ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่35 รับรางวัล

    บทที่35รับรางวัล


              “นะ...นะ...นั่นมัน”ฮัวหนิงเจี้ยน พูดตะกุกตะกัก


              “ชบาหิมะเจ็ดแฉก” ตันฮุ่ยเหอจ้องมองพร้อมกับเอ่ยชื่อออกมาด้วยความตกตะลึง


              ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ลอยอยู่บนฝ่ามือของจ้าวเฟยหลงตอนนี้ คือสมุนไพรวิญญาณระดับสองที่ยากจะพานพบถึงแม้จะเป็นหัวหน้าหมอหลวงหรือหมอชื่อดังแห่งยุค การที่จะได้มีโอกาสพบเห็นชบาหิมะเจ็ดแฉก แบบนี้ก็นับได้ว่ายากเต็มทน


              มือของหมอทั้งสองสั่นเทาเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ชบาหิมะเจ็ดแฉก โดยไม่รู้ตัวขณะที่มันอยู่ห่างจากมือของพวกเขาเพียงหนึ่งชุ่นชบาหิมะเจ็ดแฉกดอกนั้นก็หายวับไปกับตา


              ตันฮุ่ยเหอและฮัวหนิงเจี้ยนตื่นจากภวังค์ทันใด ทั้งสองมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากกิริยาเมื่อครู่นี้คงจะน่าอับอายเป็นอย่างมาก ทำให้ทั้งสองต้องมองไปที่จ้าวเฟยหลงด้วยสายตาแค้นเคืองมีอย่างที่ไหนเอาสมุนไพรวิญญาณมาล่อลวงพวกตนจนเสียอาการแบบนี้


              “แค่กๆ” เอาล่ะเรามาดูเม็ดยาในกล่องนี้ดีกว่าจะได้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ตันฮุ่ยเหอเปลี่ยนเรื่องมาสนใจที่เม็ดยาทันที


              “ใช่ๆ เรามาดูที่ตัวยากันดีกว่า”ฮัวหนิงเจี้ยนรีบสนับสนุนเมื่อสักครู่นี้น่าอับอายมากพวกเขาถึงกับเอื้อมมือไปหยิบของของคนอื่นต่อหน้าต่อตาเจ้าของ


              จ้าวเฟยหลงกลั้นยิ้มไว้ในหน้าหวังลู่ซือต้องหยิกตัวเองเสียหลายทีเพื่อไม่ให้หัวเราะออกมาหวังลู่อี้และหวังลู่ชาง แม้จะดูนิ่งสงบภายนอก แต่หากสังเกตุดีๆจะพบว่าทั้งสองพบความยากลำบากอย่างยิ่งในการเก็บความรู้สึกอยากหัวเราะออกมา


              โดยไม่รอช้า ตันฮุ่ยเหอ เปิดกล่องยาขึ้นสู่สายตาทุกคนทันทีที่กล่องยาถูกเปิดออก แสงสีขาวก็ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ความเย็นสบายและกลิ่นหอมก็ลอยคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง เม็ดยาสีขาวนวลนอนแน่นิ่งในกล่องเมื่อมองให้ดีก็จะพบ ดวงดาวเจ็ดดวงระยิบระยับอยู่รอบๆเม็ดยา


              ตันฮุ่ยเหอเองพบว่าขนาดเขาเป็นผู้ถือกล่องยายังรับรู้ได้ถึงพลังอันมหาศาลและความเย็นสบายจากเม็ดยา จนแทบอยากกลืนกินเสียเอง


              “นี่มัน
    !!! ยาหิมะเจ็ดดาราคุณภาพขั้นสูง”


              ฮัวหนิงเจี้ยนมองเห็นเม็ดยาแล้วก็อดที่จะ อุทานด้วยความตกใจไม่ได้ สายตาของเขามองเม็ดยาแล้วก็มองหน้าของจ้าวเฟยหลงสลับกันไปมาหลายรอบ เริ่มแรกเขาดูถูกเด็กคนนี้แต่ไปๆมาๆ โดนความสามารถของจ้าวเฟยหลง ตบหน้าเต็มแรง


