Afterlife ชีวิตหลังความตายของผมไม่สงบหรอกครับ!

    จบ

    ตอนจบ

    …ทว่าภายในกลับยังคงแตกสลายเหมือนกับอึดใจแรกที่พึ่งฟื้น

    “ฉันรู้ว่านายไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะไปหานายที่ไหนแล้ว” แซ็กเอ่ยยิ้มๆ พลางลงมือเช็ดฝุ่นออกจากป้ายหลุมศพของคนรักอย่างเอาใจใส่

    แซ็กรู้ว่าอีวานหายไปแล้ว เขารู้ดี แต่เขาไม่อาจรับความจริงได้

    มันยากไปสำหรับเขา เขาไม่อาจทำใจยอมรับว่า อีวานแตกสลายไปแล้วได้เลย ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานถึงสามเดือนแล้วก็ตาม

    ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงตัดสินใจตามหาสถานที่ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใกล้อีวานได้มากที่สุด และสถานที่แห่งนั้นก็คือสุสานของชายที่เขารักอย่างสุดหัวใจ

    แม้ว่าวิญญาณจะไม่คงอยู่แล้ว แต่ร่างที่ถูกฝังอยู่นั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นอีวาน

    ในยามที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเหลือบไปเห็นชื่อที่สลักอยู่บนนั้น น้ำตาของเขาพลันไหลรินออกมาเพราะไม่อาจอดกลั้นความเศร้าที่เอ่อล้นอยู่ในอกได้อีกต่อไป

    “ฉันคิดถึงนายอีวาน ฉันจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีนาย?” แซ็กรำพันด้วยสุ้มเสียงอันขาดห้วง หัวใจของเขาบีบรัดอย่างทรมาน ขณะที่ฝ่ามือแกร่งซึ่งเต็มไปด้วยสีสันของความมีชีวิตชีวานั้นยังคงเช็ดฝุ่นออกจากป้ายหลุมศพของคนรักอยู่อย่างนั้น

    เขารู้ดีว่า คนรักสะอาดอย่างอีวานคงไม่ชอบให้มีฝุ่นหนาๆ มาเกาะอยู่บนป้ายหลุมศพแบบนี้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงเช็ดฝุ่นเหล่านั้นออกอย่างตั้งอกตั้งใจ ขณะหยดน้ำตาแห่งความเศร้าโศกของเขายังคงไหลรินอย่างต่อเนื่อง

    “ลมเริ่มแรงแล้ว กลับกันเถอะครับพี่” อเล็กซ์ที่ยืนดูผู้เป็นพี่ชายทำความสะอาดป้ายหลุมศพอยู่ห่างๆ มาได้พักหนึ่งก็ถอนหายใจออกมา จากนั้นเขาจึงก้าวไปชวนแซ็กกลับบ้านเพราะกลัวว่า สายลมเย็นๆ ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิจะทำให้พี่ชายของเขาป่วยเอา

    “ฉันยังไม่อยากกลับ…นายกลับไปก่อนเถอะ” แซ็กเอ่ยเสียงขรึม ขณะที่ฝ่ามือของเขายังคงเช็ดฝุ่นออกจากป้ายหลุมศพอยู่อย่างนั้น

    อาจเป็นเพราะเขาอยากจะใช้เวลาอยู่กับเศษเสี้ยวของคนรักให้นานอีกหน่อย แซ็กจึงยังไม่อยากรีบกลับไปพักผ่อน แม้ว่าอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากนี้เขาจะมีนัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อกับนักกายภาพชื่อดังก็ตาม

    “ผมช่วย จะได้เสร็จเร็วๆ พี่ก็รู้ว่า ถ้าพี่ไม่ยอมกลับ พ่อได้ด่าผมตายพอดี เฮ้อ เอาน่าไว้วันหลังผมจะพาพี่มาเยี่ยมเขาอีก” อเล็กซ์ย่อตัวลงช่วยพี่ชายสุดหล่อทำความสะอาดป้ายหินด้วยอีกแรง ขณะที่ปากของเขาก็บ่นผู้เป็นพี่ไปด้วย โดยไม่วายที่จะให้สัญญาว่า คราวหน้าพวกเขาจะมาเยี่ยมคนที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้อีกครั้ง

