สะท้านภพ สยบแผ่นดิน

    บทที่ 3 หลวงจีนใหญ่



    error loaded




    หลังเสียงปะทะกึกก้องครั้งสุดท้ายผ่านพ้นไป กัวจื่อซินที่เพ่งสายตาอย่างหนักเพื่อดูเหตุการณ์ก็มองเห็นคู่ประลองทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจันหน้ากันอีกครั้ง
    ด้วยการผนึกลมปราณที่ดวงตาช่วยเพิ่มพูนขีดความสามารถประสาทสัมผัสขึ้นไปอีก สายตาที่แหลมคมขึ้นทำให้กัวจื่อซินสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
    ตอนนี้มันมองเห็นหลวงจีนใหญ่ที่ดูองอาจมีเลือดหยดเล็กๆ ไหลออกมาที่มุมปาก ส่วนบุรุษชุดเลิศหรูก็มิได้ดีกว่ากันเท่าใดนัก ใบหน้าที่ดูสง่ากับริมฝีปากถึงกับซีดขาว มือที่ยังกุมกระบี่อยู่สั่นไหวเล็กน้อย
    ทั้งสองต่างยืนปรับลมปราณอยู่ครู่หนึ่ง กัวจื่อซินกลับดูไม่ออกว่าผู้ใดเป็นฝ่ายได้ชัย
    บุรุษชุดเลิศหรูหลังจากเก็บกระบี่เข้าฝักก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ขณะกำลังจะกล่าววาจาก็ถูกหลวงจีนใหญ่ที่ใบหน้าเริ่มกลับมาอิ่มเอิบเปล่งปลั่งอีกครั้งกล่าววาจาขัดขึ้นก่อน
    “ดาบกระบี่ไร้นัยน์ตา พระองค์มิต้องกังวลไป เป็นอาตมาที่ดื้อดึงไปเอง”
    บุรุษชุดเลิศหรูยกมือขึ้นคำนับหลวงจีนใหญ่ก่อนกล่าววาจาตอบ
    “การประลองครั้งนี้จะเป็นไปตามข้อตกลง”
    “นับเป็นบุญต่อราษฎรแล้ว” หลวงจีนใหญ่พนมมือกล่าวตอบ
    พื้นที่แถบนี้ในปัจจุบันนับเป็นเขตชายแดน ตามปกติประชาชนมีความเป็นอยู่กันอย่างลำบากอยู่แล้ว ยิ่งในช่วงหลายปีมานี้มีสงครามปะทุขึ้นอีก กลายเป็นพื้นที่สู้รบซ้ำเติมราษฎรที่อาศัยอยู่แถบนี้ให้ยากลำบากเข้าไปอีก
    เงื่อนไขการประลองครั้งนี้ หลวงจีนใหญ่ได้รับข้อเสนอว่าถ้าเป็นฝ่ายชนะ ทางการจะยกเว้นภาษีในแถบนี้ทั้งหมดเป็นเวลา 3 ปี ส่วนถ้าพ่ายแพ้เพียงแต่ให้หลวงจีนใหญ่รับปากว่าจะไม่รับศิษย์ถ่ายทอดฝีมือเท่านั้น
    เมื่อเงื่อนไขเป็นผลดีต่อประชาชนที่แร้นแค้นถึงเพียงนี้ ด้วยความเมตตาต่อราษฎรแถบบ้านเกิดของหลวงจีนใหญ่มีหรือจะไม่ทุ่มสุดฝีมือ

    ในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปประกอบไปด้วยพลังชีวิตและพลังลมปราณพลังลมปราณเกิดจากการฝึกฝนและสั่งสมตามเคล็ดวิชาของแต่ละบุคคล ส่วนพลังชีวิตนั้นมีมาแต่กำเนิดไม่สามารถสั่งสมได้อย่างพลังลมปราณ แม้พลังทั้งสองสามารถนำมาใช้แทนกันได้ก็ตาม