              ส่วนตัยฮุ่ยเหอเองก็คิดจนสมองแทบแตกเพราะทุกอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้เด็กหนุ่มนี่อายุยังน้อยกับเม็ดยาระดับสูงขนาดนี้เขาต้องฝึกปรุงยามาตั้งแต่ในครรภ์ไม่สิ ต้องปรุงมาจากชาติที่แล้วแน่ๆ ยิ่งคิดยิ่งโมโหเขาก็ไม่ต่างอะไรกับฮัวหนิงเจี้ยน โดนตบหน้าฉาดนี้ช่างเจ็บเหลือเกิน


              “ถ้าอย่างนั้นข้าขอยาคืนได้หรือไม่จะได้รักษาท่านอ๋องเสียที”จ้าวเฟยหลงไม่อยากที่จะเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระนี่อีกแล้ว


              ตันฮุ่ยเหอ ส่งยาคืนให้กับจ้าวเฟยหลงแบบไม่เต็มใจเขาอยากเก็บยานี้ไว้กับตนเองแทบขาดใจ จนจ้าวเฟยหลงต้องแงะนิ้วมือของเขาออกทีละนิ้วจึงได้รับกล่องยาคืนมา


              “ขอบคุณที่ทั้งสองท่านช่วยตรวจสอบ”จ้าวเฟยหลงเดินเข้าไปยังห้องของหมิงโจวอ๋อง ตามด้วยพี่น้องทั้งสามคนทิ้งให้กลุ่มหมออึ้งอยู่ข้างนอก


              “ช้าก่อน
    !!!”ฮัวหนิงเจี้ยนตะโกนไล่หลัง


              “ท่านหมอฮัวมีอะไรอีกอย่างนั้นหรือ”ตอนนี้หวังลู่ชางเริ่มหมดความอดทน อุตส่าห์ได้คนดีมีฝีมืออาสาช่วยรักษาอาการของบิดาแต่หมอสองคนนี้ก็ยังรังควานไม่เลิก


              “ท่านอ๋องน้อยรอง อย่าเข้าใจผิดข้าเพียงอยากเข้าไปด้วยเพื่อดูขั้นตอนการรักษาท่านอ๋องว่าถูกวิธีหรือไม่”ฮัวหนิงเจี้ยน อยากที่จะติดตามไปด้วย


              “ใช่แล้ว หากว่ามีอะไรผิด.....”ตันฮุ่ยเหอกำลังจะพูดแต่จ้าวเฟยหลงก็ชิงพูดขึ้นก่อน


              “ทั้งสองท่านมาด้วยกันเถิดจะช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว” จ้าวเฟยหลงไม่รั้งรออีกต่อไปเดินเข้าห้องของหมิงโจวอ๋องไปโดยไม่หันมามอง


              “ไอ้เด็กยโส”หมอทั้งสองคนงึมงำในลำคอของตน แต่ก็ยังตามติดเข้าไปในใจของพวกเขาสองคนตอนนี้
    ไม่กล้าดูถูกจ้าวเฟยหลงอีกต่อไป


              ตอนนี้จ้าวเฟยหลงกำลังยืนมองร่างของหมิงโจวอ๋องอย่างตั้งใจเพราะกำลังคุยกับดวงจิตโลกาเพื่อขอวิธีทำการรักษาโรคนั่นเองถึงแม้เขาจะรู้จักสมุนไพร สามารถปรุงยาได้แต่มันก็คนละเรื่องกับการรักษาโรค


              “ดวงจิตโลกาขอร้องท่านล่ะหากไม่มีวิธีการรักษาที่ถูกต้องเกรงว่าที่ทำมาทั้งหมดก็จะไร้ค่าไปโดยสิ้นเชิง”


              ทุกคนที่ยืนด้านหลังต่างไม่มีใครกล้าพูดคุยหรือขยับตัวแม้เพียงน้อยนิดเกรงว่าจะกระทบกับการรักษาของจ้าวเฟยหลงหารู้ไม่ว่าตอนนี้จ้าวเฟยหลงกำลังขอวิชารักษาโรคจากดวงจิตโลกาอยู่