    สองพี่น้องช่วยกันเช็ดฝุ่นบนป้ายหินจนสะอาดเอี่ยม จากนั้นอเล็กซ์ก็ลากพี่ชายของเขากลับบ้านทันที

    ถึงแม้ว่าแซ็กอยากจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย แต่เมื่อนึกถึงตาแก่น่ารำคาญที่กำลังรอพวกเขาอยู่ที่บ้านแล้ว ชายหนุ่มก็จำต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วตามน้องชายขี้บ่นกลับบ้านไป

     

    แซ็กมองใบเมเปิ้ลที่ร่วงลงมาบนทางเท้าของย่านการค้าด้วยสายตาอันว่างเปล่าพลางถอนหายใจออกมา ชายหนุ่มใช้เวลาหนึ่งปีหลังจากนั้นไปอย่างสูญเปล่า

    หากการตายจากจะนำพาให้เขาพบอีวานอีกครั้ง เขาคงจะปลิดชีวิตตัวเองอย่างไม่ลังเล แต่สถานที่ที่รอผู้ที่เลือกจบชีวิตตัวเองนั้นเป็นเพียงห้วงแห่งความทุกข์ทรมานที่จะต้องเผชิญกับความทุกข์ซ้ำๆ อย่างโดดเดี่ยว

    …ต่อให้เขาได้กลับไปยังมิติกึ่งกลาง อีวานก็ไม่อยู่ที่นั่นอยู่ดี

    แซ็กถอนหายใจให้กับความฟุ้งซ่านอย่างอับจน เขาหลุบตามองสมูทตี้ผักรวมเจ้าดังในมืออย่างซึมๆ

    ถ้าอีวานยังเดินอยู่เคียงกันเหมือนกับที่ผ่านมา เจ้าสมูทตี้แก้วนี้คงถูกยัดใส่ฝ่ามือสีขาวสว่างคู่นั้น ขณะที่เจ้าของใบหน้าอันหล่อเหลาที่เขารักที่สุดก็จะกลอกตาใส่ด้วยความหงุดหงิด

    ถ้าอีวานยังอยู่มันควรจะเป็นแบบนั้น…

    ขณะที่กำลังเดินเหม่ออยู่นั้น แซ็กก็ถูกเด็กสาวมัธยมปลายเดินมาชนอย่างแรง พาให้ข้าวของในถุงเครื่องเขียนที่เธอถือมาด้วยหล่นกระจายอยู่บนพื้น

    “ขอโทษนะคะ” เด็กสาวเงยหน้าขึ้น หมายจะขอโทษชายหนุ่มร่างบึกที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทว่าในยามที่เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาระดับนายแบบที่สามารถทำให้ผู้พบเห็นลืมหายใจได้นั้น เธอก็ได้แต่หลุบตาลงแล้วเอ่ยขอโทษขอโพยเสียงอ่อยด้วยความเขินอาย

    “ไม่เป็นไรครับ” แซ็กขานรับเด็กสาวมัธยมปลาย แล้วก้มลงช่วยเธอเก็บอุปกรณ์เครื่องเขียนที่หล่นกระจายอยู่บนพื้นท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกันไปมาอยู่บนทางเท้า

    “ขอบคุณนะคะ…พี่” เด็กสาวช้อนตามองชายหนุ่มผู้หล่อเหลาในชุดสีหม่นซึ่งคลุมด้วยเสื้อโค้ตสีน้ำตาลลายตารางยี่ห้อดัง แล้วเอ่ยอย่างอึกอักด้วยหัวใจที่เต้นแรง แม้สายตาที่เขาใช้มองเธอนั้นจะว่างเปล่าราวกับไร้ซึ่งจิตวิญญาณก็ตาม

    “เรียกคุณอาดีกว่าครับ” แซ็กเอ่ยแก้สรรพนามให้เด็กสาวอย่างตรงไปตรงมาเสียงเรียบ จากนั้นจึงก้าวไปข้างหน้าปล่อยให้เด็กสาวมัธยมปลายหน้าตาน่ารักคนนั้นยืนหน้าแดงมองตามหลังตาละห้อย

    แซ็กรับรู้ถึงสายตาที่ยังจดจ้องอยู่ด้านหลัง เขาเลือกที่จะเมินเฉย แล้วก้าวเท้าไปยังตำแหน่งที่คนขับรถรออยู่

    …อันที่จริงแซ็กหวังว่าจะได้เจอใครสักคนในชุดสูทสีเทา

    …ใครสักคนที่สวมโซ่ข้อมือสีเงินที่มีภารกิจนำทางวิญญาณเหมือนกับเขาในอดีต แต่กฎของเส้นทางวิญญาณทำให้เขาไม่อาจมองเห็นและได้ยินวาจาของเพื่อนเก่าเหล่านั้นได้

    ท่ามกลางความว่างเปล่าที่สุดแสนจะทรมานนั้น ความโดดเดี่ยวจากการโดนตัดขาดจากมิติกึ่งกลาง ทำให้แซ็กจมดิ่งเข้าไปในความมืดหม่น

     

    อาจเป็นเพราะเด็กหญิงคนนั้นทำให้ชายหนุ่มคิดถึงช่วงเวลาที่เขาคอยตามตื๊ออีวานขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เองในช่วงเย็นแซ็กจึงหยิบอัลบั้มรูปเก่าๆ ที่เขาเก็บเอาไว้ในชั้นหนังสือออกมาดู

    “ฉันคิดถึงนายนะอีวาน ไม่มีนายอยู่ด้วยแบบนี้ ไม่รู้ว่าฉันจะอยู่ต่อไปยังไง” นิ้วมืออันเรียวยาวลูบภาพของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดในชุดพละที่เขาแอบถ่ายในจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอยิ้มอยู่พอดีพลางระบายความรู้สึกอันหนักอึ้งที่อยู่ภายในออกมาเสียงสั่น

    แซ็กมองดวงตาสีฟ้าสว่างอันคุ้นเคยที่อยู่ในรูปถ่ายด้วยความถวิลหา เสี้ยววินาทีต่อมาดวงตาของเขาก็แดงก่ำ จากนั้นของเหลวใสก็ทะลักออกมาเพราะเขาไม่อาจทนแสร้งทำเป็นเข้มแข็งได้อีกต่อไป

    …สำหรับเขาแล้ว การหายใจในแต่ละวินาทีมันช่างทรมานเหลือเกินเมื่อไม่มีอีวานอยู่ข้างกัน

    “ชีวิตที่ไม่มีนายมันว่างเปล่า…” แซ็กรำพันเสียงสะอื้น ชายหนุ่มปล่อยให้น้ำตาไหลรินอยู่แบบนั้น ขณะที่ฝ่ามืออันสั่นเทาของเขาลูบไล้รูปถ่ายอันเก่าเก็บของคนรักด้วยความอาวรณ์

    แซ็กมองรูปของอีวานจนผล็อยหลับไปทั้งที่น้ำตายังนองหน้า แม้ว่าร่างกายของเขาจะบึกบึนล่ำสันมากแค่ไหน ทว่าในเวลานี้เขากลับดูเปราะบางราวกับพร้อมที่จะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

    จอร์จก้าวเข้ามาในห้องนอนของลูกชายอย่างเงียบเชียบ เขาหลุบตามองรูปถ่ายเก่าๆ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มือของแซ็กสัมผัสอยู่แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

    ในอดีตลูกชายของเขาเคยชอบเด็กทุนคนหนึ่งมากถึงขนาดขอร้องให้เชฟของที่บ้านทำมื้อเช้าดีๆ ไปตามตื๊อเด็กคนนั้น ทั้งยังคอยวอแวตามจีบเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารคนนั้นตลอดช่วงมัธยมปลาย

