Secret of Justice รัฐคลั่ง คนอำมหิต

    II ตอนที่ 30 ซ่อนแอบ

    เสียงไซเรนจากรถพยาบาลทหารและรถตราโล่ไม่ได้ถูกเปิดใช้ มีเพียงแสงไฟวับวาบสีแดงและน้ำเงินที่สะท้อนฝ่าม่านฝนอันมืดมิดใต้ทางด่วน พื้นที่รอบตอม่อคอนกรีตถูกปิดกั้นด้วยเทปเหลืองอย่างแน่นหนา ชายฉกรรจ์นอกเครื่องแบบนับสิบนายยืนคุมเชิงอยู่โดยรอบเพื่อไม่ให้คนนอกเข้าใกล้


    รองเท้าหนังขัดเงาของพลโทอเนกย่ำลงบนแอ่งน้ำขังที่เจิ่งนองไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉานอันเจือจางเพราะสายฝน เจ้ากรมยุทธการทหารบกยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าถมึงทึงดุดันสายตากวาดมอง "ซากศพ" ของหน่วยจู่โจมพิเศษฝีมือดีของเขาที่นอนระเนระนาดอยู่ตามพื้นถนน สภาพที่เห็นตรงหน้า... มันไม่ใช่การปะทะกันของทหารอาชีพ


    "รายงานความคืบหน้ามา" อเนกเอ่ยเสียงต่ำ บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกแข่งกับอุณหภูมิของหน้าฝน


    นายทหารฝ่ายสืบสวนคดีความมั่นคงที่เดินตามหลังมากลืนน้ำลายอึกใหญ่ รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เอ่อ... เจ้าหน้าที่ของเราเสียชีวิตคาที่ 12 นายครับท่าน บาดเจ็บสาหัสจนพิการอีก 8 นาย รถยนต์เสียหายทั้งหมด และ... เราไม่พบร่องรอยของนายแสง สุริยันต์ เลยครับ แฟลชไดรฟ์ข้อมูลก็หายไปซะแล้ว"


    พลโทอเนกไม่ได้สนใจเรื่องแสงที่หนีไปได้ในทันที เขาก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ข้างศพของทหารนายหนึ่งที่นอนตาค้าง สภาพศพคือคอหักหมุนกลับไปด้านหลัง กระดูกข้อมือแหลกเหลวบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง อเนกก้มลงมองรอยไหม้และรอยกระสุนปืนกลบนเสื้อผ้าของศพพวกนั้น ก่อนจะใช้นิ้วมือแตะเศษปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. ที่ตกเกลื่อนพื้นขึ้นมาดู


    "ไอ้แสงมันมาคนเดียว และมันพกแค่ปืนพกซ่อนกระบอกเล็ก" อเนกเปรยขึ้นลอย ๆ ดวงตาหรี่ลง "แต่สภาพศพพวกนี้... มันเกิดจากแรงบดขยี้ด้วยมือเปล่า กระดูกแหลกเหมือนถูกเครื่องจักรทับ เสื้อผ้าพวกมันขาดวิ่นจากกระสุนปืนกลของเราในระยะเผาขน แต่กลับไม่มีปลอกกระสุนของฝั่งศัตรูตกอยู่เลยสักนัด"


    เสนาธิการทหารระดับขุนพลลุกขึ้นยืนตรง แววตาทั้งสองข้างหรี่ลงด้วยความเยือกเย็น สภาพที่เกิดเหตุนี้บอกประจักษ์พยานชัดเจนว่า... มีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ก่อนที่เขาจะสามารถจับตัวหัวขโมยที่ชื่อว่าแสงคนนี้ได้


    "พวกมันไม่ใช่ทหาร และไม่ใช่ตำรวจ..." อเนกวิเคราะห์เสียงเฉียบขาด "ทหารหรือตำรวจในระบบ ต่อให้ฝีมือดีแค่ไหน เวลาจู่โจมจะต้องใช้ปืน ใช้วิธีทางยุทธวิธี คุมพื้นที่และจับตัวประกัน แต่นี่มันคือการฆ่าล้างบางเพื่อทำลายระบบสั่งการในพริบตา รูปแบบการลงมือดิบ เถื่อน ไร้ความปรานี และมุ่งเน้นการทำลายล้างทางกายภาพ... มันเป็นพวกฝ่ายใต้ดิน ได้รับการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน แต่ไม่ใช่ในระบบราชการ... ถ้าจะพูดให้ถูก ลักษณะมันใกล้เคียงกับ 'หน่วยก่อการร้าย' ซะมากกว่า"


    พลโทอเนกขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน แฟลชไดรฟ์ 'กรงเล็บสุริยัน' ที่พวกมันได้ไปนั้น ไม่ใช่แค่ไฟล์แผนงานทั่วไป แต่มันคือ "เอกสารชิ้นสำคัญของการรัฐประหารปี 2549" หลักฐานทางประวัติศาสตร์การเมืองที่กุมชะตาขั้วอำนาจเก่าและใหม่เอาไว้ทั้งหมด


    เรียกได้ว่า ตัวของพลโทอเนกนั้นยืนอยู่และเล่นอยู่ในวงล้อเศษเสี้ยวอำนาจสูงสุดของประเทศนี้มาอย่างยาวนานและเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว แต่การที่มีกลุ่มฝ่ายใต้ดินที่ไม่ทราบฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวล้ำเส้นเข้ามาแย่งชิงเค้กก้อนนี้ไป มันทำให้เขารู้สึกถูกท้าทายในเกมอำนาจนี้ไม่น้อย แววตาของเสือเฒ่าส่องประกายกระหายเลือดขึ้นมาทันที


    อเนกหมุนตัวกลับช้า ๆ ชักวิทยุสื่อสารส่วนตัวขึ้นมาจ่อที่ปาก เตรียมจะสั่งการขยี้เป้าหมายถัดไป "สั่งการชุด แบล็ก ออปส์ (Black Ops) ที่เหลือทั้งหมด บุกเข้าถล่มกบดานของมันที่ร้านกะเพราทันที! จับตัวหลานชายมันมาเค้นคอ ถ้าไอ้แสงมันยังอยากให้หลานมันมีหั..."


    "หยุดมือแค่นั้นก่อน พลโทอเนก"


    เสียงทุ้มต่ำเฉียบขาดดังแทรกม่านฝนขึ้นมาจากทางด้านหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลสีเข้มที่เดินกางร่มเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทหารที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบนอกต่างพากันผงะและรีบทำความเคารพทันที เพราะผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในสนามสังหารแห่งนี้คือ "พลโทพงษ์ศักดิ์" นายทหารระดับคีย์แมนอีกคนของกองทัพ


    พลโทอเนกชะงักมือที่ถือวิทยุ สายตาคมกริบตวัดหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความขุ่นมัวลึก ๆ ทันที ทหารทั้งคู่เป็นพลโทระดับคุมกำลังพลเหมือนกัน ทว่ากลับอยู่กันคนละฝั่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจน แม้ในเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 พลโทพงษ์ศักดิ์จะเป็นหนึ่งในคณะปฏิรูปที่รับรู้แผนการทั้งหมด แต่เขาก็วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ถึงเขาจะไม่ได้ลงมือขัดขวางแผนการของอเนก แต่เขาก็ไม่เคยยื่นมือเข้าร่วมสายเลือดหรือช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแนวคิดเสนาธิการสายกฎระเบียบที่อเนกไม่เคยชอบหน้า


    "พลโทพงษ์ศักดิ์... คุณมาทำอะไรที่นี่?" อเนกถามเสียงห้วน


    "มาเพื่อสั่งระงับคำสั่งบุกของ แบล็ก ออปส์ ของคุณยังไงล่ะ" พงษ์ศักดิ์เดินมาหยุดยืนข้างศพทหาร สายตาเรียบเฉยจ้องมองความพินาศตรงหน้า ก่อนจะหันมาสบตาอเนกตรง ๆ "ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะส่งหน่วยรบนอกเครื่องแบบไปไล่ถล่มตึกแถวกลางเมืองหลวง"


    "ข้อมูลรัฐประหารปี 49 อยู่ในมือมัน! คุณก็รู้ว่าถ้าไฟล์กรงเล็บสุริยันหลุดไป..." อเนกขึ้นเสียงต่ำอย่างเดือดดาล ก้าวสามขุมเข้าไปกระซิบข้างหูพงษ์ศักดิ์เสียงรอดไรฟัน "มันไม่ได้ทำให้ผมพังคนเดียว... แต่ทหารจะพังกันหมด! กองทัพที่เราสร้างมากับมือจะไม่มีที่ยืน!"