              ไม่นานจ้าวเฟยหลงก็พบคัมภีร์หยกสีเขียวในดวงจิตของเขาชื่อว่าคัมภีร์น้ำตายมบาล เนื้อหาภายในคือวิธีการรักษาโรคทุกชนิดแม้แต่ผู้ที่ตายไปแล้วหนึ่งเค่อหากได้รับการรักษาจากคนที่ศึกษาคัมภีร์นี้ก็จะรอดจากความตายได้ดั่งเช่นผู้ที่ยมบาลได้เอาวิญญาณไปแล้วแต่กลับถูกพากลับมาที่ร่างกายของตนอีกครั้งทำให้ยมบาลถึงกับต้องร้องไห้คร่ำครวญออกมา


              จ้าวเฟยหลงกล่าวขอบคุณดวงจิตโลกายกใหญ่ตอนนี้ในวิถีของการแพทย์นับว่าเขาเป็นดาวรุ่งอัฉริยะหาตัวจับยากแล้ว รอบรู้สมุนไพรสามารถปรุงยา แล้วยังเก่งกาจการรักษาอีกแต่เขาเข้าใจดีว่านี่แค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น


              เมื่อศึกษาจนเข้าใจดีแล้วจ้าวเฟยหลงจึงเดินไปด้านข้างเตียงแล้วนั่งลงข้างๆหมิงโจวอ๋องจับแขนของเขาให้เหยียดไปด้านข้างเลยเตียงออกมา “ข้าขอชามใหญ่ๆ ใบหนึ่ง”จ้าวเฟยหลงเอ่ยกับหวังลู่อี้ไม่นานจากนั้นชามสำริดใบหนึ่งก็ถูกนำมามอบให้กับจ้าวเฟยหลงท่ามกลางความสงสัยของทุกคน


              จ้าวเฟยหลงนำชามวางบนพื้นด้านล่างที่มือของหมิงโจวอ๋องจากนั้นโดยที่ไม่คาดคิดของทุกคนเขาหยิบมีดเล็กด้ามหนึ่งออกมา กรีดไปที่ปลายนิ้วของหมิงโจวอ๋องอย่างรวดเร็ว


              “บังอาจ
    !! นี่เจ้ากล้าทำให้ท่านอ๋องบาดเจ็บหรือนี่”ตันฮุ่ยเหอหัวหน้าหมอหลวง ตวาดเสียงดังลั่น


              “ชู่ๆๆ ข้ากำลังรักษาคนป่วยหากท่านมีวิธีดีกว่านี้ก็มารักษาเองสิ” จ้าวเฟยหลงส่งเสียงตำหนิเบาๆ


              ทุกคนในห้องหันไปส่งสายตาตำหนิ ตันฮุ่ยเหอไม่เว้นแม้แต่ ฮัวหนิงเจี้ยนที่ตอนนี้ตั้งใจศึกษาวิธีการรักษาของจ้าวเฟยหลงเพราะการขับพิษร้อนมักใช้เย็นแก้ ภายนอกเช็ดตัว ภายในใช้ยาที่มีคุณสมบัติเย็นแต่เด็กหนุ่มนี่กลับกรีดเลือดออกจากร่างกาย น่าแปลกใจยิ่งนัก


              หลังจากกรีดปลายนิ้วเสร็จแล้วจ้าวเฟยหลงจึงป้อนยาหิมะเจ็ดดารา ให้แก่หมิงโจวอ๋อง ทันทีที่ยาถูกกลืนลงสู่ท้องทั่วทั้งร่างกายของหมิงโจวอ๋อง ส่องแสงออกมาซึ่งเป็นสีเดียวกับยาหิมะเจ็ดดาราคลื่นความเย็นมหาศาลแผ่ออกมาจากภายใน ทำให้ห้องทั้งห้องอากาศเย็นลงทันทีผ้าแพรต่างปลิวไสว ด้วยแรงลมที่ออกมาจากร่าง


              เลือดเสียถูกขับออกมาจากร่างกายไหลมาตามนิ้วแล้วหยอดลงที่ชามด้านล่างของมือเลือดสีดำแดงเนื่องจากเน่าเสียและเจือปนด้วยพิษของกิ้งก่าเพลิงพิภพ หยดลงสู่ชามด้านล่างเสียงซู่ซ่าที่เผาไหม้ชามสำริดทำให้ทุกคนที่มองเห็นต้องรู้สึกสยดสยองสะท้านไปทั้งกายใจ ไม่ต้องคิดเลยว่าหากต้องพิษนี้จะทรมานขนาดไหน


              เวลาผ่านไปสองเค่อเมื่อเลือดเสียไหลออกมาจากร่างจนหมดพิษร้อนถูกไอเย็นทำลายไปจนหมด สีหน้าของหมิงโจวอ๋องจะค่อยมีเลือดฝาดขึ้นร่างกายกลับเข้าสู่สภาพปรกติหลังจากต้องทนอยู่กับความร้อนแผดเผาร่างกายมานานลมหายใจมั่นคงสม่ำเสมอบาดแผลเริ่มสมานตัวช้าๆ


              “ซื่อจื่อตอนนี้ท่านอ๋องพ้นขีดอันตรายแล้ว พรุ่งนี้ก็คงฟื้น”


              จ้าวเฟยหลงแจ้งแก่บุตรชายคนโตของหมิงโจวอ๋อง


              “ดี...ดีขอบคุณท่านมากคุณชายจ้าว... โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย”


              หวังลู่อี้ ทรุดตัวลงคุกเข่าทำให้น้องสองคนคุกเข่าตามไปด้วย


              “ไอ้หยา
    !!


              พวกท่านอย่าทำเช่นนี้เลย ข้าแค่มาช่วยเหลือมิตรสหายเท่านั้นพวกท่านทำเช่นนี้ข้าลำบากใจยิ่งนัก”


              จ้าวเฟยหลงฉุดรั้งสามพี่น้องให้ลึกขึ้น


              “เมื่อสหายได้รับความลำบากข้าย่อมไม่อยู่เฉยอยู่แล้ว”


              จ้าวเฟยหลง มองไปที่หวังลู่ซือนี่ทำให้นางไม่รู้จะทำเช่นไรดี


              “สหายอย่างนั้นรึเขาเห็นข้าเป็นเพียงสหายหรือนี่”


              แต่แม้จะว้าวุ่นใจนางก็ยังคงแสดงออกด้วยความสงบนิ่ง


              “ขอบคุณมาก...เฟยหลง”


              แต่ตอนนี้สีหน้าของหัวหน้าหมอหลวงและหมอชื่อดังแห่งอาณาจักรต้าตงกลับมืดคล้ำอย่างที่สุดเพราะตอนนี้พวกเขากลายเป็นพยานรู้เห็นการรักษาโรคที่พวกเขาไม่สามารถรักษาได้


              “เช่นนั้น ข้าขอเชิญคุณชายจ้าวไปพักก่อนดีกว่าข้าได้สั่งให้คนเตรียมสุราอาหารไว้พร้อมแล้วเชิญ”


              หวังลู่ชางเชิญจ้าวเฟยหลงเดินนำหน้าเป็นการให้เกียรติแก่เขาอย่างสูง จ้าวเฟยหลงจึงเดินกลับไปที่ห้องพักเพราะตอนนี้ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้ว


              เมื่อกลับมาถึงห้องสุราอาหารรสเลิศถูกจัดวางเรียงรายเต็มโต๊ะจ้าวเฟยหลงเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันทีเขาไม่ได้กินอาหารดีๆแบบนี้มานานแล้วใช้เวลาเพียงไม่นานอาหารก็ถูกจ้าวเฟยหลงกวาดลงท้องเรียบไม่มีเหลือทำให้หวังลู่ชางมองตาพริบๆแล้วหัวเราะออกมายกใหญ่ หลังจากพูดคุยกันต่อไม่นานหวังลู่ชางก็ขอตัวลา


              จ้าวเฟยหลงนั่งย่อยอาหารอันมากล้นในท้องอย่างสบายใจไม่มีอะไรดีไปกว่ากินอิ่มหนำสำราญแล้วก็นั่งย่อยอาหารชมแสงจันทร์อีกแล้วเขานั่งนึกถึงหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นของวันนี้และเมื่อนึกถึงหมอสองคนที่คอยขัดขวางเขาจู่ๆรอยยิ้มที่มุมปากก็เกิดขึ้นพริบตาเดียวก็หายไปจ้าวเฟยหลงเรียกเตาปรุงยาออกมาแล้วทำการปรุงยาอีกครั้งเขาต้องเอาคืนหมอสองคนนี้หน่อยไม่งั้นคงผิดต่อตนเองเป็นแน่


              รุ่งเช้าของวันต่อมา


              “ฟื้นแล้ว
    !!...ฟื้นแล้ว!!...ท่านพ่อฟื้นแล้ว”หวังลู่ซือตะโกนออกมาด้วยความดีใจ นางเฝ้าดูแลรักษาหมิงโจวอ๋องตั้งแต่กลับมาจนถึงตอนนี้แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เมื่อได้เห็นบิดาของตนเองฟื้นตื่นจากโรคร้ายก็ย่อมต้องตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดา


              ไม่นานจากนั้นทั้งห้องก็เต็มไปด้วยผู้คนบุตรและธิดาทั้งสาม กลุ่มหมอที่มารักษา คนรับใช้ยืนเบียดเสียดเพื่อจะได้เฝ้าดูอาการของหมิงโจวอ๋องแต่ไม่นานก็ถูกไล่ออกไปโดยหวังลู่ชางทำให้ห้องเหลือเพียงสามพี่น้องกับตันฮุ่ยเหอและฮัวหนิงเจี้ยน


              ตันฮุ่ยเหอแม้ไม่อยากยอมรับว่าที่หมิงโจวอ๋องฟื้นคืนมาได้เป็นเพราะจ้าวเฟยหลงหนุ่มพเนจรคนนั้นแต่ก็ไม่อาจเมินเฉย เขาเข้าไปตรวจอาการของหมิงโจวอ๋องและได้ยืนยันว่าตอนนี้ร่างกายของหมิงโจวอ๋องไม่มีพิษร้ายและกำลังกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงในไม่ช้า

              สองวันผ่านไป


              “ก๊อกๆ คุณชายหลงบิดาข้าให้ข้ามาเชิญท่าน”


              หวังลู่ซือ แจ้งข่าวแก่จ้าวเฟยหลง สองวันมานี้ที่จวนอ๋องวุ่นวายเป็นอย่างมากเนื่องจากเตรียมการฉลองการหายป่วยของหมิงโจวอ๋องผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเดินทางมาร่วมอวยพรเขาในฐานะคนนอกไม่อยากเข้าไปวุ่นวายจึงได้แต่ทำการฝึกฝนอยู่ในห้อง


              “อืม...ไปกันเถอะ”


            จ้าวเฟยหลงเปิดประตูแล้วเดินตามหวังลู่ซือเพื่อไปพบหมิงโจวอ๋องราวครึ่งเค่อ หวังลู่ซือนำจ้าวเฟยหลงมาห้องห้องหนึ่งภายในห้องตกแต่งแบบธรรมดาไม่ได้มีความหรูหราใดแต่ภายในเต็มไปด้วยหนังสือและตำราต่างๆมากมายที่อัดแน่นในชั้น อากาศถ่ายเทได้สะดวกให้ความรู้สึกสบายปรอดโปร่ง


              ที่โต๊ะกลางมีชายคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีน้ำเงินลายมังกรแสดงฐานะที่สูงส่งของเขา ใบหน้านิ่งสงบ เยือกเย็นราวหิมะ พลังอันยิ่งใหญ่ของเขาสามารถกดข่มทำให้ผู้อื่นหวาดกลัวได้ แม้แต่เพียงใช้หางตามองเท่านั้น


              “คุณชายจ้าว ท่านนี้คือ...”เฒ่าซีฮันกำลังจะอธิบายก็ถูกขัดขึ้นมาก่อน


              “ซีฮัน...ไม่ต้องพูดแล้ว”


              ชายเสื้อคลุมสีน้ำเงินลุกขึ้นยืนประสานมือมาทางจ้าวเฟยหลง


              “หวังเฉินเป่า คารวะผู้มีพระคุณ”