    พลังลมปราณเมื่อใช้ไปส่วนหนึ่ง เพียงเดินลมปราณหรือมีเวลาพักฟื้นก็สามารถกลับมาเต็มเปี่ยมได้อีกครั้ง ตราบใดที่จุดรวมลมปราณที่ตานเถียนไม่เหือดแห้งหรือถูกทำลาย พลังลมปราณก็สามารถฟื้นคืนมาได้อีกครั้งแต่พลังชีวิตไม่เหมือนกัน เมื่อใช้พลังชีวิตไปส่วนหนึ่งก็ลดลงส่วนหนึ่งไม่สามารถฟื้นฟูกลับขึ้นมาได้อีก พลังชีวิตเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต ทำให้ยิ่งใช้พลังชีวิตออกไปยิ่งทำให้อายุสั้นลง
    ดังนั้นถ้าไม่ถึงคราวคับขันเป็นตาย ย่อมไม่มีชาวยุทธ์คนใดโง่เขลานำเอาพลังชีวิตมาใช้ควบคู่กับพลังลมปราณ แม้จะสามารถทำให้ลมปราณแข็งแกร่งและใช้ได้ยาวนานขึ้นก็ตาม
    แต่ในการประมือกับวิชาไม้ตายของบุรุษชุดเลิศหรู หลวงจีนใหญ่กลับทุ่มพลังชีวิตใช้ออกเสริมพลังลมปราณเพื่อรับมือกับกระบวนท่าสุดท้าย
    ด้วยพลังลมปราณที่แกร่งกร้าวถึงขีดสุดเกื้อหนุนด้วยพลังชีวิตเกือบทั้งหมดทำให้หลวงจีนใหญ่สามารถเอาชัยในกระบวนท่าสุดท้ายไปได้อย่างหวุดหวิด
    แม้จะสามารถเอาชัยได้แต่หลวงจีนใหญ่ในตอนนี้ใช้พลังชีวิตไปแทบหมดสิ้น
    นั่นเป็นเหตุให้หลังจากประมือ บุรุษชุดเลิศหรูจึงมีสีหน้าไม่สู้ดี เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเพียงการประลองเท่านั้นไม่ใช่การต่อสู้พิสูจน์เป็นตายที่บุรุษชุดเลิศหรูยกเงื่อนไขการประลองเป็นการยกเว้นภาษีเพื่อก็ดึงดูดใจหลวงจีนใหญ่ให้ตกลงร่วมประลองฝีมือ แต่กลับลืมคำนวณความเมตตาและเสียสละต่อชาวบ้านราษฎรในแถบกวานจง ทำให้มันคำนวณผิดพลาด ขณะยังใช้กระบวนท่าไม่สิ้นสุดก็ถูกพลังลมปราณที่ทวีขึ้นเท่าตัวในฉับพลันของคู่ประลอง ตัดทำลายกระบวนท่าที่ยังใช้ไปได้เพียงครึ่งกระบวนท่า
    ทำให้พ่ายแพ้ไปในกระบวนท่าสุดท้าย เป็นการแพ้ไปเพียงครึ่งกระบวนท่าเท่านั้น และเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกในชีวิตของบุรุษชุดเลิศหรู
    หลังจากนั้นบุรุษชุดเลิศหรูยังกล่าวย้ำอีกครั้ง
    “ใน 3 ปีนี้ทางการจะงดเว้นภาษีทั้งหมดในแถบกวานจง ขอตัว! ”
    “เชิญ” หลวงจีนใหญ่ประนมมือรับ
    เพียงพริบตาเดียวบุรุษชุดเลิศหรูก็พลิ้วลงจากภูเขาโดดเดี่ยวก่อนสะกิดปลายเท้ากับกิ่งไม้เหินข้ามพื้นที่สิบกว่าวาก่อนตีลังกาหนึ่งตลบพร้อมสะบัดแขนเสื้อเปลี่ยนลมปราณกลางอากาศเหินข้ามพื้นที่ว่างเปล่าของผาชันมาถึงลานที่กัวจื่อซินกำลังนั่งจ้องดูอยู่
