อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 98 กลับคืนสู่ความเป็นธรรม

    บทที่ 98 กลับคืนสู่ความเป็นธรรม

     

    ​คำพูดของเด็กสาวนั้นทำให้คนอื่นได้แค่มองหน้ากันไปมาเท่านั้น ปกติแล้วที่ฝ่ายสนับสนุนด้วยการศึกษาและวิจัยเพื่ออนาคตนี้ มีคนพูดเก่งอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกชอบศึกษาและเก็บตัวเหมือนจ่าสิบโทรุ่ยมากกว่า ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครหลายคนจะไม่สามารถต่อกรจ่าสิบโทเฟยได้ และปล่อยให้เขาพูดตามใจมาตลอด

     

    ​ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้เห็นว่าเด็กสาวคนหนึ่งกลับทำให้จ่าสิบโทเฟยไปต่อไม่เป็น ลึกๆแล้ว นอกจากความตกใจ พวกเขากลับรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย บางคนยังอยากจะให้เด็กสาวคนนี้พูดต่ออีกสักหลายๆประโยคหน่อย เผื่อว่าจะมีประโยคไหนพูดแทนความรู้สึกตนเองได้!

     

    ​จ่าสิบโทเฟยไม่เคยถูกทำร้ายเช่นนี้มาก่อน เขาอยากจะกดหัวอีกฝ่ายแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ถ้าเขารู้ก่อนหน้านี้ว่าจ่าสิบโทรุ่ยมีเด็กมาช่วยงาน แต่เป็นเด็กปีศาจแทนที่จะเป็นเด็กโง่งมเหมือนเจ้าตัว เขาคงจะไม่คิดหาเรื่องจับผิดเช่นนี้หรอก

     

    ​วันนี้ ศึกสำคัญเขาก็ชนะไปแล้ว ถ้าไม่แตะเรื่องการจัดเอกสารที่เด็กสาวนำมาเผยแพร่ เขาก็จะนำชัยชนะนี้กลับไปฉลองแล้ว น่าเสียดาย...น่าเสียดายที่เขาก้าวเท้าผิดข้าง!!

     

    “เป็นเด็กสาวที่พูดเก่งจริงๆ สมแล้วที่ตระกูลจางเลือกเธอเข้าองค์กรของพวกเขา อย่างไรก็ตาม....เหมือนที่จ่าสิบโทเฟยพูดก่อนหน้านี้ ที่ฝ่ายศึกษาวิจัยของพวกเรายังมีกฎอีกมาก”

     

    “เธอเป็นนักเรียนของสถาบันนักล่า ทั้งยังอยู่ในองค์กรนักล่าสกุลจาง รวมถึงในกองทัพก็ยังอยู่ฝ่ายปฏิบัติการด้วย งานที่พวกเราจะได้ร่วมมือกันในอนาคตมีไม่มากนัก ดังนั้น...สำหรับการจัดการเอกสารของฝ่ายศึกษาวิจัย ฉันขอมอบหมายให้จ่าสิบโทเฟยเป็นคนทำก็แล้วกัน จ่าสิบโทเฟยน่าจะเข้าใจวิธีการทำงานของพวกเราดีกว่าเธอ เรื่องนี้มีใครอยากจะทักท้วงไหม?”

     

    ​ในขณะที่หลายคนกำลังชอบใจ ตอนนั้นเองก็มีเสียงทุ้มของคนหนึ่งซึ่งเงียบฟังมาตลอดแทรกขึ้น ทำเอาทุกสายตามองไปที่เขา ก่อนที่จะพากันเงียบเสียงกันแทบทั้งหมด

     

    “จ่าสิบเอกไป๋คิดเห็นเช่นนั้น ก็ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”

     

    “ใช่ๆ จ่าสิบเอกไป๋มีความคิดที่ดีจริงๆ เข้าใจฝ่ายสนับสนุนของพวกเรามากที่สุดแล้ว”

     

    “เรื่องนี้ไม่ให้รบกวนคนนอกอย่างสิบเอกอันหรอก สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องกลับไปทำภารกิจของฝ่ายปฏิบัติการ พวกเรายังต้องจัดการปัญหาอื่นๆต่อ อย่างนั้นก็ให้คนของเรานี่แหละรับผิดชอบเรื่องนี้”

     

    “สิบเอกอันให้แนวทางมาแล้ว หลังจากนี้ก็ปล่อยให้เป็นจ่าสิบโทเฟยที่ศึกษาต่อ และเปลี่ยนให้เป็นงานที่สมบูรณ์แบบก็ได้แล้ว”

     

    ​เสียงสนับสนุนของนักวิจัยในกองทัพดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้พวกเขาจะไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติคนพูด พวกเขาย่อมต้องแสดงความเห็นด้วยออกมา

     

    ​ซูหยวนแอบมองดู “จ่าสิบเอกไป๋” คนที่มีอายุราวๆ 60-70 ปี ดูเป็นคนที่ผ่านโลกมาไม่น้อย สายตาของเขาเฉียบคมมาก ซูหยวนไม่สามารถตัดสินได้ว่าเขาพูดเช่นนี้เพราะไม่ชอบเธอ หรือเพียงแค่ต้องการหาทางลงในคนในฝ่ายสนับสนุนของตนเอง เพราะถ้าเป็นอย่างหลัง การที่เขาปกป้องคนของตนเองจากการดูแคลนของคนนอก นับว่าเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องน่าจะอยากทำงานด้วยอีกคนหนึ่งเลย

     

    “จ่าสิบเอกไป๋ ขอบคุณที่ให้โอกาสผมในการทำงานครับ เป็นท่านที่เข้าใจเจตนาดีของผมอีกครั้งแล้ว”

     

    จ่าสิบโทเฟยที่ได้รับทางลงให้ก็รีบคว้าเอาไว้ จะให้เขามาอ่านหนังสือที่เขียนโดยเด็กคนหนึ่ง...นี่ไม่ใช่ทำลายเขาจนสิ้นซากหรือ? ดังนั้นแทนที่เขาจะต้องถูกทำให้พ่ายแพ้แบบนั้น สู้เขียนมันขึ้นมาเองยังจะดีกว่า

     

    ​อีกอย่าง ภายในปีสองปีนี้อาจจะถูกมองว่าแย่งแนวคิดคนอื่นมา ทว่าหลังจากนี้ไปอีกห้าปีสิบปี คนยังจะจำได้หรือว่าวันนี้มีเด็กสาวคนหนึ่งมานำเสนอแนวคิดการจัดเรียงเอกสาร? ไม่มีทาง! เพราะสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะจดจำเพียงว่าจ่าสิบโทเฟยเป็นผู้เขียนระเบียบการจัดเอกสารที่ใช้กันแพร่หลายในกองทัพนี้!

     

    ​จ่าสิบโทรุ่ยอยากจะพูดอะไรแทนซูหยวนสักคำ แต่ขนาดพูดเพื่อตัวเอง เขาก็ยังไม่ค่อยพูดเลย นับประสาอะไรที่จะออกตัวเพื่อเด็กสาวซึ่งเพิ่งรู้จักกันเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น สุดท้ายแล้วเขาก็เงียบไปอีกคน ทำเอาบรรยากาศกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

     

    ​แน่นอนว่าเพื่อคนนอกคนหนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไรเพื่อเธออยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องจึงจบลงเช่นนี้ ซูหยวนได้รับสายตาเย้ยหยันจากจ่าสิบโทเฟยที่ทำตัวเหมือนกับเป็นผู้ชนะ อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้เธอไม่ได้ใส่ใจมากอยู่แล้ว

     

    ​การจัดเอกสารพวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานของพื้นฐานทั่วไป หากการบอกแนวคิดของเธอทำให้การจัดการข้อมูลของโลกนี้ดีขึ้น อย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการช่วยเหลือเธอให้หาความรู้ง่ายขึ้นไปด้วย มันไม่มีอะไรไม่ดี

     

    ​ทว่า....โดยที่ซูหยวนไม่ได้รู้ หลังจากจบการประชุมในวันนี้ คนที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมด้วยกลับได้ยินข่าว และมันก็ทำให้เขาโกรธจัด

     

    “ให้เชิญร้อยโทจางจากหน่วยสนับสนุนฝ่ายศึกษาวิจัยเพื่ออนาคตหรอครับ” ผู้ติดตามเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ที่ผ่านมา...ประธานของเขาไม่เคยใช้อำนาจติดต่อกับคนของตระกูลเลย นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นท่าทางจริงจังของเขาแบบนี้

     

    “ใช่ แจ้งว่าเป็นเรื่องด่วน ให้มาพบฉันด้วยตัวเอง”

     

    “เข้าใจแล้วครับ” ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ในฐานะผู้ติดตาม...เขาย่อมต้องคาดเดาความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์นี้ได้

     

    ​ก่อนหน้านี้ มีสมาชิกตระกูลจางซึ่งทำงานในกองทัพมารายงานสถานการณ์ทั่วไปให้ประธานฟัง เดิมทีก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเหมือนกับทุกๆครั้ง แต่ครั้งนี้...ประธานกลับถามถึง “นักเรียนทุนอัน” ที่กำลังทำงานในกองทัพขึ้นมา

     

    ​เดิมทีคิดว่าจะได้ยินเรื่องทั่วไป อย่างเช่นว่าเธอกำลังตั้งใจทำงาน สรุปเนื้อหางานวิจัยหุ่นรบอินทรีย์หรือช่วยงานจิปาถะกับจ่าสิบโทรุ่ย แต่กลับได้ยินเรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้น

     

    ​นักเรียนทุนอันยังเป็นคนที่สร้างความประหลาดใจให้ได้เสมอ เธอไม่เพียงเสนอแนวคิดที่ช่วยเหลือกองทัพได้มาก แต่กลับยังกล้าโต้แย้งกับนักวิจัยระดับสูงของกองทัพอีกด้วย

     

    ​เดิมทีคิดว่าประธานจะมองข้ามไปเหมือนทุกครั้ง คาดไม่ถึงว่าหลังจากฟังการตัดสินใจของกองทัพ เขาก็จะเรียก “ร้อยโทจาง” ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งสูงกว่าพวกผู้นำกลุ่มวิจัยไปมาก

     

    ​หากให้ร้อยโทจางลงมือ เชื่อได้เลยว่าพวกผู้นำที่อยู่ในห้อง และเป็นคนตัดสินใจเช่นนั้น จะต้องไม่ได้อยู่ดีในกองทัพเป็นแน่! การกระทำของประธานที่ไม่ปกตินี้ ทำให้ผู้ช่วยอย่างเขาต้องพิจารณาความสำคัญของนักเรียนทุนอันเพิ่มอีกขั้น ดูเหมือนว่าน้ำหนักของเธอในใจของประธานจะไม่ใช่น้อยๆเสียแล้ว...

     

    ​ในขณะที่จ่าสิบโทเฟยกำลังมีความสุขที่ได้แย่งผลงานของสิบเอกอัน และได้หักหน้าจ่าสิบโทรุ่ยไปด้วย เพียงแค่ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็ถูกเรียกตัวเข้าไปพบที่ห้องผู้นำกลุ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจ่าสิบโทเฟยได้รับข้อความอย่างไร เขามาถึงห้องด้วยท่าทางถมึงทึง ก่อนจะอาละวาดทำลายข้าวของในห้องทำงานจนทำให้ผู้ช่วยวิจัยได้แต่หนีเตลิดออกมากันทั้งนั้น

     

    ​จ่าสิบโทรุ่ยเองก็ถูกเรียกไปพบในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เขาไม่ได้ออกมาพร้อมกับสีหน้าโกรธเคือง มีเพียงความสงสัยอยากรู้เท่านั้น

     

    “สิบเอกอัน ฉันถูกเรียกไปพบเพื่อรับงานมอบหมายมาให้เธอ” จ่าสิบโทรุ่ยเข้ามาในห้อง ก่อนจะเรียกซูหยวนซึ่งกำลังตั้งใจทำสรุปรายงานการศึกษาหุ่นรบอินทรีย์ให้หันมาคุยกันก่อน

     

    ​หญิงสาวเงยหน้ามองจ่าสิบโทเล็กน้อย เธอไม่ได้คิดว่าจะมีเรื่องอะไรให้ผู้ช่วยอย่างเธอทำด้วย ก็นะ...ไม่ใช่ว่าพวกเขาแสดงออกชัดเจนแล้วหรือ สถานะของเธอก็คือทหารฝ่ายปฏิบัติการ ถูกเชิญมาช่วยงานเป็นกรณีพิเศษนี้ก็มากเกินพอแล้ว ไม่น่าจะมีการมอบหมายงานใดๆให้เธอทำอีกนี่นา...

     

    “ผู้นำบอกกับฉันว่า งานเรื่องการจัดระเบียบเอกสารจะขอให้เธอรับผิดชอบต่อไป เนื่องจากเธอเป็นคนคิดค้นระบบการจัดเก็บเอกสารวิจัยขึ้นมาได้ ดังนั้นก็ควรจะให้เธอเสนอแนวทางออกจนเสร็จ หลังจากนั้น...ถ้ามีใครต้องการปรับปรุงให้สามารถใช้งานในฝ่ายศึกษาวิจัยได้ดีขึ้น ก็ค่อยเขียนหนังสือย่อยของตัวเองขึ้นมา”

     

    “พูดให้ถูกก็คือ...ชื่อเธอในฐานะผู้ออกแบบและเสนอแนวคิดการจัดการเอกสาร ควรจะต้องถูกเขียนเอาไว้ในหนังสือทุกเล่มหลังจากนี้” จ่าสิบโทรุ่ยบอกข่าวนี้ด้วยความยินดี

     

    ​ถึงเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมพวกผู้นำจึงเปลี่ยนใจได้อย่างง่ายดาย แต่มันก็ถูกต้องแล้ว! ในความเป็นจริง ผู้คิดค้นเรื่องใหม่ๆขึ้นมา สมควรเป็นผู้ออกแบบแนวคิด เป็นฐานการศึกษาให้ผู้อื่นปรับปรุงหรือยกระดับต่อไปจึงจะถูกต้อง นี่ถือเป็นการให้เกียรติผู้คิดค้นด้วย แม้ว่างานนั้นจะไม่สมบูรณ์เต็มร้อยก็ตาม

     

    “จู่ๆก็เปลี่ยนคำสั่งอย่างนั้นหรอคะ” แม้แต่ซูหยวนก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน เธอถามซ้ำ และจ่าสิบโทรุ่ยก็ทำเพียงพยักหน้า

     

    ​ทั้งสองคนมองหน้ากันเอง ไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดี ความเปลี่ยนแปลงนี้ช่าง....น่าสนใจจริงๆ

     

    ​ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเศษกระดาษซึ่งถูกฉีกทิ้งอย่างไม่ใยดี จ่าสิบโทเฟยที่เพิ่งระบายอารมณ์โกรธของตนเองเสร็จ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นุ่ม สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อข่มอารมณ์ของตน เขากำหมัดแน่น...ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกผู้นำจึงได้มีคำสั่งออกมาเช่นนี้

     

    ​ตัวเขาได้รับคำสั่งมา ก็เริ่มเขียนเอกสารตั้งต้น วางโครงร่างวิธีการทั้งหมดเอาไว้แล้วด้วย เหลือก็แค่ใส่รายละเอียดและคำอธิบายเท่านั้น แต่จู่ๆ....งานที่ใกล้เสร็จ ใกล้จะได้กลายเป็นผลงานชิ้นใหญ่ กลับถูกโยนทิ้งเสียอย่างนั้น

     

    ​ไม่ใช่แค่โยนทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ กลับบอกว่าการมอบหมายงานนี้ให้เขา เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก เวลานี้ก็แค่ปรับให้มันเป็นธรรม ไม่ให้เกิดข้อครหาเสียอย่างนั้น

     

    ​คำพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าการเสนอแนวคิดในการจัดการเอกสารจะเป็นชื่อเขาไม่ได้หรือ? แล้วมันควรจะเป็นของใคร? เป็นของคนที่ทำสิ่งต่างๆโดยไร้แบบแผน บังเอิญว่าจัดการเอกสารแล้วดันเข้าตาผู้ใหญ่จนสามารถเขียนเป็นหนังสือขึ้นมาได้งั้นหรือ?

     

    ​ไม่ใช่สิ!! ในความคิดของเขา ผู้ที่จะเขียนหนังสือออกมาได้ สมควรเป็นผู้ที่เข้าใจแนวคิดเช่นนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน เด็กสาวที่ทำออกมาโดยไร้ความคิดใดๆ ไม่มีแบบแผนในการจัดระเบียบ ไม่ได้อ้างทฤษฎีใดๆในการจัดทำ เพียงโยนเอกสารไปไว้ด้วยกันแล้วก็ให้หมายเลข เช่นนั้นใครๆก็ทำได้ แต่เขานี่....เป็นเขา ที่ได้ทักท้วงเรื่องการจัดเอกสารขึ้นมา

     

    ​หากไม่ใช่เขาพูดในที่ประชุมให้ผู้ใหญ่ฟัง คิดว่าจะมีการสนับสนุนให้เขียนเอกสารขึ้นมาหรือเปล่าล่ะ? แน่นอนว่าไม่! เช่นนั้น...คนที่ควรจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ ในฐานะผู้ผลักดันอย่างแท้จริง เป็นเขาแล้วไม่เป็นธรรมตรงไหน?

     

    ​ก๊อก ก๊อก ก๊อก

     

    “ไสหัวไป!!” จ่าสิบโทเฟยอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่แรก เมื่อมีคนกล้ามารบกวนเขาถึงห้องทำงาน ย่อมต้องถูกไล่ตะเพิดออกไปเช่นนี้

     

    ​อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผู้มาเยือนจะไม่รับรู้อารมณ์โกรธของเขาเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่ไม่ยอมจากไปเท่านั้น กลับยังเคาะประตูห้องเสียงดังกว่าเดิมอีก

     

    “แกเป็นใครวะ!! อยากจะมีปัญหากับฉันใช่ไหม? ห๊า....ฮะ ฮะ ฮ่า...สวัสดีครับ ท่านจ่าสิบเอกไป๋ ชะ เชิญเข้ามาข้างในก่อนได้เลยครับ เชิญครับ เชิญ”

     

    ​เดิมที ประตูถูกเปิดออกไปเพราะความโกรธ จ่าสิบโทเฟยคิดจะออกไปเพื่อจัดการผู้มาเยือนเต็มที่ แต่เขาไม่ได้คิดเลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้า แท้จริงแล้วจะเป็น “จ่าสิบเอกไป๋” คนนั้น!!

     

    “ฉันมารบกวนหรือ?”

     

    “มะ ไม่ใช่แบบนั้นอยู่แล้วครับ เชิญข้างในเถอะครับ ผมคิดว่าเป็นคนอื่นก็เลยเผลออารมณ์เสียใส่ก็เท่านั้น”

     

    “อืม ฉันเข้าใจ” จ่าสิบเอกไป๋พยักหน้าแล้วมองจ่าสิบโทเฟยด้วยสายตาสงสาร

     

    ท่าทางแบบนั้นทำให้จ่าสิบโทเฟยชะงักไป นึกย้อนกลับไปเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว ก็เป็นจ่าสิบเอกไป๋นี่แหละที่เป็นผู้สนับสนุนให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบการเขียนแนวคิดการจัดการเอกสาร พูดให้ถูกก็คือ...จ่าสิบเอกไป๋คือคนที่เห็นศักยภาพของเขานั่นเอง!!

     

    “ฉันได้ยินว่างานของจ่าสิบโทเฟยถูกเด็กคนหนึ่งขโมยไปแล้วหรือ?”

     

    “ครับ ใช่ครับ เรื่องเขียนหนังสือเกี่ยวกับการจัดระเบียบเอกสาร ถูกสิบเอกอันคนนั้นแย่งไปแล้วครับ”

     

    “เฮ้อ เรื่องนี้คงจะทำอะไรมากไม่ได้ สิบเอกคนนั้นอยู่ฝ่ายปฏิบัติการ แต่ก็ยังมารับความดีความชอบที่ฝ่ายสนับสนุนของพวกเราได้ นี่ก็แปลว่าได้ใช้เส้นสายไปไม่น้อยแล้ว”

     

    “เส้นสายหรอครับ” จ่าสิบโทเฟยมองดูผู้อาวุโสที่น่าเคารพและคิดตาม เขาเชื่อว่าจ่าสิบเอกไป๋คงรู้ข้อมูลบางอย่างมา แต่อีกฝ่ายไม่ได้พูดตรงๆ ปล่อยให้เขาได้คิดทบทวนเองก็เท่านั้น

     

    “เรื่องเล็กๆอย่างเรื่องการเขียนหนังสือการจัดการเอกสาร ถ้าเป็นปกติคงไม่ถูกส่งไปถึงพันโทหวงได้หรอก ทว่าครั้งนี้....พวกร้อยเอกและพันโทรู้กันทั้งหมด เรื่องนี้คงไม่พ้นร้อยโทจาง...เป็นตระกูลจางที่อยู่เบื้องหลัง” จ่าสิบเอกไป๋พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทว่าคนที่จริงจังกว่ากลับเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ทั้งหมด

     

    “จะ จ่าสิบเอกไป๋บอกว่า...พวกผู้นำระดับพันโทก็รู้เรื่องนี้หรอครับ” เดิมทีจ่าสิบโทเฟยยังมีความอวดดีอยู่บ้าง แต่หลังจากได้ยินชื่อผู้เกี่ยวข้อง เขาถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว!

     

    ……………………………