[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 155 เรื่องวิปลาสเช่นนี้ ข้าผู้แซ่กู้คงมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้

    ตอนที่ 155 เรื่องวิปลาสเช่นนี้ ข้าผู้แซ่กู้คงมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้

            ยามรุ่งอรุณของวันใหม่ อิ่นเหมยฟื้นตัวจากบาดแผลจนเกือบจะหายดีแล้ว

            กู้ฉางเกอจึงเลือกจะแยกเดินทางกับนาง

            อิ่นเหมยเดินทางเพียงลำพัง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังนครโบราณที่นางเคยนัดหมายกับเย่หลิงเอาไว้ เพื่อเตรียมตัวติดตามเย่หลิงค้นหาถ้ำพำนักของมหาเทพวัฏสงสารที่ทิ้งเอาไว้ให้กับผู้สืบทอดรุ่นหลัง

            ความล้ำค่าของสมบัตินี้ ไร้ซึ่งคำใดจะบรรยายได้โดยสมบูรณ์

            ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นถ้ำเซียนก็มิเกินเลย

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจเป็นโลกขนาดย่อมที่พกพาติดตัวได้

            เย่หลิงค้นหาที่แห่งนั้นมาอย่างยาวนานจนแทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง จึงย่อมมิคิดจะละทิ้งมันโดยง่าย

            ส่วนอิ่นเหมยก็ต้องการช่วยเหลือกู้ฉางเกอยืนยันตำแหน่งที่แท้จริงของถ้ำพำนัก

            ในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการตามหาตัวเย่หลิงให้พบ

            ร่างของอิ่นเหมยค่อยๆ ลับหายไปในหุบเขาอันเงียบสงัด

            กู้ฉางเกอยืนมองจากที่ไกล ใบหน้าเผยแววลี้ลับที่ยากจะหยั่งถึง

            เย่หลิงในยามนี้ อาจจะยังรู้สึกผิดที่เมื่อวานมิสามารถพาอิ่นเหมยไปด้วยได้ทัน

            บัดนี้เมื่อเห็นอิ่นเหมยตามมา คงมิอาจเกิดความหวาดระแวงอันใดได้

            "คมกระบี่แห่งตัณหานั้นพุ่งสังหารอย่างมิเลือกหน้า"

            คำกล่าวนี้ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก

            ตอนนี้เขาเพียงแต่รอชมบทละครอันแสนหฤหรรษ์

            และเมื่อถึงเวลาสุกงอม ก็จะเก็บเกี่ยวผลไม้แห่งความสำเร็จนั้นด้วยตนเอง

            ชีวิตของเย่หลิงนั้นจึงยังต้องมีลมหายใจต่อไปก่อน

            เพราะภาระบางอย่างในดินแดนเซียนโบราณนั้น ยังคงรอให้เย่หลิงเป็นผู้รับมันไปแทนอยู่

            “การคาดเดาของข้านั้นมิผิด ชื่อหลิงกับเย่หลิงย่อมเกิดความบาดหมางและแยกทางกันในที่สุด”

            “เมื่อนั้น ผู้ติดตามของชื่อหลิงและอิ่นเหมยจะต้องเริ่มสงสัยใคร่รู้ในตัวตนของเย่หลิง…”

            “แม้ชื่อหลิงจะพยายามแก้ต่างให้ ทว่าผู้ใดกันเล่าจะเชื่อถ้อยคำของนางได้”

            “เมื่อข่าวการปรากฏตัวของเย่หลิงแพร่กระจายออกไป ย่อมดึงดูดเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญที่หมายปราบวิชามารให้มารวมตัวกัน”

            “ยิ่งไปกว่านั้น การตามล่าของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลที่ตามหลังเย่หลิง รวมถึงเหตุการณ์ในสุสานบรรพชนก็ใกล้จะถูกเปิดเผย”

            “ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่แสนจะลงตัว…เย่หลิง ต่อให้เจ้าจะล้างตนเองในแม่น้ำเหลือง เจ้าก็มิมีทางจะเป็นผู้บริสุทธิ์ได้อีกต่อไป”

            กู้ฉางเกอยืนสง่าอยู่บนยอดเขา ดวงตาจับจ้องไปยังเงาร่างนครโบราณที่รางเลือนในสายหมอก

