วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน...จากวันเป็เดือน จากเดือนเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ปี
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไป๋ลี่ได้ประจักษ์ถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ‘หมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่า’หาใช่คนเลวทรามโดยสันดาน ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ปุถุชน ล้วนมีด้านมืดและด้านสว่างมีความดีและความเลวปะปนกันไปทั้งสิ้น...
ตาเฒ่าซุนเอาใจใส่ดูแลไป๋ลี่และเถี่ยซานเป็อย่างดีประมาณหนึ่งราวกับเป็ปรมาจารย์ผู้เมตตาที่กำลังถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกศิษย์อย่างแท้จริงยิ่งบวกกับอุปนิสัยภายนอกที่ดูสงบเยือกเย็นและภาพลักษณ์ของหมอผู้ทรงศีลด้วยแล้ว ไม่แปลกที่ใครต่อใครต่างก็มองว่าคนผู้นี้คือผู้ใหญ่ใจดีและน่านับถือยิ่ง
สวนสมุนไพริญญาแห่งนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวแยกตัวออกมาจากพื้นที่ส่วนอื่นของสำนักเซียนเสวี่ยนอย่างชัดเจนศิษย์รับใช้อย่างพวกเขาแทบไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆไม่มีแม้กระทั่งเบี้ยหวัดรายเดือน เม็ดยาวิเศษ ไม่ได้สวมชุดประจำสำนักและแทบไม่มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมการฝึกฝนหรือการชุมนุมกับศิษย์คนอื่นๆทว่าพวกเขาก็ยังนับว่าโชคดีที่ได้อาศัยตาเฒ่าซุนเป็ผู้คอยชี้แนะอยู่บ้าง
หมอเฒ่าซุนไม่หวงวิชาเขาพร่ำสอนการทำสมาธิตั้งจิต และเคล็ดลับการบำเพ็ญเพียรพื้นฐานอย่างไม่ปิดบังซ้ำยังแอบไปเสาะหาตำราดึงดูดลมปราณขั้นต้นมาให้เด็กหนุ่มทั้งสองได้ศึกษาทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ตาเฒ่าจงใจละเว้น... นั่นคือเขา ‘ไม่เคยสอนวิชาต่อสู้’ ใดๆให้กับคนทั้งคู่เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียวซึ่งเหตุผลที่ซ่อนอยู่เื้ัความหวังดีนี้ ไป๋ลี่ย่อมรู้ดีแก่ใจ...ภาชนะที่จะถูกยึดร่าง ย่อมไม่ควรมีเขี้ยวเล็บมาแว้งกัดเ้าของ
แน่นอนว่าในรายละเอียดลึกๆ แล้วตาเฒ่าย่อมเอาใจใส่และเคี่ยวเข็ญการฝึกฝนลมปราณของ ‘เถี่ยซาน’เป็พิเศษมากกว่าไป๋ลี่อยู่เล็กน้อย
ทว่าสิ่งที่ไป๋ลี่ได้รับชดเชยกลับมาคือวิชาความรู้แขนง ‘สมุนไพรและโอสถ’ ตาเฒ่าซุนยังเคยเอ่ยปากชมเปาะอยู่หลายครั้ง หมอเฒ่ารู้ดีว่าไป๋ลี่ค่อนข้างมีหัวทางด้านนี้อยู่ไม่น้อยเห็นได้ชัดว่าเขามีความจำและไหวพริบดีกว่าเถี่ยซานอย่างเทียบไม่ติดใช้เวลาเพียงไม่ถึงปี สมุนไพรนับพันชนิดในสวนแห่งนี้ เขาก็สามารถจดจำชื่อ สรรพคุณและวิธีดูแลได้จนขึ้นใจ จนกระทั่งตอนนี้ ตาเฒ่าซุนก็เริ่มถ่ายทอดศาสตร์การ ‘ปรุงยา’ให้แก่เขาบ้างแล้ว
เมื่อได้คลุกคลีกันทุกเมื่อเชื่อวันไป๋ลี่พลันรู้สึกได้ว่า แม้ตาเฒ่าซุนจะซุกซ่อนเจตนาร้ายในการยึดร่างพวกเขาอยู่ลึกๆแต่ชายชราก็หาใช่คนชั่วช้าที่เลวทรามอย่างไร้เหตุผลเมื่อรู้ตัวว่าวาระสุดท้ายกำลังจะมาเยือน ใครเล่าจะไม่ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ไอ้เื่ความเห็นแก่ตัวก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้าแต่หากมองในมุมของความดีงาม ไป๋ลี่ก็ต้องยอมรับจากใจจริงว่า คนผู้นี้มี‘จิติญญาของความเป็หมอ’ อย่างแท้จริง
ตลอดหนึ่งปีมานี้ งานหลักของหมอเฒ่าซุนคือทุกเดือนตาเฒ่า จะนำสมุนไพรในสวนเก็บไปส่งยังตำหนักโอสถส่วนเื่ปรุงยาก็มีบ้างแต่ไม่ใช่งานหลักของแก หลายต่อหลายครั้งเมื่อมีเวลาว่าง ชายชรายังดั้นด้นลงเขาไปช่วยตรวจรักษาชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงโดยไม่หวังผลตอบแทน ในยามที่ลงเขาตาเฒ่ามักจะกำชับให้เถี่ยซานอยู่โยงเฝ้าสวนและเร่งฝึกปรือปราณให้ก้าวหน้าทว่ากับไป๋ลี่ที่ตาเฒ่าไม่ได้ใส่ใจเื่ตบะนักชายชรามักจะเรียกให้เขาตามลงเขาไปด้วยเพื่อช่วยถือหีบยาและเป็ลูกมือซึ่งนั่นทำให้ไป๋ลี่ได้รับประสบการณ์จริงในการรักษาคนไปด้วย เพราะวิถีความรู้ของตาเฒ่าหาใช่แค่สมุนไพรและการปรุงโอสถในโลกแห่งเซียน แต่ก็ยังเชี่ยวชาญในการแพทย์โบราณ อย่างเช่น การฝังเข็มอีกด้วย
