“หลี่ซวน! เ้าเห็นอันใดกัน? เมื่อครู่เ้าบอกว่าเห็นเซียนงั้นหรือ?”
ถงจื่ออันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ร่างทั้งร่างถูกแรงกดดันมหาศาลกดจนคุกเข่าติดพื้น เหงื่อเย็นไหลอาบทั่วใบหน้า เพียงแค่พยายามเงยหน้าขึ้นก็ยังยากเย็นราวกับมีูเาทั้งลูกกดทับอยู่บนบ่า
“ข้า... ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงลมพายุที่โหมกระหน่ำกับแรงกดดันประหลาดนี่เท่านั้น!”
จี้อันเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน เขากัดฟันฝืนทน เส้นเืบนหน้าผากปูดโปน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่น
“หลี่ซวน... เ้าแน่ใจหรือว่าเห็นเซียน? หรือว่านี่จะเป็อิทธิฤทธิ์อย่างที่ลุงซ่งเคยเล่าไว้? หากเป็เช่นนั้น... มันก็น่ากลัวยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการเสียอีก”
หลี่ซวนมีสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้านไม่ต่างจากสหายทั้งสอง หากแต่ดวงตาสีฟ้าครามของเขายังคงจับจ้องไปยังเบื้องหน้าไม่กะพริบ ภาพที่ปรากฏในเนตรของเขานั้นเด่นชัดเจนราวกับไปยืนมองอยู่ใกล้ๆ ทั้งที่ระยะห่างไกลออกไปหลายร้อยจั้ง!
ทว่าแรงกดดันมหาศาลบวกกับการฝืนเปิดเนตรวิเศษโดยไร้พลังิญญารองรับ กลับส่งผลย้อนสะท้อนกลับอย่างรุนแรง ความรู้สึกปวดร้าวลึกๆ แล่นพล่านไปทั่วกะโหลกศีรษะ หลี่ซวนรู้สึกเหมือนหัวจะะเิ เืกำเดาอุ่นๆ พลันไหลซึมออกจากจมูกช้าๆ
“ข้าไม่ได้โกหกพวกเ้า...” หลี่ซวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา พลางยกมือขึ้นแตะคราบเืใต้จมูก “ข้าเห็น... ตรงนั้นมีเรือั์ลำหนึ่ง ไม่สิ สองลำ บนเรือมีผู้คนจำนวนมากกำลังคุกเข่าเหมือนเรา... และยังมีคนสองคนกำลังลอยอยู่กลางอากาศ!”
ถงจื่ออันเบิกตากว้าง แม้มองไม่เห็นสิ่งใด แต่ก็อดตกตะลึงไม่ได้
“เ้ามองเห็นไกลถึงเพียงนั้นเลยหรือ? หากคนเ่าั้เป็เซียนจริง... และนี่เป็เพียงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากคนที่อยู่ไกลขนาดนั้น... ข้าก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมผู้คนจึงใฝ่ฝันจะก้าวสู่เส้นทางเซียน”
จี้อันรีบกล่าวขึ้นทันที “ไม่ว่าอย่างไร หากเป็เช่นนี้ต่อไป พวกเราคงทนไม่ไหวแน่ หลี่ซวน... เ้าเห็นสถานการณ์ด้านหน้า แล้วพวกเราควรทำเช่นไร?”