    เขาเคยคิดว่ามันคงเป็นความรักแบบเด็กๆ จนกระทั่งได้ประจักษ์ว่า หัวใจของลูกชายได้สลายไปแล้วเพราะความจริงอันเศร้านั่น

    “เฮ้อ ไม่รู้ว่าจะยึดติดกับคนที่ตายไปแล้วทำไม” จอร์จบ่นเสียงเบาพลางแบกลูกชายที่กำลังหลับลึกอยู่บนพื้นขึ้นไปนอนดีๆ บนเตียง จากนั้นก็เอาผ้าห่มนวมมาคลุมร่างอันเปราะบางนั่นเอาไว้เพราะกลัวว่า ลูกจะป่วย

    เขาเคยเสียภรรยาไป บอกได้เลยว่า ใจของเขาก็เคยสลายแบบเดียวกับที่ลูกชายเป็นอยู่ในตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่า มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาหลุมลึกที่อยู่ในใจของลูกชายได้

    จอร์จปิดอัลบั้มรูปแล้วนำมันไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของแซ็ก จากนั้นเขาก็เดินไปที่ประตู ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมองลูกชายคนโตด้วยประกายที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง จากนั้นเขาก็ปิดไฟห้องนอนแล้วค่อยๆ ปิดประตูอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่า เจ้าเด็กขี้แยนั่นจะตื่นขึ้นมาร้องไห้ต่อ

     

    ความมืดมิดภายในห้วงความฝันพลันปรากฏภาพในอดีตของอีวานขึ้นมาเป็นฉากๆ ราวกับว่าแซ็กได้หวนกลับไปยังห้วงเวลาเหล่านั้นอีกครั้ง

    ท่ามกลางแสงสีส้มอันนวลตานั้นดวงตาของอีวานยังคงงดงามเหมือนกับทุกคราในยามที่เอ่ยกับเขาต่อหน้ามาร์แชล

    “สิ่งที่นายต้องทำคือพยายามหาทางกลับไป”

    ชั่วอึดใจต่อมาสุ้มเสียงอันสุขุมที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีก็ดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงอันจอแจภายในบาร์

    “ถ้ากลับได้นายก็ควรกลับ”

    แสงสว่างภายในบาร์ค่อยๆ หรี่ลงเหลือเพียงแสงรำไรที่ส่องเข้ามาในห้อง สุ้มเสียงที่ติดจะเมาอยู่หน่อยๆ ของชายหนุ่มที่เขารักที่สุดก็ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน

    “ชีวิตมันไม่ได้แย่เลยสักนิด ฉันชอบมันนะ ถ้านายได้กลับไป นายต้องใช้ชีวิตให้ดี ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และใช้มันให้คุ้ม”

    …

    ภาพในอดีตค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงหัวใจอันพองฟูของแซ็กซึ่งในยามนี้มันค่อยๆ กลับมาเย็นเยียบไร้ซึ่งสัญญาณของชีวิตอีกครั้ง

    ทว่าความมืดเหล่านั้นพลันถูกแสงสว่างอันเจิดจ้าทำลายไปจนสิ้น รอยยิ้มอันอ่อนโยนของอีวานที่โอบล้อมไปด้วยแสงสีขาวอันสว่างไสวท่ามกลางเงียบงันอันอบอุ่นทำให้หัวใจของแซ็กกลับมาเต้นอีกครั้ง

    “อีวาน!” แซ็กสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของตัวเองเบาๆ พลางนึกทบทวนเรื่องในอดีตที่อีวานเคยบอกเอาไว้ไปด้วย

    เขาลืมไปได้ไงกันนะว่า อีวานอยากให้เขากลับมาใช้ชีวิตที่โลกคนเป็นมากแค่ไหน!

    “มันคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ของนายสินะ” แซ็กเอ่ยเสียงเบา เมื่อนึกถึงความต้องการของอีวานที่ต้องการให้เขากลับมาใช้ชีวิตที่โลกคนเป็นเสมอมา

    ถึงแม้ว่าอีวานจะไม่ได้อยู่เคียงข้างเขาต่อไปแล้ว แต่ความปรารถนาดีนี้คือสิ่งเดียวที่อีกฝ่ายหลงเหลือเอาไว้และเขาก็จะโอบกอดมันให้แน่น

    แซ็กรู้ดีว่า อีวานคงไม่อยากให้เขาทุกข์ใจหรืออุทิศทั้งชีวิตเพื่อความปรารถนานั้น แต่เขามันโง่เง่าและสิ่งเดียวที่คนโง่อย่างเขาจะทำได้ก็คือ การรักษาเศษเสี้ยวสุดท้ายของอีวานที่ยังอยู่กับเขาเอาไว้อย่างสุดกำลัง

    “ฉันจะใช้มันให้คุ้มค่าเพื่อนายอีวาน ฉันจะใช้ชีวิตให้มีความสุข” แซ็กยกมือขึ้นมาทาบอกพลางให้คำมั่นด้วยสุ้มเสียงอันหนักแน่น ขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มนั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น

    “ฉันสัญญา” แซ็กให้คำสัญญาด้วยสุ้มเสียงอันจริงจัง ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่ราวกับว่า กำลังรับภารกิจอันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตที่หลงเหลืออยู่บนโลกคนเป็น

    …จากนี้และตลอดไป นายและความปรารถนาของนายจะอยู่ในใจของฉันเสมอ อีวาน

     

    หลายปีหลังจากนั้น เมื่อเรียนจบด้านการบริหารและการตลาดที่สถาบันชั้นนำของประเทศ แซ็กก็เข้าไปช่วยผู้เป็นพ่อบริหารบริษัทอย่างจริงจัง และ ใช้เวลาในช่วงพักร้อนประจำปีบินไปเที่ยวรอบโลกเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปด้วย

    บริษัทเคร์ยตันอินดัสทรี่ย์ภายใต้การช่วยงานของแซ็กก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งด้านการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของทวีป ทำให้ จอร์จ เคร์ยตัน ตัดสินใจลงจากตำแหน่งให้ลูกชายก้าวขึ้นมาสานต่อกิจการของครอบครัวด้วยความภาคภูมิใจท่ามกลางความยินดีของอเล็กซ์และบอร์ดบริหาร

    ทุกย่างก้าวของชายหนุ่มยังคงดำเนินต่อไปเช่นนั้น ขณะที่ใจของเขายังคงระลึกถึงรอยยิ้มอันอ่อนโยนของคนรักท่ามกลางแสงสีขาวอันเจิดจ้าอยู่ทุกลมหายใจ

     

    แสงยามสายในฤดูใบไม้ร่วงส่องผ่านบานหน้าต่างปะทะกับผ้าม่านโปร่งสีขาวสะอาดเข้ามาในห้องนอนสีขาวครีมอันอบอุ่น แล้วกระทบกับพื้นไม้สีเข้มขัดเงาอย่างดีภายในห้องนอนอันหรูหราและอบอุ่นของบ้านพักสไตล์คอตเทจหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง

    แซ็กทอดสายตามองความงามของสวนดอกไม้ผ่านหน้าต่างที่อยู่ติดกับเตียงนอนอันนุ่มนิ่มที่เขานอนอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของป่าสนหลังบ้านได้ดี

    แม้ว่าสวนดอกไม้ในฤดูใบไม้ร่วงจะไม่ได้งดงามน่ามองเหมือนกับในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ความงามอันเป็นธรรมชาติตามฤดูกาลของมันก็เพียงพอสำหรับฤดูสุดท้ายในชีวิตของเขาแล้ว

    เสียงกุกกักของคนที่ถือไม้เท้าอยู่หน้าประตูไม่ทำให้แซ็กเสียสมาธิมากนัก เขาเพียงแค่รับรู้ว่า ผู้มาเยือนคงมานั่งเฝ้าเหมือนกับทุกวัน ขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มยังคงเพลิดเพลินกับความงามของธรรมชาติในฤดูใบไม้ร่วงนอกหน้าต่าง

    “หลานเอาดอกทิวลิปที่พี่ชอบมาฝาก” อเล็กซ์ถือไม้เท้าก้าวมาวางแจกันดอกทิวลิปไว้ใกล้กับรูปแต่งงานของเขากับภรรยาบนโต๊ะข้างเตียงของผู้เป็นพี่

    “…อากาศเย็นแล้วพี่ต้องห่มผ้าดีๆ” เมื่อเห็นว่าผ้าห่มของชายชราผู้เป็นพี่เลิกขึ้นมาเล็กน้อย อเล็กซ์จึงค่อยๆ ก้มลงคลุมผ้าห่มให้อีกฝ่ายพลางนึกตำหนิพ่อบ้านไปด้วย

    “ขอบใจนะ” แซ็กหันมามองใบหน้าอันเหี่ยวย่นตามกาลเวลาของน้องชายที่เป็นคนดูแลเขามาตลอด แล้วเอ่ยคำขอบคุณที่กลั่นออกมาจากใจอย่างเชื่องช้าด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นตามประสาคนที่รู้ว่า เวลาของตัวเองใกล้เข้ามาแล้ว

    …แซ็กรู้ดีว่า อีกไม่กี่นาทีหลังจากนี้ เวลาของเขาบนโลกคนเป็นก็จะหมดลง

    อเล็กซ์ยิ้มรับพี่ชาย จากนั้นเขาจึงวางไม้เท้าซึ่งพักหลังมานี้ต้องพึ่งพามันบ่อยๆ ไว้ข้างเก้าอี้แล้วทรุดตัวนั่งลงโดยไม่วายที่จะหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้จากโต๊ะข้างเตียงของพี่ชายขึ้นมาอ่านเงียบๆ

    แซ็กหันกลับไปดื่มด่ำกับทิวทัศน์นอกหน้าต่างอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าความเงียบงันที่ชวนให้ใจสงบภายในห้องดำเนินไปนานแค่ไหน

    เมื่อรู้ตัวอีกทีแสงสีทองอันเจิดจ้าก็ค่อยๆ โอบล้อมทิวทัศน์รอบตัวอย่างช้าๆ อึดใจต่อมาทิวทัศน์รอบกายพลันเปลี่ยนเป็นความสว่างไสวอันงดงามที่พร่าเบลอในเวลาเดียวกัน

    ชั่วเวลานั้นแซ็กรู้สึกราวกับว่า กำลังติดอยู่ในภวังค์ฝันอันงดงามในแบบที่ไม่เคยประสบมาก่อน

    ริมฝีปากหยักค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยในชุดสูทสีเทาก้าวเข้ามาในห้องท่ามกลางแสงสว่างอันพร่าเลือน

    ฝ่ามือสีขาวสว่างสวมโซ่สีเงินอันเป็นประกายแวววาวที่แซ็กคะนึงหามาโดยตลอดเคลื่อนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับสุ้มเสียงที่เขาถวิลหาตราบจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายดังขึ้นมาท่ามกลางทิวทัศน์อันอบอุ่นที่เต็มไปด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้าราวกับภาพฝันอันงดงาม

    “ถึงเวลาของนายแล้ว”

     

    จบบริบูรณ์

    ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตอนจบของพวกเขานะคะ

    ใน E-book จะมีตอนพิเศษอีก 3 ตอนฝากอุดหนุนกันด้วยนร๊า

    Ebook วางขายในmeb นะคะ 

    ขอบคุณนักอ่านทุกท่านจริงๆ ที่ยังคงติดตามนักเขียนตัวน้อยๆ ให้ได้สร้างสรรค์ผลงานในเรื่องต่อไป

    ขอบพระคุณจริงๆ ค่ะ

    ทั้งนี้ขอฝากผลงานเรื่องใหม่ของเราด้วยนะคะ

    Dreaming cage กรงฝันพันธนาการนาย




    รักทุกคนเสมอ ขวัญๆ แค่หัดเขียน