    "ผมรู้ดีว่ามูลค่าของไฟล์นั้นมันทำลายล้างพวกเราได้ขนาดไหน อเนก" พลโทพงษ์ศักดิ์ตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แววตาไม่มีความหวั่นไหว มือยังคงถือด้ามร่มนิ่ง "แต่นั่นแหละคือเหตุผลที่คุณต้องยิ่งสุขุม ช่วงนี้กระแสสังคมและสื่อมวลชนกำลังจับตาท่าทีของกองทัพอย่างใกล้ชิด การเมืองในสภาก็กำลังระอุ ถ้าคุณส่งหน่วยสังหารไปถล่มร้านอาหารกลางกรุงยามวิกาลจนเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ภาพลักษณ์ของกองทัพจะป่นปี้ทันที มันจะกลายเป็นตัวจุดชนวนให้ประชาชนลงถนน และนั่นจะกลายเป็นข้ออ้างให้ฝั่งตรงข้ามดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซง... ถ้ารถทัวร์คว่ำตอนนี้ พวกเราทุกคนไม่รอดแน่"


    พงษ์ศักดิ์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว แววตาแฝงความเตือนสติระคนกดดัน "รัฐบาลของศรัณย์กำลังเปราะบาง สื่อต้องการกลิ่นคาวเลือด of ทหารไปขยี้ข่าวเพื่อลดความชอบธรรมของเรา ถ้าคุณขยับ แบล็ก ออปส์ ตอนนี้... มันเท่ากับเดินเข้ากับดักของพวกมัน"


    คำคัดค้านที่อ้างอิงเหตุผลด้านสื่อและผลกระทบภาพรวมของกองทัพ ทำให้นายทหารหัวแข็งอย่างพลโทอเนกขัดใจเป็นอย่างยิ่ง หมัดที่ล้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมกันฝนกำแน่นจนสั่น เขารู้ดีว่าพงษ์ศักดิ์ไม่ได้ห่วงแสงหรือหลานชาย แต่มันคือการ "สกัดขา" ไม่ให้เขาทำงานใหญ่ได้สำเร็จในเกมอำนาจภายในกองทัพ ทว่าคำเตือนที่ว่ามันอาจจะทำให้ 'ทหารพังกันหมด' นั้นก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้แผนบุกของเขาต้องหยุดชะงัก


    อเนกจ้องหน้าพงษ์ศักดิ์อย่างเอาเรื่อง ก่อนจะกระชากวิทยุสื่อสารขึ้นมาสั่งเสียงลอดไรฟัน


    "ยกเลิกคำสั่งบุก... ให้ชุด แบล็ก ออปส์ ถอนกำลังกลับไปสแตนด์บายที่ฐานจับตาดูไว้ก่อน ห้ามขยับจนกว่ากูจะสั่ง!"


    อเนกสะบัดหน้าหมุนตัวเดินกลับไปที่รถประจำตำแหน่งด้วยความเดือดดาล ทิ้งให้พลโทพงษ์ศักดิ์ยืนมองซากศพใต้สายฝนเพียงลำพังด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก


    ท่ามกลางเสียงพายุฝนที่ยังคงสาดซัดหลังคาสังกะสีของร้านกะเพราตึกแถวสองคูหาอย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศภายในกลับเงียบสงัดจนน่าอึดอัด แงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เก่า ๆ เหนือหัวกะพริบถี่เป็นจังหวะตามกระแสไฟที่เริ่มตกเพราะพายุ