หากไป๋ลี่ไม่ได้ล่วงรู้พล็อตเื่และเจตนาแอบแฝงมาก่อนเขาต้องยอมรับกับตัวเองเลยว่าคงจะตกหลุมพรางและหลงเชื่อใจหมอเฒ่าผู้นี้อย่างหมดหัวใจไปแล้วจริงๆ
ก็ใครบ้างเล่าอยากเป็คนเลว ทั้งหมดนี้ก็เป็เพียงการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของมนุษย์คนหนึ่งเพื่อการเอาตัวรอดจากเงื้อมมือของมัจจุราชก็เท่านั้น
หนึ่งปีที่ผ่านมาท่ามกลางความเงียบสงบของสวนสมุนไพรท้ายสำนัก ‘จ้าวอิง’ในคราบของคุณชายหน้าหยกยังคงแอบลัดเลาะออกจากเขตของศิษย์สายในเพื่อแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนสหาย ทั้งไป๋ลี่และเถี่ยซานอยู่สองถึงสามครั้ง
นางช่างสมกับเป็ศิษย์สายในผู้มีพร์โดดเด่นที่ได้รับการจับตามองจากเหล่าผู้าุโใช้เวลาเพียงไม่ถึงปี พร์อันสูงส่งก็ผลักดันให้นางก้าวะโขึ้นกลายเป็‘ผู้ฝึกปราณขั้นสาม’ ได้อย่างรวดเร็วจนน่าใ
ในคราวที่ได้พูดคุยกันจ้าวอิงมักจะแสดงสีหน้าประหลาดใจและขมวดคิ้วคอยตั้งคำถามอยู่เสมอว่าเหตุใดหมอเฒ่าซุนจึงสอนเพียงการทำสมาธิแต่กลับไม่ยอมถ่ายทอดวิชาการต่อสู้หรือกระบวนท่าป้องกันตัวใดๆให้แก่พวกเขาทั้งสองคนเลยไป๋ลี่ที่รู้ความจริงอันดำมืดอยู่เต็มอกได้แต่แสร้งตีหน้าซื่อทำท่าทีไม่รู้เื่รู้ราวไปตามน้ำ
ทว่าในจังหวะนั้นเขาก็ลอบกระซิบข้างหูจ้าวอิงเสียงแ่เบา ขอให้นางช่วยแอบนำ ‘คัมภีร์ยุทธ์พื้นฐาน’ติดไม้ติดมือมาให้เขาสักเล่มสองเล่มในการมาเยือนครั้งหน้าซึ่งจ้าวอิงก็พยักหน้ารับคำโดยไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ
ทางด้านของเถี่ยซานหนึ่งปีมานี้ด้วยความขยันขันแข็ง แม้พร์จะไม่อำนวยเท่าไหร่นัก แต่ก็เกือบจะฝ่าด่านเปิดจุดชีพจรได้สำเร็จแล้วเหมือนกันทว่าก็ยังล้มเหลวไปเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ด้วยพร์สี่ธาตุของเขาอาจจะต่ำต้อยไปบ้างแต่ก็ต้องยอมรับว่า การได้รับการเคี่ยวกรำอย่างใกล้ชิดบวกกับการใช้สมุนไพริญญาต้มอาบและดื่มกินอย่างไม่อั้นตามแผนขุนให้อ้วนของหมอเฒ่าซุนการที่เ้าั์นี่จะก้าวเท้าเข้าสู่การเป็ผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งก็ถือว่าเป็เื่ที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเท่าไหร่แล้ว
ต่างจากไป๋ลี่... ที่ผ่านมาหนึ่งปีเต็มตบะของเขาก็ยังคงนิ่งสนิท ไม่เฉียดเข้าใกล้คำว่าผู้ฝึกปราณเลยแม้แต่น้อยซึ่งหมอเฒ่าซุนก็หาได้แปลกใจหรือผิดหวังไม่เพราะรากิญญาห้าธาตุนั้นเดิมทีก็คือขยะที่ไร้ค่าในสายตาของชายชราอยู่แล้วไป๋ลี่ย่อมรู้ดีแก่ใจ ตราบใดที่เขากับเถี่ยซานยังไม่ก้าวล่วงเข้าสู่การเป็‘ผู้ฝึกปราณขั้นสาม’ สถานะของพวกเขาในสวนสมุนไพรแห่งนี้ก็ยังถือว่าปลอดภัยไร้กังวล
ตกดึกคืนนั้นเมื่อเสียงกรนของเถี่ยซานดังแว่วมาจากกระท่อมข้างๆไป๋ลี่ก็ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ เขากำหนดลมหายใจเข้าออกเพียงชั่ววูบเดียว สติสัมปชัญญะก็ถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงมิติเร้นลับของระบบในทันที
บรรยากาศภายในมิติแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนอย่างสิ้นเชิง!
จากพื้นที่ทุ่งหญ้าโล่งกว้างสุดลูกหูลูกตาบัดนี้พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกพลิกหน้าดินจัดสรรเป็แปลงเพาะปลูกสมุนไพรอย่างเป็ระเบียบแม้จำนวนแปลงจะไม่ได้มากมายจนสุดสายตา ทว่าทุกต้นที่หยั่งรากลงบนดินิญญาแห่งนี้ล้วนแผ่กลิ่นอายปราณที่บริสุทธิ์และเข้มข้นจนน่าขนลุก
ใช่แล้ว... นี่คือ‘สมุนไพรอายุนับร้อยปี’ ทั้งสิ้น!
หยาดน้ำวิเศษจากขวดสีเขียวที่เขาแอบนำไปอาบแสงจันทร์ในโลกภายนอกแล้วนำมารดลงบนดินในมิติแห่งนี้ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของสมุนไพรได้ราวกับปาฏิหาริย์ สมุนไพรที่ปลูกเพียงแค่หนึ่งวันแต่มันเติบโตเทียบเท่ากับสมุนไพรที่ต้องใช้เวลาปลูกนับเกือบปีถึงแม้สายพันธุ์ของพวกมันจะเป็เพียงสมุนไพรระดับพื้นฐานที่หาได้ทั่วไปแต่การที่มีอายุกว่าสอง-สามร้อยปี ก็มากพอที่จะทำให้มูลค่าของพวกมันนั้นไม่ได้น้อยๆเลย หากนำออกไปประมูลหรือขายในตลาด
ติ๊ง! หน้าจอระบบโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าไป๋ลี่กวาดสายตาอ่านข้อความแจ้งเตือน ก่อนที่ริมฝีปากจะค่อยๆผุดรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในที่สุด...หลังจากที่เขาอดทนใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยภยันตรายนี้ครบหนึ่งปีเต็มระบบก็ส่งมอบของรางวัลสุดพิเศษที่เขารอคอยมาเนิ่นนาน
รับรางวัลความสำเร็จ(เอาชีวิตรอดครบ 1 ปี): ‘คาถาเร้น์’(ไอเทมซ่อนเร้นระดับสูงสุด)
คุณสมบัติ:ปกปิดและบิดเบือนระดับพลังฝึกตนอย่างสมบูรณ์แบบ
ดวงตาของไป๋ลี่ทอประกายวาววับความจริงแล้วเขาเตรียมตัวพร้อมที่จะทะลวงคอขวดเพื่อก้าวเข้าสู่ผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งมาตั้งนานแล้วทว่าที่ยังต้องกดข่มพลังเอาไว้และแสร้งทำตัวเป็คนไร้ค่าก็เพราะเกรงว่าตบะที่เพิ่มขึ้นจะไปเตะตาหมอเฒ่าซุนเข้า แต่ในเมื่อตอนนี้เขามีไอเทมซ่อนพลังชิ้นนี้อยู่ในมือเขาก็ไม่มีความจำเป็ต้องหวาดกลัวหรือกังวลสิ่งใดอีกต่อไป
ด้วยคำอธิบายสรรพคุณไอเทมที่ระบบระบุไว้ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับขั้นหยวนอิง หรือแม้กระทั่ง ขั้นเทพแปลง มายืนตรงหน้าเขาก็ไม่มีทางมองทะลุการประเมินตบะที่เขาจงใจซ่อนเร้นไว้ได้อย่างแน่นอน
“ในที่สุด...ก็ถึงเวลาเสียที” ไป๋ลี่พึมพำกับตัวเอง
เขาพลิกฝ่ามือเรียกขวดหยกสีขาวใบเล็กออกมาจากช่องเก็บของภายในนั้นบรรจุโอสถที่เขาเตรียมการไว้สำหรับการทะลวงด่านโดยเฉพาะแน่นอนว่าโอสถเหล่านี้คือสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเองและมันคือโอสถรวบรวมลมปราณ ที่มีความบริสุทธิ์อยู่ในขั้นกลางเลยทีเดียว
ด้วยส่วนผสมที่มาจากสมุนไพรอายุหลายร้อยปีในสวนของมิติแห่งนี้ความจริงแล้วมันควรจะถูกหลอมออกมา เป็โอสถระดับหนึ่งที่มีความบริสุทธิ์ขั้นสมบูรณ์เสียด้วยซ้ำน่าเสียดายที่ตัวเขาในยามนี้ยังเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา ทั้งการควบคุมไฟ และไหนจะข้อจำกัดทางร่างกาย จึงทำให้คุณภาพของยาลดหลั่นลงมาอย่างช่วยไม่ได้
แต่ถึงกระนั้น เพียงแค่โอสถระดับหนึ่งที่มีความบริสุทธิ์ขั้นกลางยาจำนวนนี้ก็มากเกินพอแล้ว ที่จะใช้พลังปราณอันมหาศาลของมัน เติมเต็มรากิญญาอันแห้งผากทั้งห้าสายของเขาให้เต็มเปี่ยม!
การที่ตาเฒ่าซุนไป๋เฉ่าหลงคิดว่าเขาเป็เพียงเด็กหนุ่มหัวไวที่แค่ท่องจำชื่อสมุนไพรได้นิดหน่อยและเพิ่งจะหัดจับเตาปรุงยานั้น...เป็เื่เหลวไหลทั้งเพ
มันคือละครฉากใหญ่ที่ไป๋ลี่จงใจแสดงให้ดูต่างหากตอนนี้อย่าว่าแต่สมุนไพรนับพันต้นในสวนเล็กๆ ของตาเฒ่าเลยต่อให้เป็สมุนไพรหายากจากดินแดนลี้ลับที่ไหน แค่ได้ดมกลิ่น เขาก็สามารถจดจำและแยกแยะได้ทั้งหมด
ความรู้ในเื่สมุนไพรหรือตำรับการปรุงยาที่อัดแน่นอยู่ในสมองของเขาหาใช่มาจากชั้นหนังสือไม้เล็กๆ ในเรือนที่ตาเฒ่าซุนอนุญาตให้เขาเข้าไปอ่านไม่ทว่ามันคือสุดยอด ‘ตำราโอสถขั้นสูง’ ที่เขาได้รับมาจากระบบต่างหาก!
