วิธีการเดินทางจากเต๋อโจวสู่ไหลโจวที่ประหยัดเวลาที่สุดคือนั่งเรือไปทางน้ำ น่าเสียดายที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเมาเรือทุกครั้งที่นั่งเรือมักมีอาการคลื่นไส้เวียนศีรษะครั้นไปทางน้ำไม่ได้จึงทำได้เพียงนั่งเกวียนไปทางอ้อม
ในใจฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นนึกห่วงหาอยากไปเยี่ยมเสิ่นจื้ออวิ๋นบุตรชายคนโตมาตลอดเมื่อได้รับจดหมายก็ให้บ่าวไพร่ในจวนเร่งเตรียมการออกเดินทางให้เร็วที่สุดทว่าอารมณ์ของเสิ่นเย่ว์เฉินกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ทันทีที่ได้ยินว่าต้องออกเดินทางกลับรู้สึกปวดหัวหนักแต่อย่างไรก็ไม่อาจต่อต้านความ้าของฮูหยินผู้เฒ่า ทำได้เพียงตอบรับซ้ำๆ
วันออกเดินทาง ฟ้าโปร่งไร้เมฆ แสงอาทิตย์สว่างไสว
เสิ่นเย่ว์เฉินนั่งอยู่ในรถม้า สองมือกุมกันอยู่ด้านหน้า พลางใช้ปลายนิ้วหมุนสร้อยประคำเย็นบ้างอุ่นบ้างบนข้อมือเบาๆผ่านไปนานแล้วก็ไม่อาจทำใจให้สงบลงได้เลย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นนางเงียบงันไม่พูดจาตลอดทางก็มีท่าทางเป็ห่วง ถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา“สร้อยประคำที่ฮูหยินผู้เฒ่าจูมอบให้เ้าเป็ของดีจริงๆ เ้าเก็บไว้ให้ดีอย่าได้ทำหายเป็อันขาด”
เสิ่นเย่ว์เฉินค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ส่งเสียงตอบรับไปคำหนึ่ง
หลังจากสนทนากันไปหลายประโยคฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ค่อยๆเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปคุยเื่การเดินทางไปไหลโจวในคราวนี้ปลอบโยนนางด้วยสีหน้าอบอุ่น บอกว่าไม่ต้องตื่นเต้นหรือไม่สบายใจพอไปถึงก็จงทำตัวดีๆ ต่อหน้าเสิ่นจื้ออวิ๋น ถึงอย่างไรก็เป็พ่อลูกกันสายเืย่อมข้นกว่าน้ำ
เสิ่นเย่ว์เฉินทราบว่าตอนนี้ตนเก็บสีหน้าไม่อยู่จึงเงียบไปพักใหญ่กว่าจะพยักหน้า“หลานจะจำคำพูดของท่านย่าไว้เ้าค่ะ”
เดินทางมาประมาณครึ่งชั่วยาม แสงตะวันเริ่มร้อนขึ้น ดีที่จัดเตรียมน้ำชาและขนมไว้ในรถม้าก่อนแล้ว
รถม้าแล่นไปตามถนนหลวง ขับเคลื่อนยังทิศทางสู่ไหลโจวเมื่อถึงยามพระอาทิตย์ตกจึงค่อยหยุดรถม้าหน้าประตูสถานีพักม้า[1]แห่งหนึ่ง
นั่งรถม้ามาทั้งวัน เสิ่นเย่ว์เฉินทั้งปวดเอวเจ็บหลังไปหมด เมื่อมองฮูหยินผู้เสิ่นกลับพบว่าอีกฝ่ายสุขสบายดีขาไม่เจ็บเท้าไม่ชาฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นนั่งรถม้าจนชินแล้ว ส่วนเสิ่นเย่ว์เฉินที่อาศัยอยู่บนูเาั้แ่เมื่อก่อนส่วนใหญ่จะใช้การเดินเท้าเป็หลัก ทำให้นางมีกำลังขาค่อนข้างดี
เนื่องจากเป็สถานีพักม้าที่ไม่ต้อนรับผู้ไม่เกี่ยวข้อง ในสถานีพักม้าจึงมีห้องพักรับรองที่สะอาดสะอ้านมีน้ำร้อนเตรียมไว้พรั่งพร้อม ทั้งยังมีห้องครัวสำหรับใช้จัดเตรียมอาหารอีกด้วยเพียงแต่ระหว่างทางเสิ่นเย่ว์เฉินกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกินขนมไปบ้างแล้วตอนนี้จึงไม่หิวแต่กระหายน้ำมาก ทั้งสองเลยไปนั่งดื่มชาในห้องโถงใหญ่ด้วยกัน ส่วนหลี่หมัวมัวพาเหล่าสาวใช้ยกสัมภาระไปเก็บที่ห้องพักรับรองและจัดการปูเตียงให้เรียบร้อย
