[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่

    บทที่ 52 เรื่อง…ขี้ ๆ !?

    ฉีจิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเบา “ข้ากำลังคิดว่าถ้าไม่มีกระต่ายตัวที่สี่แล้ว เจ้าจะพูดอะไรกับข้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่พูดอะไรเลย” 


    ถังฉือเย่แสดงทีท่าไร้เดียงสา สัมผัสได้ว่าคำพูดของเขานั้นเต็มไปด้วยคำว่า ‘คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้ ใช้วิธีที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!’ 


    หญิงสาวจึงเอ่ยว่า “ตามจริงแล้ว พ่อหนุ่มฉีไม่ใช่เจ้าหรือที่ชวนข้าขึ้นมาบนภูเขา?” 


    เมื่อเห็นคิ้วของฉีจิงขมวดมุ่น ถังฉือเย่จึงเผลอหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ “ก็ได้ ๆ ข้าจะรบกวนเจ้าเรื่องหนึ่งจริง ๆ แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน?” 


    “เจ้าไม่เคยทำเรื่องไม่ดีมาก่อน แต่หากทำก็เพราะต้องมีเหตุผล” 


    พอได้ฟังถังฉือเย่ก็ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะรู้จักนางดีขนาดนี้…ใช่แล้ว! นางจะไม่หลีกเลี่ยงท้าทายกฎเกณฑ์ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็น อย่างเช่นในสมัยโบราณที่ยึดถือความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด แม้ว่านางจะรู้สึกรำคาญวังซื่อขนาดไหน แต่ถังฉือเย่ก็ไม่เคยทำให้ตัวเองต้องถูกคนอื่นประณาม หรือการที่ ‘ชายหญิงสนิทกันไม่ได้’ นางก็ไม่เคยเปิดเผยว่าอยู่กับฉีจิงตามลำพังเลยสักครั้ง


    ไม่ใช่ว่ากลัว หากแต่ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะป่าวประกาศให้ใครรับรู้ เพราะการที่ใครคนหนึ่งตัดสินใจท้าทายกฎเกณฑ์ประเพณีของสังคมแน่นอนว่าต้องเผชิญกับการโจมตีที่รุนแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ 


    การคิดท้าทายทั้งที่ตัวเองยังไม่มีข้อดีพร้อมนั้น สำหรับถังฉือเย่ไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่เป็นความโง่เขลา! 


    สำหรับผู้ชายอย่างฉีจิงนั้น ความจริงแล้วถ้ายอมรับตรง ๆ ก็ต้องบอกว่านางเองก็ถูกใจในอัธยาศัยใจคอของเขาอยู่ไม่น้อย หากพบกันในยุคปัจจุบันถังฉือเย่เองก็จะไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปเกี้ยวพาราสี หากเขาเป็นหนุ่มวัยกลางคนอายุสามสิบขึ้นไป มิใช่เป็นเพียงหนุ่มน้อยอย่างตอนนี้! 


    คิดแล้วก็ชวนให้รู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ จนถึงกับเผลอถอนหายใจออกมาและถูกชายหนุ่มที่เฝ้าสังเกตอยู่เงียบ ๆ ถามขึ้น


    “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมต้องถอนหายใจด้วย มีเรื่องอะไรให้ต้องหนักใจกระนั้นหรือ?” 


    “ไม่มีอะไร” หญิงสาวส่ายหน้าช้า ๆ 


    “หรือเจ้าจะทำอะไร ต้องการให้ข้าช่วยไหม?”


    “ไม่เป็นไร…ข้าแค่ต้องการขอแรงเจ้าช่วยเติมฟืนในกองไฟให้หน่อยเท่านั้น” ถังฉือเย่บอกเสียงเรียบทั้งที่ภายในหัวนั้นกำลังคิดวางแผนที่จะแยกครอบครัวกับตระกูลถังอย่างเป็นทางการ ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างพร้อมหมดจนแทบอดทนรอไม่ไหวแล้ว แต่จะใช้เหตุผลไหนล่ะ…คิดไปคิดมาก็เห็นชายหนุ่มตรงหน้ากับ
    ถังกุ้ยฮวา ไม่แน่ว่านางอาจจะใช้พ่อหนุ่มฉีคนนี้สุมไฟได้! 