เล่าย้อนกลับไปก่อนที่จะทะลุมิติเข้ามาในเกมมันมีอยู่ตอนหนึ่งกับจังหวะเลือกตัวละครระบบจะให้ผู้เล่นเลือกสเกลติดไปได้หนึ่งอย่าง และตอนนั้นเขาก็เลือกทักษะความรู้เื่สมุนไพรและการปรุงยา มันเลยเป็ทักษะที่ติดตัวเขามาั้แ่เริ่มเกมแล้ว
แน่นอนว่าแม้ความรู้ทฤษฎีจะล้นทะลักอยู่ในหัวแต่หากจะเย่อหยิ่งเรียกตัวเองว่าเป็ถึง ‘เทพโอสถ’ ในตอนนี้ก็คงจะเกินจริงไปมากนักกายเนื้อที่ยังไม่ได้ผ่านการชำระไขกระดูกทำให้การปรุงยาจริงๆของเขามีข้อจำกัดมหาศาล แต่ถึงจะทุลักทุเลและต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกถูๆ ไถๆไปบ้าง... ในที่สุด เขาก็สกัดยาสำหรับทะลวงด่านเอาไว้ได้พร้อมสรรพไว้ก่อนหน้าแล้ว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไป๋ลี่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบพลังและขอบเขตของการบำเพ็ญเพียรในโลกใบนี้มาแล้วพอสมควรลำดับขั้นของผู้ฝึกตนนั้นถูกแบ่งแยกเอาไว้อย่างชัดเจน
ขั้นรวบรวมลมปราณ (ผู้ฝึกปราณ):เป็ก้าวแรกสู่วิถีเซียน แบ่งออกเป็ 9 ระดับย่อย
ระดับ 1-3: เรียกว่า ผู้ฝึกปราณ่ต้น
ระดับ 4-6: เรียกว่า ผู้ฝึกปราณ่กลาง
ระดับ 7-9: เรียกว่า ผู้ฝึกปราณ่ปลาย
ผู้ที่บรรลุขั้นนี้ จะมีอายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์ธรรมดาประมาณเท่าตัวคือราวๆ 150 - 200 ปี
ขั้นถัดมา คือขั้นสร้างรากฐาน ขอบเขตนี้ จะไม่มีการแบ่งระดับย่อยเป็ตัวเลขอีกแต่จะแบ่งเพียง ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย
ขั้นถัดมาอีกคือขั้นก่อกำเนิด (รวมถึงจินตันและหยวนอิง): ตัวตนระดับตำนานถือเป็จุดสูงสุดของผู้ฝึกตนในโลกหล้าแห่งนี้ผู้ที่บรรลุถึงขั้นนี้ได้นั้นหาได้ยากยิ่งราวกับงมเข็มในมหาสมุทร
เพราะถ้าหากผ่านจากด่านขั้นนี้ไป ก็จะกลายเป็เทพเซียนจำแลงหรือ ขั้นเทพแปลง ที่เป็ยิ่งกว่าตำนาน ว่ากันว่า เมื่อผู้ใดบรรลุเลยจุดสูงสุดในใต้หล้าของตรงนี้ไปแล้วก็ต้องทะยานขึ้นสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน
ใช่ และตอนนี้...ก็ถึงเวลาอันสมควรเสียที ที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเขา จะก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อกลายเป็'ผู้ฝึกตน' อย่างเต็มตัวความสำเร็จหรือความล้มเหลว ล้วนขึ้นอยู่กับวินาทีตรงหน้านี้แล้ว!
ภายในห้วงมิติเร้นลับอันเงียบสงบไป๋ลี่นั่งขัดสมาธิลงบนผืนหญ้าสีเขียวขจีเขาสูดลมหายใจเข้าลึกยาวเพื่อทำจิตใจให้ดำดิ่งสู่ความสงบเยือกเย็นถึงขีดสุดมือหนาหยิบเอาขวดหยกออกมา ก่อนจะเทโอสถรวบรวมลมปราณระดับสูงเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือกลิ่นหอมหวนของสมุนไพรอายุหลายร้อยปีลอยคลุ้งเตะจมูก เขาไม่รอช้าโยนเม็ดยาล้ำค่านั้นเข้าปากและกลืนลงคอไปทันที
ชั่วพริบตาเดียวคลื่นพลังปราณอันมหาศาลก็พลันะเิออกและแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขนในร่างกายมันเคลื่อนตัวอย่างดุดันราวกับแรงกระเพื่อมของคลื่นใต้น้ำที่ทรงพลานุภาพเคล็ดวิชาและเส้นทางการเดินลมปราณเพื่อทะลวงด่านที่เขาศึกษามาตลอดหนึ่งปีถูกนำมาใช้อย่างคล่องแคล่วราวกับสลักลึกอยู่ในสัญชาตญาณ
ตอนที่เถี่ยซานพยายามทะลวงด่านแล้วพลาดนั้นเขาก็นั่งดูอยู่ด้วยแน่นอน เขาก็พอมีบทเรียนมาบ้างแล้ว และจะไม่เดินซ้ำรอยนั้นเด็ดขาด
พลังโอสถอันบริสุทธิ์หลอมรวมเข้ากับกระแสเืและเส้นประสาทความรู้สึกของการมี 'พลังิญญา' ไหลเวียนอยู่ในร่างเป็ครั้งแรกช่างน่าอัศจรรย์เวลาผ่านไปเพียงไม่นานกำแพงที่ขวางกั้นััแห่งฟ้าดินก็ถูกพลังคลื่นปราณพุ่งชนจนแตกสลาย
ข้อจำกัดของมนุษย์ธรรมดาถูกทำลายลงแล้ว...ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยคุณภาพของโอสถที่สูงล้ำเกินไปพลังที่เหลืออยู่ยังผลักดันร่างของเขาให้ก้าวข้ามด่านแรกไปไม่ง่ายนักแต่ก็ไม่ถึงกับยากเย็น “ผู้ฝึกปราณขั้นสอง...”ไป๋ลี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ
ทว่า ในนาทีนั้นั์ตาสีดำขลับกลับทอประกายวาบไป๋ลี่รู้สึกได้ว่านี่ยังไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดของเขาร่างกายยังสามารถรองรับพลังได้อีก! เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นเขาจึงล้วงเอาเม็ดยาออกจากขวดหยกมาอีกสองเม็ดแล้วกลืนพวกมันลงคอไปพร้อมกันอย่างไม่ลังเล
คราวนี้คลื่นพลังปราณในร่างพลันเดือดพล่านและแผ่กระจายออกอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมร่างกายของเขาเกร็งสั่นสะท้าน ไป๋ลี่กัดฟันแน่นใช้สติสัมปชัญญะทั้งหมดชักนำกระแสพลังที่บ้าคลั่งให้โคจรไปตามเส้นชีพจรอย่างระมัดระวัง
การต่อสู้กับพลังฟ้าดินภายในร่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าจนเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเกือบครึ่งค่อนคืน...