หลี่ซวนพยายามกัดฟันยันกายลุกขึ้น แต่เพียงขยับตัวเล็กน้อย ร่างทั้งร่างก็ราวกับถูกภูผาหลายลูกกดทับ
“อึก...” เขาหอบหายใจอย่างหนัก ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความยากลำบาก “แรงกดดันนี้... ดูเหมือนเพียง้ากดข่มพวกเราเท่านั้น หากคนเ่าั้คิดสังหารพวกเรา ด้วยพลังระดับนั้น เกรงว่าพวกเราคงตายไปนานแล้ว... สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ มีเพียงอดทน รอให้แรงกดดันนี้สลายไป”
ทั้งสามจึงได้แต่กัดฟันฝืนทน ท่ามกลางแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่มาจากผู้ฝึกตนซึ่งอยู่ห่างออกไป
ณ ขอบดินแดนรกร้าง
ผืนดินสีดำปนม่วงทอดยาวสุดสายตา หินประหลาดกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ราวกับเป็โลกที่ถูกทอดทิ้ง ทว่ายามนี้ อากาศเหนือผืนดินรกร้างกลับบิดเบี้ยวเป็ระลอก ละอองแสงสีชมพูจางๆ ผสมผสานกลิ่นหอมอบอวลประหลาดเริ่มลอยโชยออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ บรรยากาศรอบด้านสว่างวาบด้วยม่านแสงคล้ายปรากฏการณ์ออโรร่าที่สั่นะเืปั่นป่วน
กลางสายลม บุรุษผู้หนึ่งยืนมือไพล่หลัง สีหน้าสงบนิ่ง
เขาสวมอาภรณ์สีม่วงเข้ม ผมดำยาวประบ่า รูปลักษณ์ราวชายวัยสามสิบกว่าปี บนใบหน้ามีรอยแผลบางๆ คล้ายถูกคมดาบเฉือนผ่าน เพิ่มความน่าเกรงขามให้แก่ใบหน้า เขาคือ ม่อชางเฟิง ผู้าุโแห่งสำนักเฟิงหยวน
เื้ัของเขา เรือบินั์ยาวกว่าหลายสิบจั้งลอยนิ่งอยู่กลางเวหา ศิษย์สำนักเฟิงหยวนกว่าร้อยคนในชุดสีฟ้าอ่อนยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ แม้จะยังเยาว์วัย แต่ล้วนแผ่กลิ่นอายของผู้ฝึกตนออกมา
เบื้องหน้าของม่อชางเฟิง เป็ชายชราผู้หนึ่ง เขาสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมขาวยาวถึงแผ่นหลัง บนใบหน้ามีไฝเม็ดใหญ่เป็จุดเด่น มือหนึ่งโยนน้ำเต้าสุราขึ้นลงอย่างสบายอารมณ์ นามว่า เหวินเฉียง
ชายชรายิ้มเยาะก่อนเอ่ยขึ้น
“ม่อชางเฟิง... ข้านึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็เ้า เดิมทีข้าได้ยินข่าวว่าครั้งนี้สำนักเฟิงหยวนจะส่งสหายหลิวมาเสียอีก หรือว่า... มีอันใดเกิดขึ้นกับสหายหลิวแล้ว? ฮ่าๆๆ”
ม่อชางเฟิงหัวเราะเบาๆ
“หึๆ ตาแก่นั่นเพียงปิดด่านฝึกตนเท่านั้น ต่างหากที่ทำให้ข้าประหลาดใจ... สหายเหวิน จากสำนักชางเยว่ กลับเป็เ้าที่มาที่นี่” เขาหัวเราะก่อนกล่าวต่อ “ในงานประลองพันธมิตรครั้งก่อน ข้านึกว่าจะได้ประมือกับเ้าเสียอีก แต่เ้ากลับพ่ายให้แก่าุโเย่ชิงหลานแห่งสำนักหยุนซานเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอันดับของสำนักเ้าคงไม่ร่วงลงมาถึงเพียงนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหวินเฉียงก็ขมวดคิ้วทันที
“หึ! ข้ายอมรับว่าสหายเย่มีพร์เหนือผู้คน แม้อายุยังน้อยก็แข็งแกร่งเกินผู้ฝึกตนทั่วไป... แต่หากให้ข้าประมือกับเ้าในตอนนี้ ก็ใช่ว่าข้าจะเป็ฝ่ายพ่าย!”
สิ้นเสียงของเหวินเฉียง
ตูม!!
แรงกดดันมหาศาลระดับ แก่นิญญาขั้นกลางสูงสุด พลันปะทุออกมาราวูเาไฟะเิ! ม่อชางเฟิงเพียงยิ้มบาง ก่อนปลดปล่อยแรงกดดันระดับเดียวกันออกมาตอบโต้
วูม!
แรงกดดันของยอดฝีมือทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ คลื่นลมคำรามกึกก้อง พื้นหินใต้ร่างแตกร้าวเป็รอยใยแมงมุม ไอิญญาทั่วบริเวณปั่นป่วนราวพายุ แรงกดดันของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด ไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อ
บรรดาศิษย์บนเรือบินทั้งสองต่างหน้าซีดเผือด ต่างกล่าวกันด้วยใบหน้าซีดขาวและเสียงสั่นเครือ
"นี่มันแรงกดดันอันใดกันถึงได้รุนแรงถึงเพียงนี้! ผู้าุโระดับแก่นิญญาปะทะกันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!"
ขณะที่ศิษย์แกนนำระดับ ฐานิญญา รีบโคจรลมปราณสร้างม่านคุ้มกันอย่างเต็มกำลัง
“ขะ... ขอบคุณขอรับ ผู้าุโ” ศิษย์รุ่นเยาว์เอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก
“ไม่ต้องเกรงใจ หากไม่ใช่เพราะอาจารย์มอบสมบัติคุ้มกายให้ ข้าเองก็คงต้านไม่ไหวเช่นกัน” ศิษย์หลักตอบกลับพลางกัดฟันแน่น
หลังจากปะทะกันอยู่พักใหญ่ ทั้งสองจึงค่อยๆ ถอนแรงกดดันกลับ บรรยากาศค่อยๆ กลับมาสงบลง
ม่อชางเฟิงยิ้มบาง “ดูเหมือนเ้าจะแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย สหายเหวิน”
เหวินเฉียงหัวเราะเบาๆ “เ้าก็ไม่เลว หากไม่ใช่เพราะต้องพาศิษย์มามิติหมื่นบุปผา ข้าคงขอประลองกับเ้าสักตั้ง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ม่อชางเฟิงพยักหน้า “แต่ดูเหมือนพวกเราจะมาเร็วเกินไป อีกห้าสำนักยังมาไม่ถึง”
เหวินเฉียงถอนหายใจ “ก็ช่วยไม่ได้ พวกเราสองสำนักเป็เพียงสำนักท้ายๆ ของพันธมิตร หากไม่ใช่เพราะเ้าสำนักและรองเ้าสำนักของพวกเราอยู่ระดับ ิญญาแรกก่อตั้ง เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเห็นความสำคัญของพวกเรา”
ม่อชางเฟิงได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ
ทันใดนั้น เหวินเฉียงกลับหันมองไปยังขอบป่า
“ดูเหมือน... จะมีคนแอบดูพวกเราอยู่”
ม่อชางเฟิงหันมองตาม ก่อนกล่าวอย่างเรียบเฉย “ข้ารู้ตั้งนานแล้ว เป็เพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น แรงกดดันที่ไปถึงตรงนั้นคงไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ ข้าไม่คิดสังหารมนุษย์ธรรมดาเพราะเื่เล็กน้อย”
เหวินเฉียงพยักหน้า “น่าสนใจ... เด็กพวกนั้นดูเหมือนจะพิเศษอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เื่มิติหมื่นบุปผาสำคัญกว่า”
ทั้งสองจึงหันกลับไปเฝ้ารอมิติเปิดอีกครั้ง ส่วนศิษย์ด้านหลังก็เริ่มโคจรลมปราณรักษาอาการาเ็เล็กน้อยที่เกิดจากแรงปะทะเมื่อครู่
ขณะเดียวกัน ม่อชางเฟิงกลับครุ่นคิดอยู่ในใจ...
เมื่อครู่... ข้าเห็นอะไร?
เด็กคนนั้น... กำลังมองมาที่ข้า?
เป็ไปไม่ได้... ระยะห่างเช่นนั้น ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นต้นก็ยังมองไม่เห็น นับประสาอะไรกับมนุษย์ธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนั้นไม่มีแม้แต่คลื่นพลังิญญาในร่าง จะอย่างไรก็เป็มนุษย์ธรรมดาสิบส่วนเต็ม
หรือจะเป็เพียงเื่บังเอิญ...
ม่อชางเฟิงหรี่ตาลง
แต่หากข้าละทิ้งหน้าที่แล้วตรงไปหาเด็กคนนั้น เหวินเฉียงย่อมต้องสงสัยเป็แน่...
มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้น
หึ... เ้าหนู ข้าจดจำเ้าไว้แล้ว