มาริลีนจะต้องสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยช่างตัดเสื้อผู้มีฝีมือและราคาแพงที่สุดบนถนนบอนด์สตรีท จะต้องตกแต่งทรงผมด้วยฝีมือช่างที่มากความสามารถหล่อนจึงสวยเด่นสะดุดตาในห้องบอลล์รูมของทุกคฤหาสน์ถ้าไม่มีญาติสาวปรากฏตัวอยู่ด้วย
ซึ่งเคาน์เตส แห่งมิลล์บรู๊ค มองเห็นอย่างชัดเจนเลยว่าถ้าเฮอเมียอยู่เคียงข้างลูกสาวของนางแล้วมาริลีนย่อมจะไม่มีทางได้รับคำอภินันทนาการในความงามเลย..
ครั้งแรกที่เฮอเมียได้รับรู้ว่าตนเองจะไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานบอลล์ ซึ่งจัดขึ้นที่เดอะ ฮอลล์ทั้งที่เธอเฝ้ารอคอยด้วยความตื่นเต้นกระวนกระวายใจอย่างที่สุดเธอถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ
“มาริลีนตัดชื่อหนูออกได้ยังไงกันคะมาม่า?” เธอถามด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น “เราเคยคุยกันเสมอถึงเื่ต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเมื่อเราโตขึ้นแล้วก็เคยคุยกันเื่งานบอลล์ด้วย..และตอนที่คุยกันมันก็น่าสนุกออก..เรายังล้อกันเลยว่าเราจะชนะใจผู้ชายได้สักกี่คนแล้วใครจะเป็ผู้ชนะที่แท้จริง..” เธอพูดพลางสะอื้นไห้ไม่ยอมหยุดผู้เป็มารดาได้แต่โอบและรั้งร่างเข้ามาแนบอก
“เอาละฟังแม่ให้ดีนะลูก..” มิสซิสบรู๊คพูดเสียงเบา “แม่คิดว่ามันถึงเวลาที่ลูกควรจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงเสียทีแล้วเหมือนที่แม่ต้องทำตอนที่แต่งงานกับพ่อของลูกนั่นแหละ..”
เฮอเมียปาดน้ำตา ฟังสิ่งที่มารดาพูดอยู่อย่างสนใจ
“แม่รู้ว่าบางครั้งลูกจะต้องคิดสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมท่านป้าอีดิธ หรือแม้แต่ท่านลุงจอห์นของลูกจึงมักจะแสดงท่าที่เหมือนเหยียดหยามแม่”
“หนูเคยสังเกตเห็นอยู่เหมือนกันเวลาที่ท่านลุงกับท่านป้าทำท่าแบบนั้นใส่มาม่า”
“ที่เป็อย่างนั้นก็เพราะท่านปู่ได้วางแผนไว้ว่าจะให้พ่อของลูกแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งร่ำรวยมาก..และผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ไกลจากเดอะฮอลล์ เท่าไรเลย ทั้งเธอยังแสดงให้ทุกคนเห็นอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วยว่าเธอรักพ่อของลูกมาก”
“หนูว่าเื่นั้นไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะมาม่า เพราะปาป้าเป็คนหล่อมากจนหนูเข้าใจได้เลยว่าพวกผู้หญิงจะต้องมองเห็นว่าปาป้าเป็ผู้ชายที่มีเสน่ห์อย่างที่สุด”
“แม่เองก็เห็นอย่างนั้นเหมือนกัน”มารดาของเฮอเมียตอบอย่างยอมรับ “ในสายตาของแม่พ่อเป็ผู้ชายที่ดึงดูดใจอย่างที่สุด เป็คนที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกด้วย”
ตลอดเวลาดังกล่าวมิสซิสบรู๊คพูดถึงสามีด้วยน้ำเสียงและแววตาที่อ่อนโยนบ่งบอกถึงความรักที่หล่อนมีต่อสามีอย่างสุดซึ้ง
“แต่ว่าแม่เป็ลูกสาวของนายพลคนหนึ่งที่อุทิศชีวิตเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอดเมื่อเกษียณอายุจากราชการก็มีเงินำาญเพียงปีละไม่เท่าไรเลย เมื่อเป็เช่นนี้ลูกๆ ของท่านก็ต้องพลอยยากจนตามไปด้วย”
เฮอเมียผุดลุกขึ้นนั่งหยาดน้ำตาบนนวลแก้มแห้งหายไปแล้ว..
“ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วละค่ะ มาม่า..”เธอกล่าว “ว่าที่ปาป้าแต่งงานกับมาม่าก็เพราะท่านรักมาม่ามาก และไม่คิด
จะสนใจผู้หญิงอื่นและไม่คิดจะสนใจผู้หญิงอื่นแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะร่ำรวยสักแค่ไหนก็ตาม”
“นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ”แม่ของเธอตอบอย่างยอมรับ “ทั้งท่านย่าและท่านลุงต่างช่วยกันเกลี้ยกล่อมเพื่อให้พ่อของลูกคิดถึงอนาคตในวันข้างหน้าไว้บ้างแต่พ่อกลับบอกทุกคนอย่างเปิดเผยเลยว่า นี่คือสิ่งที่เขา้าจะทำ..”