            ริมฝีปากเขายกยิ้มก่อนจะหัวเราะเบาๆ

            มินานเขาจึงจากไป ตั้งใจจะเรียกผู้ติดตามของเขามาร่วม เพื่อสวมบทบาทผู้ผดุงธรรมในการปราบปรามวิชามารสืบทอดนี้

            …

            ในขณะเดียวกัน

            ท่ามกลางผืนป่าบรรพกาลและแนวเขาสลับซับซ้อน ร่างบอบบางงดงามประดุจภาพวาดของสตรีผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนผ่านที่แห่งนั้นไปอย่างรวดเร็ว

            นางข้ามผ่านภูผานับมิถ้วน พร้อมกับหลบหนีจากการไล่ล่าของเทวะสวรรค์ผู้หนึ่งที่ตามมาติดๆ

            นางคือชื่อหลิง ผู้ซึ่งเพิ่งแยกทางจากเย่หลิงมามินาน

            ใบหน้าที่งดงามดั่งอัญมณีกลับฉายแววอ่อนล้าซีดเซียว และเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บในใจ

            ระหว่างที่หนีตาย นางกลับพบกับเย่หลิงอีกครั้ง ทว่าแทนที่เขาจะให้ความช่วยเหลือ ทว่านางกลับเห็นเขาหันหลังวิ่งหนีจากไปโดยมิลังเล

            อีกทั้งยังจงใจดึงความสนใจของผู้แข็งแกร่งระดับเทวะสวรรค์ที่ไล่ล่าเขาให้หันมาทางนาง

            "โยนเคราะห์ให้ผู้อื่น"

            "หันหลังหนีโดยมิไยดี"

            การกระทำของเย่หลิงทำให้นางแทบจะพูดมิออก

            ในใจพลันคิดว่าตนเองช่างตาบอดที่เคยมีน้ำใจช่วยเหลือเขามาก่อน

            โชคยังดีที่ชื่อหลิงเองก็มิใช่คนอ่อนแอ

            ในกลุ่มอัจฉริยะรุ่นเยาว์ นางนั้นจัดว่าเป็นผู้แข็งแกร่งซึ่งอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง อีกทั้งยังครอบครองทั้งของวิเศษและโอสถวิญญาณจำนวนมาก

            แม้สถานการณ์จะดูเลวร้ายถึงเพียงใด ทว่านางก็สามารถรอดพ้นมาได้โดยมิถึงกับบาดเจ็บสาหัส

            ทว่าในใจกลับเริ่มห่วงใยอิ่นเหมยที่บาดเจ็บหนักมาก่อนหน้านี้

            เย่หลิงที่เคยทำทีเหมือนใส่ใจอิ่นเหมย หากเมื่อถึงยามคับขันกลับทอดทิ้งได้โดยมิไยดี

            คุณธรรมน้ำใจของเขานั้น นางล้วนมองทะลุจนหมดสิ้น

            “ดูท่า คงมีแต่เพียงศิษย์มรรคาฉางเกอเท่านั้นจึงจะพึ่งพาได้ ทว่าเรื่องนี้ควรบอกเขาดีหรือไม่” ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในจิตใจของนาง

            กู้ฉางเกอเคยกล่าวไว้ว่าจะผดุงธรรมเพื่อสรรพชีวิตทั้งหลายในใต้หล้า ขจัดผู้สืบทอดวิชามารให้สิ้นไป

            เขาเองก็เคยสงสัยในตัวเย่หลิงมาแล้ว

            เมื่อขณะนี้ชื่อหลิงและเย่หลิงได้แตกหักกันโดยสมบูรณ์ นางเองก็ยังลังเลว่าจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กู้ฉางเกอฟังดีหรือไม่ เพราะในท้ายที่สุด กู้ฉางเกอจะเลือกช่วยเหลือเย่หลิงลบล้างข้อกล่าวหาหรือปล่อยวางมิข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป นั่นก็ล้วนขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง

            มินานนัก นางก็กัดฟันบีบทำลายยันต์ก้าวเมฆาอีกแผ่นหนึ่ง

            ยันต์นี้มีอยู่จำกัด

            ทุกครั้งที่ใช้ก็ราวกับถูกตัดหัวใจไปครึ่งดวง

            พรึบ!

            ทันทีที่ยันต์แตกออก แสงเรืองรองราวกับปีกวิหคเพลิงโอบล้อมร่างของนาง สีสันเจิดจ้าพลิ้วไหวราวกับภาพมายา ก่อนร่างนั้นจะเร่งเคลื่อนตัวพลันหายลับไปอย่างรวดเร็ว

            “นางหนีไปอีกแล้ว!”

