อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 123 เภทภัยที่รออยู่

            เออร์วินที่รู้สึกว่ากำลังถูกแม่ของตนพานอกเรื่องไปไกลจึงวกกลับเข้าเรื่อง

            “ตอนนี้ผมคิดว่ามีมีข้ออ้างสำหรับการกระทำทุกอย่าง แต่ปัญหาใหญ่ก็คือต่อให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นไม่ได้ของชิ้นนั้นไป พวกเธอก็คงต้องจัดการกับพวกคุณลูซี่แน่ครับ”

            คำพูดที่เออร์วินทำให้ลูซี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังเริ่มวิตกกังวล ทว่าพระราชาอัลเฟรดกับพูดว่า

            “ถ้าเรื่องนั้นเราก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกแม่ของลูกก็พูดแล้วนี่ว่าจะไม่ยอมให้พวกลูซี่เป็นอะไร”

            เออร์วินรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่พ่อพูดจนได้ยินแม่ของเขาพูดพร้อมกับบีบน้ำตาด้วยความน้อยใจว่า

            “อะไรกันนี่ลูกไม่เชื่อแม่ขนาดนี้เลยหรอแม่น้อยใจนะ” แล้วก็หันไปทางพระสวามีของตน “คุณคะบอกลูกไปเลยสิคะว่าแม่ของเขานั้นเก่งขนาดไหน”

            พระราชาอัลเฟรดทำสีหน้าลำบากใจ

            “จ๊ะจ๊ะที่รัก คุณเก่งมากเลยเออร์เขาก็รู้อยู่แล้วว่าคุณเก่งขนาดไหน เขาแค่เป็นห่วงคุณแค่นั้นแหละกลัวคุณจะเหนื่อย ใช่ไหมลูก”

            อยู่ๆ พ่อของตนก็หันมาถามเออร์วิินกับอ้ำอึ้งพูดไปอย่างงงๆ ว่า

            “คะครับผมรู้อยู่แล้วครับว่าท่านแม่ว่าเก่งที่สุดในโลก”

            ราชินีเอลิเซียหันมามองลูกชายพร้อมกับทำตาเป็นประกาย

            “จริงเหรอเออร์วินของแม่ก็รู้อยู่แล้วสินะว่าแม่น่ะเก่งมาก”

            เออร์วินผ่านไปมองพ่อของตนพบว่าเขาทำส่งสัญญาณทางสายตา เขาจึงตอบแม่ไปว่า

            “ท่านแม่น่ะเก่งมากผมแค่กลัวว่าท่านแม่จะเหนื่อยเท่านั้นแหละครับ แค่ได้ยินว่าท่านแม่ช่วยรับรองความปลอดภัยให้พวกคุณลูซี่ผมก็โล่งใจแล้วครับ”

            ราชินีเอลิเซียยืดอกที่ตูมตั้งของเธอพูดด้วยมั่นใจว่า

            “มันต้องอย่างนั้นสิจ๊ะเพราะแม่น่ะเก่งไม่แพ้ใครทั้งนั้นใช่ไหมจ๊ะลาน่า”

            หัวหน้าสาวใช้ลาน่าที่อยู่ข้างหลังเธอก็พูดว่า

            “ใช่แล้วเพคะราชินี”

            ราชินีเอลิเซียหันมาพูดกับลูกชายของตน

            “เห็นไหมจ๊ะเออร์วินของแม่ดังนั้นลูกก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรทั้งนั้นเลยจ้ะ ว่าจะเกิดอะไรกับเหล่าบรรดาว่าที่สะใภ้ของแม่” สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นใบหน้าของเรเวน สีหน้าของเธอก็แสดงความตื่นเต้นออกมาพร้อมกับร้องว่า “เอ๊ะ! หนูเรเวนหน้าแดงทำไมกันจ๊ะ อ๊ะหรือว่า” เธอทำหน้าเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะเอามือปิดปากแล้วหัวเราะ “ฮุฮุฮุ ลูกแม่นี่ก็เสน่ห์แรงจังเลยนะ”

            เรเวนที่ราชินีเอลิเซียพูดถึงก็ลักษณะเหมือนวัวสันหลังหวะ แม้ว่าเธอจะพึ่งตัดสินใจว่าจะต้องเป็นอนุภรรยาของเออร์วิน ถึงจะเพราะต้องการยืมของตระกูลโรเซตต้าผ่านเขา แต่คราวนี้การที่เธอได้มาเผชิญหน้ากับราชินีเอลิเซียมันเป็นความรู้สึกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอรู้ดีว่าความรู้สึกเช่นนี้จะมีเฉพาะตอนที่ผู้หญิงกำลังเผชิญหน้ากับว่าที่แม่สามี เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่ราชินีเอลิเซียพูดกับเธอเลยคืนนั้น ว่าอยากได้เธอมาเป็นสะใภ้คือเรื่องจริงหรือไม่ แต่เธอก็ไม่กล้าวาดฝันว่าผู้หญิงที่สืบสายเลือดจากตระกูลโรเซตต้าคนนี้ จะยอมให้ผู้หญิงที่ไม่รู้หัวเราะปลายเท้าอย่างเธอจะมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับลูกชายเธอเมื่อยามที่เขาโตขึ้น ดังนั้นการที่ราชินีเอลิเซียแสดงท่าทีเหมือนรู้ทันจึงทำให้เธออดรู้สึกตื่นตระหนกไม่ได้

            จนเมื่อได้เห็นท่าทีที่แสดงออกว่ายินดีของอีกฝ่ายเธอก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะไม่รู้ว่าท่าทีที่แสดงออกว่ายินดีนั้นเป็นความรู้สึกจริงๆ หรือว่าเสแสร้งกันแน่ เรเวนเงยหน้าขึ้นสบตากับเกรซก็พบว่าสาวใช้ที่สวมแว่นตาและมักมีท่าทีจริงจังอยู่ตลอดเวลาคนนี้ กำลังมองมาที่เธอพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

            เออร์วินที่นั่งฟังมาตลอดก็สงสัยว่าแม่ของตนพูดเรื่องอะไรกัน เพราะเขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว ขณะที่เขากำลังนั่งงงอยู่นั่นราชินีเอลิเซียก็พูดขึ้นว่า

            “อ๊ะ! จริงสิแม่อยากถามลูกเรื่องนี้มานานแล้ว พอดีแม่ได้ยินจากพ่อเขาเพราะว่าลูกกำลังวางแผนปฏิรูปเมืองสินะ แม่อยากเห็นจังเลยว่าเมืองที่ลูกวางแผนไว้จะเป็นยังไง”

            เออร์วินที่เห็นว่าแม่ของตนสนใจแผนการปฏิรูปเมืองของเขาก็ยิ้มและก็พูดว่า

            “ได้เลยครับผมจะอธิบายให้ฟังครับพ่อเองก็ฟังด้วยนะครับ”

            พระราชาอัลเฟรดที่ได้ยินก็แสดงสีน่าสนใจออกมา แม้ว่าคราวก่อนที่เขาเปิดอกคุยกันกับลูกชายคนนี้เขาก็แค่แสดงออกว่ารู้ว่าเขากำลังวางแผนอะไรและไม่ห้ามทั้งอนุญาตให้ทำได้เต็มที่ ทั้งที่ตัวเองก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าแผนการที่ลูกชายวางไว้นั้นจะทำให้เมืองนี้เป็นแบบไหน เกรซเองก็มองว่าทางเจ้าชายคนนี้อย่างสนใจเช่นกัน ทว่าขณะที่เออร์วินกำลังจะเริ่มพูด ราชินีเอลิเซียก็พูดขัดขึ้นมาดื้อๆ ว่า

            “อ๊ะ! เปลี่ยนใจแล้วลูกไม่ต้องเล่าดีกว่า”

            “ฮะ?” เออร์วินที่เตรียมจะเล่าต้องอุทานออกมา ส่วนทุกคนในห้องต่างพากันมองมาที่แม่ของเขาอย่างมึนงง โดยเฉพาะพระราชาอัลเฟรดที่แม้จะคุ้นชินกับนิสัยของภรรยากันเองแค่ยังอดแสดงสีหน้ามึงงงไม่ได้