ในที่สุด เปลือกตาที่ปิดสนิทก็ค่อยๆลืมขึ้น ั์ตาของไป๋ลี่ในยามนี้เปล่งประกายคมปลาบเขาััได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในทุกสัดส่วนของร่างกายยิ่งไปกว่านั้น 'จิตัั' ของเขาถูกปลดล็อกและขยายอาณาเขตออกไปกว้างไกลถึงสามร้อยเมตรทุกสรรพสิ่งภายในระยะนี้ ล้วนตกอยู่ในขอบเขตการรับรู้ของเขาทั้งสิ้น
ใช่แล้ว... บัดนี้เขาะโข้ามขั้นจนกลายเป็ ผู้ฝึกปราณขั้นสาม อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่า ความยินดีอยู่ได้เพียงไม่นาน จู่ๆไป๋ลี่ก็ต้องย่นจมูกเมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าฉุนกึกโชยมาเตะจมูกเมื่อก้มลงมองดูตัวเองเขาก็พบว่าทั่วทั้งร่างกายถูกปกคลุมไปด้วยคราบเมือกสีดำเหนียวหนืดเขาพอจะนึกขึ้นได้จากความรู้ในตำราว่านี่คือของเสียและพิษสะสมที่ร่างกายขับออกมาในกระบวนการ 'ผลัดเปลี่ยนไขกระดูก' เมื่อแรกเริ่มเข้าสู่วิถีเซียนนั่นเอง
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังลำธารน้ำใสสะอาดที่ไหลเอื่อยอยู่ไม่ไกล เขาเดินไปแช่ในน้ำโดยไม่คิดจะเปลื้องเสื้อผ้า ทิ้งตัวลงในกระแสน้ำเย็นฉ่ำ
ระหว่างที่กำลังแช่น้ำปล่อยตัวตามสบายอยู่นั้นทำให้ริมฝีปากของไป๋ลี่ค่อยๆ คลี่รอยยิ้มเ็าออกมา
หลายวันถัดมาในยามเช้าตรู่ที่หมอกยังไม่ทันจางหายหมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่าก็เรียกตัวไป๋ลี่ให้เตรียมสัมภาระเพื่อลงจากเขาพร้อมกับหันไปกำชับเถี่ยซานอย่างเข้มงวดให้อยู่โยงเฝ้าสวนและตั้งใจฝึกปรือลมปราณอย่าได้เกียจคร้าน เ้าั์ใหญ่รับคำแม้ในใจเสียดายและอยากจะเป็คนได้ลงเขาไปเปิดหูเปิดตาบ้าง แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
ตลอดเส้นทางที่เดินตามหลังหมอเฒ่าไป๋ลี่ยังคงสวมบทบาทเด็กหนุ่มผู้ต่ำต้อยเขาสงบเสงี่ยมเจียมตัวและเก็บงำประกายอย่างมิดชิด เหมือนเช่นเคย ทุกอย่างยังคงปกติเขาเดินตามหมอซุน โดยตาเฒ่าหารู้ไม่ว่าศิษย์คนนี้มีตบะเท่าเทียมกับแกแล้ว
ทีแรกไป๋ลี่นึกว่าหมอเฒ่าซุนจะพาลงเขาไปตรวจรักษาผู้คนตามหมู่บ้านเหมือนเช่นคราวก่อนๆทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไป ชายชราพาเขาเดินลัดเลาะเข้าไปยังในตลาดแห่งหนึ่งของเมืองมนุษย์ก่อนจะเลี้ยวหลบเข้าไปในตรอกแคบๆ ที่ลึกและลับตาคน
เมื่อเดินมาจนสุดทางตันหมอเฒ่าซุนก็ล้วงเอาแผ่นป้ายหยกสีหม่นออกมาจากสาบเสื้อแล้วชูมันขึ้นส่องกับแสงที่สาดส่องลงมา ชั่วพริบตานั้นอากาศเบื้องหน้าก็เกิดรอยกระเพื่อมไหวราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนหินใส่กำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าค่อยๆ บิดเบี้ยวและแยกตัวออก เผยให้เห็นประตูมิติที่เรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ
ทันทีที่สองศิษย์อาจารย์ก้าวเท้าข้ามผ่านประตูมิติราวกับว่าโลกอีกใบได้ถูกเปิดออก!
เบื้องหน้าของไป๋ลี่คือ‘ตลาดมืดผู้บำเพ็ญเพียร’ ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้จมูกของโลกมนุษย์บรรยากาศภายในนี้คึกคักและเต็มไปด้วยสีสันที่ต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงสองข้างทางเรียงรายไปด้วยแผงลอยและเรือนไม้ที่ประดับประดาด้วยหินเรืองแสงผู้คนในชุดคลุมหลากหลายสำนักเดินขวักไขว่ บนแผงค้านั้นเต็มไปด้วยของวิเศษที่น่าตื่นตามีั้แ่กระบี่ที่แผ่ไอเย็นเยียบ ชุดเกราะถักทอจากเกล็ดสัตว์อสูรม้วนตำราหยกจารึกที่สลักเคล็ดวิชาไปจนถึงขวดยาและสมุนไพริญญาหลากสีที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล
แม้สำหรับยอดฝีมือ ที่นี่อาจจะเป็เพียง‘ตลาดล่าง’ ของผู้บำเพ็ญระดับรวบรวมลมปราณซึ่งหาได้มีของล้ำค่าระดับพลิกฟ้าคว่ำดินอันใดไม่ ทว่าสำหรับฉากด้านหน้าของเด็กหนุ่มที่เพิ่งได้เห็นของเหล่านี้เป็ครั้งแรกอย่างไป๋ลี่ภาพเหล่านี้ก็น่าตื่นตาตื่นใจเสียจนเขาต้องตาโตเบิกตากว้างมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตะลึง
แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักในการมาเยือนหนนี้ของหมอเฒ่าซุนคือการมาเสาะหาซื้อสมุนไพริญญาบางชนิดที่ไม่มีปลูกในสวนของตนไป๋ลี่เดินตามหลังคอยถือของให้อย่างเงียบๆ จนกระทั่งผ่านไปพักใหญ่หมอเฒ่าซุนก็บังเอิญเดินไปชนเข้ากับสหายเก่าที่เป็ผู้บำเพ็ญเพียรวัยเดียวกัน ทั้งสองจึงหยุดยืนสนทนาไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอย่างออกรส
เมื่อเห็นว่าศิษย์รับใช้ของตนเอาแต่ชะเง้อคอมองแผงลอยรอบๆด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น หมอเฒ่าซุนก็หันมาฉีกยิ้มใจดีเช่นเคย
“เ้าเพิ่งเคยมาที่นี่เป็ครั้งแรกคงจะตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ข้าคงต้องคุยธุระกับสหายท่านนี้อีกสักพักเ้าลองเดินไปเปิดหูเปิดตาดูรอบๆ เองเถอะ แต่อย่าไปก่อเื่ที่ไหนเข้าล่ะเดี๋ยวข้าจะรอเ้าอยู่แถว ๆ ตรงนี้แหละ”
ไป๋ลี่พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายทว่าจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินออกไป หมอเฒ่าก็เรียกให้เขาหันกลับมา
“เดี๋ยว...ที่ตลาดของผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้ เขาไม่ใช้เงินทองของมนุษย์ธรรมดากันหรอกนะแต่จะใช้ 'หินิญญา' ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน”กล่าวจบ หมอเฒ่าก็ล้วงมือเข้าไปในถุงผ้า ก่อนจะหยิบ ‘หินิญญาระดับต่ำ’สีขาวขุ่นที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือ โยนส่งให้ไป๋ลี่หนึ่งก้อน “รับนี่ไปเผื่อเ้าเจอของเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกใจถือเสียว่าเป็รางวัลที่เ้าตั้งใจช่วยงานข้ามาตลอดหนึ่งปีก็แล้วกัน”
ไป๋ลี่รีบยกมือขึ้นรับหินก้อนนั้นมาประคองไว้ในฝ่ามือก่อนจะผสานมือด้วยท่าทีซาบซึ้งใจ
แต่ทว่า... ทันทีที่ไป๋ลี่เดินคล้อยหลังลับสายตาหมอเฒ่าซุนและฝูงชนออกมาได้ รอยยิ้มซาบซึ้งบนใบหน้าก็มลายหายไปในพริบตาแทนที่ด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่กระตุกขึ้นตรงมุมปาก
เขาเกือบลืมไปแล้ว กับพล็อตเื่ตรงนี้เื่ราวของตลาดผู้บำเพ็ญเพียรเพิ่งมานึกขึ้นได้ก็ตอนหมอซุนเดินนำเขามาที่ประตูมิติของตลาดมืด พลางกับนึกถึงฉากถัดไป...เสียงความคิดในหัวก็ดังขึ้น ...โชควาสนาที่เป็ของเขายังไงก็ต้องเป็ของเขา
เดินเบียดเสียดผู้คนมาได้สักพักในที่สุดสายตาของไป๋ลี่ก็สะดุดเข้ากับแผงลอยเล็กๆ ท้ายตลาด ที่นั่นมีเด็กสาวผู้หนึ่งในชุดที่ดูซอมซ่อเล็กน้อยกำลังยืนขายของอยู่ตรงแผงร้านค้า ใบหน้าของนางมอมแมมทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความดื้อรั้น บนแผงร้านค้าของนาง ไม่มีอาวุธหรือโอสถใดๆมีเพียง ‘ม้วนหนังสัตว์เคล็ดวิชา’ที่ดูเก่าคร่ำคร่าและชำรุดทรุดโทรมวางอยู่เพียงแผ่นเดียวเท่านั้น
บนแผ่นหนังสัตว์ที่ขาดวิ่นนั้นปรากฏตัวอักษรและอักขระโบราณที่บิดเบี้ยวแปลกตาซึ่งไม่มีผู้ใดในยุคปัจจุบันสามารถอ่านทำความเข้าใจได้ซ้ำร้ายหมึกที่ใช้จารึกยังเลือนรางเจือจางจนแทบจะกลืนไปกับสีของผืนหนังทว่าถึงจะดูไร้ค่าเพียงใด แต่กลิ่นอายความเก่าแก่และพลังลี้ลับจางๆที่แผ่ออกมาจากตัวหนังสัตว์ ก็บ่งบอกได้เป็อย่างดีว่า สิ่งนี้อาจเป็ 'สมบัติโบราณ' ที่หลงเหลือมาจากยุคอดีตกาล
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนมายืนมุงดู สอบถามกันอย่างครึกครื้นทว่าทุกคนต่างก็มีสีหน้าลังเลและส่ายหัวเพราะเด็กสาวเ้าของแผงกลับตั้งราคาขายของชิ้นนี้ไว้สูงลิ่วถึง 7 หินิญญาระดับต่ำ
สำหรับผู้ฝึกปราณระดับล่าง หินิญญา 7ก้อนถือเป็เงินก้อนใหญ่ที่ไม่น้อยเลยการจะควักกระเป๋าจ่ายเงินจำนวนนี้เพื่อแลกกับเศษหนังขาดๆ ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปไม่รู้ว่าคือเคล็ดวิชาอะไร และไม่รู้กระทั่งว่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร...ย่อมถือเป็การลงทุนที่เสี่ยงเกินไป
ท่ามกลางความลังเลของผู้คนที่มุงดูชายวัยกลางคนผู้หนึ่งทนความเย้ายวนของสมบัติโบราณไม่ไหว เขาสูดลมหายใจลึกเตรียมจะอ้าปากต่อรองราคาลงมาให้เหลือสัก 'ห้าก้อนหินิญญา'เผื่อว่าแม่หนูน้อยจะยอมใจอ่อน ทว่ายังไม่ทันที่เปล่งเสียงพ้นลำคอ...
