วารีสองพิภพ

    30. มื้อค่ำอันร้อนระอุ

    ความเดิมตอนที่แล้ว

           สถานการณ์ณ หมู่บ้านหัว หวงจิ้งเอินที่แคลงใจในตัวเสี่ยวม่าน ได้โอกาสซักไซ้นางเพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของนางทว่าไม่ว่าจะถามอย่างไร คำตอบของนางก็ยังเหมือนเดิม เขายังคงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นใครและมีจุดประสงค์ใดกันแน่ทางด้านเฉินเสวี่ยหยางที่อยู่ระหว่างทางไปค่ายสรรพาวุธพร้อมกับหลินเพ่ยหนิงสององครักษ์คนสนิท หูจิงและสาวรับใช้อย่างลั่วชีชี แต่ตลอดการเดินทางดูไม่ราบรื่นเท่าใดนักเพราะนอกจากรถม้าจะถูกคลายสลักล้อและม้าลากจูงก็ถูกวางยา พวกเขายังถูกซุ่มโจมตีจากกลุ่มมือสังหารที่จ้องเอาชีวิตหลินเพ่ยหนิงหากแต่ความรอบคอบของเฉินเสวี่ยหยางบวกกับความเก่งกาจของหูจิงและสององครักษ์รวมทั้งเหล่าทหารอาชาเงาที่ถูกวางกำลังเอาไว้ จึงทำให้พวกเขารอดพ้นอันตรายมาได้แม้ว่าจะถูกเหม่ยซิ่นฮวาฉวยโอกาสซ้ำ แต่ด้วยอำนาจเหนือคนธรรมดาของเฉินเสวี่ยหยางจึงทำให้เหม่ยซิ่นฮวาต้องผิดหวังอีกครั้ง

           กึกกัก ๆ ๆ.. รถม้าสกุลเฉินเคลื่อนตัวมาถึงจุดหมายซึ่งมีกระโจมสีขาวตั้งอยู่เรียงรายทั้งสองฝั่งถนนแสงสว่างจากคบไฟที่จุดอยู่ข้างทางซ้ายขวาดั่งเส้นแบ่งเขตสัญจรกับพื้นที่พำนักพักกายของเหล่าผู้กล้าเมื่อรถม้าเคลื่อนผ่าน ทหารที่เดินเวรยามต่างพากันยืนโค้งศีรษะคำนับบุคคลที่นั่งอยู่ด้านในนักรบผู้กล้าผู้สวมเกราะเหล็กปิดทับชุดสีทึบและพกพาดาบเป็นอาวุธอีกทั้งยังมีพลซุ่มยิงหน้าไม้และพลธนูฝึกฝนกันอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน พวกเขาคือกองทหารเกราะเหล็กอันเกรียงไกรแห่งหนานจิ้ง..เช้ง ๆ ตุ้บ! ผลั้ก!.. เสียงกระทบกันของดาบแลหมัดเท้าของทหารที่ประลองฝีมือเพื่อฝึกฝนทักษะ ดังไปทั่วลานฝึกทำให้องค์หญิงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงงเล็กน้อย ..“ นี่เราหลับไปเหรอ? ”..หลินเพ่ยหนิงนึกสงสัยขึ้นมาในใจ เมื่อหันไปด้านข้างก็เห็นเฉินเสวี่ยหยางยังคงนั่งอ่านตำราอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับไปไหนนางนึกเขินอายที่ได้เผลอกลับจนทำให้เขาต้องนั่งเฝ้า นางจึงแสร้งเอียงตัวหลบเหมือนว่ายังไม่ตื่นขณะที่สายตาของเขายังคงจดจ่ออยู่กับตำราที่ถืออยู่ในมือ

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ตื่นแล้วหรือ? ”

    นิ่ง

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ รู้หรือไม่ หากแกล้งหลับจะต้องโดนอะไร? ”

    หลินเพ่ยหนิงพลันลุกขึ้นนั่งอย่างว่าง่ายทันที พลางหลบสายตาของเฉินเสวี่ยหยาง

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ หลับสบายไหม? ”

    นางพยักหน้าตอบอย่างเอียงอาย

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ รู้อย่างนี้ มาด้วยกันเสียแต่แรกก็ดี แมวจะได้หลับนานหน่อย ”

    เฉินเสวี่ยหยางอดไม่ได้ที่จะแกล้งหยอกนางทำให้นางขึงตากลมสวยมองเขาอย่างน่าเอ็นดูจนเฉินเสวี่ยหยางหลุดยิ้มในความน่ารัก ..“ว่าเราเป็นแมวเหรอ? ”.. หลินเพ่ยหนิงโต้ขึ้นมาในใจ

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ แต่ข้าชอบนะ แมวตัวนี้ชอบมาหลับอยู่ใกล้ ๆ ข้า ”

    ถ้อยคำหยอกเย้ายังเปรยออกมาพร้อมแววตาที่ชวนหลงใหลทำให้นางต้องลดสายตาหลบด้วยแววตาหวั่นไหว ใบหน้าแดงก่ำ ..“ นี่เราทำอะไรไปบ้างเนี่ย?”.. ดูเหมือนการแกล้งหลินเพ่ยหนิงจะเป็นงานถนัดอีกอย่างหนึ่งของเขาไปเสียแล้ว

            เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวมาถึงกระโจมใหญ่ซึ่งมีบ้านไม้ตั้งตระหง่านอยู่ด้านในสุดท่ามกลางเหล่าทหารอาชาเงานับร้อยนายที่มายืนเรียงแถวเพื่อรอต้อนรับเจ้าเมืองน้อยเฉินรวมทั้งเหล่าหลีหรือหลี่ซู่เหลยและฮูหยินหลี่ก็ออกมายืนรอต้อนรับพวกเขาด้วยเช่นกันครั้นสี่ล้อได้หยุดลง บรรดาผู้กล้าในชุดสีทึบต่างกำหมัดขวาทาบที่อกซ้าย จากนั้นจึงคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงพลางเปล่งเสียงอันฮึกเหิมจนดังกึกก้อง..พรึบ!..

     “ ฮู่! ”

    หนึ่งบุรุษในอาภรณ์ขาวก้าวออกมาจากรถม้าและหันไปยื่นมือรับหนึ่งสตรีในชุดสีอ่อนที่ก้าวตามกันมาเพียงแค่เท้าของหลินเพ่ยหนิงแตะที่พื้น หลี่ซู่เหลยพร้อมด้วยฮูหยินก็ทิ้งสองเข่าลงคารวะองค์หญิง

    หลี่ซู่เหลย : “ ช่างหลี่ คารวะองค์หญิง ”

    ฮูหยินหลี่ : “ คารวะองค์หญิง ”

    หลี่ซู่เหลยโค้งตัวลงจนศีรษะแทบจรดพื้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดกับหลินเพ่ยหนิง

    หลี่ซู่เหลย : “ องค์หญิง ข้าน้อยผิดมหันต์นักที่ต้องรบกวนให้ท่านเดินทางมาหาถึงที่นี่ ”

    หลินเพ่ยหนิงรีบเข้าไปพยุงแขนของเขาลุกขึ้น แล้วเหล่าหลีพร้อมด้วยฮูหยินก็ค่อย ๆลุกขึ้นด้วยกิริยานอบน้อม และหันไปขอบคุณเฉินเสวี่ยหยาง

    หลี่ซู่เหลย : “ เจ้าเมืองน้อย ขอบคุณท่านนัก ”

    ฮูหยินหลี่ : “ องค์หญิง เวลาช่างผ่านไปเร็วมากเหมือนว่าข้าเพิ่งจะเห็นท่านวิ่งเล่นที่ลานหน้าเมื่อไม่นานมานี้เอง บัดนี้กลายเป็นสตรีผู้งดงามยิ่งมิใช่องค์หญิงน้อยอีกแล้ว ส่วนเจ้าคงจะเป็นลั่วชีชีสินะ ”

    ลั่วชีชี : “ เจ้าค่ะหลี่ฮูหยิน ”

    ลั่วชีชีตอบพลางย่อเข่าคารวะหลี่ฮูหยิน

    หลี่ซู่เหลย : “ เจ้าเมืองน้อย ข้ายังไม่ได้แนะนำให้ท่านรู้จักนี่คือฮูหยินข้า จ้าวเจี้ยนฟาง ”

    ฮูหยินหลี่ : “ ข้าจ้าวเจี้ยนฟาง คารวะเจ้าเมืองน้อยเฉิน ”

    เพียงแค่ได้ยินชื่อแซ่ แววตาของเฉินเสวี่ยหยางเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างหากแต่ยังคงสุขุมและก้มศีรษะรับการคารวะจากนาง

    ฮูหยินหลี่ : “ ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตพวกเราไว้ในฐานะภรรยาและแม่ของลูก ข้าจ้าวเจี้ยนฟางขอบคุณในน้ำใจของเจ้าเมืองน้อยเฉินเป็นอย่างมากบุญคุณนี้ข้าจะจดจำไม่มีวันลืม ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าเพียงทำในสิ่งที่สมควรเท่านั้น ”

    หลี่ซู่เหลย : “ ถึงอย่างไร พวกเราก็ติดหนี้บุญคุณท่าน เราชาวหนานจิ้งมีคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระ หากมีเรื่องใดให้ช่วย ขอเพียงเอ่ยปากเราสกุลหลี่พร้อมช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ”

    ฮูหยินหลี่ : “ เราสิได้รับเกียรติ ”

    หลี่ซู่เหลย : “ เอาเถิด ทั้งสองท่านคงเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยรีบเข้าข้างในก่อนเถิด ”

    ฮูหยินหลี่ : “ องค์หญิง เจ้าเมืองน้อย เชิญ ”

    เจ้าบ้านสกุลหลี่เชื้อเชิญคนทั้งสองเข้าไปด้านในแต่สายตาของหลี่ซู่เหลยที่มองไปเห็นหูจิง ดูไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก เฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงพากันเดินตามหลี่ฮูหยินเข้าไปโดยมีลั่วชีชีเดินตามด้วยท่าทางสะลึมสะลืมพร้อมด้วยมีเฟยฉีและเฟยหมิงเดินตามมาติด ๆ รั้งท้ายด้วยหูจิงที่คอยเหลียวซ้ายมองขวาเพื่อความไม่ประมาทแต่ระหว่างที่เดินกันอยู่นั้น

    ลั่วชีชี : “ ฮ้าว.. นี่เราหลับไปตอนไหนกัน ทำไมเหมือนข้าหลับไปนานมากแต่ก็ยังง่วงอยู่ดี”

    ลั่วชีชีบ่นพึมพำกับการหลับลึกของตน โดยไม่รู้เลยว่าเพราะหูจิงเป็นคนทำให้นางหลับอย่างไม่รู้สึกตัว

    ลั่วชีชี : “ นี่อาฉี ข้าหลับไปนานแค่ไหนเหรอเหตุใดข้าถึงไปนอนอยู่บนรถคันนั้นได้ล่ะ? ”

    เฟยฉี : “ อ๋อ! คือ.. ข้าเห็นเจ้าสัปหงกจนจะตกรถอยู่แล้ว ก็เลยปลุกเจ้าไปนอนบนรถขนสัมภาระน่ะอย่าบอกนะว่าจำไม่ได้? ”

    ลั่วชีชี : “ อืม ก็ใช่น่ะสิทำไมข้าถึงจำเรื่องพวกนั้นไม่ได้เลยล่ะ จริงเหรออาหมิง น้าหู ข้าทำแบบนั้นไปเหรอ?”

    เฟยหมิงอมยิ้มในขณะที่หูจิงทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้

    เฟยฉี : “ นี่.. ข้าจะโกหกเจ้าทำไมกัน ข้าว่านะ ตอนนั้นเจ้าคงหลับเพลินเลยคิดว่ากำลังฝันอยู่แน่ ๆ ”

    ลั่วชีชี : “ ออ.. เหรอ ”

    ลั่วชีชีเดินไปพลางเกาหัวยิก ๆ เพราะไม่คิดว่าตนจะเดินไปขึ้นรถม้าอีกคันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวสักนิดเมื่อนางให้หลังไป เฟยฉีก็เปลี่ยนท่าทีกลบเกลื่อนเป็นโล่งใจขึ้นมาทันที ..ฟู่..

    เฟยหมิง : “ ระวังเถิด หากนางรู้เข้า เลือกเอาเถิดว่าคราวนี้เจ้าจะวิ่งไปทางไหน”

    เฟยฉี : “ อาหมิง เจ้าอย่าล้อข้าสิ เห็นตัวเล็ก ๆอย่างนั้นมือหนักใช่เล่นเลยนะ หูจิง พี่หู เจ้าก็รู้ใช่ไหม ข้ามิได้ตั้งใจล่วงเกินนางแค่อยากช่วยนางเท่านั้นน่ะ ”

    หูจิง : “ ข้าแค่พาดบันได ส่วนเจ้าจะปีนหรือไม่ ก็อยู่ที่เจ้า”

    เฟยฉี : “ อ้าว! ไหงงั้นน่ะ ”

    พูดจบ หูจิงก็เดินตามเฟยหมิงไป ทิ้งให้เฟยฉีทำท่าทางเก้ๆ กัง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินตามไปในภายหลัง

            ทางด้านจวนเจ้าเมืองหลินจางหยวนรีบกลับมาที่เรือนหน้าเพราะได้รับรายงานความเคลื่อนไหว แต่เมื่อมาถึง เขากลับไม่พบเจ้าเมืองหลินอยู่ที่ห้องทำงานจางหยวนดูท่าทางร้อนใจจึงรีบหมุนตัวเดินออกจากที่นั่น แล้วก็มาพบหลินหงชุนระหว่างทางไปเรือนหลักเขาจึงรีบคารวะเพื่อรายงานข่าวสาร

    จางหยวน : “ นายท่านขอรับ ”

    หลินหงชุนยกมือขึ้นห้ามพลางกลอกตามองซ้ายขวา เพราะสถานที่ไม่เอื้อต่อการพูดคุยการสำคัญเขาเดินนำจางหยวนไปที่ห้องทำงานในเรือนหน้าอันเป็นสถานที่เดิม

    หลินหงชุน : “ มีเรื่องใดอีกรึ? ”

    จางหยวน : “ เรียนนายท่าน คนของเรารายงานมาว่า ทางจวนผู้นำมีความเคลื่อนไหวขอรับมีคนเห็นรถม้าสกุลหม่าและสกุลซ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก คาดว่าคงต้องเป็นที่นั่นขอรับ”

    หลินหงชุน : “ หึ! ”

    แทนที่หลินหงชุนจะหวั่นใจ แต่เขากลับยิ้มอย่างชื่นชมด้วยความคาดไม่ถึง

    หลินหงชุน : “ หมากกระดานนี้น่าสนุกจริง ๆ ข้าแทบจะรอดูฉากต่อไปไม่ไหวแล้ว”

    จางหยวน : “ จะให้คนของเราตามดูหรือไม่ขอรับ? ”

    หลินหงชุน : “ ไม่ต้อง ปล่อยให้เขาจัดการไปเถิด อีกไม่นาน แผ่นดินหนานจิ้งก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเราแค่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ”

    จางหยวน : “ ขอรับ ไม่คิดเลยว่าเจ้าเมืองน้อยผู้นี้หลักแหลมยิ่งนักเดินหมากครั้งเดียวเล่นเอาสะเทือนไปทั้งกระดาน แต่ละฝ่ายนั่งไม่ติดกันเลยทีเดียวนายท่านคิดว่าแม่ทัพเหลียงจะไปที่นั่นด้วยหรือไม่ขอรับ? ”

    หลินหงชุน : “ การมาของหลี่ซู่เหลยเท่ากับเป็นการบีบให้พวกเขาแสดงท่าทีแต่ไม่ว่าใครจะเลือกอย่างไหน เหลียงจิ่งเสียนจะไปหรือไม่ บทสรุปของหมากกระดานนี้ย่อมไม่ต่าง”

    จางหยวน : “ แล้วทางนั้นจะยอมหรือขอรับ? ”

    ..ฟืด.. เจ้าเมืองหลินถอนหายใจด้วยสีหน้าจริงจัง

    หลินหงชุน : “ เดิมที บัลลังก์นี้ก็มิใช่ของสกุลหลิน แต่เป็นของสกุลเหอมาโดยตลอดบัดนี้ทายาทสืบทอดเหลือเพียงหนิงเอ๋อคนเดียวเท่านั้น ทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ถึงไม่ยอมแล้วจะทำอย่างไรได้”

    ทั้งสองคนหารือกันโดยหารู้ไม่ว่าหลินซานซานแอบยืนฟังอยู่ด้านนอกนางจิกมือที่เกาะอยู่ข้างประตูด้วยใบหน้าตึงเครียด ดวงตามีน้ำตาเอ่อสีหน้าท่าทางสับสนเหมือนกำลังหาทางออกให้กับตัวเอง จากนั้นนางก็เดินออกไปจากที่นั่น