ครู่หนึ่งหลี่หมัวมัวสาวเท้าเดินเข้ามารายงานว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ บ่าวนำสัมภาระไปเก็บเรียบร้อยแล้วเชิญท่านเข้าไปพักผ่อนได้ทุกเมื่อเลยนะเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นก็ให้เสิ่นเย่ว์เฉินกลับห้องไปพักผ่อน ด้วยเป็ห่วงกลัวนางจะเหนื่อย
เสิ่นเย่ว์เฉินรู้จักสภาพร่างกายตัวเองดี การเดินเท้าไม่ทำให้นางเหนื่อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนั่งรถม้าเลย ถึงอย่างนั้นนางก็อยากกลับไปพักผ่อนก่อนจริงๆจึงลุกขึ้นแล้วกล่าวขอตัว
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นปล่อยให้นางนอนหลับสบายๆ ส่วนอาหารเย็นก็ให้คนนำไปส่งที่ห้องไม่ต้องเดินกลับมาอีก
ฤดูกาลนี้เป็ฤดูกาลซบเซา ในสถานีพักม้าจึงมีคนไม่มาก จะมีเพียงคนผ่านมาทำธุระสองสามคนเท่านั้น
เมื่อขึ้นไปชั้นบนอู๋มามาก็มองเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างเป็ห่วง เอ่ยถามเสียงเบาว่า“คุณหนูเพิ่งออกจากเรือนเป็ครั้งแรก รถม้าโคลงเคลงเสียขนาดนั้น ไหวหรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินส่ายหน้ายิ้มๆ กล่าวว่า “นั่งรถม้าจะเหนื่อยสักเท่าใดกันเชียวมามาไม่ต้องเป็ห่วงหรอก”
ก่อนอาหารเย็นยังมีเวลาให้เสิ่นเย่ว์เฉินนอนพักผ่อนครู่หนึ่ง
อู๋มามากับชุนิไม่ได้โชคดีขนาดนั้น ทั้งสองกินอาหารรองท้องไปเล็กน้อยจากนั้นก็ยุ่งอยู่กับการเก็บของและจัดการเื่เสื้อผ้าพัสตราภรณ์เสื้อผ้าเปื้อนเหงื่อไม่อาจให้เ้านายนำมาสวมได้อีกพวกนางต่างคนต่างหยิบเสื้อผ้าไปซักทำความสะอาดที่ลานด้านหลัง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในลานด้านหลังของสถานีพักม้าก็มีพัสตราภรณ์สตรีสีสันงดงามแขวนอยู่เต็มลานขณะนี้เป็ฤดูร้อนพอดี เสื้อผ้าที่ซักแล้วเอาไปตากไว้หนึ่งคืนก็แห้งแล้วไม่เสียเวลามากนัก
เมื่อเสิ่นเย่ว์เฉินตื่น ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ห้องครัวของสถานีพักมาจัดเตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้วเนื่องจากที่นี่ตั้งอยู่ห่างไกล เบื้องหน้าไม่มีหมู่บ้านเื้ัไม่มีร้านค้ามีเพียงลำธารเล็กๆ ใสสะอาดอยู่เพียงสายเดียวจึงมีของกินไม่มาก อาหารเย็นจัดเตรียมขึ้นอย่างเรียบง่ายมีเพียงปลานึ่งและจานผักอีกสองสามอย่าง
ปลานึ่งที่อยู่บนโต๊ะเป็ปลาที่เพิ่งตกมาได้เมื่อเช้านี้แม้จะมีรสจืดแต่ก็สดใหม่ ที่ผ่านมาหากไม่มีเนื้อฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะไม่พอใจ อาหารบนโต๊ะต้องมีของคาวหลายอย่างเมื่อเห็นกับข้าวจืดชืดเหล่านี้ความอยากอาหารของนางจึงลดลงอย่างช่วยไม่ได้กินไปเพียงไม่กี่คำก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องแล้ว
เสิ่นเย่ว์เฉินเพิ่งตื่นจากการนอนจึงไม่รู้สึกอยากอาหารแต่อย่างใดยังดีที่อู๋มามาเตรียมน้ำซวนเหมยเย็นไว้ให้นางดื่มเรียกน้ำย่อย
เสิ่นเย่ว์เฉินแปลกใจเล็กน้อย “น้ำซวนเหมยนี่เอามาจากไหนหรือ”
ที่นี่ไม่มีบ๊วยและน้ำแข็ง จะทำน้ำซวนเหมยง่ายๆ ได้อย่างไร
อู๋มามาคลี่ยิ้ม ตอบว่า “บางครั้งคุณหนูก็ป่วยเพราะอากาศร้อนบ่าวเลยเตรียมบ๊วยดองมาด้วยขวดหนึ่ง ส่วนน้ำเย็นก็ไปตักจากบ่อน้ำมาถ้วยหนึ่งเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินเอ่ยชมเชย “ยังเป็มามาที่มีไหวพริบดีมาโดยตลอดมักจะเปลี่ยนของดาษดื่นให้เป็ของชั้นเลิศได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง”
เสิ่นเย่ว์เฉินดื่มน้ำซวนเหมยไปถ้วยหนึ่งก็สดชื่นไปทั้งตัว นางจึงตั้งใจให้อู๋มามานำไปส่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถ้วยหนึ่งด้วย
อู๋มามาได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวกลั้วหัวเราะ “เช่นนั้นคุณหนูนำไปมอบให้ฮูหยินผู้เฒ่าด้วยตนเองเถอะเ้าค่ะจะได้อยู่เป็เพื่อนคุยกับผู้าุโด้วย”
ยากยิ่งนักที่สองย่าหลานอย่างพวกนางจะเดินทางมาด้วยกัน ดังนั้นต้องฉวยโอกาสนี้สร้างความสนิทสนมใกล้ชิด
เสิ่นเย่ว์เฉินลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยกน้ำซวนเหมยไปด้วยตนเอง
ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกำลังพูดคุยกระซิบกระซาบอยู่กับหลี่หมัวมัวเมื่อเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินยกถาดเข้ามา ทั้งสองก็หยุดพูดทันที ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองนางแล้วยิ้มกว้างถามว่า “เ้ามาได้อย่างไร”
เสิ่นเย่ว์เฉินส่งน้ำซวนเหมยให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น แล้วกล่าวด้วยสีหน้าโอนอ่อน“หลานเห็นท่านย่ากินอาหารเย็นไม่มาก ไม่ค่อยมีความอยากอาหาร จึงอยากนำน้ำซวนเหมยมาให้ท่านดื่มเรียกน้ำย่อยเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งลึกล้ำมากขึ้นบอกให้นางเดินมาเบื้องหน้า จากนั้นก็หยิบถ้วยขึ้นลิ้มชิมน้ำซวนเหมยในมือนางก่อนพยักหน้าพร้อมเอ่ยชม“สดชื่นจริงๆ”
ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ฟันไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ปกติจะไม่ค่อยกินรสเปรี้ยวเพราะจะทำให้เสียวฟัน
แต่น้ำส่วนเหมยที่อู๋มามาทำผสมน้ำตาลกรวดเข้าไปด้วย มีรสเปรี้ยวหวานเหมาะสมรสชาติจึงออกมาพอเหมาะพอดี
น้ำซวนเหมยถ้วยเดียวทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสบายใจมากนางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เ้าออกจากบ้านเดินทางไกลเป็ครั้งแรกปรับตัวเข้ากับที่พักได้หรือยัง ข้าได้ยินว่าเ้ามีนิสัยติดเตียงหากเปลี่ยนที่นอนจะหลับยาก”
เสิ่นเย่ว์เฉินส่ายหน้ายิ้มๆ “ท่านย่าอย่ากังวลไปเลยเ้าค่ะข้านอนหลับได้ดียิ่ง ห้องพักที่นี่ก็เก็บกวาดได้สะอาดสะอ้านดี”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผงกศีรษะ เอ่ยว่า“ที่นี่คือสถานีพักม้าย่อมดีกว่าโรงเตี๊ยมเ่าั้ย่อมไม่ให้คนจากสามลัทธิเก้ากระแส[2]เข้าๆออกๆ จะว่าไปเ้าเหมือนกับพ่อของเ้าจริงๆ ตอนเด็กเขาก็มีนิสัยติดเตียงเมื่อก่อนตอนออกไปเรียนข้างนอก พอต้องเปลี่ยนที่นอนก็นอนไม่หลับอารมณ์เสียจนต้องให้คนมาย้ายเตียงไม้ที่บ้านไปด้วย”
เสิ่นเย่ว์เฉินเห็นว่าจู่ๆ นางก็กล่าวถึงเสิ่นจื้ออวิ๋นพลันรู้สึกใจหวิวได้แต่ฟังฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวต่อไป “ข้ารู้ว่าเด็กอย่างเ้าย่อมกังวลมากกลัวว่าพอไปถึงทางนั้นแล้วจะไม่ชิน อันที่จริงไม่เป็ไรหรอก พวกเราล้วนเป็ครอบครัวเดียวกันไม่ต้องคิดมากเกินไปนักยิ่งไปกว่านั้นยังมีย่าอย่างข้าคอยปกป้องเ้าอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาปฏิบัติแย่ๆกับเ้าเป็อันขาด…”
คำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นช่างฟังดูเอาใจใส่ยิ่งนัก
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นพลันใจกระตุก เอ่ยคล้ายยินดีระคนแปลกใจ “ท่านย่าเมตตาข้าจริงๆอันที่จริง ข้าเพียงแต่…กังวลว่าท่านพ่อจะไม่ชอบข้า…”
คำพูดบางคำไม่จำเป็ต้องชัดเจน ทุกคนล้วนกระจ่างแจ้งแก่ใจดีบิดาคนหนึ่งที่ตอนแรกเกือบจับตนกดน้ำตายไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกกังวลและหวาดหวั่นเป็ธรรมดา
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเข้าใจเื่นี้ดี รีบยื่นมือไปจับมือนางด้วยตนเองใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปาก “เื่ที่ผ่านไปแล้วจะอย่างไรก็คืออดีตตอนนี้พวกเราทั้งครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างสมัครสมานกลมเกลียวผ่านไปนานวันย่อมเกิดเป็ความรักใคร่ปรองดอง”
ใจคนเกิดจากเนื้อหนังมังสา จะไร้ความรู้สึกได้อย่างไร
เหตุใดเสิ่นเย่ว์เฉินจะไม่อยากเป็บุตรีเ้าเมืองอย่างสุขสบายไร้กังวลและบริสุทธิ์ไร้เดียงสาน่าเสียดายที่สถานการณ์ตอนนี้ไม่อนุญาตให้นางคิดและทำเช่นนั้น
ตอนนี้ภายนอกแม้ดูเหมือนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกำลังคิดทำเพื่อหลานสาว ทว่าในส่วนลึกกลับทำเพื่อเสิ่นจื้ออวิ๋น
เสิ่นเย่ว์เฉินก้มหน้าลง คลอเคลียอยู่ในอ้อมกอดของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเบาๆ“มีท่านย่าคอยกำชับสั่งสอนอยู่ข้างๆ เย่ว์เฉินจะทำตัวให้ดี จะพยายามเอาอกเอาใจท่านพ่อจะไม่ทำให้ท่านย่าผิดหวัง”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นให้ความใกล้ชิดเสิ่นเย่ว์เฉินเช่นนี้ ทำให้นางเกิดความคุ้นชินนานแล้วเมื่อเห็นหลานออดอ้อนผู้าุโจึงยิ้มพลางตบไหล่นางเบาๆ “เด็กดี ไม่ต้องกังวลไปวาสนาดีๆ ของเ้ารอเ้าอยู่ข้างหน้าแล้ว”
เมื่อจูเสิ่นสองตระกูลเกี่ยวดองกันสำเร็จเส้นทางราชการของเสิ่นจื้ออวิ๋นย่อมสะดวกราบรื่นขึ้นเรื่อยๆยังไม่แน่ว่าจะมีเื่ดีๆ มากมายเพียงใดรอพวกนางอยู่
เช้าวันต่อมา เสิ่นเย่ว์เฉินกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเดินทางออกจากสถานีพักม้ารถม้าแล่นต่อไปอีกหนึ่งวันหนึ่งคืนมีหยุดพักระหว่างทางบ้างไม่ง่ายเลยกว่าจะไปถึงประตูเมืองไหลโจว
เสิ่นจื้ออวิ๋นพาคนมาต้อนรับมารดาถึงหน้าประตูเมืองทิศใต้ด้วยตนเองเขายืนอยู่บนหอคอยเฝ้าเมืองมาตลอดเมื่อเห็นรถม้าหลังคาเขียวแล่นเข้ามาก็ให้คนลงไปตรวจสอบ
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด อารมณ์ของเสิ่นจื้ออวิ๋นจึงตื่นเต้นสั่นไหวเล็กน้อยไม่ทราบว่าเป็เพราะมารดาหรือเป็เพราะเสิ่นเย่ว์เฉิน ยามนึกถึงเื่ในอดีตในใจเขาล้วนเต็มไปด้วยความละอายใจ รำพึงว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนคิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน ประหนึ่ง์กำลังเล่นตลกกับเขาเดิมทีเขาคิดว่าโชคชะตาระหว่างตนกับเด็กคนนั้นขาดสะบั้นไปแล้วนึกไม่ถึงว่าโชคชะตากลับแปรผันเปลี่ยนทิศ กลายเป็่เวลาที่ต้นหลิวเขียวขจีจนมืดครึ้มบุปผากลับบานสะพรั่งเปล่งประกาย
[1] ประตูสถานีพักม้า คือ จุดพักม้าของทางราชการ รวมถึงใช้เป็จุดจอดหรือจุดพักสำหรับส่งสิ่งของและเสบียงอาหารโดยจะมีที่พักให้ผู้เดินทางใช้ค้างแรมด้วย
[2] สามลัทธิเก้ากระแส คือ อาชีพทั้งเก้าสาขาและลัทธิความเชื่อทั้งสามสำนัก(พุทธ ขงจื่อ เต๋า)