป่วยของจินเออร์ตัวน้อย จึงขอแยกตัวออกไปเพื่อสอบถามอาการกันตระกูลเป่ยทันที ทิ้งให้ จินเออร์ยืนหัวเราะคิกคักอยู่ผู้เดียว
“อะ อ่าว เอ๊ะ ข้าหรือ เปล่าๆ ข้าจะมาพบเถ้าแก่หลิงสักหน่อยนะ พอดีมีเรื่องอยากรบกวน”
“งั้นรอข้าสักครู่นะขอรับ เดี๋ยวข้าไปรายงานเถ้าแก่ให้” พร้อมหันหน้าไปทางคุณหนูคนเดิมที่คุยด้วยก่อนหน้านี้
“ขอโทษนะขอรับคุณหนู ไว้วันหลังท่านลองมาดูใหม่เถิด” พูดจบจึงเดินเข้าไปหลังร้าน
“หืมม เจ้าเด็กแสบ ไปแกล้งอะไรเจ้าจางชิงกัน” ท่านตาพูดไปด้วยพลางลูบหัวข้าไปด้วย
“ข้าไม่ผิดนะเจ้าค่ะ ท่านอาจำข้าเองไม่ได้ต่างหาก อิอิ”
คุยจบเถ้าแก่หลิงก็เดินมาพร้อมกับจางชิง แต่เมื่อเห็นว่าสาวน้อยตรงหน้ากำลังยืนมองตนเองด้วยสายตาแปลกๆ แถมยังยืนใกล้กับเฒ่าเป่ยและอาซานด้วย จึงเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่และเอ่ยออกไป
“เอ้ยๆ ตาแก่เป่ย เจ้ายืนกับใคร อย่าบอกนะว่าเจ้าหาเมียให้บุตรชายอีกคน” เถ้าแก่หลิงหันมาถามท่านตาเสียงกระซิบ
“จะบ้าหรือ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้าหน่อยเลยเจ้าบ้านี่” ท่านตาที่เห็นว่าเถ้าแก่หลิงเอ่ยออกมาแล้วหันมองมาทางข้าจึงพยายามกลั้นขำและแสดงอาการโมโหออกไป
“อ่ะ”
สวัสดีคุณรี้ด เข้าสู่ตอนที่ 41 กันแล้วเด้อ อยากจะตัดจบสัก 50 ตอน แต่รู้สึกว่าน่าจะโดนหยุมหัวแน่ๆ เลย
ปล.1 อาจจะเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ต้องขอบคุณรี้ดที่ตั้งใจอ่านจนจบ จะพยายามขึ้นในทุกๆ ครั้งของการเขียนนะครับ แอบกระซิบตอนที่ติดเหรียญ เอาไปซื้อประกันชีวิตให้พ่อแม่ด้วยแหละ เก็บเล็กผสมน้อยกับเงินเดือนพนักงาน เดือนนี้เลยสบายขึ้นมาหน่อย ขอบคุณมากๆ เลยน่า
ปล.2 คำผิดหรือคำที่แปลกๆ คอมเมนท์กันเข้ามาได้เหมือนเดิมเลยน่า จะรออ่านและแก้ไขให้ดีขึ้นเยอะๆ เลยครับ