“ โอ้มากันแล้วเหรอ วันนี้คงมาถามเรื่องทักษะฝ่าเท้าสายลมสินะ ”
ผู้อำนวยการหวังรุ่ยเดินเข้าไปทักทายเป่าเป้ยอย่างอารมณ์ดีแล้วชวนเฉินห่าวให้นั่งจิบชาด้วยกัน
“ ครับผู้อำนวยการหวังรุ่ย ผมอยากรู้ว่าทักษะไปถึงไหนแล้ว ”
“ ให้ตายสิเฮ้อ.. ”
เฉินห่าวเห็นท่าทางของผู้อำนวยการหวังรุ่ยเขาก็รู้แล้วว่ามีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นกับทักษะของเขา
“ ไม่ผ่านอย่างนั้นเหรอครับ ”
“ ไม่หรอก การตรวจสอบยังไม่เสร็จ ”
“ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับทำไมช้าจัง ”
“ คณะกรรมการที่ตรวจสอบทักษะของนายเกิดอุบัติเหตุทำให้ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 - 2 อาทิตย์เลย ”
“ แย่จังเลยนะครับ หวังว่าจะไม่ใช่อุบัติเหตุการเมือง ”
หวังรุ่ยเห็นรอยยิ้มของเฉินห่าว เขาจึงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้อ่อนต่อโลกจึงเล่าความจริง
“ ถึงฉันจะเป็นผู้อำนวยการ มหาวิทยาลัยของฉันกลับเต็มไปด้วยพื้นที่ของกลุ่มคนที่เข้ามาสร้างอำนาจ ฉันสามารถคุมมหาวิทยาลัยได้ก็จริง แต่เมื่อไหร่ที่มีคนเห็นว่ากำลังถูกแย่งอำนาจของตนเองไปพวกเขาจะพยายามหาวิธียึดอำนาจนั้นกลับคืน ”
“ โดยเฉพาะทักษะของผมที่ดีเกินไปจนกลัวว่าจะถูกแย่งสินะครับ ”
เฉินห่าวไม่แปลกใจเลยที่เขาถูกขวางเพราะตนเองเข้าสู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เนื่องจากต้องการผลประโยชน์จากนักศึกษา อาจารย์ท่านอื่นคงจะทำไม่ต่างกัน ถึงแม้ผู้อำนวยการจะเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างแต่สำหรับการแย่งตัวนักศึกษาเขาจะไม่ยุ่งเนื่องจากจะปล่อยให้อาจารย์เป็นฝ่ายแสดงความสามารถเพื่อแย่งนักศึกษาเข้าคลาสตนเอง
“ ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการจะเล่นงานผมในวันที่การล่าเริ่มขึ้นสินะครับ ถ้าหากเด็กที่ผมสอนทำคะแนนได้น้อยสุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็จะกลับไปเข้าคลาสเดิม ”
ผู้อำนวยการหวังรุ่ยไม่ได้ตอบสิ่งใดอีก ทุกอย่างถูกต้องตามที่เฉินห่าวกล่าว เพียงแต่ว่าเขาเห็นรอยยิ้มของเฉินห่าวจึงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ถือสาเลย
“ นายคิดจะแก้ปัญหายังไงล่ะ ”
“ อ๋อ…วิธีนั้นง่ายมากเลยครับ พวกเขาพยายามจะทำให้ทักษะของผมผ่านการตรวจสอบช้าที่สุดเพื่อไม่ให้นักศึกษาในคลาสของผมได้อันดับดีๆ ผมก็แค่มอบทักษะนี้ให้มหาวิทยาลัยไป ใครจะเอาไปสอนก็แล้วแต่เลย ส่วนคลาสของผมก็แค่หาทักษะใหม่มาให้นักศึกษาเท่านั้น ”
“ นั่นสินะ แต่นายรู้ไหมว่าทักษะมีคะแนนในการเข้าถึงมัน นักศึกษาแต่ละคนมีสิทธิเข้าถึงไม่เหมือนกัน เว้นแต่ว่านายจะใช้สิทธิของอาจารย์ ”
