ภรรยาของตัวร้ายในนิยายยุค 70

    บทที่ 34 เจ้าของร้านฝูหรง

            พอแม่และภรรยาบอกว่าจะไปร้านอาหารหยางจิ่วก็หันไปหรี่ตาใส่ภรรยาในทันทีแต่เธอกลับไม่สนใจสายตาของเขาชวนแม่สามีของเธอนั่งรถไปที่ร้านของหยางจิ่วด้วยกันแน่นอนว่าเธอจะต้องเลือกไปร้านฝูหรง ร้านอาหารที่มีคนแน่นมากที่สุดแม้ว่าโต๊ะจะถูกจองจนเต็มแต่แม่และภรรยามาทั้งทีเขาย่อมจะต้องสั่งให้พนักงานจัดโต๊ะเพิ่มเป็นกรณีพิเศษเพื่อแม่และภรรยาของเขาได้อยู่แล้ว

            “เลือกมุมที่ไม่พลุกพล่านบรรยากาศดีที่สุดของร้านด้วยนะ นานๆแม่และภรรยาของฉันจะมากินอาหารด้วยกันเช่นนี้ต้องดูแลพวกเธอให้ดีหน่อย”เมื่อหยางจิ่วพูดถึงขนาดนี้มีหรือที่จะมีใครกล้าชักช้า วันนี้เขาไล่พนักงานออกไปแล้วคนหนึ่งจึงไม่อยากจะมีใครเป็นรายต่อไปที่จะถูกไล่ออกร้านอาหารที่มีทั้งที่พักและอาหารให้แถมยังรายได้ยังดีมากขนาดนี้สำหรับพนักงานทุกคนแล้วที่นี่คือสถานที่ทำงานที่ดีมากสำหรับพวกเขาดังนั้นจึงไม่มีใครอยากจะกลายเป็นคนตกงาน ที่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถหางานที่ดีเท่าที่นี่ได้อีกไหมในอนาคตดังนั้นทุกงานที่ได้รับมอบหมายพวกเขาไม่กล้าละเลยยิ่งเจ้านายสั่งเน้นย้ำเช่นนี้พวกเขาย่อมไม่มีทางทำให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาอีก

            “เอ๋ดูเหมือนว่าวันนี้พนักงานของที่นี่จะนอบน้อมและบริการดีมากเป็นพิเศษเห็นทีว่าคราวหน้าแม่จะต้องมากับพวกลูกๆ ให้มากเข้าไว้เสียแล้ว”คำพูดของเยี่ยนชิงหลันทำให้ทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ก็ต่างยิ้มออกมาพร้อมกัน

            “ในเมื่อเห็นแล้วว่าร้านของผมบริการดีวันหน้าเวลาที่คุณแม่จะเลี้ยงลูกค้าหรือว่าคิดจะจัดงานเลี้ยงในสมาคมก็อย่าลืมคิดถึงร้านของผมนะครับแน่นอนว่าถ้าเป็นคุณแม่ผมย่อมจะต้องมีส่วนลดสำหรับคุณแม่เป็นพิเศษอย่างแน่นอน”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้เยี่ยนชิงหลันก็หัวเราะออกมาด้วยความพอใจในทันที

            “เอ๋ ทำไมแม่จึงได้รู้สึกว่าแม่กำลังถูกลูกจูงใจให้มาเป็นลูกค้าของลูกกันเล่า”เมื่อเยี่ยนชิงหลันพูดเช่นนี้หยางจิ่วก็หัวเราะออกมาในทันที

            “แทนที่จะอุดหนุนคนอื่นมาอุดหนุนลูกชายย่อมจะดีกว่าอยู่แล้วอีกทั้งผมไม่ได้คิดจะเอากำไรจากคุณแม่เสียหน่อยคุณแม่เคยพูดเองไม่ใช่หรือครับเงินของคุณแม่ก็คือเงินของผมกับเจินเจินผมย่อมจะไม่กล้าเอากำไรจากเงินที่ผมควรจะได้รับจากคุณแม่อยู่แล้ว”คำพูดของหยางจิ่วทำให้เยี่ยนชิงหลันได้แต่ส่ายหน้าพลางบ่นพึมพำออกมาเสียงเบาเพื่อเพียงพอจะให้ลูกชายและลูกสะใภ้ได้ยิน

            “เจ้าอันธพาลหน้าเลือด”คำพูดของเยี่ยนชิงหลันทำให้หยางจิ่วและสวีอี้ถงหันไปสบตากันแล้วก็ต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน

            คำว่า“อันธพาลหน้าเลือด”ของเยี่ยนชิงหลันทำให้สวีอี้ถงรู้สึกว่าเหมาะกับหยางจิ่วเป็นอย่างมากเรื่องที่เกิดกับฟ่านฉือในวันนี้ไม่ต้องถามเขาสวีอี้ถงก็สามารถคาดเดาได้แล้วว่าเป็นฝีมือของใครแต่เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเธอกล่าวโทษเขา เธอจึงไม่ได้เอ่ยถามเขาถึงเรื่องนี้อีกทั้งยังดูเหมือนว่าการที่เธอไม่ถามจะทำให้เขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากเพราะแสดงให้เห็นว่าฟ่านฉือไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเธอจนทำให้เธอไม่ได้เก็บเรื่องของเขามาใส่ใจ

            “เอ๋ชิงหลันคุณเองก็มากินข้าวที่นี่หรือ”เสียงของประธานสือทำให้เยี่ยนชิงหลันที่กำลังยกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มต้องวางแก้วไวน์ลงในทันทีข้างกายของประธานสือ มีประธานเฉียวกับประธานซูอีกทั้งยังมีภรรยาของพวกเขาที่เป็นเพื่อนๆ ของเยี่ยนชิงหลันติดตามมาด้วย

            “พอดีลูกชายพามาเลี้ยงข้าวก็เลยมาทานข้าวที่นี่ต่อค่ะ”เยี่ยนชิงหลันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะพลางหันไปทักทายเพื่อนของเธอทั้งสองคนที่ติดตามสามีมาด้วย

            “ชุนหลันอวี๋ซินฉันไม่ได้ทักทายพวกเธอในงานต้องขออภัยด้วย”เมื่อเยี่ยนชิงหลันพูดเช่นนี้ทั้งคุณนายเฉียวและคุณนายซูก็ต่างส่ายหน้า

            “อย่าว่าแต่เธอไม่ได้ทักทายพวกฉันเลยพวกฉันเองก็ไม่ได้มีโอกาสทักทายเธอเช่นเดียวกัน เอ๋ นี่คงจะเป็นลูกชายของเธอสินะไม่ได้พบกันเสียนานฉันแทบจะจำเขาไม่ได้เลย”คุณนายเฉียวพูดพลางส่งยิ้มไปให้หยางจิ่วซึ่งเขาก็รีบทักทายบรรดาผู้อาวุโสที่ยืนตรงหน้าในทันที

            “สวัสดีครับผมหยางจิ่วเป็นลูกชายของคุณแม่ชิงหลันเองครับ เชิญทุกท่านตามสบายนะครับร้านอาหารแห่งนี้คือร้านของผมเองเดี๋ยวผมจะกำชับพนักงานทุกคนให้คอยดูแลทุกท่านเป็นอย่างดีนะครับ”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้คุณนายเฉียวกับคุณนายซูก็หันไปมองหน้ากันในทันทีแล้วคุณนายซูก็พลันหัวเราะออกมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม

            “เป็นถึงเจ้าของร้านฝูหรงเชียวหรือแหมชิงหลันเธอนี่ไม่เบาเลยนะทำเป็นถ่อมตัวไม่พูดถึงลูกชาย ไม่โอ้อวดจนทำให้ทั้งซุนจิ้งและผิงเยี่ยนต่างก็เข้าใจกันว่าลูกชายของเธอไม่ได้เรื่องที่ไหนได้แอบซุ่มภูมิใจลูกชายอยู่เงียบๆ คนเดียวนี่เอง”เมื่อคุณนายเฉียวพูดเช่นนี้คุณนายซูก็หัวเราะออกมาในทันที

            “นั่นสินะไม่เหมือนซุนจิ้งกับผิงเยี่ยนอวดลูกชายกับลูกสาวจนออกนอกหน้าแถมยังตั้งใจว่าจะให้พวกเขาเกี่ยวดองกันด้วยแล้วเป็นอย่างไรเล่าโอ้อวดยังไม่ทันจะข้ามวันลูกชายของซุนจิ้งก็ทำเรื่องฉาวโฉ่เสียแล้ว”เมื่อคุณนายซูพูดเช่นนี้สามีของเธอก็กระแอมแล้วส่งเสียงเตือนเธอในทันที

            “เธอก็เบาๆหน่อย ซุนจิ้งคือน้องภรรยาของประธานสือ”เสียงเตือนของสามีทำให้คุณนายสือหันไปมองประธานสือในทันทีซึ่งเขาก็ยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อน

            “ไม่เป็นไรๆหลานภรรยาของผมทำเรื่องน่าขายหน้าเช่นนี้แล้วผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดถึงเขาอย่างไรเช่นกัน”เมื่อประธานสือพูดเช่นนี้คนทั้งหมดต่างส่งยิ้มให้กันอย่างจืดเจื่อนเช่นเดียวกัน

            “เชิญทุกท่านไปทานอาหารกันดีกว่านะครับจองโต๊ะไหนเอาไว้ครับ เดี๋ยวผมจะเพิ่มรายการอาหารแนะนำไปให้ทุกท่านจะได้ทดลองชิมอาหารใหม่ของร้านก่อนใคร” หยางจิ่วพูดพลางผายมือให้กับพวกเขาพวกเขาจึงได้ต่างก็พยักหน้าให้หยางจิ่วแล้วเอ่ยขอบคุณหยางจิ่วเองก็รีบส่งสัญญาณให้พนักงานของตนเองเข้าไปช่วยรับรองพวกเขาและพาพวกเขาไปที่โต๊ะในทันที

            “อาโก่วจัดการดูแลพวกเขาให้ดีด้วยอย่าให้ผิดพลาดไม่อย่างนั้นฉันจะไม่สนใจแล้วว่านายคือลูกน้องเก่าแก่ของฉันหรือไม่”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้อาโก่วก็รีบกระวีกระวาดต้อนรับแขกที่หยางจิ่วสั่งให้เขาไปต้อนรับเป็นพิเศษอย่างตั้งอกตั้งใจเพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากเป็นคนถัดไปที่ถูกไล่ออกจากงาน...

            “ไม่เลวลูกชายของแม่รู้จักเอาอกเอาใจลูกค้าแล้ว”เยี่ยนชิงหลันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจส่วนหยางจิ่วนั้นกลับเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการหยอกล้อ

            “แน่นอนครับผมต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจบ้างสิว่าแต่ผมบอกคุณแม่แล้วหรือครับว่าผมจะเลี้ยงข้าวคุณแม่”เมื่อลูกชายพูดเช่นนี้เยี่ยนชิงหลันก็พลันหัวเราะออกมาในทันที

            “ลูกสะใภ้ของแม่เป็นคนชวนแม่มากินข้าวดังนั้นคนเลี้ยงข้าวจึงต้องเป็นเธอแม่เชื่อว่าลูกทนเห็นภรรยาของลูกต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าข้าวให้พวกเราไม่ได้แน่ดังนั้นมื้อนี้แม่จึงมั่นใจว่าลูกจะต้องเป็นเจ้ามือ แม่เข้าใจถูกใช่ไหม”คำพูดของเยี่ยนชิงหลันทำให้หยางจิ่วพลันพยักหน้าในทันที

            “อ้อที่แท้คุณแม่ก็คิดเอาเองว่าผมไม่กล้าเก็บเงินภรรยานี่เอง”เขาพูดพลางหันมาส่งสายตายั่วเย้าให้สวีอี้ถง

            “ว่าอย่างไรเล่าคุณนายน้อยหยางคุณคิดจะควักกระเป๋าของตนเองมาจ่ายค่าอาหารให้แม่สามีของคุณไหม”คำพูดของหยางจิ่วทำให้สวีอี้ถงพยักหน้า

            “แน่นอนฉันย่อมไม่กล้าให้คุณแม่เลี้ยงข้าวฉันอยู่แล้วร้านนี้เป็นร้านอาหารของสามีฉันถ้านับกันตามความเป็นจริงแล้วก็น่าจะนับได้ว่าคือร้านอาหารของฉันด้วยดังนั้นต่อให้มื้อนี้ฉันควักกระเป๋าจ่ายค่าอาหารจริงพอถึงเวลาปันผลกำไรเงินที่ฉันควักจ่ายไปก็ต้องวนมาที่ฉันในวันหน้าอยู่ดี ที่ฉันพูดถูกต้องไหมคะ”คำพูดของสวีอี้ถงทำให้หยางจิ่วหัวเราะออกมาเบาๆ

            “ใช่แล้วคุณพูดไม่ผิดร้านฝูหรงนี่คือร้านของคุณด้วยเช่นกันอีกทั้งผมก็ทนเห็นคุณควักกระเป๋าของตนเองไม่ได้ ดังนั้นมื้อนี้ผมย่อมจะต้องเป็นเจ้ามือแต่มื้อหน้าคุณแม่คงจะต้องเป็นฝ่ายมาอุดหนุนพวกเราบ้างแล้ว”คำพูดของเขาทำให้ทั้งเยี่ยนชิงหลันและสวีอี้ถงต่างก็ยิ้มออกมาท่าทีเช่นนี้ของหยางจิ่วแตกต่างจากท่าทีของอันธพาลน้อยที่ทุกคนเคยเห็นจนชินตาตอนนี้ภาพลักษณ์ของหยางจิ่วกลายเป็นเจ้าของกิจการที่มีลูกล่อลูกชนที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้กิจการก้าวหน้าและคว้าผลกำไรให้ได้มากที่สุดและที่สำคัญยังดูเป็นคนที่เกรงอกเกรงใจภรรยาเป็นอย่างมากอีกด้วย

             

             

    คล้ายกับเรื่องภรรยาของตัวร้ายในนิยายยุค 70 ที่คุณอ่าน