ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-159 สารวัตรถงเหยา

    ขึ้นลิฟต์ลงมาชั้นล่าง ซูฉางผิงในชุดกี่เพ้ารัดกิ่ว ยามขยับร่างกายซ้ายทีขวาที ทำเอาหนุ่มๆ มองตาเป็นมัน ส่วนผู้หญิงด้วยกันล้วนอิจฉาริษยา

    ในหมู่คนที่หลงใหลงมงายในรูปร่าง คงมีหลินอู๋เฉินคนเดียวกระมังที่ไม่ได้พิศวาส

    เนื่องจากเขารู้ว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีฟ้าหนาทึบ มีใบหน้าปานดำที่ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก เห็นแล้วคุณอาจจะกินอาหารไม่ลงก็ได้

    “นายอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด เพราะงั้นนายเป็นคนขับรถ พาฉันไปหาร้านอร่อยๆ กินก็แล้วกัน” ซูฉางผิงโยนกุญแจรถตัวเองให้ เขาหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นรถยนต์มินิคูเปอร์ พอเงยหน้าขึ้นก็เจอรถยี่ห้อดังกล่าวที่จอดอยู่ไม่ไกลจากที่นี่

    “ฉันไม่ได้เกิดและเติบโตที่นี่หรอกนะ เพียงแต่หลังจากที่เรียนจบมัธยมต้น ก็เข้ามาทำงานแล้วเรียนเท่านั้นเอง บ้านเกิดของฉันอยู่อีกเมือง...” พูดไปแล้วก็หวนนึกถึงเรื่องเก่าๆ และดูเหมือนว่าหลังจากปิดเทอมใหญ่ เขาจะต้องเดินทางกลับไปที่บ้าน ซึ่งไม่ได้กลับมานานหลายปี

    งานวันเกิดของคุณย่า

    ซูฉางผิงไม่ได้ถามต่อ เพียงเข้าไปนั่งในรถตัวเอง พักผ่อนร่างกาย คล้ายกับหลับใหล

    “เดี๋ยวสิ นี่ฉันช่วยรักษาปานที่หน้ายังต้องมาขับรถให้เธออีกเหรอ มันจะเกินไปไหม” หลินอู๋เฉินถาม ดูไม่ค่อยพอใจนัก

    ซูฉางผิงลืมตาตื่น ตอบเคอะเขิน “ขอโทษทีนะ แต่ฉันไม่รู้จักร้านที่ไหนเลย จะให้ขับไปดุ่มๆ ไม่เอาด้วยหรอก นอกจากนั้นคำพูดของนาย ดูเหมือนว่าฉันจะต้องมีคนรับใช้ ไว้คอยขับรถสักคน”

    “รู้ตัวก็ดีแล้ว”

    หลินอู๋เฉินรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่านแล้วขับพาเธอออกไปหาของกินข้างนอก

    ไม่ไกลจากโรงแรมจักรพรรดิ มีย่านถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารอยู่ มองเห็นป้ายคำว่า'เล่อฉี'หลินอู๋เฉินอาจจะไม่คิดอะไร แต่หากมากับอาจารย์มู่ เธอก็คงจะบอกว่าที่นี่คือถนนของสกุลฉี สกุลอันดับหนึ่งในชุนเหลียน!

    ลงจากรถเดินเข้าไปในถนน ร้านสองฟากเริ่มเปิดไฟหลากสี เพราะดวงอาทิตย์เริ่มจะลาลับฟ้า ไม่นานดวงจันทร์ก็จะกระจ่าง ท้องนภาเต็มไปด้วยแสงดารา บรรยากาศแบบนี้มาเดินบนถนนเล่อฉี คล้ายกับกำลังเดทแน่ะ

    แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่านี้ไม่น้อยหากซูฉางผิงหน้าตากลับมาสวยใสไร้สิ่งบดบัง แต่ตอนนี้ดูแล้ว คงต้องรอไปก่อน

    “นายเคยมากินที่นี่เหรอ?” ซูฉางผิงถาม แม้ถนนดังกล่าวจะทอดยาวออกไปไกล ร้านอาหารคับคั่ง แต่เธอดูเป็นปกติไม่เหมือนกับกระต่ายตื่นตูม สมกับเป็นผู้สูงศักดิ์ในสกุลซู ที่เห็นความมั่งคั่งในหยูโจวมานักต่อนัก

    “ครั้งเดียว” หลินอู๋เฉินตอบสั้นๆ ส่วนจะมากินกับใครก็ต้องย้อนกลับไปสมัยที่ยังมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ ซึ่งมันก็นานมากแล้ว ประมาณ 5 ปีก่อนนั่นแหละ

    “อยากจะกินร้านไหนก็เลือกเลยนะ เพราะวันนี้ทั้งวันฉันทำงานหนักไม่ได้พักเลย”

    “จริงเหรอ ไม่ใช่ว่าเรียนอยู่...”

    “เรียนอยู่น่ะเรียน แต่มีเรื่องที่โรงพยาบาลด้วย...” คล้ายกับนึกบางสิ่งบางอย่างได้ หลินอู๋เฉินเลิกคิ้วสูง มองวงหน้าใต้ผ้าคลุมของเธอ บอกไปว่า “รู้อะไรไหม ความจริงแล้วเมืองชุนเหลียนน่ากลัวมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน ผู้หญิงคนเดียวเดินอยู่ในซอยเปลี่ยว อาจจะถูกฉุดคร่าได้...”

    “หึหึ มันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ คนที่ทำเรื่องแบบนั้นคือคนเลว ทางที่ดีอย่าเดินไปสถานที่เปลี่ยวร้างสิ จะได้ไม่เกิดเรื่องร้ายๆ” ซูฉางผิงกรอกตา เรื่องพวกนี้พบเห็นได้ทั่วไป มันก็เหมือนกันทุกเมืองไม่ใช่เหรอ

    “ไม่ เธอเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้หมายถึงอันธพาลราคาถูกพวกนั้น เเต่หมายถึงมนุษย์ตะขาบต่างหากเล่า”

    “มนุษย์ตะขาบ...มันคืออะไร” ซูฉางผิงเลิกคิ้วสูง วงหน้าหันไปมองเขา ดูสนใจไม่น้อยเกี่ยวกับอมนุษย์ที่ว่า

    หลินอู๋เฉินจึงเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง

    ระหว่างรับฟังซูฉางผิงก็เลือกร้านอาหารได้ร้านหนึ่ง มันเป็นร้านหม้อไฟหัวปลา โดยร้านนี้จะเน้นปลาเป็นหลัก รวมกับวัตถุดิบทางแม่น้ำ ไม่ใช่อาหารทะเลแต่จะเน้นแบบวิถีบ้านๆ

    เข้าไปนั่งในร้านหลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย ซูฉางผิงที่ฟังเงียบๆ มาโดยตลอดกล่าวว่า “แย่จริงๆ ตำรวจไม่สามารถจับพวกมันได้ ซ้ำร้ายยังปล่อยให้มันลอยนวล แบบนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ทุกคนเสียภาษีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เขากลับให้ไม่ได้ น่ารังเกียจ!”

    หลินอู๋เฉินพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมตำรวจถึงทำอะไรพวกมันไม่ได้

    “เดี๋ยวสิ พูดแบบนี้ออกจะเกินไปไหมครับ พวกเราทำหน้าที่ทั้งวันทั้งคืน หน้าลูกก็แทบจะไม่ได้เจอ แล้วพวกคุณยังมากล่าวหากันแบบนี้อีก สงสัยคงอยากเข้าไปอยู่ในห้องขังสินะครับ”

    อาจเพราะเสียงของซูฉางผิงดัง หรืออาจเพราะมีเพียงสองโต๊ะในร้าน โต๊ะข้างๆ ที่สวมชุดตำรวจนั่งกันอยู่ประมาณ 6 คนจึงได้ยินสิ่งที่เธอเอ่ย พลันมีสีหน้าโมโหร้าย ลุกขึ้นยืนพูดจาข่มขู่ ประหนึ่งเจ้าพนักงานบางประเทศ ที่ชอบตั้งด่านรีดไถเลือดเนื้อประชาชน

    ซูฉางผิงกรอกตา จ้องมองชายวัยกลางคนที่เข้ามาใหม่ เอ่ยว่า “พูดความจริงแล้วรับไม่ได้ ยังมีหน้ามาวางท่ากับประชาชนอีก ไปซะ! อย่าทำให้ฉันโกรธไม่งั้นชีวิตหลังจากนี้ของนายจบแน่”

    นายตำรวจวัยกลางคนถึงกับหัวเราะขัน

    รวมถึงกลุ่มเพื่อนร่วมงานบนโต๊ะ ต่างมองซูฉางผิงราวกับนกน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวใดๆ บนโลก

    “พูดให้มันดีๆ หน่อย นี่อยู่ต่อหน้าเจ้าพนักงานนะ พวกเราทำงานเพื่อประชาชนไม่เคยได้หยุดหรือพัก ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดเลย แล้วยังต้องมาโดนดูถูกเนี่ยนะ มันจะมากไปแล้ว วันนี้นี่แหละฉันตี๋เล็กจะสั่งสอนเธอเอง!”

    นายตำรวจวัยกลางคนอ้าฝ่ามือลงมาเตรียมตัวจะตบเพื่อสั่งสอนประชาชนตาดำๆ

    ซูฉางผิงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย เพราะในสายตาของเธอนี่มันไม่ต่างอะไรจากเอาไม้จิ้มฟันมากระทบเหล็ก

    แต่จังหวะนั้นเอง เสียงตวาดใส่ได้ดังขึ้น “พอแล้ว กลับมานั่งที่ นี่ฉันอยู่ที่นี่ทั้งคนยังกล้าลงมืออีก ไม่เห็นหัวกันแล้วสินะ!”

    ตี๋เล็กแต่ตัวใหญ่ชะงักฝ่ามือ หันไปมองเจ้าของเสียงที่นั่งอยู่บนโต๊ะด้วยความเกรงกลัว ก่อนจะลดฝ่ามือลงมาด้วยความไม่เต็มใจ

    “สารวัตรถงเหยา ขอโทษครับ แต่พวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มดูถูกพวกเราก่อน ผมก็เลย...”

    “เกิดอารมณ์เหรอ...ในฐานะเจ้าพนักงานทำเพื่อประชาชน คุณควบคุมตัวเองได้แย่จริงๆ หลังจากนี้เขียนรายงานสำนึกผิดมาให้ฉัน 10 แผ่น”

    “แต่ว่าสารวัตร...”

    “ไม่มีแต่ หรืออยากจะให้ฉันรายงานเบื้องบนล่ะฮะ”

    “ก็ได้ครับ ผมจะเขียนรายงานสิบแผ่นเอง!”

    ถงเหยาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเดินมาที่โต๊ะของหลินอู๋เฉิน คารวะแบบจีน กล่าวด้วยน้ำเสียงขวยเขินเอียงอาย ทำเอานายตำรวจหลายคนมองตากันปริบๆ คิดว่าสารวัตรกินยาลืมดูฉลากหมดอายุ

    “สวัสดีคุณหลิน นานแล้วนะคะที่เราไม่ได้พบหน้ากันตั้งแต่ครั้งล่าสุดในโรงพยาบาล ฉันไม่สามารถลบภาพของคุณได้เลย ทุกคืนวันจะเฝ้าฝันถึงคุณ วันนี้ได้พบกันอีกครั้งแต่กลับทำให้คุณต้องเจอเรื่องแย่ๆ ขอโทษนะคะ ถงเหยาคนนี้ขอยอมรับผิด ไม่ว่าคุณหลินจะสั่งอะไรมาฉันยินดีทำ หรือแม้แต่เป็นคนรับใช้ของคุณ...”

    ซูฉางผิงที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกหิวข้าวก็จริง แต่ฉากดังกล่าวก็น่าสนใจไม่น้อย

    ดูสิว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะจัดการยังไง

    หลินอู๋เฉินจดจำอีกฝ่ายได้ นี่คือสารวัตรสาวที่เคยมีปากเสียงกับเขาตอนไปรักษาจ้าวลี่ที่โรงพยาบาลชุนเหลียน ภายหลังเธอเองก็ถูกกัด ถูกส่งตัวเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล ถูกเขารักษาจนหายดี และตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะเข็มเงินหยินหยาง ถึงได้ทำให้เธอโพล่งสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

    “ทำงานข้าราชการก็ดีอยู่แล้ว จะมาเป็นคนรับใช้ของฉันทำไม”

    “ไม่หรอกค่ะ สำหรับฉันแล้วการได้อยู่กับคุณหลิน....คือสิ่งที่วิเศษสุด” พูดไปก็หน้าแดงไป จนถึงตรงนี้เธอไม่รู้ตัวเลยว่ากล้าพูดมันออกไปได้ยังไง เพียงรู้แค่ว่า ต้องพูดมันออกไปเท่านั้น

    หลินอู๋เฉินอมยิ้มมุมปาก

    ดูเหมือนว่าแม้จะไม่รักษาด้วยเข็มมาเป็นเดือน แทนที่ความรู้สึกรักชอบจะหายไปทว่ามันกลับแทนที่ด้วยความลุ่มหลงที่มากกว่าเดิม เธอถึงได้ทำอะไรขาดการยับยั้งชั่งใจ หรือไม่สนใจว่าลูกน้องใต้บังคับบัญชาจะนำเรื่องไปนินทา

    นี่ชักจะทำให้เขาคิดถึงสาวๆ หลายคนพวกนั้นที่ถูกกัดแล้วสิ

    แต่ละคนงดงามชดช้อย สวยหยาดเยิ้มเป็นพริตตี้มอเตอร์โชว์ได้สบาย แม้จะเทียบด้านความสมบูรณ์แบบกับหยางลู่ซือหรือเหยียนตี้ไม่ได้ก็ตาม ทว่ายังเป็นสาวสวยอยู่ดี

    หลินอู๋เฉินยังไม่ทันได้ตอบเสียงวิทยุสื่อสารก็ดังขึ้น

    นายตำรวจคนหนึ่งลุกขึ้นยืน เดินมากระซิบบางอย่างข้างหูถงเหยา แม้จะพูดเบาๆ แต่ในฐานะยอดยุทธซูฉางผิงเข้าใจความหมายได้ไม่ยาก

    ถงเหยาพยักหน้า วงหน้าปรากฏความเคร่งขรึมขึ้นมาหลายส่วน

    “มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ หน้าตาดูไม่สบายใจเลยนี่นา”

    เมื่อได้สติก็พบว่าเป็นคนที่ตัวเองรักกำลังถาม อารมณ์ถงเหยาเปลี่ยนโดยพลัน ยิ้มร่าเริงบอกไปว่า “เรื่องมนุษย์ตะขาบน่ะค่ะ ตอนนี้เห็นว่ามีทีม 7 อยู่ไม่ไกลจากที่นี่กำลังปะทะกับพวกมัน ฉันในฐานะสารวัตรหัวหน้าทีม 6 ก็เลยต้องรีบเดินทางไปที่นั่นเพื่อสมทบ เสริมกำลังหนุนจับกุมอีกฝ่าย”