            เสียงคำรามของเทวะสวรรค์ที่ไล่หลังมาเต็มไปด้วยโทสะ ทว่าก็ไร้หนทางเอื้อมถึง

            ในฐานะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ทุกคนล้วนมีวิธีป้องกันชีวิตเป็นของตนเอง

            ในที่สุด ชื่อหลิงก็อาศัยสายสัมพันธ์กับผู้ติดตามของนางค้นหาพวกเขาจนพบ ณ หุบเขาลึกแห่งหนึ่ง

            ซึ่งในเวลานี้เต็มไปด้วยเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่รวมตัวกันอยู่ สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือการปรากฏตัวของหวังอู๋ซวง บุรุษหนุ่มผู้ลึกลับจากตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง

            นอกจากนี้ ยังมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากเขตต้องห้ามสระวิญญาณอมตะ

            รวมถึงเย่หลางเทียน ผู้สืบทอดจากตระกูลเซียนโบราณ ผู้เป็นที่น่าสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวพันกับวิชามาร

            ชื่อหลิงมิคาดคิดว่า ผู้คนมากมายเหล่านี้จะมารวมตัวกันเพื่อเตรียมจัดการกับเย่หลิง

            “คุณหนู ท่านมิเป็นอันใดใช่หรือไม่”

            เมื่อร่างของชื่อหลิงที่อ่อนล้าพร้อมด้วยคราบโลหิตปรากฏตัวในหุบเขา เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่รวมตัวกันต่างก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว

            เหล่าผู้ติดตามของนางต่างรีบรุดเข้ามาล้อมรอบ โดยเฉพาะข่งหยางแห่งตระกูลนกยูงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งดูตื่นเต้นเป็นที่สุด

            เพราะการที่ข่าวคราวเกี่ยวกับเย่หลิงแพร่กระจายออกไปจนดึงดูดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ได้มากมายถึงเพียงนี้ ก็นับเป็นความสำเร็จจากความพยายามของเขาเอง

            ส่วนผู้ติดตามคนอื่นๆ ของชื่อหลิงต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะตลอดหนึ่งเดือนที่นางหายตัวไป พวกเขาต่างก็หวั่นเกรงว่านางอาจจะประสบเหตุร้ายแรงต่างๆ

            บัดนี้ เมื่อเห็นว่านางปลอดภัย ถึงแม้จะดูเหน็ดเหนื่อย ทว่าก็มิมีบาดแผลร้ายแรง ทุกคนจึงเบาใจลงได้บ้าง

            ทว่ากลับมีผู้หนึ่งที่หน้าเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว เหล่ารุ่นเยาว์จากตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางต่างรีบร้อนเอ่ยถามขึ้นว่า “คุณหนูชื่อหลิง ท่านได้พบกับคุณหนูอิ่นเหมยบ้างหรือไม่”

            ในเวลานั้น อิ่นเหมยก็อยู่กับเย่หลิงเช่นกัน

            ทว่าบัดนี้ ชื่อหลิงกลับรอดพ้นจากอันตรายมาได้โดยลำพัง

            แล้วอิ่นเหมยเล่า นางอยู่ที่ใดกัน

            คำถามนี้ทำให้สีหน้าของชื่อหลิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือความลังเล “อิ่นเหมย...นางอาจจะยังอยู่กับเย่หลิง…”

            “ทว่าก็อาจจะมิได้อยู่ด้วยกันแล้ว”

            ถ้อยคำนั้นยังมิทันเอ่ยขาดคำ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วทั้งหุบเขา

            “ว่าอย่างไรนะ”

            เหล่าจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางต่างลุกฮือด้วยความตกตะลึง

            ในเมื่อทุกคนต่างรู้ว่าเย่หลิงคือผู้สืบทอดวิชามาร สถานการณ์ของอิ่นเหมยย่อมตกอยู่ในอันตรายเกินกว่าจะบรรยายได้

            มิเพียงแต่เหล่าผู้ติดตามของอิ่นเหมยที่ตื่นตระหนก ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ที่มารวมตัวกันอยู่ในหุบเขาอย่างหวังอู๋ซวงจากตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง ผู้สืบทอดจากเขตต้องห้ามสระวิญญาณอมตะ และเย่หลางเทียนแห่งตระกูลเซียนโบราณ ต่างก็พากันก้าวเข้ามาอย่างเคร่งเครียด

            หวังอู๋ซวงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ดวงตาทอประกายทองราวกับเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ “ชื่อหลิง เจ้ากล่าวเช่นนี้แน่ใจแล้วใช่หรือไม่”

            เย่หลางเทียนขมวดคิ้วกล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม “เย่หลิงถึงกับกล้าปรากฏตัวในที่แห่งนี้ แล้วยังจับตัวอิ่นเหมยไปอีก เรื่องนี้ช่างซับซ้อนนัก”

            สำหรับเขาผู้เป็นทายาทแห่งตระกูลเซียนโบราณ หากเรื่องนี้มิอาจจัดการให้ดีได้ มิเพียงแต่ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ที่โกรธเกรี้ยว ตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางก็คงจะมิยอมอยู่เฉยเช่นกัน

            ผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะเป็นหายนะครั้งใหญ่

            ชื่อหลิงสูดลมหายใจลึก พลางขมวดคิ้ว ก่อนจะเรียบเรียงเรื่องราวและกล่าวเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ

            นางอธิบายว่าตนเองก็มิอาจแน่ใจถึงชะตากรรมของอิ่นเหมย

            เพียงแต่เล่าถึงสถานการณ์ที่อิ่นเหมยอาจจะต้องเผชิญ

            แม้นางจะทราบดีว่าอิ่นเหมยเชื่อมั่นว่าเย่หลิงมิใช่ผู้สืบทอดวิชามาร ทว่าในเวลานี้ ถ้อยคำเช่นนั้นก็คงมิมีผู้ใดจะเชื่อถือได้

            นางเล่าถึงการถูกตามล่าจากตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ตระกูลอสรพิษโบราณ และตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนเซียนโบราณ

            เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ความโกรธแค้นในหมู่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ยิ่งปะทุขึ้น สายตาเย็นเยียบฉายแววสังหาร

            ผู้สืบทอดวิชามารย่อมต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก

            นอกจากเย่หลิงจะสังหารไป๋เลี่ยแล้วกลับยังกล้าหมายปองอิ่นเหมย ถือเป็นความโอหังที่ทุกคนมิอาจให้อภัยได้

            “น่าชังนัก! เย่หลิงทำสิ่งใดลงไปกันแน่ จึงได้ทำให้ตระกูลใหญ่เหล่านั้นเดือดดาลถึงเพียงนี้”

            “หรือมันจะจับตัวคนรุ่นเยาว์ของตระกูลเหล่านั้นไปใช้ฝึกฝนวิชามาร”

            เสียงที่แฝงไปด้วยจิตสังหารดังก้องไปทั่ว เหล่ารุ่นเยาว์ผู้เป็นยอดยุทธ์จากสำนักมรรคาสูงสุดต่างจับกลุ่มสนทนา

            ด้วยความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับวิชามาร พวกเขาเข้าใจดีถึงความน่าสะพรึงกลัวของมัน เพราะหากปล่อยให้ผู้สืบทอดวิชามารแข็งแกร่งขึ้นมาได้สำเร็จ วันข้างหน้าย่อมนำพามาซึ่งภัยพิบัติไปทั่วใต้หล้า

            “ชื่อหลิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป้าหมายของเย่หลิงคือสิ่งใด”

            “ยามนี้ที่มันมายังที่แห่งนี้ ก็อาจเป็นโอกาสวาสนาของพวกเราเช่นกัน”

            หวังอู๋ซวงและเย่หลางเทียนต่างเปล่งคำถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

            ในสายตาของพวกเขา การศึกเพื่อปราบปรามผู้สืบทอดวิชามารในครั้งนี้ จะต้องส่งผลกระทบไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณเป็นแน่

            และมิแน่ว่าอาจจะดึงดูดเหล่าผู้แข็งแกร่งอาวุโสกลับมาเข้าร่วม

            ชื่อหลิงถอนหายใจเบาๆ พลางส่ายศีรษะ “ตอนนั้นเขาได้แต่กล่าวกับพวกเราว่า จะไปพบกันที่นครเล็กแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเดินทาง ตอนนี้เขาคิดจะทำสิ่งใดนั้น ข้าเองก็มิรู้แน่ชัด”

            แม้จะกล่าวออกไปเช่นนั้น ทว่าดวงตาของนางกลับจับจ้องไปยังเย่หลางเทียน เพ่งพินิจหาความผิดปกติในสีหน้าของเขา

            ทว่าเขากลับมีท่าทีเรียบเฉยจนมิอาจจับพิรุธใดได้

            ก่อนหน้านี้ ชื่อหลิงเคยสงสัยในตัวเย่หลางเทียน ทว่าหลังจากที่นางแตกหักกับเย่หลิงแล้ว ความคิดนั้นกลับผันเปลี่ยนไป นางเริ่มรู้สึกว่าเย่หลิงอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นผู้สืบทอดวิชามาร

            ท้ายที่สุด แม้แต่พลังแก่นแท้ต้นกำเนิด เย่หลิงก็ยังสามารถปกปิดมันไว้ได้

            ในอดีต ชื่อหลิงเชื่อมั่นว่าเย่หลิงมิใช่ผู้สืบทอดวิชามาร เพราะระหว่างการฝึกฝนด้วยกันนั้น วิชาอันลึกลับที่เขาแสดงออกมานั้นเกี่ยวข้องกับกาลเวลา มิใช่วิชามารอันเร้นลับ

            “ทว่าเมื่อคิดถึงความลึกลับของวิชามารแล้ว ก็อดมิได้ที่จะสงสัยว่า บางทีเย่หลิงอาจจะสามารถซ่อนเร้นพลังต้นกำเนิดที่แท้จริงได้…”

            เมื่อคิดได้ดังนั้น ชื่อหลิงก็เห็นว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงนัก

            “เรื่องนี้คงต้องหารือกันเพิ่มเติม อีกทั้งข้ายังได้ยินมาว่า ศิษย์มรรคากู้ก็กำลังมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้เช่นกัน”

            เมื่อได้ยินคำนี้ เย่หลางเทียนส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น

            หากมียอดยุทธ์อย่างกู้ฉางเกอมาร่วมด้วย การจัดการกับผู้สืบทอดวิชามารของพวกเขาก็ย่อมมีโอกาสสำเร็จสูงขึ้นมาก

            พลังของเขานั้นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าเหนือชั้นเพียงใด

            ถ้อยคำนี้ของเขาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่เริ่มผ่อนคลายลง หลายคนในที่แห่งนั้นต่างเผยสีหน้าปลื้มปิติ

            “จริงหรือ นั่นนับว่าเป็นข่าวดีอย่างแท้จริง!”

            หวังอู๋ซวงเองก็เห็นด้วย “หากศิษย์มรรคากู้มาถึง การศึกในครั้งนี้ก็ย่อมมั่นคงขึ้นอีกหลายส่วน”

            “ยอดยุทธ์เช่นคุณชายกู้ หากออกหน้าด้วยตนเองแล้ว แม้แต่เหล่าผู้สืบทอดจากตระกูลเซียนโบราณก็ยังต้องครั่นคร้าม!”

            “ผู้สืบทอดวิชามารสมควรถูกกำจัดให้สิ้นซาก และในเวลานี้ คุณชายกู้ก็ย่อมต้องอยู่เคียงข้างพวกเรา”

            ในบรรยากาศที่เคร่งเครียด เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลันดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

            เหล่ารุ่นเยาว์ผู้มารวมตัวต่างรู้สึกว่า แสงแห่งความหวังเริ่มสาดส่องมาอีกครั้ง

            พลังของผู้สืบทอดวิชามารนั้น ย่อมมิธรรมดา หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง ย่อมมิมีทางรอดพ้นจากการไล่ล่าของตระกูลใหญ่ทั้งหลายมาได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้

            แม้ในใจของเหล่าผู้อยู่ ณ หุบเขา ต่างรู้สึกกังวลเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเย่หลิง

            ทว่าหากกู้ฉางเกอมาถึง สถานการณ์ก็ย่อมเปลี่ยนไป

            ในดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้ นามของกู้ฉางเกอนั้นเป็นตำนานที่แผ่ขยายไปทั่ว บุรุษผู้ที่สามารถเผชิญหน้ากับทายาทแห่งตระกูลเซียนโบราณทั้งหลาย ด้วยความแข็งแกร่งที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง

            เพียงแค่ได้ยินนามของเขา สิ่งมีชีวิตแห่งดินแดนเซียนโบราณนับมิถ้วนต่างก็ต้องหลีกลี้หนีหาย