    หมอก นั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ PC จอตู้หนาเตอะในห้องกระจกหลังร้าน แถบแสดงสถานะสีเขียวของการไรต์แผ่น CD ข้อมูลสำรองขยับไปทีละเปอร์เซ็นต์อย่างเชื่องช้า... แม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะขึ้นเตือนว่า 'ไม่มีสัญญาณ' และไม่สามารถโทรติดต่อลุงแสงได้เลยในเวลานี้ ทว่าเด็กหนุ่มไม่ได้นั่งรอความหวังอยู่เฉย ๆ


    นิ้วเรียวยาวของหมอกรัวแป้นพิมพ์ สลับหน้าจอมาที่โปรแกรมระบบติดตามพิกัดลวงผ่านดาวเทียม (GPS Tracking) ยุคเก่าที่เขาแฝงโค้ดดิ้งเอาไว้ในโทรศัพท์บลูเบอร์รี่และอุปกรณ์พกพาของลุงแสง สัญญาณพิกัดสีแดงบนแผนที่ดิจิทัลความละเอียดต่ำกะพริบเตือนถี่ ๆ มันกำลังเคลื่อนที่ฝ่าม่านฝนตรงดิ่งกลับมาที่ร้านกะเพรา


    หัวใจของหมอกเต้นรัว... แต่แล้ว แววตาใต้แว่นสายตาก็ต้องเบิกกว้าง


    เมื่อจุดพิกัดสีแดงนั้นเคลื่อนมาเกือบจะถึงหัวมุมถนนหน้าร้าน ทว่ามันกลับชะลอตัวลงเล็กน้อย ก่อนจะหักเลี้ยวและเคลื่อนที่ ผ่านเลย ตัวร้านกะเพราออกไปทางถนนใหญ่อีกสายหนึ่งอย่างรวดเร็ว!


    "ลุงแสง..." หมอกครางเบา ๆ ในลำคอ สมองของเด็กหนุ่มประมวลผลทันที ลุงแสงไม่มีทางหลงทางขากลับรังตัวเองแน่ ๆ การที่ลุงจงใจขับผ่านเลยไปแบบนี้ แปลว่าสถานการณ์ภายนอกเกิดเรื่องใหญ่ และลุงกำลัง 'ล่อเป้า' อะไรบางอย่างออกไปจากร้าน!


    หมอกรีบเดินออกไปที่หน้าร้าน ทึ้งมู่ลี่พลาสติกสีซีดลงมาเล็กน้อยเพื่อแอบมองฝ่าม่านฝนออกไปที่ถนนฝั่งตรงข้าม แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าทำให้เขาเห็นเงาร่างของรถตู้สีดำทึบสองคันที่ไม่มีป้ายทะเบียน จอดดับไฟตรึงกำลังอยู่ริมฟุตบาท...


    วินาทีนั้น หมอกรู้ตัวทันทีว่า อีกฝ่ายรู้ตัวตนที่แท้จริงของลุงแสงและสาวรอยมาถึงที่นี่แล้ว และรถตู้สีดำพวกนี้กำลังวางกำลังล้อมร้านอยู่ ทำให้ลุงแสงไม่สามารถฝ่าวงล้อมเข้ามาหาเขาได้


    หมอกค่อย ๆ สูดหายใจเข้าลึก ควบคุมสติอย่างใจเย็น หมอกพินิจมองพฤติกรรมของชายฉกรรจ์ในรถตู้ที่ยังคงนั่งนิ่งผ่านกระจกมืดสนิท


    ‘พวกมันรออะไรอยู่...’ หมอกวิเคราะห์สถานการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว ‘ถ้าพวกมันต้องการพังร้าน จับกุมตามกฎหมาย ป่านนี้เสียงไซเรนทหารหรือตำรวจต้องดังแล้ว การที่พวกมันเลือกที่จะล้อมไว้เงียบ ๆ แบบนี้ แสดงว่าฝั่งนั้นก็ไม่ได้อยากเปิดหน้าในฐานะหน่วยงานของทหารต่อหน้าสื่อมวลชน พวกมันแค่อยากคอยสังเกตการณ์ คุมพื้นที่ และรอสบโอกาสรวบตัวเราเงียบ ๆ ตอนที่ปลอดคน’


    เด็กหนุ่มเดินกลับเข้าไปหลังร้าน รอจนกระทั่งแผ่น CD ข้อมูลสำรองไรต์เสร็จสมบูรณ์ เขาจัดการถอดแผ่นดิสก์ยัดซ่อนไว้ในช่องลับใต้แผ่นรองซับรองเท้าคอมแบท ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำความสะอาดโต๊ะทำงานให้ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หมอกไม่ได้ลดการระวังตัวเลย เขาคงยังตื่นตัว และ เตรียมพร้อมจะฝ่าวงล้อมหนีออกไปตลอดทั้งคืน เมื่อแสงแดดยามเช้าเริ่มส่องแสง หมอกเดินไปอาบน้ำแต่งตัว ใส่เสื้อช็อปและกางเกงยีนส์ของสถาบันสายอาชีพที่กำลังเรียนอยู่


    ก่อนที่หมอกจะเดินเปิดประตูเหล็กหน้าร้านกะเพราออกมาด้วยท่าทีสะลึมสะลือเหมือนเด็กวัยรุ่นปกติ สะพายกระเป๋าเป้ เดินล็อกประตูร้านอย่างเป็นธรรมชาติ เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นรถตู้สีดำที่ยังคงจอดซุ่มอยู่ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถเมล์สายประจำเพื่อเดินทางไปเรียนต่อระดับ ปวส. ตามปกติ


    บรรยากาศบนรถเมล์ตอนเช้าตรู่เต็มไปด้วยคราบน้ำฝนและไอน้ำจนกระจกหน้าต่างมัวเป็นฝ้า ผู้คนวัยทำงานและนักเรียนในชุดเครื่องแบบนั่งสัปหงกเบียดเสียดกันท่ามกลางความเงียบหม่นหมอง หมอกเลือกที่จะก้าวไปยืนโหนอยู่ตรงบริเวณราวเหล็กประตูทางออกบัสหลัง มือข้างหนึ่งจับสายกระเป๋าเป้แน่น แววตาเบื้องหลังกรอบแว่นแสร้งทำเป็นมองเหม่อออกไปข้างนอก ทว่าในความเป็นจริง นิ้วมือของเขากำลังคอยปาดฝ้าคราบน้ำบนกระจกหน้าต่างเบา ๆ สายตาคอยเช็กผ่านมุมมองของกระจกมองข้างรถเมล์เป็นระยะ เพื่อตรวจตราความเคลื่อนไหวทางด้านหลัง... และเป็นไปตามคาด รถจักรยานยนต์นอกเครื่องแบบของพวก แบล็ก ออปส์ สองคัน ยังคงขี่สะกดรอยตามเว้นระยะห่างท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดอย่างใจเย็น


    ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เขตรั้วสถานศึกษา หมอกอาศัยความเจนจัดในพื้นที่ เดินทะลุเข้าตึกเรียนคอมพิวเตอร์ ก่อนจะแอบมุดออกทางหน้าต่างห้องน้ำหลังตึกแถว ซึ่งเป็นมุมอับสายตาที่พวกทหารข้างนอกไม่มีวันมองเห็น เด็กหนุ่มถอดเสื้อช็อปสถาบันออก เหลือเพียงเสื้อยืดสีดำธรรมดาเพื่ออำพรางตัว เขาโดดเรียนอย่างแนบเนียน และแอบหลบหนีออกจากสถานศึกษาไปตามพิกัด GPS ล่าสุด เพื่อไปนัดเจอตัวลุงแสงในเซฟเฮาส์ที่ปลอดภัยทันที


    เกมแมวจับหนูเริ่มขึ้นแล้ว... และหมอกวางแผนไว้ว่า หลังจากเจอลุงแสงและวางแผนกันใหม่ เขาจะแอบลอบกลับเข้าสถานศึกษาทางเดิมในช่วงเย็น ทำทีเหมือนเดินสะพายกระเป๋าเลิกเรียนตามเวลาปกติ เพื่อตบตาพวกสายสืบที่เฝ้าอยู่หน้ารั้วให้สมบูรณ์แบบที่สุด!

    คล้ายกับเรื่องSecret of Justice รัฐคลั่ง คนอำมหิต ที่คุณอ่าน