              เขาตั้งใจทำเช่นนี้จากใจจริงตัวเขาเองตอนที่ถูกพิษร้ายก็รู้ตัวว่าโอกาสรอดนั้นน้อยยิ่งกว่าน้อยแต่เมื่อชายหนุ่มผู้นี้ปรากฏตัว ทุกสิ่งก็กลับแปรเปลี่ยนจากมืดมิดสู่ความสว่างไสวทำให้เขารอดชีวิตมาถึงวันนี้


              “ท่านอ๋อง
    !! โปรดอย่าได้ทำอย่างนี้เลยข้าคงรับไม่ไหวเป็นแน่”


              จ้าวเฟยหลงไม่คาดมาก่อนว่าจะพบเจอเหตุการณ์แบบนี้


              “แล้วโปรดเรียกข้าน้อยว่าเฟยหลงจะดีกว่าหากเรียกว่าผู้มีพระคุณมันทำให้ข้าวางตัวไม่ถูก”


              หวังเฉินเป่าสังเกตุท่าทางของจ้าวเฟยหลงในครั้งแรกที่พบเจอมันทำให้เขาพอใจอย่างมากเพราะหากเป็นคนอื่นหากได้เป็นผู้ช่วยชีวิตของอ๋องผู้หนึ่งแล้วอาจวางตัวสูงส่งยโสโอหังแต่หนุ่มคนนี้กลับไม่ใช่อย่างนั้น


              “เอาอย่างนี้แล้วกันข้าจะเรียกท่านว่าคุณชายจ้าวก็แล้วกันยังไงท่านก็เป็นผู้ช่วยชีวิตของข้า”


            หวังเฉินเป่ายังไม่ยอมซะทีเดียว


              “ขอบคุณท่านอ๋อง”จ้าวเฟยหลงเห็นท่าทีของหวังเฉินเป่าแล้วก็ไม่อยากขัดความต้องการ


              “คุณชายจ้าวเชิญนั่งก่อน”หวังเฉินป่าวเชิญให้จ้าวเฟยหลงนั่งที่นั่งใกล้กับตนเอง


              “ท่านอ๋อง...เชิญ”จ้าวเฟยหลงเดินไปที่เก้าอี้รอจนหวังเฉินเป่านั่งแล้วเขาจึงนั่งลง


              “คุณชายจ้าว ข้าผู้นี้รอดมาจากเงื้อมมือของยมบาลได้เป็นเพราะฝีมือการรักษาของท่านโดยแท้ดังนั้นข้าหวังเฉินเป่า อยากมอบสิ่งตอบแทนให้ท่านขอให้บอกสิ่งที่ท่านปรารถนามาได้เลย ข้าจะทำสุดความสามารถเพื่อให้ท่านพอใจ”


            หวังเฉินเป่า กล่าวออกมาด้วยความหนักแน่น สายตาบ่งบอกถึงความตั้งใจอย่างเปี่ยมล้น


              จ้าวเฟยหลงถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเขาไม่คิดเลยว่าจะได้ยินการตกรางวัลแบบไม่มีอั้นแบบนี้หวังเฉินเป่าเป็นชายที่จิตใจกว้างขวางจริงๆแต่เมื่อมองเห็นจ้าวเฟยหลงนิ่งไปหวังเฉินเป่ากลับคิดว่าจ้าวเฟยหลงไม่พอใจในสิ่งที่เขาเสนอ


              “คุณชายจ้าว ทรัพย์สินเงินทองบ้านที่ดิน ยศฐาบรรดาศักดิ์อะไรก็ได้เพียงท่านเอ่ยออกมาได้เลยรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวัง”


              เมื่อยังเห็นจ้าวเฟยหลงยืนนิ่งเฒ่าซีฮัน ส่งเสียงคำรามในลำคอเจ้าเด็กนี่โลภมากโดยแท้ขนาดนายของข้ามอบรางวัลขนาดนนี้เขายังกล้าโลภมากอีก


              “ผู้น้อยรักษาท่านอ๋องเพียงเพราะเห็นแก่ธิดาของท่านที่เป็นสหายกันเท่านั้นหาได้ทำเพื่อรางวัลใดๆ”


              จ้าวเฟยหลงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงใจ


              “หา
    !!!” เฒ่าซีฮันตกใจเกือบเข่าอ่อนนายของตนเสนอรางวัลมากมายแต่เด็กหนุ่มนคนนี้กลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย