บทที่ 119
แย่งชิงประชากร
“ใครมาหรือ เจ้าช่วยไปดูหน่อยสิเอเดน” นักบวชในร่างชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นแม้จะจ้องมองผู้มาใหม่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าสายตาของเขาจะมีปัญหา
“คนแปลกหน้าครับคุณพ่อ ข้าไม่รู้จัก” เจ้าเด็กน้อยร่างผอมแห้งคนหนึ่งตอบคำถาม เขาเป็นเด็กชายที่โตที่สุดในกลุ่มแล้ว คิทมองเด็กกลุ่มนั้นอย่างพิจารณา ก่อนจะใช้สายตาสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างรวดเร็ว
สถานที่สวดภาวนามีขนาดเล็ก แท่นไม้แกะสลักเหล่านั้นดูสวยงาม เก่าแก่และมีมนต์ขลังบางอย่าง มันคงได้รับการดูแลอย่างดี ถัดจากห้องโถงใหญ่เป็นทางเดินเชื่อมต่อออกไปเล็กน้อย น่าจะเป็นทางเดินไปอาคารที่พักกระมัง
“ข้าเป็นนักเดินทางครับ อยากจะขอพักแรมที่นี่สักคืนได้ไหม...”
“โอ้ นักเดินทางหรอกหรือ เชิญๆ ... ข้าชื่อ ครูซ ดูแลที่นี่มายี่สิบปีแล้วล่ะ” ท่านบาทหลวงพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ไม้เท้าในมือเคาะตามพื้นไปเรื่อยเพื่อบอกทางและสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า “สายตาของข้าไม่ดีนัก คงต้องให้เด็กๆ ช่วยเหลือเจ้าไปก่อน ว่าแต่... เจ้ามีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร มาทำอะไรที่แอชรึ?”
“ข้าชื่อ เดวิด กำลังเดินทางไปหาสหายที่วินเดลน่ะครับ ผ่านมาทางนี้พอดีเลยกะว่าจะพักเสียหน่อย สถานการณ์ที่นี่แย่มากเลยนะครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ขอให้ทวยเทพอวยพรนะพ่อหนุ่ม... เฮ้อ” หลวงพ่อครูซถอนหายใจก่อนจะลดตัวลงนั่งด้วยความเหน็ดเหนื่อย “ปีนี้มันแย่สุดๆ จริงๆ นั่นแหละ”
“ถ้าไม่ลำบากอะไร ท่านครูซพอจะบอกเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ”
ตลอดบ่ายวันนั้น ทั้งสองคุยกันจนคอแห้งทีเดียว การหาข่าวของคิทประสบความสำเร็จด้วยดี แต่สิ่งที่ได้ฟังมาก็ไม่สามารถนับว่าเป็นข่าวดีแม้แต่น้อย...
บารอนเนสวินดิน่าเป็นเลดี้ผู้ปกครองเขตวินเดลตะวันตก เธอครอบครองที่ดินโดยรอบและมีลูกบ้านเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กและขนาดกลางรวมกันถึงหกแห่ง ครูซยังย้อนความหลังไปในวันวานเมื่อครั้งดินแดนยังสงบสุขและรุ่งเรืองให้ได้ฟัง ทว่าทุกสิ่งเปลี่ยนไปเมื่อเลดี้วินดิน่าคนก่อนเสียชีวิต บุตรสาววัย 15 จึงต้องขึ้นปกครองแทน
ความเป็นอยู่เริ่มลำบากมากขึ้นตั้งแต่เจ็ดปีก่อน ภาษีขูดรีดจนทำให้ประชาชนอดตายเป็นสิ่งที่เกิดอย่างต่อเนื่องทุกปี และปีนี้ก็หนักกว่าทุกครั้ง ตัวแทนจากเมืองวินดิน่ากล่าวโทษพวกเขาที่ไม่ยับยั้งพวกพ้องที่ตัดสินใจอพยพออกไป มันเป็นราคาที่ทุกคนต้องจ่ายร่วมกันเพราะท่านบารอนเนสกำลังโกรธเคือง
พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นความผิดของชาวบ้านตาดำๆ ไปได้ แต่ก็ไม่อาจลุกฮือหรือต่อต้านได้มากนัก ผู้คนในหมู่บ้านที่ยังหลงเหลืออยู่มีเพียงไม่ถึงร้อย ในขณะที่ทหารจากเมืองปกครองเข้ามายึดทรัพย์และทำร้ายร่างกายอย่างอุกอาจ
แม้แต่เสบียงของโบสถ์แห่งนี้ก็ถูกริบไปจนเกือบหมด มีเด็กหนุ่มและเด็กสาวที่ต่อต้านโดนรุมทำร้ายจนเสียชีวิตหลายคน เรื่องราวยังคงโหดร้ายไปมากกว่านั้นสำหรับเด็กกำพร้าวัยสาวแรกรุ่นทั้งหลาย หลวงพ่อครูซได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
เขาเองก็ชรามากแล้ว สายตาที่แสนจะย่ำแย่ทำให้ไม่อาจส่งจดหมายแจ้งข่าวกับทางศาสนจักรส่วนกลางได้ จึงไม่มีใครทราบว่ามีหมู่บ้านเล็กๆ กำลังอยู่ในความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ครูซมั่นใจว่ายังมีอีกหลายหมู่บ้านในเขตวินเดลที่ประสบกับปัญหาเช่นนี้
คิทยังได้สอบถามเกี่ยวกับเสบียงของส่วนกลางจากเซริส ครูซยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามดังกล่าว แต่ก็ส่ายหน้า
“เสบียงจากเซริสและศาสนจักรมาถึงเมื่อต้นเดือนก่อน แต่มันช่างเป็นเรื่องตลกร้ายเพราะไม่ถึงสัปดาห์ถัดมา ขบวนเก็บภาษีพิเศษจากวินดิน่าก็มาถึง ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรเหลือหรอก... จริงสิ พวกข้ามีที่พักให้เจ้า แต่มื้อเย็นวันนี้คงจะมีแค่ซุปผักป่านะ ข้าขออภัยด้วยที่ต้อนรับได้แย่นัก”
“ที่นี่ไม่ได้ปลูกมันหวาน ฟักทอง หรือพืชชนิดอื่นๆ เลยเหรอครับ”
“ปลูกสิ สายพันธุ์จากรัสเซลเชียวล่ะ แต่ว่าโดนกวาดไปหมดแล้ว ไม่เหลือสักหัว ฮะๆๆ” เสียงหัวเราะของครูซช่างขมขื่นนัก
“ข้ามีเสบียงติดตัวมานิดหน่อย ให้ข้าได้ปรุงอาหารมื้อเย็นเถอะนะครับ ถือเป็นของตอบแทนสำหรับที่พักก็แล้วกัน”
“ถ้าไม่ลำบากสำหรับเจ้า ก็ตามสบายเถิด ไมตรีเช่นนี้ข้ามิอาจปฏิเสธ” ครูซก้มหัวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างจริงใจ
“เอเดน พาเดวิดไปที่ห้องครัวหน่อย...” เจ้าเด็กน้อยพยักหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินมาจูงมือพี่ชายคนแปลกหน้าไปยังอาคารอีกหลัง แล้วตรงไปห้องครัว
เนื่องจากอากาศยังหนาว พี่ชายตัวโตจึงลูบหัวเด็กน้อยที่อายุไม่น่าจะเกินสิบขวบ จากนั้นก็กล่าวคำขอบคุณอย่างเป็นกันเอง คิทมอบผ้าฝ้ายผืนใหญ่ที่ตนเองใช้ห่มนอนระหว่างเดินทางให้กับเด็กน้อย ก่อนจะบอกให้เขาไปรอกับพี่น้องทั้งหลายเพราะห้องครัวแห่งนี้ช่างหนาวเย็น
ไม่นานหลังจากนั้นนกแก้วเขียวสามตัวก็มาบินกลับมาถึง ข้อความตอบกลับที่อยู่ภายในระบุเอาไว้ว่า หน่วยข่าวทั้งสามคนจะแวะไปกินอาหารเย็นที่โรงเหล้าดัสอินเดอะวินด์ ทุกๆ วันหลังพระอาทิตย์ตกดินตลอดช่วงเจ็ดวันข้างหน้า
(อืม... เข้าใจคิดดี แบบนี้ก็ง่ายหน่อย) คิทถูกใจการทำงานของลูกน้องกลุ่มนี้ ไม่ต้องตอบกลับให้เสียเวลา เปิดระยะเวลาให้เขาเข้าถึงได้สะดวก
(สามวันน่าจะถึงวินเดล... อีกสามสี่วันที่เหลือ สำรวจหมู่บ้านรอบนอกหน่อยแล้วกัน) ภารกิจแย่งชิงประชากร อันแร้นแค้นยังต้องดำเนินต่อไป ยิ่งได้จำนวนมากเท่าไรก็ยิ่งดี แดนเหนือยังขาดคนอีกมาก อย่างน้อยถ้าเขาได้คนไปเพิ่มสักหน่อยก็ถือว่าคุ้มแล้ว รัสเซล เรดวู้ดและเทราสจะได้พัฒนาได้เร็วมากขึ้น
การปรุงอาหารยังคงเป็นงานอดิเรกที่เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ...
เนื่องจากอากาศกำลังแห้ง และไม้ฟืนที่เก็บเอาไว้ก็ติดไฟง่ายเหลือเกิน การเตรียมหม้อน้ำตั้งไฟจึงเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อตรวจว่าประตูได้ลงอักขระมายาไว้แน่นหนาแล้ว คนที่เคลื่อนย้ายไปไหนได้ตามใจนึกเพราะมีพลังมานามหาศาลจึงหายวับกลับบ้านที่มิคคิลทอฟท์เพื่อเลือกเสบียงที่เก็บเอาไว้มาปรุงเป็นอาหารแสนอร่อย และช่วยประทังชีวิตชาวบ้านในหมู่บ้านแอชก่อนที่ทหารหน่วยกู้ภัยจะเดินทางไปถึง
หลังจากที่ขนของมามากพอสมควร คิทก็จัดการเก็บพวกมันไว้ในห้องครัวอย่างแนบเนียน ของจำเป็นสำหรับอาหารมื้อนี้ถูกนำออกมาเตรียมไว้แล้ว ร่างกายที่ขาดสารอาหารควรจะได้รับอาหารมื้อเย็นที่ย่อยง่าย ดูดซึมได้ดี และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ชายหนุ่มนึกขำเล็กน้อยเขารู้สึกเหมือนกำลังย้อนอดีตอย่างไรชอบกล
โจ๊กธัญพืช ใส่เนื้อสัตว์ตุ๋นจนเปื่อยปรุงด้วยเห็ดเจียวกับน้ำมันกระเทียมจนหอมหม้อใหญ่ถูกยกมาเสิร์ฟด้วยรอยยิ้ม เขาเองก็หิวเหมือนกัน จึงรีบตักแบ่งอาหารเย็นให้เด็กน้อยทั้งหลายที่มองมาตาเป็นประกาย บางคนถึงกับน้ำลายยืด ท้องร้องโครกครากเพราะความหิวจัด
“พี่ชาย... ท่านเอาอาหารมาจากไหนเยอะแยะ” เอเดนถามไถ่ด้วยความสงสัย ในครัวไม่มีอะไรให้กินสักอย่าง กระเป๋าสะพายที่อีกฝ่ายพกมาก็เล็กนัก หลายสิ่งหลายอย่างช่างไม่สมเหตุสมผล
“เสบียงของข้าเอง มื้อนี้ข้าขอเลี้ยงทุกคนเลย!” เด็กน้อยหลายคนมองชามไม้ใบใหญ่อย่างไม่เชื่อสายตา พวกเขาร้องไชโยอย่างร่าเริงจากนั้นก็กินของร้อนอย่างมูมมาม ปากบ่นว่าอร่อยไม่หยุด
“คุณพ่อครูซครับ เอ่อ... ให้ข้าช่วยไหมครับ”
“ตักใส่ถ้วย แล้วก็เอาช้อนให้ข้าก็พอ” โคร่กกก... เสียงท้องร้องของอีกฝ่ายทำให้นักบวชวัยกลางคนต้องเม้มปากอย่างอับอาย “มันหอมมากจริงๆ ข้าเสียมารยาทแล้ว...”
มื้ออาหารเย็นสุดพิเศษในชีวิตของหลายๆ คน จบลงอย่างรวดเร็ว เด็กๆ อิ่มจนพุงป่อง หลังจากดื่มน้ำล้างปากเรียบร้อย ทุกคนก็ง่วงจนหลับไป ทำให้คิทต้องรับหน้าที่อุ้มพวกเขาไปยังห้องหลับนอนที่แสนจะสกปรก แต่อย่างน้อยมันก็อุ่นกว่าข้างนอกมาก
หลังจากก่อไฟเพิ่มความอบอุ่นให้กับที่พักเรียบร้อย ชายหนุ่มหน้าใหม่สำหรับหมู่บ้านแอชก็ทำหน้าที่ล้างจานและเก็บกวาดอย่างรวดเร็ว ที่ว่างหน้าเตาผิงค่อนข้างอุ่น ชายหนุ่มจึงเลือกใช้เป็นที่หลับนอนในคืนนี้ และเพราะทุกสิ่งต้องประหยัดให้มากที่สุด คิทจึงต้องนอนรวมกับทุกคน ช่างเหมือนกับในอดีตมากนัก
ท่ามกลางกองไฟที่กำลังมอดไหม้ ผู้อาวุโสและเด็กหนุ่มจากต่างเมืองก็นั่งคุยกัน
“ท่านครูซครับ ท่านผูกพันกับที่นี่มากแค่ไหน”
“อืม... มากทีเดียว ข้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังหนุ่มแน่นเชียวนา ตอนนั้นสายตาของข้ายังดีอยู่ ยังทำงานช่างได้ดีเชียวล่ะ”
“ผูกพันกับสถานที่เหรอครับ หรือว่ากับอดีตที่เคยสวยงาม” ความรู้สึกยึดติดกับที่เก่าๆ เขาก็เคยเป็น... คิทกำลังนึกถึงคอนโดห้องจิ๋วที่ตัวเองใช้ชีวิตมาเกือบยี่สิบปีในโลกแรก มันเป็นความทรงจำที่โดดเดี่ยวมากทีเดียว
“ไม่ใช่กับสิ่งเหล่านั้นหรอก...” ครูซมีคำตอบที่ต่างออกไป สายตาที่พร่ามัวยังเห็นกองไฟที่ลุกโชนและส่องแสงได้บ้าง เขาจึงโยนท่อนฟืนเข้าไปอีกสักหน่อยเพื่อเพิ่มแสงสว่างให้มากขึ้น
“ข้าอยู่ที่นี่เพราะเด็กพวกนี้ แล้วก็ชาวบ้านที่นี่... พวกเขาไม่มีที่ไป พรงานช่างระดับต่ำทำให้พวกเขาไม่มีจุดยืนหรืออาชีพในสังคมได้มากนัก สุดท้ายก็ต้องดั้นด้นเดินทางมาเรื่อยจนลงหลักปักฐานที่นี่...”
“พรแห่งงานช่างเชียวนะ! ข้าไม่เข้าใจไอ้พวกชนชั้นสูงจริงๆ มันเป็นพรที่ไร้ค่าตรงไหนกัน...” ครูซบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “บ้านเรือน อุปกรณ์ทำมาหากิน ดาบ อาวุธ ชุดเกราะ รถม้า ก็เป็นผลผลิตจากพวกข้าทั้งนั้น... ไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันหักเหลงต่ำได้อย่างไร”
โชคชะตาช่างเล่นตลก... ไม่สิ เขาจะโทษสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ได้ มันเป็นผลจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ทั้งนั้น เขาเองก็ทราบดี
ทั้งสองยังคุยต่อเนื่องจนเกือบเที่ยงคืน ก่อนจะหลับไปคิทก็รู้สึกสับสนและโกรธเคืองมากทีเดียว
หนังสือหลายเล่มที่เขาพยายามเผยแพร่มาตลอดสามปี เหมือนกำลังถูกกักกันเอาไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อประชาชนในท้องที่นี้ คิ้วของท่านชายขมวดจนแทบชนกัน มือใหญ่กำหมัดแน่น
เขาพอจะเดาได้แล้วว่า รูปแบบที่อีกฝ่ายพยายามจะใช้โจมตีในครั้งนี้เป็นเช่นไร พยายามบีบบังคับให้ผู้คนทรมาน แล้วหันเหความโกรธแค้นของหลายฝ่ายให้โจมตีมายังแดนเหนือที่แสนจะเฟื่องฟู ยิ่งจินตนาการไปไกลเท่าไหร่เขาก็เริ่มเห็นความวุ่นวายที่จะตามมา
ทว่าความคิดของผู้ที่ผ่านวิกฤตชีวิตมามากหลายครั้งหลายครา กลับยังคงเยือกเย็นและไตร่ตรองหลายสิ่งอย่างถี่ถ้วน
จดหมายที่เขียนอย่างลับๆ จึงถูกส่งออกไปให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
แผนรับมือแรกในครั้งนี้ คือ การดึงทรัพยากรมนุษย์ของฝ่ายศัตรูมาให้หมด...
...ก่อนที่พวกมันจะล้างสมองคนในดินแดนไปมากกว่านี้