    บุรุษชุดเลิศหรูมองผ่านหน้ากัวจื่อซิน เห็นมันถือตำราอยู่เล่มหนึ่งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หยุดชะงักร่าง ชั่วพริบตาเดียวก็หายลับตาไป
    หลวงจีนใหญ่ก็ลงจากภูเขาโดดเดี่ยวด้วยข้ามหน้าผาที่ว่างเปล่าด้วยวิธีเดิม เหยียบกับก้อนหินที่ส่งออกมาก่อนเหินร่างข้ามพื้นที่กว่าสามสิบวามาถึงจุดที่กัวจื่อซินกำลังนั่งอยู่ เพียงแต่ขากลับต้องใช้หินถึงสองก้อนในการหยั่งเท้าเปลี่ยนลมหายใจ
    หลวงจีนใหญ่เห็นกัวจื่อซินถือคัมภีร์ที่มันวางทิ้งไว้อยู่ในมือจึงกล่าวถามโดยไม่พูดถึงการประลองเมื่อสักครู่
    “หลวงจีนน้อยเห็นว่าน่าสนใจหรือไม่” กล่าวเสร็จก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
    หลวงจีนใหญ่นึกถึงสุดยอดฝีมือที่ประลองของมันเมื่อครู่ อีกฝ่ายถึงกับหลอมรวมเพลงกระบี่สุดแกร่งกร้าวร้อนแรงเข้ากับเพลงกระบี่สุดอ่อนหยุ่นยะเยียบที่อยู่คนละสุดปลายได้ ถ้ามันไม่ได้อาศัยพลังลมปราณกับพลังชีวิตทั้งหมดตัดทำลายกระบวนท่าแต่กลางคันคงไม่อาจได้ชัย นี่เป็นเพียงการประลองฝีมือจึงถือว่ามันเป็นฝ่ายชนะ หากเป็นการต่อสู้พิสูจน์เป็นตาย คู่ต่อสู้เพียงใช้ออกอีกเพียงหนึ่งกระบวนท่า เกรงว่ามันคงพ่ายแพ้ตกตายอย่างแน่นอน
    กัวจื่อซินได้ยินหลวงจีนใหญ่ถามถึงคัมภีร์ในมือที่มันเพิ่งเปิดดูจึงกล่าวตอบอย่างเฉื่อยชา
    “ไม่น่าสนใจ” กล่าวตอบก่อนโยนคัมภีร์กลับคืนให้อีกฝ่าย
    หลวงจีนใหญ่สะบัดแขนเสื้อส่งกระแสพลังยกคัมภีร์ที่กำลังมาถึงตรงหน้าลอยกลับไปที่โต๊ะหินตรงหน้ากัวจื่อซินพลางกล่าวอธิบาย“นี่เป็นถึงคัมภีร์ยอดวิชาของสถาบันสงฆ์ เมื่อเจ้ามีวาสนาจะไม่สนใจหน่อยหรือ”หลวงจีนใหญ่หันมากล่าวชักจูงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
    การประลองครั้งนี้ หลวงจีนใหญ่ทราบถึงจุดมุ่งหมายของบุรุษชุดเลิศหรู
    นับตั้งแต่กวาดล้างฝ่ายอธรรมไปจนหมดสิ้นจากยุทธภพ ที่ผ่านมาแนวทางพรตก็เริ่มทำการสะกดควบคุมสถาบันสงฆ์เรื่อยมาด้วยเงื่อนไขการประลองให้ฝ่ายที่แพ้เพียงรับปากว่าจะไม่รับศิษย์ถ่ายทอดฝีมือเช่นนี้ แม้ดูเหมือนจะเป็นเงื่อนไขที่ไม่ได้หนักหนาอะไรนักสำหรับยอดฝีมือฝ่ายพุทธ