            ราชินีเอลิเซียพูดอย่างหน้าตาเฉยว่า

            “ก็แม่อยากเซอร์ไพรส์นี่จ๊ะว่าเมืองที่ลูกชายของแม่เป็นคนสร้างนั้นเป็นยังไง”

            เออร์วินมองไปที่แม่ของตนก่อนจะยืมแล้วพูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นผมจะยังไม่เล่านะครับ แต่ผมจะเกริ่นไปแค่ว่าในอนาคตผมจะทำให้เมืองไพร์ล็อกเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝันครับ ไม่ว่าคนนั้นจะเกิดมาในตระกูลไหนฐานะอะไร หรือจะเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์แบบไหนขอแค่เป็นชาวเมืองไพร์ล็อกเข้าล้วนมีสิทธิ์มีความหวังและความฝันครับ”

            ทุกคนภายในห้องต่างพากันเงียบไม่นึกเลยว่าเป้าหมายของเออร์วินจะดูเพ้อเจ้อเหลวไหลแบบนี้ ทวีปอาร์เคนัสเป็นโลกที่ทุกคนล้วนให้ความสำคัญกับเวทย์มนต์ซึ่งจะมีมากเหลือน้อยก็ล้วนเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด การที่จะสร้างเมืองแบบนั้นมันเป็นแทบเป็นไปไม่ได้ ราชินีเอลิเซียที่เมื่อได้ฟังเป้าหมายที่เพ้อฝันนั้นเธอก็ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินมาหาเขา เออร์วินเงยหน้ามองแม่ของตนพบว่าเธอยิ้มให้เขายังอ่อนโยน แล้วก็ก้มลงกอดเขาไว้พร้อมคำพูดที่ข้างหูเขาว่า

            “เป็นเมืองที่วิเศษมากจ้ะแม่จะคอยดูเมืองนั้นที่ลูกสร้างนะ ดังนั้นลูกต้องสัญญากับแม่นะว่าลูกจะรักษาและดูแลตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่ลูกจะจะได้มีชีวิตอยู่และสามารถสร้างเมืองนั้นให้แม่เห็นได้สัญญากับแม่นะ”

            เออร์วินรับรู้ได้ถึงความรักและความห่วงใยที่มารดามีให้กับตน หลังจากที่เขาได้คุยกับพ่อในวันนั้นเขาก็ได้รู้ว่าที่ผ่านมาทุกการกระทำของเขาทั้งพ่อและแม่ต่างรู้เห็นทั้งหมด ที่ผ่านมาเขาได้แต่โล่งใจที่ทั้งสองคนไม่ห้ามปรามทั้งยังอนุญาตให้เขาทำตามแผนการของเขาได้อย่างเต็มที่ จนตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าแล้วว่าถึงแม้แม่ของเขาจะไม่พูดอะไรถึงเรื่องที่เขาแอบทำลับหลัง แต่แท้จริงแล้วในใจแม่ของเขาคนนี้ยังคงกังวลและเป็นห่วงในความปลอดภัยของเขาอยู่เสมอ

            “ผมสัญญาครับว่าผมจำไม่เป็นอะไรแน่” เขาพูดออกไป

            หลังจากนั้นก็คุยอะไรกันอีกนิดหน่อยเออร์วินก็พาเรเวนกับลูซี่ออกจากห้องมา ขณะที่เขากำลังเดินกลับไปที่ห้องนอนของเขาก็นึกถึงเรื่องที่เขาได้คุยกัน เขานึกถึงเมืองที่เขาได้บอกแม่ซึ่งเขาก็ไม่ได้โกหกเขาต้องการสร้างเมืองแบบนั้นจริงๆ เพียงแต่ว่าการจะสร้างเมืองแบบนั้นได้เขาก็ต้องทำให้ทั้งตัวเขาเองและเมืองๆ นี้ เพียบพร้อมไปด้วยอำนาจและศักยภาพทางการทหารชนิดที่มากเพียงพอที่จะเมินเฉยค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับพลังเวทย์ของผู้คนในโลกนี้

            ขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องนี้เขาก็คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ อยู่ๆ เขาก็หยุดเดินแล้วถามเรเวนที่ด้านหลังเขาว่า