     

        ส่วนเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิง เมื่อมาถึงเรือนไม้ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เรียกได้ว่ากว้างขวางพอสมควร บ้านหลังนี้เป็นที่พักชั่วคราวของบ้านสกุลหลี่ ในระหว่างรอจวนหลี่ที่พังเสียหายจนต้องสร้างใหม่ให้แล้วเสร็จ

    ฮูหยินหลี่ : “ ทุกท่าน เชิญด้านใน ”

    จ้าวเจี้ยนฟางเอ่ยเชื้อเชิญผู้มาเยือนเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ซึ่งจัดเตรียมไว้ต้อนรับพวกเขา

    ฮูหยินหลี่ : “ อาจจะคับแคบไปนิด แต่เรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ท่านทั้งสองวางใจได้”

    เฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะทรงสี่เหลี่ยมโดยมีลั่วชีชีตามมาหยุดอยู่ด้านหลังหลินเพ่ยหนิงหลี่ฮูหยินจึงได้หันไปสนทนากับผู้เป็นสามี

    ฮูหยินหลี่ : “ ท่านพี่ ข้าจะไปดูสำรับในครัวสักประเดี๋ยว ”

    หลี่ซู่เหลย : “ อื้ม ไปเถอะ ”

    เมื่อคนสำคัญเข้าไปด้านใน ด้านนอกจึงมีเพียงสององครักษ์ที่ยืนคุ้มกันพร้อมกับหูจิงทว่าหูจิงคิดจะตามไปอารักขา แต่เฟยหมิงยกแขนขึ้นกันเพื่อไม่ให้เขาเดินผ่าน

    เฟยหมิง : “ ข้าว่าเจ้าอยู่ตรงนี้กับพวกข้าจะดีกว่า ”

    หูจิง : “ แต่ว่าองค์หญิง.. ”

    เฟยหมิง : “ เจ้าเมืองน้อยไม่ปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับองค์หญิงหรอก”

    เฟยฉี : “ ใช่ ดูก็รู้ว่าพวกเขาไม่ค่อยต้อนรับเจ้าเท่าไหร่แต่ก็พอเข้าใจเหตุผลอยู่หรอก ”

    สององครักษ์ทัดทานหูจิงเพื่อไม่ให้เขาติดตามหลินเพ่ยหนิงเข้าไปในห้องรับรองแม้เขาจะลังเลเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยขององค์หญิง แต่เพราะมีเฉินเสวี่ยหยางหูจิงจึงยอมเชื่อฟังและยืนรออยู่ด้านนอกแต่โดยดี ส่วนบรรยากาศในห้องรับรองนั้น

    “ ทุกท่าน อาหารมาแล้ว ”

    ฮูหยินหลี่กล่าวพร้อมกับการมาของสำรับอาหารที่บรรดาคนรับใช้นำมาวางเรียงบนโต๊ะมีทั้งเต้าหู้ผัดเผ็ด ผัดคงซินช่าย(ผักบุ้ง) ปลาเปรี้ยวหวาน ไก่ตุ๋นหนึ่งตัวน้ำแกงปลา ผลไม้ และยังมีขนมดอกกุ้ยฮวาซึ่งเป็นของโปรดของหลินเพ่ยหนิง แสดงถึงความใส่ใจและการเตรียมการต้อนรับเป็นอย่างดี

    ฮูหยินหลี่ : “ ที่นี่ออกจะห่างจากในเมืองสักหน่อย อาหารการกินจึงมีเท่านี้หวังว่าองค์หญิงและเจ้าเมืองน้อยจะไม่รังเกียจ ”

    หลินเพ่ยหนิง : “ ไม่เลย อาหารของท่านน่าทานออกเพียงนี้ ” (ภาษามือ)

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ดูไม่ใกล้คำว่าห่างไกลเมืองเลยสักนิด ”

    ลั่วชีชี : “ องค์หญิงบอกว่า.. ”

    ฮูหยินหลี่ : “ อาหารนี้น่ากินมาก ”

    ลั่วชีชี : “ หลี่ฮูหยิน ท่านเข้าใจภาษามือด้วยหรือ? ”

    ฮูหยินหลี่ : “ ก็ไม่เท่าไหร่ แค่เคยศึกษามาบ้าง เช่นนั้นเชิญองค์หญิง เจ้าเมืองน้อยตามสบายข้าจะไปดูน้ำแกงเม็ดบัวที่ตุ๋นไว้เสียหน่อย ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาหารตั้งมากมาย ไม่ทานด้วยกันหน่อยหรือ? ”

    หลี่ซู่เหลย : “ พวกข้าทานกันเรียบร้อยแล้วล่ะ เชิญท่านทั้งสองเถิดหวังว่าอาหารฝีมือฮูหยินข้าจะถูกปากท่าน องค์หญิงทานเยอะ ๆ เลยนะขอรับ ”

    หลินเพ่ยหนิงยิ้มให้ช่างหลี่ และหันมามองจานอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าใช่ว่านางจะไม่หิว ใช่ว่าอาหารจะไม่น่าทาน แต่เพราะทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ไอร้อนลอยคลุ้งจนทำให้นางไม่กล้าที่จะแตะ เมื่อลั่วชีชีเห็นดังนั้น

    ลั่วชีชี : “ เอ่อ.. คือ ”

    สาวรับใช้คิดจะหยิบอาหารเหล่านั้นไปทำให้มันหายร้อนเพราะรู้ดีว่าหลินเพ่ยหนิงทานของร้อนไม่ได้ แต่ทว่ากลับช้าไปก้าวหนึ่ง เฉินเสวี่ยหยางซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามได้ถอดถุงมือออกและวางฝ่ามือลงบนโต๊ะอาหารแค่พริบตาเดียว ไอร้อนก็หายไปจนหมด ทำให้ลั่วชีชีได้แต่ทำท่างุนงงอยู่ด้านหลังหลินเพ่ยหนิงไม่เพียงเท่านั้น เฉินเสวี่ยหยางยังใช้ตะเกียบคีบผักและเต้าหู้ให้กับนางเหมือนรู้ดีว่านางไม่แตะต้องเนื้อสัตว์ ลั่วชีชีเห็นเช่นนั้นจึงวางใจและก้าวเท้าถอยหลังไปยืนชิดผนังห้องพลางอมยิ้มหลังจากที่ฮูหยินหลี่เดินออกมาด้านนอกนางได้หันไปพูดคุยกับผู้ติดตามทั้งสามที่ยืนเรียงกันอยู่

    ฮูหยินหลี่ : “ ข้าเตรียมสำรับไว้ให้พวกเจ้าที่ด้านโน้น เชิญพวกเจ้าไปกินกันตามสบายถือเสียว่ามาพักผ่อน ”

    เฟยหมิง : “ ขอบคุณหลี่ฮูหยิน ”

    เฟยหมิงกล่าวพลางยกมือขึ้นขอบคุณจ้าวเจี้ยนฟางพร้อมกับเฟยฉีและหูจิงก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณนางเช่นกัน ก่อนที่นางจะเดินกลับไปที่ครัว

    เฟยฉี : “ กำลังหิวอยู่พอดีเลย ว่าแต่ไม่ได้ใส่อะไรลงไปในอาหารใช่ไหม? ”

    เฟยหมิง : “ ฮืม ”

    เฟยหมิงส่งเสียงในลำคอ ปรามผู้เป็นน้อง

    หูจิง : “ รีบไปกันเถอะ ”

    แล้วทั้งสามก็พากันเดินออกไปอีกทาง

            ณ บ้านไม้หลังหนึ่งนอกเมืองหนานจิ้ง ..ผลั้ก!.. จูซือฉีถูกซ่งจื่อรุ่ยผลักจนล้มลงไปนั่งกองกับพื้นนางเอาแต่ก้มหน้างุดดั่งคนที่รู้ความผิด

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ ข้าบอกให้เจ้านำยาไปใช้กับเฉินเสวี่ยหยางแต่เจ้ากลับไปวางยาม้า จูซือฉี สมองเจ้ามีปัญหาหรือจงใจขัดคำสั่งข้ากันแน่? ”

    แม้ใบหน้าจะเขียวช้ำแต่ยังคงใช้อำนาจบีบบังคับผู้อื่นเขายื่นมือที่มีรอยขีดข่วนเล็กน้อยไปบีบแก้มของนางโดยที่จูซือฉีทำได้เพียงยกมือขึ้นไหว้ด้วยสีหน้าอ้อนวอน

    จูซือฉี : “ คุณชาย ข้าเปล่านะเจ้าคะ ข้าไม่เคยคิดขัดคำสั่งท่าน เดิมทีข้าก็กะจะทำเช่นนั้นแต่เพราะองครักษ์สองคนนั่นไม่เคยห่างกายเขาเลย ข้าจึงไม่มีโอกาส และยังรู้มาอีกว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ค่ายข้าก็เลยต้องทำเช่นนั้นเจ้าค่ะ ”

    ซ่งจื่อรุ่ยผละมือออกจากแก้มของจูซือฉี

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ หึ! ดีที่ข้ามีแผนสำรองเผื่อไว้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังดวงแข็ง”

    จูซือฉี : “ คุณชายส่งคนไปขุดหลุมนั่นไว้หรือเจ้าคะ? ”

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ ใช่! ฝีมือข้าเอง แต่มันก็ยังพลาด ”

    ..“ เช่นนั้น ใครกันที่ตอกสลักล้อ? ”..จูซือฉีนึกสงสัยเพราะนางรู้ดีว่าไม่ได้เป็นคนตอกสลักล้อรถม้า

    ..ฟึบ!..

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ เอายานี่ไป ”

    ซ่งจื่อรุ่ยโยนห่อยาลงบนพื้น

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ นี่เป็นห่อสุดท้ายแล้วนะรู้รึเปล่าว่ายาพวกนี้มันหายากแค่ไหน ”

    จูซือฉียื่นมือไปหยิบห่อยานั่นมาถือไว้ในมือแววตาของนางยังคงมีความลังเลซ่อนอยู่

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ รอพวกมันกลับมา แล้วจัดการซะคราวนี้อย่าให้พลาดอีก เข้าใจไหม!? ”

    จูซือฉี : “ เอ่อ.. เจ้าค่ะ ”

    คำสั่งด้วยน้ำเสียงแข็งเจือการขู่เข็ญทำให้ผู้ที่ได้ยินพลันสะดุ้งหลังจากที่พูดจบ เขาก็เปลี่ยนสีหน้าท่าทางอย่างกับเป็นคนละคน

    ซ่งจื่อรุ่ย : “ ดี.. ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะอยู่กับข้าได้ ”

    ซ่งจื่อรุ่ยเดินมาลูบไล้ใบหน้าของจูซือฉีด้วยจริตแห่งตัณหาเดิมทีนางมีใจรักเขาอย่างลึกซึ้งและปรารถนาที่จะอยู่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายเขามาโดยตลอดแต่บัดนี้ จูซือฉีเริ่มรู้สึกเปลี่ยนไป นางคล้ายจะสะอิดสะเอียนต่อริมฝีปากที่ซุกไซ้ใบหน้าและซอกคอของนางเริ่มรู้สึกอึดอัดกับสองแขนที่โอบรัดลำตัวอันบอบบาง และเริ่มรังเกียจแม้กระทั่งตัวของนางเองแม้เป็นอย่างนั้น นางก็ต้องฝืนทนต่อการกระทำอันต่ำทรามหยามหมิ่น อดทนโดยที่นางก็ไม่รู้ว่าเพื่อสิ่งใดอดทนอย่างสับสนอยู่ในใจของตัวเอง แทนที่นางจะรู้สึกมีความสุขเหมือนดั่งก่อนหน้านี้แต่มือของนางกลับเกร็งค้างเพราะกำห่อยาไว้ในฝ่ามือ ในขณะที่ร่างกายกลายเครื่องระบายราคะให้กับคุณชายผู้ต่ำช้า

            หลังจากที่เปรมกับอาหารมื้อค่ำเฟยหมิง เฟยฉีและหูจิงก็เตรียมเดินออกจากซุ้มเพื่อทำตามหน้าที่ แต่ทว่า ..เช้ง!.. คมกระบี่อันเงาวับที่อยู่ในมือของหลี่ซู่เหลยยืนมาจ่อที่คอหูจิงพร้อมกับแววตาเดือดพล่านด้วยไฟโทสะจนสององครักษ์ต้องรีบห้ามปราม

    เฟยฉี : “ ท่านหลี่ ท่านคิดจะทำอะไร? ”

    เฟยหมิง : “ อย่านะท่านหลี่ ”

    หลี่ซู่เหลย : “ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้าเจ้าสองคนหลบไปซะ ”

    เฟยหมิง : “ พวกข้าคงทำอย่างนั้นมิได้องค์หญิงและเจ้าเมืองน้อย อีกไม่นานก็จะเป็นเหมือนกับคนเดียวกัน หูจิงก็นับเป็นชาวหนานจิ้งคนหนึ่ง เป็นราษฎรที่องค์หญิงอยากจะปกป้อง ดังนั้นคนที่องค์หญิงต้องการปกป้อง พวกข้าก็จะช่วยปกป้องเช่นกัน”

    เฟยฉี : “ ท่านหลี่ หากท่านเห็นแก่องค์หญิงจริงล่ะก็ วางกระบี่ลงเถิดอย่าให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้เลย ”

    หลี่ซู่เหลย : “ พวกเจ้าจะรู้อะไร คนพรรค์นี้มันไม่คู่ควรเลยสักนิด หากมันควรได้รับเกียรติถึงเพียงนั้น ไยสิบปีที่แล้วถึงปล่อยให้อดีตเจ้าเมืองต้องจบชีวิตลง โดยที่มันยังคงมีชีวิตอยู่ดีหากว่ามันปกป้องนางอย่างที่ได้ให้คำสัตย์สาบานไว้ องค์หญิงก็มิต้องเป็นเยี่ยงนี้หนานจิ้งก็มิต้องร้อนเป็นไฟอย่างเช่นทุกวันนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะมัน ”

    หูจิง : “ ข้ามิได้ทรยศต่อคำสัตย์สาบาน ”

    หลี่ซู่เหลย : “ หุบปาก! ”

    ปลายกระบี่อันแหลมคมชี้เข้าไปใกล้จนสัมผัสลำคอหูจิงแล้วเลือดก็ค่อย ๆ ไหลออกมาพร้อมกับเสียงข่มขู่ของหลี่ซู่เหลย ทว่าความสามารถของหูจิงนั้นใช่ว่าเขามิอาจตอบโต้ชายผู้อ่อนวรยุทธ์และแตกฉานเพียงวิชาช่าง กระบี่เล่มเดียวไม่อาจหยุดเขาได้แต่เพราะหูจิงยินยอมให้หลี่ซู่เหลยกระทำเช่นนั้นโดยไม่คิดขัดขืน ด้วยรู้ดีว่ายามนี้อารมณ์ได้อยู่เหนือเหตุผลหากกระทำรุนแรงไปอาจทำให้เรื่องราวบานปลายยิ่งกว่าเดิม และในตอนนั้นเอง

    “ ฆ่าเขาตอนนี้แล้วจะได้อะไร? ”

    เสียงพูดอันสุขุมของเฉินเสวี่ยหยางดังมาจากด้านหลังสององครักษ์เมื่อทั้งคู่ได้ยินเสียงผู้เป็นนาย จึงพลันหลีกทางให้เฉินเสวี่ยหยางปรากฏตัว

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ มิได้ทำให้ศัตรูได้ใจ เพราะท่านตัดกำลังของตนหรอกหรือองครักษ์ทุกผู้ ทหารทุกนายล้วนแต่เป็นกำลังสำคัญ ดั่งปราการป้องกันหัวใจสำคัญของบ้านเมืองท่านฆ่าเขา แล้วองค์หญิงล่ะ? ”

    ถ้อยคำของเฉินเสวี่ยหยางดึงสติของหลี่ซู่เหลยได้ไม่น้อยเขาเริ่มมีท่าทีลังเลและถือกระบี่ด้วยมืออันสั่นเทา หากแต่ยังสองจิตสองใจ ไม่ยอมที่จะลดกระบี่ลง จนกระทั่ง ..ฟิ่ว ฉึก!.. สิ่งหนึ่งลอยผ่านหน้าระหว่างเขาและหูจิงไปปักที่กลางเสาสิ่งที่ทำให้หลี่ซู่เหลยนิ่งตะลึงงันและมือไม้ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะถือกระบี่สักเล่ม

     

     

            ติดตามตอนต่อไป

    คล้ายกับเรื่องวารีสองพิภพ ที่คุณอ่าน