“หลังจากนั้นมาม่ากับปาป้าก็แต่งงานกันแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาโดยตลอด” ดวงตาของเฮอเมียเป็
ประกาย
“มันเป็ความสุขที่สุดในชีวิตเลยลูก”มิสซิสบรู๊คยอมรับกับลูกสาว “ขณะเดียวกันลูกก็ย่อมจะต้องได้รับความเดือดร้อนไปด้วยเพราะไม่เพียงแต่ลูกจะเป็ลูกของแม่เท่านั้น แต่ยังเป็เพราะลูกเกิดมาสวยเป็เด็กน่ารักมากอีกด้วย”
เฮอเมียออกจะใกับคำพูดของมารดา ทั้งนี้เพราะมันเป็อะไรบางอย่างที่มิสซิสบรู๊คไม่เคยพูดกับลูกสาวมา
ก่อนเลย
“สิ่งที่แม่กำลังพูดอยู่นี้มันเป็เื่จริงไม่ได้หมายความว่าแม่จะมายกยอลูกของตัวเอง แม่เชื่ออย่างสนิทใจเลยนะว่าเพราะชีวิตแต่งงานของพ่อกับแม่เป็ชีวิตความสุขมาก และเราสองคนก็รักกันมากเพราะฉะนั้น ไม่เพียงแต่ลูกที่เกิดมาจะมีหน้าตาสวยสดงดงามเท่านั้นแต่รูปร่างและบุคลิกภาพย่อมจะต้องดีตามไปด้วย”
ซึ่งเป็ความจริงอย่างยิ่งสำหรับปีเตอร์..เฮอเมียคิดอยู่ในใจ
พี่ชายของเธอเป็ชายหนุ่มที่มีความหล่อสะดุดตาและเพราะเฮอเมียมีส่วนละม้ายมารดาอย่างมากดังนั้นเธอจึงมั่นใจในความสวยของตัวเองได้เต็มที่
เมื่อใดก็ตามที่มีงานปาร์ตี้ต่างๆ จัดขึ้นที่เดอะฮอลล์ บรรดาสุภาพบุรุษทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตามมักจะหาทางเข้ามาชวนเธอสนทนาอยู่ไม่ว่างเว้น
“สิ่งหนึ่งที่แม่อยากจะให้ลูกจดจำไว้..”มิสซิสบรู๊คกล่าวต่อ “ในชีวิตของคนเรานั้นเรามักจะต้องชดใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งทุกสิ่ง จำไว้นะลูกว่าไม่เคยมีอะไรในโลกนี้ที่เราจะได้มาฟรีๆ และยิ่งลูกด้วยแล้วขณะที่ลูกอาจจะคิดว่ามันเป็ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการที่ลูกเกิดมาเป็คนสวยลูกก็ยังจะต้องชดใช้ในความสวยนั้นด้วยความรู้ที่ว่าจะต้องมีผู้หญิงอื่นที่อิจฉาริษยาในตัวลูก และจะทำให้ความ้าในอะไรก็ตามของลูกกลายเป็สิ่งที่จะได้มาด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น”
นั่นคือสิ่งที่มาริลีนได้กระทำและแสดงให้เห็นแล้ว..เฮอเมียคิดอยู่ในใจ..ไม่มีบัตรเชิญจากเดอะฮอลล์ ส่งมาที่บ้านนี้อีกและท่านป้าก็มักจะจับตามองเธอด้วยสายตาประสงค์ร้ายแม้จะเป็ตอนที่อยู่ในโบสถ์ก็ตาม
ปีเตอร์กลับมาจากอ็อกซ์ฟอร์ด..ซึ่งทุกคนในครอบครัวต้องเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อส่งเขาไปเรียนต่อที่นั่นเมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาไม่เพียงแต่จะเล่าถึงเื่น่าตื่นเต้นต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตนักศึกษาของตนแต่ยังเล่าถึงการเดินทางไปเที่ยวกรุงลอนดอนกับเพื่อนสนิทบางคนด้วย..
เวลาอยู่กับเฮอเมียตามลำพังเขามักจะร้องทุกข์กับเธอว่าเขาน้อยใจเพียงไรที่ตัวเองไม่มีเงินมากพอที่จะสั่งตัดเสื้อผ้าจากช่างฝีมือเยี่ยมอย่างที่เพื่อนๆทำกันอยู่
“แม้แต่ม้าทุกตัวที่พวกเขาเป็เ้าของก็ล้วนแล้วแต่เป็ม้าที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวทั้งนั้นซึ่งคนอย่างพี่คงไม่มีปัญญาจะหาซื้อม้าสักตัวให้ทัดเทียมกับพวกเขาได้หรอก”
ปีเตอร์ก็เช่นเดียวกับพ่อ คือได้รับอนุญาตให้ขี่ม้าที่อยู่ในโรงม้าใหญ่ของท่านเอิร์ลได้ทุกเวลาที่้าแต่จะเอาไปไหนด้วยไม่ได้อย่างเด็ดขาดม้าที่เขาใช้อยู่ที่อ็อกซ์ฟอร์ดนั้นถ้าไม่ขอยืมมาจากเพื่อนก็มักจะต้องหาเช่าจากบางคอกที่ยอมให้เช่าเท่านั้น
“บอกตามตรงว่าพี่เกลียดความยากจนอย่างที่สุด..”เขาเคยร้องใส่หน้าเธอด้วยความขุ่นแค้นมาแล้วตอนที่กลับมาเยี่ยมบ้านคราวที่แล้ว
“อย่าได้พูดอย่างนี้ให้ปาป้าหรือมาม่าได้ยินเชียวนะ..”เฮอเมียรีบเตือนพี่ชาย “ไม่เช่นนั้นท่านจะเสียใจได้”
“พี่รู้หรอกน่า” ปีเตอร์ตอบ “แต่เวลาที่พี่ขึ้นไปเดอะฮอลล์แล้วเจอวิลเลียมผู้มีเงินล้นฟ้าเข้าเขาจะต้องใช้วาจากระทบกระเทียบพี่ทั้งต่อหน้าและลับหลังเที่ยวเล่าเื่อะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับความยากจนของเราให้พวกเพื่อนๆ พี่ฟังบางครั้งพี่ก็อยากจะชกหน้ามันให้คว่ำไปเลย..!”
“ตายแล้ว..” เฮอเมียร้องลั่นอย่างใ“พี่อย่าได้ทำอะไรแบบนั้นเขียวนะ ถ้าเื่ถึงท่านลุงจอร์นละก็ท่านก็จะต้องโกรธมาก แล้วทั้งพี่และปาป้าก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เอาม้าไปขี่ได้อีกและพี่ก็คงรู้แล้วว่าเวลานี้ฉันไม่ได้รับเชิญจากทางเดอะ ฮอลล์อีกต่อไปแล้ว”
“ปาป้าเล่าให้พี่ฟังแล้วละ” ปีเตอร์ตอบ “แต่มันเป็ความผิดของเธอเองนี่ที่เกิดมาสวยจนน่าหมั่นไส้”
“เอ๊ะ..นี่พี่กำลังชมฉันอยู่ใช่ไหม?”เฮอเมียถามปนหัวเราะ
“ก็ใช่น่ะสิ” ปีเตอร์ตอบหน้าตาเฉย“นี่นะ ถ้าเธอได้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีๆได้รับอนุญาตให้เดินทางไปลอนดอนตอนฤดูกาลงานสังคมละก็พี่รับรองได้เลยว่าเธอจะได้รับการดื่มอวยพรจากสำนักเซนต์ เจมส์และตอนนั้นแหละเธอที่พี่จะภาคภูมิใจในตัวเธออย่างที่สุด”
เขาไม่เพียงแต่จะคิดถึงเธอเท่านั้น..เฮอเมียรู้..แต่เขา้าความสะใจเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาอวิลเลียมผู้ทั้งเป็เพื่อนทั้งญาติสนิทกลับมองเห็นเขาเป็เพียง ‘ขอทานที่มายืนรอรับการบริจาคอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน..!’
และเนื่องจากปีเตอร์มีนิสัยใจคอละม้ายคล้ายบิดาจู่ๆเขาก็ะเิออกมาว่า
“เฮ้อ..ช่างหัวมันเถอะทำไมพี่จะต้องแคร์ด้วย..พี่ตั้งใจแล้วว่าจะต้องทําให้ชีวิตของตัวเองประสบแต่สิ่งที่ดีที่สุด..จําคําพี่ไว้เลยนะเฮอเมีย ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์หรือด้วยกล ไม่ช้าไม่นานนี้แหละพี่จะต้องได้ทุกสิ่งที่พี่้า..!”
“ถ้าจะไม่มีใครเชื่อพี่เลยขอให้รับรู้ไว้ว่า..ฉันเชื่อ” เฮอเมียตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
จากนั้นสองพี่น้องก็เดินจูงมือกันลงบันไดไปรับประทานอาหารซึ่งแม้จะเป็เพียงอาหารธรรมดาๆ ไม่กี่อย่างแต่ก็ได้รับการปรุงแต่งอย่างประณีตด้วยฝีมือมารดา ที่พยายามใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัดจําเขี่ยให้เป็ประโยชน์ที่สุด