    หลังจากได้ของกันจนพอใจแล้ว ทั้งสองคนจึงเดินกลับอย่างสบาย ๆ แม้วันนี้จะได้เพียงเห็ดเฮยหูจ่างครึ่งตะกร้าและไก่ฟ้าสองตัวเท่านั้นก็ตาม ถังฉือเย่นำไก่ฟ้าไปยังบ้านท่านลุงสี่ตระกูลถัง จากนั้นก็แบ่งเห็ดเฮยหูจ่างไปตุ๋นครึ่งหนึ่ง รอให้เคี่ยวจนกลิ่นหอมกรุ่นจากหม้อโชยไปทั้งลานบ้าน ถังฉือเย่จึงตักซุปไก่หนึ่งชามพร้อมกับเค้กข้าวหนึ่งชิ้นกลับไปที่บ้าน ก่อนจะกลับมาที่โรงเหล้าเพื่อทานอาหารร่วมกัน 


    เมื่อทานอาหารเสร็จถังฉือเย่และฉีจิงจึงแยกย้ายกลับบ้านของตัวเอง แต่เมื่อเดินไปถึงประตูทางออก จู่ ๆ ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยตามลมมา


    หญิงสาวหยุดเดิน อาศัยแสงจันทร์มองไปก็ได้เห็นว่าที่หน้าประตูบ้านนั้นมีอะไรบางอย่างมากองทิ้งไว้ ดูแล้วน่าจะเป็นมูลสัตว์ที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปหมด เสี่ยวเหยาเอามือปิดจมูกทันทีร้องว่า


    “ท่านพี่! เหม็นมาก!”


    ถังฉือเย่ผละถอยหลังไปสองสามก้าวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคลื่นไส้…นางลืมคิดไปเสียสนิทว่าพวกเขาชอบเล่นวิธีสกปรกแบบนี้ ทำตัวน่าขยะแขยงเหลือทน มีดีแต่ลอบกัดหลับหลังอย่างนี้ 


    เวลาเดียวกันนั้นถังกุ้ยฮวาที่กำลังซ่อนตัวแอบดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ด้วยความสะใจ ในเมื่อไม่สามารถทำอะไรถังฉือเย่ได้ต่อหน้า เช่นนั้นก็กลั่นแกล้งลับหลังอย่างนี้ก็แล้วกัน…เป็นแค่เด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จะต้องไปเกรงกลัวอะไร ดูสิว่าถังฉือเย่ผู้นี้จะทำอะไรได้!


    สำหรับถังฉือเย่ที่ถูกจับตามองโดยไม่รู้ตัวนั้นกำลังคิดประมวลผลหาวิธีอย่างรวดเร็ว นางควรทำอย่างไรดี เพื่อจะได้แก้ปัญหานี้อย่างดีที่สุดโดยไม่ต้องใช้ร่างกายของตัวเอง เพราะคงไม่อาจสู้กับหญิงสาวสะพรั่งอย่างถังกุ้ยฮวาได้ อีกอย่างก็ทำให้ผู้กระทำนั้นได้รับผลกรรมที่ตนเองก่ออย่างสาสมที่สุด


    ชั่วอึดใจแสงสว่างวาบก็ผุดขึ้นในหัว ถังฉือเย่หันกลับไปแล้วจัดแจงพาเสี่ยวเหยาไปไว้ในมุมตรงกำแพงด้านหนึ่งแล้วสั่งให้รออยู่อย่างนั้นอย่าขยับไปไหน 


    บ้านหลังเก่าทรุดโทรมนี้อยู่บนเนินลาด นางเดินลงไปนิดเดียวก็เป็นแม่น้ำแล้ว…ถังฉือเย่คิดจะทำอะไร…หญิงสาวที่หลบอยู่ในมุมมืดได้แต่คิดอย่างประหลาดใจ และอดไม่ได้ที่จะยื่นศีรษะออกไปดู เมื่อเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ นางจึงออกไปดูพลางยืดคอมองไปทางนั้น


    แล้วตอนนั้นเองที่ถังกุ้ยฮวารู้สึกว่ามีบางอย่างขยับอยู่บนหัวของตัวเอง นางตกใจรีบหันไปในทันที ด้วยแสงของดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่ส่องแสงสว่างสีเหลืองนวลลงมาตกกระทบกับร่างเล็ก ๆ ของถังฉือเย่ที่กำลังยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว และกำลังเขย่าของบางอย่างในมือ ก่อนจะปาไปที่ขี้หมูกองนั้นในทันที 


    เสียงแปะเบา ๆ ดังขึ้นที่ขี้หมูกองนั้น ถังกุ้ยฮวาใช้เวลานานกว่าจะตั้งสติได้ นางยกมือจับบนศีรษะ จากนั้นก็กรีดร้องออกมาในทันที


    ถังฉือเย่รีบถอยหลังทันที เพราะสิ่งที่นางโยนออกไปนั้นคือปิ่นปักผมสีเงินที่ถังกุ้ยฮวาไม่เคยให้ห่างจากตัว มันมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก และยังแหลมคมอีกด้วย เพียงแค่ปาเบาๆ มันก็ปักลงไปก้นสุดของกองขี้หมูแล้ว 


    ถังกุ้ยฮวาโกรธมาก นางรีบเข้าไปตะครุบพลางกรีดร้อง “ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ นังสารเลว”


    ถังฉือเย่รีบเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วแล้วร้องตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” 


    ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาของร่างหนึ่งที่ได้เหาะขึ้นไปเหนือพื้นดิน ถังกุ้ยฮวากรีดร้องลั่นอย่างตกใจจนล้มลงก้นกระแทกพื้นไม่เป็นท่า...มิหนำซ้ำยังนั่งทับลงบนกองขี้หมู ทำให้ขี้หมูนั้นสาดกระเด็นไปทั่ว


    ถังฉือเย่ที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือก็ชะงักไป ก่อนที่ฉากวีรบุรุษช่วยหญิงงามจะแทรกเข้ามาทำลายความคิดของนาง!


    โชคดีที่ตอนนี้ทุกคนต่างได้ยิน และพากันวิ่งมาดูแล้ว คุณนายโจวที่อยู่ไม่ไกลฟังออกว่าเป็นเสียงของถังฉือเย่จึงมาถึงเร็วที่สุด พลางช่วยพยุงนางขึ้นมาและถามอย่างเป็นห่วงว่า “หนูเย่ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”


    “ท่านป้าช่วยข้าด้วย! ท่านอาจะฆ่าข้า!” ถังฉือเย่ละล่ำละลักบอก แสร้งทำเป็นหวาดกลัวสุดขีด คุณนายโจวหันขวับไปทันที แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างของถังกุ้ยฮวา 


    “นี่มันเกิดอะไรขั้น!”


    ตอนนี้หญิงสาวตระกูลถังได้ยันตัวลุกขึ้นมาแล้ว นางโมโหจนแทบคลั่ง ตะคอกจนเสียงแตก “ข้าจะฆ่าเจ้า ผู้หญิงชั่วช้าไร้ยางอายอย่างเจ้าไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้คอยดู!”


    พูดยังไม่ทันสิ้นเสียงถังกุ้ยฮวาก็พุ่งตัวเข้ามา แต่คุณนายโจวและหญิงสาวคนอื่น ๆ ช่วยกันดึงตัวเอาไว้ก่อน 


    “ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!” คุณนายโจวถามทั้งที่ทำหน้าขยะแขยง “ขี้หมูพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะ แค้นกันขนาดไหนถึงได้เอาขี้หมูมากองหน้าบ้านคนอื่น”


    ถังฉือเย่ที่ได้โอกาสจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดเสียงกระท่อนกระแท่น “เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปทานอาหารที่บ้านท่านป้าโจวมา พอกลับมาก็เห็นขี้หมูวางกองอยู่หน้าประตูทางเข้า จากนั้นท่านอาก็โผล่เข้ามาจะทำร้ายข้า ด่าว่าข้าไร้ยางอาย” 


    “เจ้า...นังสารเลวไร้ยางอาย คิดวิธีชั่ว ๆ ชั้นต่ำ หน้าด้านหน้าทนแสร้งยั่วยวนแหกปากร้อง ขนยังขึ้นไม่ทันเต็มก็คิดแต่จะพลอดรักกับผู้ชาย ไม่กลัวว่าเรื่องราวมันจะย้อนมาฆ่าเจ้าหรอกหรือ!” ถังกุ้ยฮวาโกรธถึงขีดสุดกระทืบเท้าเต้นเร่า ๆ  


    หญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านได้ยินก็ต่างพากันหน้าแดงก่ำ เพราะการด่าทอต่อว่าเหล่านี้มันน่ารังเกียจมากจริง ๆ แม้แต่หญิงสาวที่แต่งงานแล้วในหมู่บ้านก็ไม่มีใครด่าอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานเลย แต่หญิงที่ถูกด่าว่าอย่างถังฉือเย่กลับไม่เข้าใจเพราะคราวนี้ถังกุ้ยฮวาพูดเร็วมาก อีกทั้งยังมีสำเนียงท้องถิ่น ใช้คำในท้องถิ่น หญิงสาวเอาความรู้ของทั้งสองโลกมารวมกันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี 


    ฉะนั้นภายใต้แสงคบเพลิงและแสงจันทร์ที่ส่องสว่าง ใบหน้าของหญิงสาวจึงดูว่างเปล่า ถามเมื่อเช็ดน้ำตาเรียบร้อยแล้วว่า “นี่พวกเรา ไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องขี้หมูอยู่หรอกหรือ?” 


    ทุกคนในที่นั้นเมื่อได้ยินก็รู้สึกทั้งเห็นอกเห็นใจและขำขัน จึงช่วยกันพูดเปลี่ยนบทสนทนา “ใช่! แล้วนี่ตกลงว่าเป็นใคร เหตุใดจึงได้นำขี้หมูมากองหน้าบ้านคนอื่นแบบนี้” 


    “จะมีใครอีกล่ะ ก็เป็นถังกุ้ยฮวานั่นแหละที่ทำ” หญิงสาวคนหนึ่งพูดอย่างไม่เกรงใจ พลางเหลือบมองไปที่ถังกุ้ยฮวาที่ได้ด่าไปอย่างดุเดือดแล้วจึงค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา แต่ก็ยังไม่วายตะเบ็งเสียงเถียงกลับมาว่า


    “แต่นางเอาปิ่นปักผมของข้าโยนลงไปในกองขี้หมูนะ!” 


    “หากเจ้าไม่วิ่งมาทำร้ายข้า ปิ่นปักผมเจ้าจะตกได้อย่างไร ถ้าเจ้าไม่นำขี้หมูนี้มา ปิ่นปักผมของเจ้าจะตกลงไปในนั้นได้อย่างไรเล่า” 


    ทุกคนต่างก็หัวเราะกันเสียงดังเมื่อได้ยินคำพูดที่สมเหตุสมผลของถังฉือเย่จึงพร้อมใจกันบอกว่า “ใช่แล้ว เจ้านั่นแหละเป็นคนทำเอง” 


    ถังกุ้ยฮวากระทืบเท้าแรง ๆ ตวาดเสียงดังลั่น “เป็นเพราะนางตั้งใจปามันลงไป นางยังยุยงให้คนมาเตะข้าด้วย” 


    คนที่ถังกุ้ยฮวาคิดว่าจะเข้าไปทำร้ายนั้นได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า พลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าได้ยินถังฉือเย่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อออกมาจากบ้านก็เห็นนางกำลังวิ่งหนีอยู่ มีใครบางคนกำลังจะทำร้ายนาง ซ้ำยังพูดว่าจะฆ่านางด้วย ท่าทางของเขาดุร้ายราวกับเสือ ในความมืดข้ามองไม่ออกว่าเป็นใคร จึงได้รีบเตะออกไปในทันที” 


    จนถึงตอนนี้ถังกุ้ยฮวาเพิ่งจะรู้ว่าคนที่เตะนางก็คือฉีจิง! นางจึงรีบสำรวมท่าทีที่โหดร้ายและป่าเถื่อนในทันที มือที่เท้าเอวอยู่ก็ปล่อยลงมาไว้ข้างตัว ตอนนี้นางทั้งโกรธ ทั้งร้อนรน ทั้งเขินอาย นางไม่กล่าวอะไรเป็นเวลานาน


    จนกระทั่งท่านย่าซุนและเหอซื่อได้ยินเรื่องราวจึงรีบมาดูพร้อมกับส่งเสียงข่มขวัญ “ทำอะไรกัน คนมากมายมารวมตัวกันในเวลากลางค่ำกลางคืนเพื่อรังแกลูกสาวข้าหรือ!?”

    .

    .

    .