    แต่ผ่านไปอีกเพียงสิบยี่สิบปี เกรงว่ายอดฝีมือสถาบันสงฆ์ที่ต่างก็อายุสูงวัยจะค่อยๆ ร่อยหรอลงไป และคงไม่มียอดฝีมือรุ่นใหม่มาทดแทนจากผลของการประลองกับฝ่ายเต๋า
    สุดท้าย….เกรงว่ายอดฝีมือสถาบันสงฆ์คงลดน้อยลงและค่อยๆสูญหายไปในที่สุด

    ดังนั้นหลวงจีนใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะการประลองได้ มันจึงอดไม่ได้ทิ้งคัมภีร์ไว้ให้หลวงจีนน้อยที่เพิ่งพบหน้าและถูกชะตาเพื่อหวังว่ายอดวิชาของนิกายจะไม่สิ้นสุดที่รุ่นตัวเอง ก่อนจะหันไปตกปากรับคำกับยอดฝีมือที่ท้าประลองอย่างไรก็ยังถือว่าเป็นการทิ้งคัมภีร์ไว้ก่อนรับเงื่อนไข พอจะฝืนบอกได้ในภายหลังว่าไม่ได้ผิดสัญญาหากมันพ่ายแพ้
    แม้การเรียนวิชาจากคัมภีร์จะไม่ดีเท่ามีอาจารย์ถ่ายทอดวิชาโดยตรง แต่นี่ก็เป็นเรื่องจนใจ
    เห็นหลวงจีนน้อยเริ่มมีท่าทีลังเลหลวงจีนใหญ่จึงกล่าวย้ำอีกครั้ง
    “ว่าอย่างไร เจ้าสนใจคัมภีร์วิชาฝีมือนี้หรือไม่” ตอนนี้หลวงจีนใหญ่เหมือนตะเกียงใกล้สิ้นแสง เกรงว่าอยู่ได้อีกไม่นานจึงคิดจะให้หลวงจีนน้อยรับถ่ายทอดฝีมือ
    “ฝึกวิชาของท่านแล้วจะได้อะไร คงไม่พ้นถูกผู้อื่นต่อยตีจนกระอักเลือดเช่นท่านกระมัง” หลวงจีนน้อยกล่าวอย่างกังขา
    หลวงจีนใหญ่ในอดีตสมัยเพิ่งออกท่องยุทธภพนั้นขึ้นชื่อเรื่องความแข็งกร้าว มุทะลุดุดันก่อนจะสงบขึ้นเมื่ออายุสูงวัย แต่ตอนนี้เริ่มจะฉุนหลวงจีนน้อยขึ้นมาบ้างจึงกล่าวเสียงดังขึ้น
    “เฮอะ!! ตอนข้าขึ้นทำเนียบแปดสุดยอดฝีมือฝ่ายพุทธ คนที่เจ้าเห็นประลองกับข้ายังไม่ทันจะมีชื่อเสียงในยุทธภพเลย และการประลองครั้งนี้ก็ถือว่าข้าได้ชัย” หลวงจีนใหญ่กล่าวอย่างอาจหาญ
    ช่วงหลังจากขึ้นสู่ทำเนียบแปดสุดยอดฝีมือฝ่ายพุทธ หลวงจีนใหญ่ก็แทบไม่ได้ประมือกับผู้อื่นอีก ด้วยชื่อเสียงทำให้ไม่มีใครมาก่อกวน และเมื่อไม่ใครใครมาตอแยจึงยากจะมีข้ออ้างให้หลวงจีนใหญ่ได้ต่อยตีกับผู้คนดังนั้นฝีมือของมันจึงก้าวหน้าเชื่องช้านับตั้งแต่ขึ้นชั้นสุดยอดฝีมือ ทำให้ช่วงหลายสิบปีหลังแม้ลมปราณจะเพิ่มพูนขึ้น แต่วิชาฝีมือกลับแทบจะหยุดอยู่กับที่
    ส่วนบุรุษชุดเลิศหรูคู่ประลองของหลวงจีนใหญ่วันนี้กลับมีคู่มือประลองมากมาย ภายหลังจากขึ้นสู่ทำเนียบแปดสุดยอดฝีมือฝ่ายเต๋า ก็ยังนำฝ่ายธรรมะและสำนักพรตทั้งหลาย โค่นล้มฝ่ายอธรรม กวาดล้างยอดฝีมือพรรคมาร ประสบการณ์ต่อสู้กับยอดฝีมือพรรคมารจึงมีมากมายจนชาวยุทธ์ยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งของแปดสุดยอดฝีมือแนวทางพรต
    เมื่อเห็นว่าไม้แข็งใช้ไม่ได้ผล หลวงจีนใหญ่จึงเปลี่ยนมาใช้ไม่อ่อนเข้ากล่อมเกลาแทน เพื่อหวังจะรับหลวงจีนน้อยเป็นศิษย์ มันเล่าถึงข้อตกลงการประลองที่เพียงเพื่อหวังอนุเคราะห์ชาวประชาในถิ่นเกิด บอกกล่าวว่าคงมีชีวิตได้อีกไม่นาน
    ถ้าหลวงจีนน้อยไม่ยอมรับสืบทอดวิชา เกรงว่าคงพกพาความคับแค้นลงสู่ปรภพ
    กัวจื่อซินเห็นหลวงจีนใหญ่กล่าววาจาเป็นจริงเป็นจัง ฉับพลันจึงยื่นมือขวาออกไปแตะแขนหลวงจีนใหญ่ เพื่อตรวจสอบดูว่าเป็นอย่างที่มันกล่าวหรือไม่
    หลวงจีนใหญ่แม้เห็นกระบวนท่าอีกฝ่ายชัดตา แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายยึดกุมข้อมือในที่สุด
    หลังจากกุมมือหลวงจีนใหญ่ กัวจื่อซินก็ส่งลมปราณเข้าไปสำรวจจุดรวมพลังชีวิตที่บริเวณหัวใจ
    เคล็ดวิชาสถาบันสงฆ์ยึดถือ หฤทัย คือหัวใจ ว่าเป็นจุดศูนย์กลางสัมพันธ์กับจิต ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์แนวทางพุทธในเวลาปกติจึงผนึกพลังชีวิตไว้บริเวณหัวใจ ซึ่งต่างจากเคล็ดวิชาแนวทางพรตที่ผนึกพลังชีวิตไว้กลางกาย นัยว่าเพื่อหล่อเลี้ยงพลังชีวิตเพาะสร้างเม็ดพลังหวังสำเร็จเป็นเซียนอะไรนั่น
    กัวจื่อซินส่งลมปราณเข้าไปสำรวจบริเวณหัวใจของหลวงจีนใหญ่ก็พบว่าอีกฝ่ายแทบไม่เหลือพลังชีวิตแล้ว แม้ยังเหลือพลังลมปราณอยู่ส่วนหนึ่งแต่เกรงว่าคงอยู่ได้ไม่พ้นคืนพรุ่งนี้
    “พลังชีวิตท่านแทบหมดสิ้นแล้วจริงๆ ”
    “สังขารนี้เป็นเพียงมายาของจิตเท่านั้น มีโอกาสได้ใช้สังขารนี้เพื่อชาวประชาในถิ่นเกิดก็ไม่นับว่าเสียเปล่า” หลวงจีนใหญ่ยกอ้างท่อนหนึ่งของวัชรปรัชญาปารมิตาสูตรออกมา
    “หลวงจีนใหญ่ท่านเป็นหลวงจีนจากฝ่าเซี่ยงจง (นิกายธรรมลักษณะ) กระมัง” กัวจื่อซินคาดเดาจากคำพูดของอีกฝ่าย
    “อาตมาจิ่วซานแห่งนิกายฝ่าเซี่ยง” หลวงจีนใหญ่กล่าวตอบ
    หลังจากกัวจื่อซินได้มาอาศัยอยู่ในวัดเก่าแก่ของสำนักอาจารย์ มันที่มุ่งหวังจะได้พบพานสุดยอดฝีมือลึกลับหรือคัมภีร์วิชาล้ำเลิศ งานแรกที่ขันอาสาในการช่วยเหลือวัดย่อมต้องเป็นการช่วยดูแลทำความสะอาดหอคัมภีร์!!
    ดังนั้นมันจึงพลอยมีความรู้จากตำรับตำราเกี่ยวกับนิกายต่างๆ ในจงหยวนอยู่บ้าง
    ศาสนาพุทธเผยแพร่เข้ามาในดินแดนจงหยวนนับพันปี ในแผ่นดินจึงมีนิกายต่างๆ แพร่หลายออกมามากมาย นับไปแล้วมีมากกว่าสิบนิกายเสียอีกแต่ไม่ว่านิกายไหนก็ยังยึดถือพระคัมภีร์หมวดปรัชญาปารมิตาสูตรเป็นหลัก
    หลังจากฟังบทสวดส่วนหนึ่งของปรัชญาปารมิตาสูตรจากปากหลวงจีนใหญ่มันก็คาดเดาความเป็นมาของอีกฝ่ายได้แม้คัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตรเรื่องจิตที่อีกฝ่ายเอ่ยมาจะเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาปารมิตาสูตร แต่นิกายที่ยึดถือคัมภีร์นี้อย่างเข้มข้น เห็นจะเป็นนิกายฝ่าเซี่ยงเท่านั้น
    นิกายต่างๆ ในจงหยวนส่วนใหญ่ล้วนยึดถือปรัชญาปารมิตาสูตรที่มองทุกสิ่งเป็นศูนยตาทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งจิตก็เป็นศูนยตาด้วยแต่นิกายฝ่าเซี่ยงที่มีรากฐานมาจากปรัชญาโยคาจรของชมพูทวีปมองว่านอกจากจิตแล้วทุกสิ่งเป็นมายา ซึ่งมีข้อแตกต่างอยู่บ้าง ดูเหมือนนิกายฝ่าเซี่ยงคงไม่นับว่าจิตเป็นศูนยตา
    ดังนั้นกัวจื่อซินฟังเพียงประโยคเดียวจากหลวงจีนจิ่วซานก็สามารถคาดเดาความเป็นมาได้
    กัวจื่อซินเห็นว่าการกระทำของหลวงจีนใหญ่ทำไปเพื่อประโยชน์ชาวบ้านในพื้นที่แถบนี้ ตัวมันที่ได้อาศัยหมู่บ้านเชิงเขาช่วยเหลือบ่อยครั้ง จึงมีความรู้สึกที่ดีต่อหลวงจีนใหญ่เพิ่มขึ้น
    หลวงจีนใหญ่ประหลาดใจเมื่อรู้สึกถึงลมปราณที่หลวงจีนน้อยส่งเข้ามาสำรวจในร่าง
    ตอนแรกมันพบหน้าหลวงจีนน้อย มองจากภายนอกหลวงจีนน้อยราวกับเป็นหลวงจีนธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์ แต่ตอนนี้มันกลับสัมผัสได้ถึงลมปราณแนวทางพุทธที่บริสุทธิ์สายหนึ่งกำลังสำรวจภายในร่าง
    หลังจากกัวจื่อซินค่อย ๆ ถอนลมปราณออกจากร่างหลวงจีนใหญ่
    หลวงจีนจิ่วซานที่ประหลาดใจในลมปราณของกัวจื่อซินก็ส่งพลังลมปราณตามมาหวังสำรวจแนวทางพลังลมปราณเพื่อคาดเดาความเป็นมาและสำนักอาจารย์
    ลมปราณของหลวงจีนใหญ่ที่ส่งเข้าสู่ร่างหลวงจีนน้อยสูญสลายราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
    “นี่! นี่! หลวงจีนน้อย เจ้า!! เจ้า!!"
    หลวงจีนใหญ่ที่มีขันติหนักแน่น แม้รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่นานยังไม่นิ่วหน้ายังต้องกล่าวอย่างตกตะลึงและประหลาดใจ
    แม้พลังที่หลวงจีนจิ่วซานส่งเข้าสำรวจลมปราณของหลวงจีนน้อยจะเป็นพลังเพียงสองส่วนของช่วงเวลาปกติของมัน แต่พลังสองส่วนของหลวงจีนใหญ่สำหรับยอดฝีมือทั่วไปในยุทธภพเกรงว่าจะสร้างความลำบากกินแรงในการต่อต้านหรือขับสลายพลังไปพอสมควร
    ไม่มีทางมีสีหน้าราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างหลวงจีนน้อยที่แปลกประหลาดคนนี้แน่นอน

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------