            “พี่สาวครับความจริงแล้วพวกเราตั้งใจจะคุยกับพวกท่านพ่อเรื่องที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่เมืองนี้ใช่ไหมครับ”

            เรเวนที่กำลังนึกถึงเรื่องท่าทีของราชินีเอลิเซียพลันสะดุ้งตอบว่า

            “ชะใช่แล้วมีอะไรเหรอ”

            เออร์วินนิ่งอยู่อย่างนั้นก่อนที่พูดว่า

            “แล้วทำไมเรื่องที่คุยกันมันถึงกลายเป็นเรื่องทำนองนี้ได้ครับ”

            “อ๊ะ!” เรเวนอุทานออกมาพร้อมกับนึกขึ้นได้ว่าที่พวกเธอได้ไปคุยกันนั้น แทบไม่ได้คุยเรื่องอัศวินเลย นึกถึงท่าทีของราชินีเอลิเซียที่พร้อมจะเบี่ยงประเด็นการสนทนาไปทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะนึกในใจว่า

            ‘ผู้หญิงคนนี้จะน่ากลัวเกินไปแล้ว’

            ส่วนเออร์วินก็ได้แต่ยืนนวดขมับของตนเพราะกับท่าทีที่ดูสดใสและมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลาของแม่เขานี้ ก็เป็นสิ่งที่เขาจนปัญญาและไม่รู้ว่าจะรับมือยังไง

             

            เวลาเดียวกันนั้นที่เมืองริเวอร์วิว

            ริเวอร์วิวนั้นเป็นเมืองชายแดนของอาณาจักรเซลเวเรีย ขนาดของเมืองนี้จัดว่ามีขนาดใหญ่โดยจะแบ่งเป็นกำแพงชั้นนอกกับกำแพงชั้นใน นอกจากนั้นก็มีการแบ่งพื้นที่เป็นหลายส่วน และหนึ่งในนั้นคือเขตทาสเพราะแรงงานส่วนใหญ่ในเมืองนี้เป็นแรงงานทาส เหล่าทาสหลายคนที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแต่กลับได้รับอาหารเพียงแค่นิดเดียวมองไปยังปราสาทของผู้ปกครองดินแดนซึ่งกำลังจุดไฟสว่างไสวยามค่ำคืนที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาหลายคนนั่งมองปราสาทนั้นด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางคนแสดงความอิจฉา บางคนก็แสดงความหวาดกลัว บางคนกลับตั้งคำถามถึงความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งทาสเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย หรือไม่ก็เป็นประชากรจากอาณาจักรเมืองที่ล่มสลาย ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติในทวีปอาร์เคนัสที่มีอาณาจักรเกิดขึ้นและล่มสลายอยู่เสมอ

            ภายในปราสาทของเคานต์วาคีนที่ตอนนี้ภายในห้องโถงกำลังมีงานเลี้ยง ก็ว่าภายในงานนั้นกลับเต็มไปด้วยตัณหาและราคะ กลางห้องโถงมีสาวเต้นระบำนุ่งน้อยห่มน้อยในขณะที่ เคานต์วาคีนซึ่งนั่งในตำแหน่งประธานมีหญิงสาวที่นุ่งน้อยห่มน้อยด้วยเนื้อผ้าที่บางจนเห็นเนื้อหนังมังสาอยู่ใต้ร่มผ้า บนตักของเขาตอนนี้มีสตรีนางหนึ่งนั่งค่อมอยู่โดยที่บนล่างของงานไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์เลยสักชิ้น นางเอาแขนโอบรอบคอของเคานต์วาคีนแล้วก็โยกขึ้นลงจนได้ยินเสียงเนื้อกระทบกันประสานกับเสียงร้องครวญครางของเธอและเสียงดนตรีในห้องโถง

            แก่นกายขนาดใหญ่ของเคานต์วาคีนเข้าออกกลีบดอกไม้ของเธอ ปทุมถันคู่ขนาดใหญ่ก็กระเพื่อมขึ้นลงตามการโยกของเธอ ขณะที่เคานต์วาคีนกำลังแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มที่ได้รับจากสตรีนางนี้ ในหัวเขาก็นึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งผู้หญิงผมสีน้ำตาลและดวงตาสีน้ำตาลคนนั้นที่เขาได้เห็นก็รู้สึกอยากจะลืมเลือน ราชินีเอลิเซียแห่งไพร์ล็อก ตั้งแต่แรกที่เขาได้เห็นเธอคนนี้เขาก็ปรารถนาที่จะครอบครองเธอมาโดยตลอดปัญหาเสียดายที่อาณาจักรเซลเวเรียเลือกเป็นพันธมิตรกับเมืองเล็กๆ เมืองนี้ ทันทีที่เขานึกถึงผู้หญิงที่เขาปรารถนาจะขึ้นค่อมแล้วยัดแก่นกายของตนเข้าไปในร่างนาง เขาก็รู้สึกเหมือนเลือดลมสูบฉีดใช้สองมือจับก้นของสตรีที่ขึ้นค่อมเขาแล้วโยกขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จนสตรีนางนั้นคนไม่ไหวต้องร้องครวญครางไม่เป็นภาษา

            จนในที่สุดแก่นกายของเคานต์วาคีนก็กระตุกและหลั่งธารแห่งความสุขเข้าไปในตัวนาง สตรีนางนั้นแหงนหน้าพร้อมกับขมิบกลีบดอกไม้ของเธออยากรู้งานจนเมื่อเธอมั่นใจว่า ธารแห่งความสุขได้หลั่งออกมาหมดแล้วเธอก็ถอนดอกไม้ของเธอแล้วลงไปนั่งคุกเข่าก่อนจะใช้ปากของเธอเป่าขลุ่ยทำความสะอาดแก่นกายเคานต์วาคีนอย่างรู้งาน

            เคานต์วาคีนรับการปรนนิบัติจากสตรีนางนั้นพร้อมกับมองทางเต้นระบำของเหล่าสตรีนุ่งน้อยห่มน้อยเหล่านั้น ในหัวเขาก็นึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง เป็นเรื่องที่เขาเพิ่งทราบจากขุนนางในสังกัดของเขาบารอนคาลีฟ ว่าลูกชายของขุนนางคนนี้ได้ถูกฆ่าโดยเนื้อมือของเจ้าชายเมืองไพร์ล็อก ทันทีที่เขาได้ยินเรื่องนี้ตอนแรกเขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เพราะการที่เจ้าชายของเมืองๆ หนึ่งฆ่าลูกชายของขุนนางเมืองอื่น สามารถกลายเป็นประเด็นในการก่อสงครามได้ และนั่นหมายถึงเขามีโอกาสที่จะได้ครอบครองราชินีเอลิเซียที่เขาหมายปอง นอกจากนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เขาสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาได้ยินมาว่าเจ้าชายที่ลงมือฆ่าลูกชายของบารอนคาลีฟจริงๆ แล้วเป็นแค่เศษขยะที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อย แต่เพราะเขาได้ครอบครองอาร์ติแฟกต์ชิ้นหนึ่ง พลังและความสามารถของชาลีฟเป็นยังไงนั้นเคานต์วาคีนย่อมทราบดี ดังนั้นการที่มีอาร์ติแฟกต์ช่วยให้ขยะชิ้นหนึ่งจะสามารถฆ่าอัจฉริยะลงได้ย่อมเป็นอะไรที่น่าดึงดูดมาก 

            ทว่าทันทีเขาแจ้งเรื่องนี้ไปกับทางพระราชวังของอาณาจักรเซลเวเรียกลับได้คำตอบมาเพียงว่า พระราชาจะทรงจัดการเรื่องนี้เองขอให้เคานต์วาคีนควบคุมขุนนางในสังกัดให้ดี ในตอนแรกเขาก็สงสัยว่าทำไมทางพระราชวังถึงส่งคำตอบมาเช่นนี้ จนกระทั่งไม่กี่วันต่อมาเขาก็ได้จดหมายแจ้งมาว่าพระราชาประสงค์จะพาครอบครัวไปร่วมงานเทศกาลกำแพงที่กำลังจะจัดขึ้นที่เมืองไพร์ล็อก หนึ่งนั้นก็เพื่อสานสัมพันธ์มิตรและอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อให้เจ้าหญิงลูเซียได้มีโอกาสพบกับเจ้าชายเออร์วินคู่หมั้นเป็นครั้งแรก

            ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้เคานต์วาคีนเป็นต้องขมวดคิ้วเริ่มที่เจ้าหญิงลูเซียได้มีการหมั้นหมายอยู่ก่อนแล้วเขาเองก็พอรู้ เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่าคู่หมั้นของเจ้าหญิงจะเป็นเจ้าชายจากเมืองเล็กๆ เมืองนี้ ในโลกใบนี้การแต่งงานทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติในหมู่ชนชั้นสูง และฐานะเจ้าหญิงลูเซียนั้นสามารถหาคู่แต่งงานที่เอื้อประโยชน์ต่ออาณาจักรเซลเวเรียได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจว่าทำไมพระราชาถึงตัดสินใจหมั้นหมายเธอกับเจ้าชายเมืองเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากคอยระวังหลังให้อาณาจักรเซลเวเรียยามที่ดราโกวิชยกทัพมาตี

            และมีสิ่งหนึ่งที่เคานต์วาคีนสงสัยก็คือพระราชาจะทรงรู้หรือไม่ว่าเจ้าชายที่เขาหมั้นหมายให้กับลูกสาวของตนนั้น เป็นแค่เศษขยะที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทที่อ่อนด้อย เคานต์วาคีนคิดถึงตรงนี้แล้วก็แสยะยิ้มออกมา ถึงแม้ว่าเขาจะเสียดายที่ไม่สามารถก่อสงครามแล้วคว้าตัวราชินีเอลิเซียที่เขาใฝ่ฝันมาครอบครองได้ แต่ใช่ว่าเขาจะยอมละเว้นเจ้าชายคนนั้นไป เพราะในเมื่ออีกฝ่ายครอบครองอาร์ติแฟกต์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้นจะปล่อยไปก็น่าเสียดายแย่ ของที่ชั้นยอดแบบนี้ขืนให้ขยะครอบครองไปก็เป็นอะไรที่เสียของเปล่าๆ

            ต่อให้พระราชาไม่ปรารถนาที่จะก่อสงครามแต่ในเมื่อเจ้าชายของเมืองเล็กๆ นี้ทำผิดเพราะดันไปสังหารลูกชายของอาณาจักรอื่น ยังไงก็ต้องรับผิดชอบต่อผลได้ตามมาอยู่ดี ซึ่งอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงกำหนดเดินทางซึ่งเขาก็ได้เสนอชื่อทั้งตัวเขา และบริวารผู้มีความแค้นจากการถูกสังหารลูกชายอย่างบารอนคาลีฟเป็นผู้ติดตามที่คอยทำหน้าที่คุ้มกันพระราชาและครอบครัว เคานต์วาคีนแทบจะรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวแล้ววันที่เขาจะได้บดขยี้เศษขยะนี้แล้วชิงอาร์ติแฟกต์นั้นมาครอบครอง ซึ่งเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการตอบโต้จากอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เพราะถึงยังไงก็เป็นแค่เชื้อพระวงศ์ในเมืองเล็กๆ แค่นั้น ไม่มีปัญญาจะมาทำอะไรพวกเขาได้ ส่วนพระราชาเขามั่นใจว่าต้องไม่ปรารถนาที่จะให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับเศษขยะนั่นเด็ดขาด ดังนั้นเคานต์วาคีนจึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่ต้องกังวล และถ้าจะดีที่สุดก็คือให้ฝ่ายนั้นโกรธจนขาดสติและก่อสงครามกับอาณาจักรเซลเวเรียเลยได้ยิ่งดีเพราะเขาจะได้คว้าสาวงามในฝันคนนั้นมาครอบครอง

            หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้ในหัวเคานต์วาคีนก็แสยะยิ้มออกมาพร้อมกับเลียริมฝีปาก แล้วนับวันรออย่างอดใจไม่ไหวที่จะได้ไปพบหน้าราชินีเอลิเซียที่เขาปรารถนา


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน