ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    21 จำแลง...

            แต่แล้วความคิดเล่นๆ ของบอสในครั้งนี้ ดูเหมือนจะแม่นเกินไปหน่อย พลันเห็นกลุ่มคนลักษณะเดิม กำลังแบกหญิงสาวร่างหนึ่งวิ่งออกมา


            บอสจึงรีบหลบไปซุ่มที่พุ่มหญ้าข้างทางเพื่อไม่ให้คนกลุ่มนั้นพบเห็นตน เมื่อคนกลุ่มนั้นวิ่งผ่านไปแล้ว บอสจึงได้แอบตามไปอย่างเงียบๆ ซึ่งครั้งนี้คนทั้งหมดไม่ได้หยุด ณ ที่จุดใดเลย กลับเร่งฝีเท้าในจังหว่ะที่ปลอดผู้คน มุ่งตรงไปจนเกือบสุดขอบของเมืองเชียงทองด้านทิศใต้เลย โดยที่บอสก็ยังคงคอยสะกดรอยตามอยู่ห่างๆ 


            “เท่านี้ก็น่าจักเพียงพอแล้วหนาพี่ส่ง มิน่าจักมีผู้ใดตามพวกเรามาแล้วดอกกระมัง…”


            “เอ็งอย่าได้ชะล่าไป คราก่อนพวกไอ้คงก็พลาดมาหนแล้ว”


            “แต่นี่พวกเราก็มาไกลกันถึงเพียงนี้แล้วหนา คงมิมีผู้ได้จักตามเรามาถึงนี่ดอก แลบัดนี้… พวกเราก็เหนื่อยกันมากแล้วหนาพี่”


            “เฮ้ย… ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็พักเหนื่อยกันครู่หนึ่งเถิด แต่จักอยู่นานคงมิได้ เราจักต้องไปให้ถึงจุดนัดหมาย”


            “เช่นนั้นก็ตามท่านว่า เอ้า พวกมึงเว้ย !! เราจักพักสักประเดี๋ยว สอดส่องระวังกันด้วย…”


            หัวหน้าและรองหัวหน้าของคนกลุ่มนั้นหารือกันขณะที่กำลังลักพาตัวเด็กสาวหลบหนี ซึ่งระหว่างนั้นบอสก็ยังคงซุ่มตามอยู่ไม่ห่าง แต่ก็ยังนึกหาวิธีที่จะเข้าไปช่วยสร้อยฟ้าไม่ออก ด้วยยังไม่มีจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม เมื่อเด็กสาวผู้นั้นถูกวางลงที่พื้นเพียงไม่นานก็ได้สติรู้สึกตัวขึ้น


            “พะ… พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน ถึงจับตัวข้ามาเยี่ยงนี้…”


            คนกลุ่มนั้นทั้งหมดต่างตกใจ เพราะไม่คิดว่าเด็กสาวผู้นี้จะรู้สึกตัวได้เร็วถึงเพียงนี้จากฤทธิ์ยาที่พวกตนได้วางไป เมื่อสร้อยฟ้าเริ่มมองดูรอบๆ ก็รู้ทันทีว่าตนได้พลาดท่าไปเสียแล้ว จึงได้แต่เจ็บช้ำใจในความสะเพร่าของตัวเอง ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าในช่วงนี้ตนมีผู้ไม่หวังดีแวดล้อมอยู่รอบตัว


            …ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ชั่วโมงก่อนหน้า สร้อยฟ้ากำลังเดินกลับจากโถงท้องพระโรงเพียงลำพัง หลังจากที่แสนแสงฯ รายงานสถานการณ์ในราชสำนักฯ ให้แก่ตนเสร็จ เพราะช่วงนี้แก้ว (พระโพธิสาราชา) และเพียจันทน์แสงไชยไม่อยู่ภายในวัง โดยก่อนจะกลับ แสนแสงฯ เพิ่งจะกำชับให้ตนเองเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นแท้ๆ 


            เมื่อแยกจากแสนแสงฯ แล้ว ขณะที่สร้อยฟ้ากำลังเดินกลับจากโถงตำหนักใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก พลันพบเห็นคนผู้หนึ่งที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายบอสกำลังเดินตรงไปยังมุมมืดหนึ่งของอาคาร สร้อยฟ้ากลับไม่ได้คิดหน้าคิดหลังรีบเดินตามเข้าไป เมื่อไปถึงกลับไม่พบผู้ใด แต่จู่ๆ ภาพทั้งหมดตรงหน้าของเธอก็อันตรธานและมืดดับหายไป…


            ตัดกลับมา ณ ปัจจุบัน เมื่อบอสสังเกตเห็นสร้อยฟ้าเริ่มรู้สึกตัวแล้ว จึงรีบสื่อสารทางจิตไปหาทันที ซึ่งเงื่อนไขสำคัญของวิชชานี้ คือผู้ใช้ต้องมองเห็นผู้ที่จะสื่อสารด้วยในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร และผู้นั้นต้องยังคงสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ บอสได้พยายามเพ่งสติไปยังสร้อยฟ้าถึงสามครั้ง จึงจะสัมผัสถึงเส้นสื่อสารได้


            “ท่านหญิงสร้อยฟ้ามิต้องตกใจ นี่ข้าไซเองขอรับ ข้าได้ตามกลุ่มโจรเหล่านี้มาสักพักแล้ว ท่านหญิงอย่าได้วิตกจนเกินไป แลรอฟังข้าไว้นะขอรับ…”


            “ท่านไซ… ท่านไซจริงหรือเจ้าคะ ข้า… กลัวยิ่งนักเจ้าค่ะ ท่านไซ โปรดช่วยข้าด้วยนะเจ้าคะ…”


            “ท่านหญิงวางใจได้ ข้าจักทุ่มสุดความสามารถ….”


            เมื่อบอสสื่อสารกับสร้อยฟ้าได้แล้ว เขาจึงได้ย้ำเจตนาของตนไปอีกว่าจะพยายามช่วยสร้อยฟ้าออกมาให้ได้เพื่อให้เธอสบายใจขึ้น แต่ทั้งสองหารู้ไม่ว่าหนึ่งในคนกลุ่มนี้กลับมีผู้รู้วิชชาที่มีอาคมแกร่งกล้าเดินทางมาด้วย และเหมือนคนผู้นั้นจะสัมผัสได้ลางๆ ถึงการสื่อสารทางจิตระหว่างบอสและสร้อยฟ้าแล้ว


            “ท่านหญิง สักประเดี๋ยวข้าจักเรียกเสือตัวนั้นให้ออกมาเหมือนคราก่อนะขอรับ ท่านอย่าได้เกรงกลัวไป”


            “เจ้าค่ะ ท่านไซ ข้าจักมิกลัว…”


            ก่อนที่บอสจะอัญเชิญเสือหนุ่มตัวเดิมมาด้วยอาคมอัญเชิญสัตว์ร้าย หัวหน้าคนกลุ่มนั้นก็เดินมาหาสร้อยฟ้าพร้อมฉุดกระชากเธอเข้ามาหาตัว แล้วสื่อสารทางจิตด้วยว่า


            “เจ้าอย่าได้คิดว่าจักง่ายเหมือคราก่อนเชียว ครานี้จักไม่มีผู้ใดช่วยเจ้าได้ทั้งสิ้น…”


            เมื่อสร้อยฟ้ารู้ว่าคนผู้นั้นมีอาคมแกร่งกล้า จึงหน้าถอดสีและรู้สึกกังวลใจเป็นที่สุด กลัวว่าบอสจะเป็นอันตรายหากเข้ามาช่วยตน จึงพยายามปิดกั้นจิตตนเอง ไม่ให้ใครสามารถสื่อสารมาถึงตนได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบอสเองหรือเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้นั้น


            ‘เหตุใดสร้อยฟ้าจึงปิดกั้นจิตตัวเองเช่นนี้หล่ะ มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอกันแน่ หรือเราจะอัญเชิญเสือออกมาเลยดี…’


            ก่อนที่บอสจะผลีผลามอัญเชิญเสือหนุ่มตัวนั้นออกมา พลันมีมือผู้หนึ่งมาแตะที่ไหล่ของบอสพร้อมพูดขึ้นว่า


            “ท่านไซ โปรดอย่าได้ผลีผลามขอรับ นี่มิใช่เรื่องที่ท่านจักจัดการเพียงลำพังได้หนาขอรับ…”


            “เฮ้ย…!!! แลพวกท่านคือผู้ใด เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่…”


            บอสแอบตกใจที่ได้พบชายฉกรรจ์สองคนที่มานั่งอยู่ข้างหลังตนโดยที่เขาไม่รู้สึกตัวมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาให้ดีจึงรู้ได้ว่าทั้งสองไม่ได้มีจิตสังหารใด จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นศัตรู


            “มิต้องกังวลอันใดขอรับ พวกข้าสองคนจักมาช่วยพวกท่านขอรับ”


            “พวกท่านเป็นคนของท่านหญิงสร้อยฟ้าหรือขอรับ แลพวกพวกท่านมีแผนจักช่วยเยี่ยงไร ข้าจักร่วมช่วยสุดความสามารถเลยขอรับ…”


            “ใช่ขอรับ พวกข้าเป็นข้ารับใช้ท่านหญิงสร้อยฟ้า จากนี้ขอท่านจงทำตามคำของพวกข้าด้วยนะขอรับ”


            ชายทั้งสองได้รับคำสั่งจากแสนแสงฯ ให้คอยเฝ้าสังเกตการณ์ความปลอดภัยของบอสอยู่ไม่ห่าง หากแต่มีเหตุอะไรจนทำให้ทั้งสองต้องปรากฎตัวขึ้น ขอให้ทั้งสองยังคงปกปิดตัวตนจริงทั้งของตนเองและพระน้องนางเธอฯ ห้ามไม่ให้บอสรู้ความจริงเป็นอันขาด


            “แล… ท่านทั้งสองจักให้ข้าทำเยี่ยงไรบ้างหรือขอรับ ถึงจักช่วยท่านหญิงได้…”


            “ท่านไซ พวกข้าทั้งสองขอฝากท่านหญิงไว้กับท่านด้วยหนาขอรับ ขอท่านจงรับปากว่า จักไม่ให้ท่านหญิงมีภยันตรายหรือบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย…”


            “ได้ ข้ารับปาก แลข้าเองก็มิอยากให้สร้อยฟ้าเป็นอะไรอยู่แล้ว มิต้องให้พวกท่านมาขอดอกขอรับ…”


            “พวกข้าขอกราบขอบพระคุณท่านไซมากขอรับ เช่นนั้น ท่านจงรอจังหว่ะรับท่านหญิงที่นี่เถิด พวกข้าจักเข้าไปหลอกล่อพวกมัน ท่านก็หาโอกาสพาท่านหญิงหลบหนีไปให้ได้ ท่านพร้อมหนาขอรับ…”


            บอสยังไม่ทันได้เตรียมพร้อมอะไรเลยก็ได้รับภารกิจที่ยากยิ่งมาไว้ในมือ และก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ด้วย เขาจึงต้องทำใจพร้อมรับสถานการณ์ทันที เมื่อคนทั้งสองกล่าวจบก็วิ่งออกไปยังคนกลุ่มนั้นทันทีอย่างไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ แต่คนเพียงสองคนไหนเลยจะสู้คนเป็นสิบได้ ไม่นานทั้งสองก็เกือบจะเพี้ยงพล้ำ


            บอสทนนิ่งดูต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงร่ายอาคมอัญเชิญเสือโคร่งตัวเดิมออกมา แล้วเพ่งสติสื่อสารทางจิตไปยังสองคนที่มาช่วยเหลือนั้นให้รู้ถึงสถานการณ์ ทั้งสองต่างตกตะลึงในความสามารถของบอสอยู่ชั่วครู่ แล้วก็สามารถปรับสติมาอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าของตนได้อีกครั้ง


            เมื่อเสือปรากฎตัวขึ้น คนกลุ่มนั้นต่างพากันตกใจและวิ่งหลบกันยกใหญ่ ส่งผลให้สถานการณ์ฝั่งช่วยเหลือได้เปรียบขึ้น หนึ่งในสองคนนั้นจึงมีโอกาสเข้าใกล้ถึงตัวสร้อยฟ้า แล้วกระซิบแจ้งว่า


            “พระน้องนางเธอฯ โปรดทรงวิ่งไปยังทิศหรดีด้วยเถิด ท่านไซจักพาท่านเสร็จหนีออกจากพื้นที่นี้พ่ะย่ะค่ะ…”


            จากนั้นชายผู้นั้นจึงดึงตัวสร้อยฟ้าให้เข้ามาหาตนก่อนจะหมุนตัวแล้วผลักให้เธอวิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ พร้อมกับกันไม่ให้ผู้ใดผ่านตนเองเข้าไปถึงตัวสร้อยฟ้าได้ ชายผู้นั้นถูกแทงเข้าถึงสามดาบแต่ก็ยังไม่ยอมล้ม สร้อยฟ้าทำได้เพียงซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลและยังคงวิ่งต่อไปยังทิศทางที่ชายผู้นั้นบอก จนชั่วอึกใจก็มีมือหนึ่งมาคว้าตัวสร้อยฟ้าไว้


            “ท่านหญิงสร้อยฟ้า นี่ข้าไซเองขอรับ มิต้องกลัวไปขอรับ ข้าจักพาท่าหนีไปบัดเดี๋ยวนี้…”


            “ท่านไซ…. ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณท่าน… ข้ากลัวเหลือเกิน…”


            ก่อนที่บอสจะได้ปลอบสร้อยฟ้าให้หายขวัญเสีย ชายอีกผู้หนึ่งที่กำลังต่อสู้อยู่ก็ถูกฟันเข้าที่กลางหลังจนล้มลงจมกองเลือด ทำให้ตอนนี้ไม่มีผู้ใดคอยช่วยเหลือทั้งสองได้อีกแล้ว คนทั้งสิบได้ค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาหาบอสและสร้อยฟ้าทีละก้าว


            บอสจึงทนฝืนดึงสติสุดแรงเกิด ฝังจิตเข้าสู่เสือโคร่งตัวนั้นด้วยอาคมกำราบสัตว์ร้าย สั่งให้เสือตัวนั้นพุ่งกระโจนเข้าใส่กลุ่มคนเหล่านั้นทีละคน แต่เหมือนคนพวกนี้จะช่ำชองการรับมือกับเสือโคร่งเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีผู้เป็นหัวหน้าที่มีวิชชาแกร่งกล้าคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด จนผ่านไปเกือบ 5 นาที ก็ยังไม่มีผู้ใดถูกเสือจัดการซักคน


            บอสเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้จิตบังคับให้เสือวิ่งไปมาระหว่างต่อสู้และป้องกันพวกตน จนใกล้จะสิ้นหวัง และก่อนที่โจรคนหนึ่งจะได้จังหว่ะฟันดาบพุ่งมาที่หน้าของบอส พลันมีอักขระนับร้อยปรากฏภายในหัวของบอส แล้วในชั่วขณะบอสก็พลิกหลบคมดาบนั้นได้อย่างฉิวเฉียด 


            สายตาบอสส่องประกายแสงสีแดงจ้า มือทั้งสองของเขามีแสงสีแดงคลุมอยู่ลักษณะคล้ายกรงเล็บเสือปรากฎขึ้น จากนั้นก็พุ่งกระโจนเข้าใส่คนถือดาบผู้นั้นจนเลือดสาดกระเซ็น พร้อมกับร่างเสือโคร่งตัวเขื่องก่อนหน้าได้หายไป บัดนี้ บอสสามารถซึมซับอาคมบทใหม่ได้ในห้วงวิกฤต นั่นคืออาคมจำแลงสัตว์ร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบอาคมของคำภีร์สรรพอาคม


            หัวหน้าคนกลุ่มนั้น เมื่อได้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็พลันตกตะลึงอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งให้ทุกคนปรับกระบวนใหม่ จากคนทั้ง 10 ตอนนี้เหลือเพียง 9 คน ให้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้


            ‘ไอ้เด็กนี้ มันเป็นผู้ใดหนา ถึงได้มีอาคมชั้นสูงเยี่ยงนี้ ไม่คิดว่าคนอย่างข้าจักมาเสียท่าให้กับงานง่ายๆ เพียงแค่นี้ได้ บัดซบจริงเชียว…’      


       ---------------------------------------