“ สิทธิ์ของผมเหรอ ”
“ ใช่ อาจารย์ 1 ท่านสามารถเลือกทักษะใดก็ได้ไปสอนนักศึกษา เว้นแต่ว่ามันจะต้องไม่ใช่ทักษะระดับสูงที่ถูกจำกัดให้นักศึกษาจำเป็นต้องซื้อ ”
“ อ๋อ อะไรที่ต้องซื้อผมจะเอาไปสอนไม่ได้ งั้นผมขอดูรายละเอียดทักษะหน่อยได้ไหมครับ ”
“ ฉันจะส่งเรื่องให้นายใหม่ ทักษะฝ่าเท้าสายลมจะไม่ถูกนับให้เป็นทักษะที่นายเลือกสอน นายจึงสามารถเลือกทักษะใดก็ได้ 1 ทักษะ ”
เฉินห่าวพยักหน้าให้ผู้อำนวยการหวังรุ่ยแล้วเลือกดูทักษะของทางมหาวิทยาลัย แต่ละทักษะนับว่าเป็นทักษะที่ดีไม่น้อย หากให้เปรียบเทียบแล้วมันเป็นทักษะที่ดีกว่าทักษะที่เหล่าฮันเตอร์ในเขต X ใช้งานก่อนจะถูกเขาช่วยปรับแก้ไข
ทันใดนั้นเฉินห่าวก็หยุดอยู่ตรงทักษะบางอย่าง มันถูกระบุว่าเป็นทักษะที่ฝึกได้ยากมากๆเช่นเดียวกับฝ่าเท้าสายลม
“ ผมขอเลือกทักษะฝ่าเท้าเมฆานะครับ ”
“ หืม นายแน่ใจนะ ”
ผู้อำนวยการหวังรุ่ยทำสีหน้ากังวล ทักษะฝ่าเท้าเมฆาฝึกได้ยากมากกว่าฝ่าเท้าสายลม ผู้ฝึกต้องทำให้ร่างกายมีความคล่องตัวที่สูงมากๆ ไม่ใช่การอาศัยหลักการถ่ายเทน้ำหนักไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งเหมือนทักษะฝ่าเท้าสายลม
การจะใช้ฝ่าเท้าสายลมได้จะต้องทำให้ร่างกายเบาราวขนนก การใช้งานยังดูยุ่งยากเพราะจะต้องกระโดดเบาๆเพื่อสร้างจังหวะในการกระโดดเข้าแล้วกระโดดออก ความยากของมันอยู่ที่การจับจังหวะในการก้าวเท้า ทุกครั้งที่ใช้ทักษะจะต้องกระโดดเพื่อพุ่งตัว หากถูกโจมตีระหว่างที่เท้าไม่แตะพื้นเท่ากับว่าพวกเขาจะถูกสวนกลับในทันทีดังนั้นจึงต้องบริหารการก้าวเท้าให้ดีเพื่อให้เท้าข้างใดข้างหนึ่งอยู่ใกล้พื้นที่สุดเพื่อใช้เท้าข้างนี้ดีดตัวหลบ
“ ผมมั่นใจครับ แค่สอนตามคู่มือก็พอแล้วขอแค่ผมไม่เปลี่ยนแปลงอะไรก็น่าจะไม่มีใครเข้ามาหาเรื่องแล้วใช่ไหม ”
“ ใช่แล้วล่ะ ฉันฝากนายให้ช่วยดูแลเด็กๆด้วยล่ะ หากเป็นไปได้ก็อยากให้มองข้ามปัญหาในครั้งนี้ไป ”
“ ครับ อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้เดินมาด่าผมโต้งๆ แบบนั้นคงเรื่องใหญ่ ผมไปก่อนนะครับเป่าเป้ยอยากเจอพี่ๆแล้ว ”
เฉินห่าวเดินออกจากห้องผู้อำนวยการจะมีเจ้าหน้าที่นำข้อมูลเกี่ยวกับทักษะฝ่าเท้าเมฆาไปให้เขาที่สนาม
เมื่อมาถึงเขาก็พบว่านักศึกษาเทียบเท่าอาทิตย์ก่อน ไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนลงและเหมือนจะมาเร็วกว่าเวลาสอน เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาพอใจไม่น้อยดูท่าคำแนะนำจากอาทิตย์ก่อนจะทำให้นักศึกษาชอบที่จะเรียนกับเขา
หากเป็นช่วงเวลาปกติการชี้แนะที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ก่อนจำเป็นต้องจ่ายเงินให้เขามหาศาลจากการลงคอร์สแต่เขากลับใจดีสอนเด็กๆก็เพราะทักษะห้ามไม่ให้ฝึก
“ เอาล่ะ ในเมื่อมาก่อนเวลาฉันก็จะสอนก่อนเวลาก็แล้วกัน มีใครอยากจะทักท้วงไหม ”
เด็กๆส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันบนใบหน้าแต่ละคนแสดงความพอใจออกมาอย่างชัดเจน เฉินห่าวจึงรอให้เป่าเป้ยทักทายพี่พี่จากนั้นเขาก็นำเสื่อออกมาปูพร้อมกับวางตุ๊กตาให้ลูกสาวเล่นอยู่ด้านข้าง แต่ดูเหมือนวันนี้เธอจะนั่งมองพี่พี่บนอัฒจันทร์ด้วยสายตาคาดหวังบางอย่าง
“ เอาล่ะอย่างที่รู้กัน หลายคนคงรอประกาศเกี่ยวกับการฝึกทักษะฝ่าเท้าสายลมกันใช่ไหม ต่อให้รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีประกาศทุกคนคงรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับทักษะ น่าเสียดายเนอะที่มันยังไม่ผ่าน ”
นักศึกษาภายในคลาสพยักหน้า ยิ่งได้รับการยืนยันจากอาจารย์เหวินว่าทักษะยังไม่ผ่านการตรวจสอบยิ่งทำให้พวกเขาหดหู่
“ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ใช่ว่ามหาวิทยาลัยนี้จะมีทักษะเดียวเสียหน่อย ครั้งก่อนฉันปรับปรุงทักษะจนต้องนำเข้ากระบวนการตรวจสอบ ครั้งนี้ฉันเลยไม่คิดจะปรับปรุงมันแต่จะพาฝึกตามคู่มือแทน ใครติดอะไรฉันจะแก้ไขให้ทันทีรับรองเลยว่าทันงานสอบแน่นอน ”
ดวงตาของนักศึกษากลับมาเป็นประกายอีกครั้งเมื่อรู้ว่าอาจารย์เหวินมีทักษะใหม่มานำเสนอ
“ ทักษะนั้นคือทักษะอะไรคะ ” ฉู่เฉียวเป็นฝ่ายถาม เธอมีทักษะประจำตระกูลติดตัวอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องการฝึกทักษะกับอาจารย์เหวินเช่นเดียวกันเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด
“ ฝ่าเท้าเมฆา ”
เพียงประโยคสั้นๆนักศึกษาแต่ละคนล้วนเกิดอาการเสียวสันหลังวาบ ทักษะที่อาจารย์เหวินกำลังจะสอนคืออีกหนึ่งทักษะที่ไม่มีอาจารย์คนใดแตะ ไม่ใช่แค่ฝึกยากเพียงเท่านั้น มันยังเป็นทักษะที่สอนได้ยากจนอาจารย์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดถ้อยคำที่ชัดเจนให้นักศึกษาได้เข้าใจจนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีในการฝึก
“ อ้าวเกิดอะไรขึ้น ทำไมทำสีหน้าแบบนั้นกันล่ะ ”
“ อาจารย์ครับ ทักษะนี้เป็นทักษะต้องห้ามยิ่งกว่าทักษะฝ่าเท้าสายลมเลยนะครับ ”
“ มันไม่ดีเหรอที่สามารถฝึกทักษะยากๆได้ในเวลาสั้นๆ ฉันก็นึกว่าเลือกทักษะมาดีแล้วนะ ”
นักศึกษาเลิกคิ้วขึ้นสูงหลังจากได้ยินคำพูดของอาจารย์เหวิน
“ อาจารย์ครับ อาจารย์คิดว่ามันฝึกง่ายอย่างนั้นเหรอครับ ”
เด็กชายกล้ามโตที่เคยถูกต่อยคางจนน็อคเอาท์ถามด้วยใบหน้าตื่นเต้น เขาคาดหวังว่าตนเองจะสำเร็จทักษะนี้โดยมีอาจารย์เหวินเป็นคนสอน
“ ใช่สิ มันฝึกง่ายมากๆเลยนะ พวกนายถูกรุ่นพี่หลอกแล้ว เอาล่ะเพื่อไม่ให้เสียเวลามาเริ่มกันเถอะ ”
เฉินห่าวเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับทักษะฝ่าเท้าเมฆาตามฉบับหนังสือที่เจ้าหน้าที่นำมาส่ง เขาอ่านทุกตัวอักษรเพื่อไม่ให้มีการตกหล่นแต่อย่างใดและเพื่อไม่ให้ถูกตรวจสอบอีกครั้งเขาจะไม่ปรับแก้ไขทักษะ ซึ่งเขาจะใช้วิธียัดมันเข้าสู่ร่างกายของนักศึกษาแต่ละคนแทนด้วยการใช้สกิลปรับแก้ไขข้อผิดพลาด
“ เอาล่ะลงมากันเร็ว วันนี้เวลาน้อยฉันจะสอนโคจรมานาเลย อาทิตย์หน้าจะสอนใช้งานจริงเพื่อให้ทันการสอบ ”
นักศึกษาตื่นเต้นไม่คิดว่าจะได้เรียนรู้วิธีโคจรมานาตั้งแต่คาบแรก ดีที่วันนี้ไม่มีใครสงสัยในทักษะของอาจารย์เหวินจึงตัดช่วงท้าต่อยออกไป
เมื่อทุกคนลงมาจากอัฒจันทร์ต่างก็นั่งเป็นแถวคล้ายกระดานหมากก่อนที่เฉินห่าวจะเปิดวีดีโอโคจรมานาให้ทุกคนดู
“ โอเค ฉันจะเปิดซ้ำอีกทีนะ ไม่ต้องจำทั้งหมดก็ได้ แค่จำจุดใหญ่ๆก็พอ ”
เฉินห่าวชี้ไปยังจุดโคจรมานาจุดใหญ่ๆให้นักศึกษาโฟกัส ส่วนจุดเล็กๆเขาจะนำทางให้ แต่สำหรับใครที่จดจำได้ทั้งหมดก็นับว่าเป็นเรื่องดี หลังจากที่ทุกคนจดจำได้มากกว่า 5 ใน 10 ส่วนเฉินห่าวจึงพาหลับตาทำสมาธิแล้วบอกให้นักศึกษาโคจรมานาไปยังจุดโคจรหลัก แต่ละคนที่ได้ยินเสียงค่อยๆชักนำมานาออกมาจากแก่นมานากลางหน้าอกไปรอที่จุดโคจรหลักหมายเลข 1 จากนั้นเฉินห่าวก็เริ่มนำทางด้วยคำพูดผ่านสกิลซื้อใจเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น
นักศึกษาที่ชักนำมานามาถึงจุดโคจรมานาที่ 2 แล้วนั้นก็เริ่มชักนำไปยังจุดโคจรหมายเลข 3 เขาจะยังไม่ลงลึกไปถึงจุดโคจรเล็กๆเพราะมันจะวุ่นวายเกินไปจนทำให้เกิดความสับสน
เหล่านักศึกษาที่มีคนย่อยข้อมูลการโคจรให้รู้สึกตะลึงเพราะพวกเขาไม่เคยโคจรมานาง่ายๆเช่นนี้มาก่อน แม้จะเป็นครั้งแรกกลับไม่มีใครทำพลาด
อย่างไรก็ตามในทุกช่วงเวลาที่นักศึกษาโคจรมานาไปถึงจุดโคจรหลักเฉินห่าวที่กระจายด้ายพลังงานคลุมทับนักศึกษาทั้ง 65 คนเอาไว้ได้ใช้สกิลปรับแก้ข้อผิดพลาดผ่านเส้นด้าย ทำให้ทุกคนจดจำจุดโคจรหลักได้แม่นยำราวกับโคจรผ่านมาเป็นสิบๆปี วันนี้เขาจะทำให้ทุกคนโคจรมานาผ่านจุดโคจรหลักให้ได้แล้วให้การบ้านเป็นการโคจรผ่านจุดเล็กๆแทน อาทิตย์ถัดไปเขาจะกลับมาแก้ไขให้โคจรถูกต้องแล้วก็เริ่มเรียนรู้ท่าร่างในแต่ละแบบเพื่อให้ใช้งานได้ทันก่อนการสอบ
“ ป๊ะป๋าวันนี้ไม่ต่อยกันเหยอคะ ”
“ เป่าเป้ยอยากเห็นพี่พี่ต่อยกันเหรอ ”
“ ช่ายค่ะ หยูอยากเห็นแสงวิบวับ ”
“ วันนี้จะไม่มีใครต่อยกันครับ พี่พี่จะต้องนั่งสมาธิ เป่าเป้ยนั่งกับพี่พี่ไหมครับ ”
“ นั่งค่า ”
เฉินห่าวยิ้มแห้งหลังจากรู้ว่าสายตาคาดหวังของลูกสาวก่อนหน้านั้น เธอหวังให้พี่พี่ต่อยกันเพื่อจะได้เห็นแสงจากสกิล