“ข้าให้หนึ่งหินิญญา” น้ำเสียงยโสโอหังและแข็งกร้าวดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังฝูงชนวงล้อมแตกฮือออกเป็ทางเดินทันที ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดีท่วงท่าการเดินและเครื่องประดับหยกที่ห้อยเอวบ่งบอกถึงฐานะลูกหลานตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่ง จนทำให้ทุกคนต้องกลืนน้ำลายลงคอ
ชายวัยกลางคนที่คิดจะต่อราคาเมื่อครู่ถึงกับหุบปากฉับและก้าวถอยหลังไปรวมกับฝูงชนไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างคนใดในตลาดมืดแห่งนี้ ที่โง่เขลาพอจะงัดข้อกับคนตระกูลใหญ่
คุณชายผู้นั้นเชิดหน้าขึ้นกวาดสายตามองม้วนหนังสัตว์บนพื้นด้วยแววตาเหยียดหยาม ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ“ม้วนคัมภีร์ของเ้าทั้งเก่าทั้งขาดกะรุ่งกะริ่งตัวอักษรก็เลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก นี่คือม้วนเคล็ดวิชาของจริงหรือเป็แค่ขยะที่เ้าเก็บมาหลอกขายก็ยากจะแยกแยะ...” เขาเว้นจังหวะพลางปรายตามองฝูงชนรอบข้างด้วยสายตากดดัน “ข้าให้หนึ่งหินิญญาก็ถือว่าเมตตามากแล้ว...หรือมีใครในที่นี้กล้าให้ราคามากกว่าข้ากัน”
บรรยากาศเงียบกริบราวกับป่าช้าไม่มีใครกล้าปริปากแม้แต่ครึ่งคำ
เด็กสาวเ้าของแผงกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจแม้จะโกรธเกรี้ยวกับราคากดขี่ที่แทบจะเหมือนการปล้นชิง ทว่าด้วยสถานะของอีกฝ่ายนางมิอาจทำอะไรให้ขุ่นเคืองได้นางจึงทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทน กดเก็บความรู้สึกเอาไว้ นางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะกัดฟันตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“หากได้ราคาเพียงเท่านี้...ต้องขออภัยคุณชายด้วยเ้าค่ะ ข้าคงขายให้ท่านไม่ได้”
พูดจบนางก็รีบม้วนเก็บแผ่นหนังสัตว์นั้นลงย่ามทันทีคุณชายหน้าหยกได้แต่มองตามการกระทำนั้นแล้วยิ้มเยาะความจริงแล้วเขาหาได้สนใจเศษหนังไร้ค่านี่ั้แ่แรก ทว่าเพียงแค่นึกสนุกเท่านั้นหากได้มาในราคาหนึ่งหินิญญาก็ถือว่าเอาไปโยนเล่นไม่เสียหายอะไร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ขายเขาก็คร้านที่จะลดตัวลงไปตอแยให้เสียเกียรติคุณชายสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงอย่างเงียบงัน...ฝูงชนเริ่มแยกย้ายสลายตัว
ทว่าสำหรับไป๋ลี่ที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ในมุมมืดเขารู้ดีว่าฉากเบื้องหน้านี้หาใช่เหตุบังเอิญไม่ แต่มันคือ 'พล็อตเหตุการณ์สำคัญ' ตามเนื้อเื่ดั้งเดิมต่างหาก!
หากเป็ไปตามเส้นเื่ของนิยายต้นฉบับไป๋ลี่คนเดิมที่เป็พระเอกเืร้อน จะต้องรีบพุ่งพรวดออกไปขวางหน้าคุณชายผู้นั้นแล้วรีบควักเอาของมีค่าหรือขวดยาออกมาซื้อตัดหน้าประกาศศักดาตบหน้าคุณชายผู้เย่อหยิ่งกลางตลาดให้ได้อับอายขายขี้หน้าซึ่งแน่นอนว่ามันจะสร้างความสะใจอย่างมาก
ทว่าผลลัพธ์ที่ตามมาคือการผูกความแค้นฝังลึกให้กับคนผู้นี้ไปโดยปริยาย ความจริงคนผู้นี้นอกจากเป็ลูกหลานตระกูลที่พอมีชื่อแล้วแถมยังเป็หนึ่งในศิษย์ของสำนักเซียนเสวี่ยนอีกด้วย และนี่ จะเป็ชนวนเหตุของความวุ่นวายที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในอนาคตอีกหลายต่อหลายครั้ง
แต่กับผู้ที่ล่วงรู้พล็อตเื่อย่างเขาย่อมมีวิธีการที่ชาญฉลาดและหมดจดกว่านั้นมาก
ไป๋ลี่ไม่รีบร้อนขยับตัวเขายืนรออย่างใจเย็นจนกระทั่งฝูงชนแตกฉานซ่านเซ็นและคุณชายผู้นั้นเดินลับหายไปจากตลาดมืดแล้ว เขาจึงค่อยๆสะกดรอยตามเด็กสาวเ้าของแผงที่กำลังเดินคอตกไปสักพัก
เมื่อนางเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆที่ปลอดคน ไป๋ลี่ก็ก้าวพรวดออกไปขวางทางเบาๆเด็กสาวสะดุ้งสุดตัวและถอยร่นด้วยความระแวดระวัง ตื่นตระหนกเล็กน้อย
“แม่นางไม่ต้องกลัว ข้าไม่มีเจตนาร้าย”ไป๋ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็มิตร “ข้าสนใจม้วนหนังสัตว์ของเ้าแต่บังเอิญว่า... ข้าไม่มีหินิญญามากพอที่จะจ่ายให้เ้าตามราคาที่ตั้งไว้”
เด็กสาวขมวดคิ้ว “ถ้าท่านมีไม่ถึงเจ็ดก้อนข้าก็ไม่ขาย”
ไป๋ลี่ยิ้มบางๆพลางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ “แต่ข้าคิดว่า สิ่งนี้... น่าจะพอแลกเปลี่ยนกันได้”
เขาแบมือออกเผยให้เห็นขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวขวดหนึ่งทันทีที่เขาดึงจุกก๊อกออกเพียงครึ่งเดียว กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของ โอสถระดับ 1คุณภาพขั้นกลาง ก็ลอยแตะจมูกเด็กสาวทันทีั์ตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด สำหรับผู้ฝึกตนอิสระที่ยากจนการได้โอสถคุณภาพระดับนี้ และในขวดนั้นก็มีเม็ดยาอยู่ถึงสามเม็ด ถือเป็ของล้ำค่ายิ่งกว่าหินิญญาระดับต่ำนับสิบก้อนเสียอีก!
“นี่... ท่าน้าแลกจริง ๆ ใช่ไหม” นางถามเสียงสั่นไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
ไป๋ลี่พยักหน้า
เด็กสาวไม่รอช้านางรีบปลดม้วนหนังสัตว์ออกจากย่ามแล้วยื่นส่งให้เขาอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจก่อนจะรับขวดยาทั้งสองมากอดไว้แนบอกด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ นางโค้งคำนับไป๋ลี่ครั้งหนึ่งก่อนจะวิ่งหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างมันก็เลยจบแบบเรียบง่าย เขาได้ม้วนคัมภีร์วิเศษ นางได้ของที่้าแลกแถมยังไม่สร้างความบาดหมางกับใคร...
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมไม้ซอมซ่อในสวนสมุนไพรไป๋ลี่ปิดประตู นั่งลงขัดสมาธิ และกำหนดจิตวูบเดียวร่างของเขาก็หายวับเข้ามาอยู่ในห้วงมิติเร้นลับของระบบทันที
ท่ามกลางกลิ่นหอมของแปลงสมุนไพรอายุนับร้อยปีไป๋ลี่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่วางอยู่เขารีบหยิบเอาม้วนหนังสัตว์เก่าคร่ำคร่าที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ออกมาคลี่ดูทันทีที่แผ่นหนังถูกกางออก ั์ตาของเด็กหนุ่มก็ทอประกายวาบ ริมฝีปากค่อยๆผุดรอยยิ้มกว้างอย่างไม่อาจปิดบัง
ใช่แล้ว... นี่คือ 'ม้วนคัมภีร์วิเศษ' สุดยอดไอเทมลับที่ไป๋ลี่คนเดิมในเนื้อเื่ต้นฉบับได้มาด้วยความบังเอิญ
หากว่ากันตามเส้นเื่เดิมหลังจากที่พระเอกได้ของสิ่งนี้มาเขากลับพบว่าตนเองไม่สามารถอ่านหรือทำความเข้าใจอักขระโบราณที่ยึกยือบนผืนหนังได้เลยแม้แต่น้อยท้ายที่สุดมันจึงถูกโยนทิ้งไว้ในกรุสมบัติอย่างเปล่าประโยชน์กว่าที่พระเอกจะไปพบเจอกับโชควาสนา ได้เรียนรู้วิธีถอดรหัสภาษาโบราณและตระหนักถึงความวิเศษที่แท้จริงของมัน...เื่ราวก็ดำเนินผ่านไปจนเกือบจะถึงครึ่งเื่แล้ว
ทว่าสำหรับผู้ที่ทะลุมิติมาพร้อมกับล่วงรู้สปอยล์ของเื่อย่างเขา...เขาไม่มีความจำเป็ต้องรอคอยให้เสียเวลาถึงปานนั้น
เขารู้ความลับอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในแผ่นหนังสัตว์นี้ดีมันคือคัมภีร์ที่ ‘ปรมาจารย์แห่งา’ท่านหนึ่งได้จารึกและรวบรวมองค์ความรู้ทั้งชีวิตของตนเอาไว้ มองเผินๆมันอาจจะเป็เพียงแผ่นหนังสัตว์ที่กว้างเท่ากับกระดาษขนาดกลางเพียงแผ่นเดียวทว่าแท้จริงแล้ว ปริมาณเนื้อหาและตัวอักขระที่ถูกบีบอัดอยู่ภายในนั้นมีมากมายมหาศาลราวกับยกชั้นหนังสือทั้งชั้นมาไว้ในนี้
เหตุผลก็เพราะ... มันสามารถใช้นิ้ว ปัดเลื่อน หน้ากระดาษได้ราวกับกำลังใช้งานแท็บเล็ตในโลกยุคปัจจุบัน!
ปรมาจารย์ท่านนี้คืออัจฉริยะที่เชี่ยวชาญการสร้างกลไกพิสดารที่ล้ำยุคทว่าความล้ำหน้านั้นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล ไมโครโปรเซสเซอร์หรือหลักการทางฟิสิกส์เทคโนโลยีแบบโลกยุคใหม่ แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วย พลังเวทค่ายกล อักขระยันต์ และศาสตร์แห่งหุ่นเชิด องค์ความรู้เชิงวิศวกรรมเวทมนตร์ขั้นสูงสุดถูกควบแน่นลงมาเป็อินเทอร์เฟซแบบัับนผืนหนังสัตว์โบราณแผ่นนี้
ติ๊ง! ไป๋ลี่เรียกหน้าจอระบบโปร่งแสงสีฟ้าขึ้นมาเบื้องหน้าตามเนื้อเื่เดิม อุปสรรคเดียวที่ขวางกั้นความรู้เหล่านี้คือ ‘ภาษาโบราณ’ที่สาบสูญไปนับหมื่นปี ทว่าสำหรับผู้ระบบอย่างเขาภาษาพวกนี้ก็เป็แค่ข้อมูลชุดหนึ่งเท่านั้น
ไป๋ลี่ได้ใช้ให้ระบบ...สแกนและแปลผลอักขระบนคัมภีร์นี้ทั้งหมดในทันที
แสงสีฟ้าจากหน้าจอสว่างวาบขึ้นมันกวาดแสงสแกนลงบนม้วนหนังสัตว์ขาดๆ ราวกับเครื่องถ่ายเอกสาร ชั่วอึดใจต่อมาหน้าต่างระบบก็เด้งขึ้นมารัวๆ พร้อมกับทำหน้าที่ประหนึ่ง 'กูเกิล ทรานสเลท' แห่งโลกเซียน!
มันไม่เพียงแต่แปลภาษาอักขระโบราณที่ซับซ้อนให้กลายเป็ภาษาปัจจุบันที่อ่านเข้าใจได้ง่ายๆเท่านั้น ทว่าระบบยังช่วยทำการ 'เรนเดอร์ภาพ' ประมวลผลและเติมเต็มข้อความส่วนที่เลือนรางซีดจาง หรือฉีกขาดหายไป ให้กลับมาคมชัดสมบูรณ์แบบครบถ้วนทุกตัวอักษร
บัดนี้บนหน้าจอสีฟ้าเบื้องหน้าของไป๋ลี่ สุดยอดวิชาความรู้แห่งาที่ถูกแปลเสร็จสรรพก็ปรากฏแถมยังแบ่งหมวดหมู่อย่างเป็ระเบียบยิ่งกว่าเดิม ทั้งศาสตร์การสร้างค่ายกลการเขียนยันต์ และสุดยอดวิชาการสร้างกลไกหุ่นเชิด