            ด้วยเหตุนี้ ความเลื่อมใสศรัทธาต่อเขาจึงยิ่งเพิ่มพูนขึ้น

            แม้จะมีคำครหาเกี่ยวกับการแย่งชิงโชควาสนาของเหล่ารุ่นเยาว์ด้วยกัน…

            ทว่าสำหรับเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรแล้ว สิ่งนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา

            โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นย่อมเป็นที่ซึ่งผู้แข็งแกร่งอยู่รอด

            “จริงหรือ ถ้าเช่นนั้นก็นับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง หากศิษย์มรรคาฉางเกอมาเยือนก็นับว่าเรื่องราวจะราบรื่นขึ้นอย่างมาก” ชื่อหลิงที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง บัดนี้กลับเผยรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า

            นางเองก็มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะสนทนากับกู้ฉางเกอ

            ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นางได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเขามาอยู่มิน้อย และในใจนางนั้นก็นับถือเขายิ่งนัก

            ในขณะนั้น ทางทิศตะวันออกพลันบังเกิดเสียงดังกึกก้อง แสงเจิดจ้าประดุจรุ้งศักดิ์สิทธิ์พาดผ่านท้องฟ้า ก่อนมุ่งตรงมายังหุบเขาแห่งนี้

            ผู้นำกลุ่มคนเหล่านั้นคือกู้ฉางเกอ บุรุษผู้ซึ่งมาเยือนในเวลาอันเหมาะเจาะ เขาได้แยกทางจากอิ่นเหมยและรวบรวมเหล่าผู้ติดตามเพื่อมาแสดงบทบาทผู้ผดุงธรรม

            เขาสวมอาภรณ์ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายดวงตะวัน จันทรา ขุนเขา และสายนที เสมือนรวบรวมจักรวาลไว้ในผืนผ้า ผสานกับแสงดาราระยิบระยับที่ทอประกาย

            ทุกย่างก้าวล้วนเผยความสง่างามและสูงส่งเกินเอื้อมถึง เมื่อเขาปรากฏตัว ทุกคนในหุบเขาต่างโค้งคำนับด้วยความพร้อมเพรียง

            “คารวะคุณชายกู้!”

            “คารวะศิษย์มรรคาฉางเกอ!”

            ในเวลานี้ หวังอู๋ซวง ชื่อหลิง เย่หลางเทียน และผู้อื่นต่างแสดงความเคารพโดยมิมีข้อยกเว้น

            การมาเยือนของกู้ฉางเกอทำให้ทุกคนมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การศึกครั้งนี้ดูราวกับจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

            “หวังอู๋ซวง เย่หลางเทียน…”

            “คุณหนูชื่อหลิง”

            กู้ฉางเกอก้าวลงสู่พื้นหุบเขา มือประสานไว้เบื้องหลัง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่นพลางทักทายทุกคนด้วยท่าทีสุภาพ

            เขามองเห็นชื่อหลิงในหมู่คนเหล่านั้น ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีประหลาดใจอันใด

            หลังจากสนทนาแลกเปลี่ยนคำทักทาย

            เย่หลางเทียนก็เป็นผู้เปิดประเด็น “ศิษย์มรรคากู้ ท่านมีแผนการเช่นไรสำหรับศึกในครั้งนี้”

            กู้ฉางเกอครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ความจริงแล้ว ข้ายังมีข้อสงสัยในบางเรื่องอยู่บ้าง จึงตั้งใจจะสนทนากับชื่อหลิงเพิ่มเติม นอกจากนี้ การที่เย่หลิงปรากฏตัวขึ้น และยังนำตัวศิษย์มรรคาอิ่นเหมยของข้าติดตามไปด้วย ในฐานะผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์และในฐานะศิษย์มรรคาร่วมสำนักของนาง ข้าย่อมมิอาจจะเพิกเฉยต่อเหตุการณ์นี้ได้”

            ถ้อยคำหนักแน่นที่กล่าวออกมาทำให้เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างยกย่องเขาในใจ

            “สมกับที่เป็นคุณชายฉางเกอ เขาช่างยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมยิ่ง!”

            พวกเขาล้วนรู้ดีว่า อิ่นเหมยแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางนั้นเคยล่วงเกินกู้ฉางเกออย่างเปิดเผย

            ทว่าบัดนี้ เขากลับยอมสละเรื่องส่วนตัวเพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของใต้หล้า!

            “คุณชายฉางเกอช่างเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูงส่งโดยแท้!” เหล่ารุ่นเยาว์จากตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางต่างกล่าวขอบคุณเขาด้วยความจริงใจ

            ก่อนหน้านี้พวกนางล้วนแล้วแต่กังวลว่า กู้ฉางเกออาจจะใช้โอกาสนี้เพื่อแก้แค้นหรือเลือกที่จะมิช่วยเหลืออิ่นเหมยผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยล่วงเกินเขา 

            ทว่าบัดนี้ ทุกสิ่งล้วนกลับตรงกันข้ามกับที่พวกนางคาดคิดไว้!

            “ข้าก็อยากจะปรึกษาบางสิ่งกับศิษย์มรรคาฉางเกอเช่นกัน” ชื่อหลิงพยักหน้ารับ ดวงตาเปล่งประกายชื่นชมต่อถ้อยคำของกู้ฉางเกอ

            บุรุษผู้นี้ สมกับที่นางเคยรู้จัก

            มิมีความคล้ายคลึงใดกับเย่หลิงแม้แต่เพียงเสี้ยวเดียว

            ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา นางเคยถามถึงความเห็นของอิ่นเหมยที่มีต่อกู้ฉางเกอ

            คำตอบที่ได้รับก็คือ เขาเป็นบุรุษผู้ใช้อำนาจข่มขู่ แผ่อิทธิพลครอบงำในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ จนมิมีผู้ใดกล้าต่อกร

            เพราะเหตุนี้ นางจึงคิดว่า กู้ฉางเกอมิน่าจะสนใจเข้ามาช่วยเหลืออิ่นเหมย

            ทว่าในตอนนี้ ความคิดของชื่อหลิงกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

            สิ่งที่นางเห็นคือความเสียสละเพื่อผู้อื่น

            เมื่อเทียบกับพฤติกรรมของเย่หลิงแล้ว นางยิ่งพบว่าเย่หลิงนั้นมีข้อน่าสงสัยอยู่มากมาย

            แม้ชื่อเสียงของกู้ฉางเกอจะมิดีนัก ทว่าในแง่ของคุณธรรมส่วนบุคคลแล้ว เย่หลิงนั้นมิมีทางเทียบเคียงได้เลย

            “เช่นนั้นก็ดียิ่ง การชุมนุมเพื่อปราบปรามผู้สืบทอดวิชามารในครั้งนี้ ควรให้ศิษย์มรรคาฉางเกอเป็นผู้นำดีหรือไม่”

            เหล่ามหายุทธ์รุ่นเยาว์เช่นเย่หลางเทียน หวังอู๋ซวง และคนอื่นๆ ต่างก็ปรึกษาหารือ

            ในมินาน พวกเขาก็ล้วนเห็นพ้องต้องกัน สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องไปยังกู้ฉางเกอด้วยความศรัทธา ก่อนเอ่ยปากหวังให้เขาเป็นผู้นำในการศึกครั้งนี้  

            กู้ฉางเกอรับฟังด้วยใบหน้าสงบนิ่งดุจสายน้ำ หากในใจกลับแฝงรอยยิ้มขบขันที่มิมีผู้ใดล่วงรู้  

            ให้เขาเป็นผู้นำพวกเขาเหล่านี้ไปปราบปรามตนเองอย่างนั้นหรือ อ้อ มิใช่สิ… ปราบปรามเย่หลิงผู้ที่เขาตั้งใจจะใช้เป็นแพะรองรับความผิดอย่างนั้นหรือ

            เรื่องวิปลาสเช่นนี้ เขาคงมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้…อา ไม่สิ เขาจะทำเรื่องเช่นนี้ลงไปได้อย่างไรกัน

            เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เมื่อทุกท่านให้ความไว้วางใจในตัวข้าผู้นี้นั้นช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก ทว่าข้ากลับรู้สึกละอายใจยิ่ง เพราะเกรงว่าจะมิอาจทำหน้าที่นี้ได้ดีดังที่คาดหวัง”

            ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็เปลี่ยนถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ทว่าหากทุกท่านเชื่อมั่นถึงเพียงนี้ ข้าก็มิอาจปฏิเสธได้ โปรดวางใจเถิด ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาผู้สืบทอดวิชามาร และคืนความสงบสุขให้แก่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ให้จงได้!”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน