26 พฤษภาคม พ.ศ.2576
ซึฮากิเดินทางกลับมายังสำนักศาสตร์นักสู้แต่ก็ต้องมาเห็นคนสูงอายุสองคนกำลังทะเลาะกัน
“ดูสิข้าต้องถ่อมาถึงนี่เพราะเจ้าไม่มาหาข้า” เฟยเฟิ่งตะเบ็งเสียงชี้หน้า
“แล้วทำไมข้าต้องไปหาเจ้าด้วยเล่า?”
“เวลาเราพิชิตดันเจี้ยนได้ก็ต้องดื่มด้วยกันไม่ใช่หรืออย่างไร ! หรือเจ้าจะลืมเรื่องนั้นไปแล้วเพราะมัวแต่เห่อศิษย์ใหม่อยู่นั่นแหละ”
“อ้อเหรอ? ข้าจำได้ว่าเจ้าเป็นคนไล่ข้าให้ออกไปห่าง ๆ เองไม่ใช่หรือ ! แถมเจ้าเด็กพวกนั้นไม่ใช่ศิษย์ของข้าเสียหน่อยจะมาเห่ออะไรเล่า”
ซึฮากิ มังกี้และคิโนริยืนมองตาปริบ ๆ เพราะพวกเขายืนขวางทางเข้าสำนักแถมยังทะเลาะกันเสียงดังไม่สนใจชาวเมืองรอบ ๆ เลยด้วยซ้ำ
ออกไปจากตรงนี้ก่อนดีกว่าไหมเนี่ย ถ้าเฟยเฟิ่งเห็นหน้าเราเดี๋ยวจะเป็นเรื่อง
“เฮ้ย ! เจ้าคนที่อยู่ตรงนั้นน่ะ” เธอเหลือบมาเห็นพวกซึฮากิพอดีจึงเข้ามาลากตัวไปอยู่กลางวงสนทนา
“เจ้าคิดว่าข้าหรือตาแก่นี่เป็นฝ่ายผิด?” เธอยังคงชี้หน้าใส่เฉิงด้วยความโกรธเกรี้ยวจนจำหน้าซึฮากิไม่ได้ชั่วคราว
“อย่าเอาคนนอกมายุ่งสิวะ และเจ้านั่นแหละที่เป็นฝ่ายผิดแถมยังเอาแต่ใจไม่เลิกอีก”
พอเจ้าสำนักเฉิงเห็นหน้าซึฮากิก็ได้สติทันที
“กลับมาแล้วหรืออาจารย์ซึฮากิ?”
เฟยเฟิ่งหันมองตามสายตาของเฉิงจึงจำหน้าชายหนุ่มที่เธอลากตัวมาได้เสียที เธอสะบัดมือทิ้งและอยู่ในท่าเตรียมต่อสู้ทันที
“ไม่ได้เจอกันนานนะครับ” ซึฮากิทักทายอย่างปกติสุขทำเป็นทองไม่รู้ร้อนแต่มือของเขาก็เตรียมหยิบอาวุธขึ้นมาทุกเมื่อ
“เจ้ามันไอ้เวรที่ทำสมบัติข้าหนีไป” เฟยเฟิ่งกำลังรวบรวมมานาเพื่อโจมตีซึฮากิแต่เฉิงก็เข้ามาห้ามเสียก่อน
“ใจเย็น ๆ ก่อน ไหน ๆ ก็มาแล้วเข้ามาดื่มชาสักหน่อยก็แล้วกัน” เฉิงพยายามลากเฟยเฟิ่งออกไปถึงแม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็ตาม
หลังจากที่เฟยเฟิ่งออกไปจากสายตา ซึฮากิจึงเดินเข้าสำนักเพื่อไปหาพวกเซน
“ไป !” เสียงที่เหล่าศิษย์กำลังฝึกซ้อมดังไปมาถึงด้านหน้าของสำนัก หลังจากออกจากช่วงบ่มเพาะพวกเขาก็ต้องกลับมาฝึกกับอาจารย์ในสำนักต่อ
ซึฮากิเดินตรงไปที่ลานฝึกเพราะตรวจจับมานาได้ว่าเซนกำลังออกลวดลายอยู่ที่นี่ แต่สิ่งที่เขาฝึกก็คือการงัดข้อกับกังโดยมีเสียงเชียร์จำนวนมากจากศิษย์คนอื่น ๆ
“คราวนี้แหละ !” เซนและกังเกร็งจนหน้าแดงไม่มีใครยอมใครขณะเดียวกันพวกคานะก็นั่งคุยกันสบายใจเหมือนมาปิกนิกไม่มีผิด
เจ้าสองคนนั้นเอาแต่ใช้แรงอย่างเดียวเลย ถ้าเพิ่มเทคนิคเข้าไปก็จะได้เปรียบแต่ก็คงไม่ใช่สไตล์พวกนั้นสินะ
“เดินทางมาเหนื่อยไหม?” ฟรานพุ่งตรงเข้ามาหาทันทีและพาไปหาที่นั่ง
“สบาย ๆ จะมีก็แค่แวะหาอะไรกินบ่อยไปหน่อยก็เลยมาถึงช้า”
พวกเขานั่งคุยเล่นพลางเฝ้ามองการฝึกของศิษย์ทั้งหลายกับลมเย็น ๆ บรรยากาศผ่อนคลาย แต่ในห้องรับแขกกลับตึงเครียดเหมือนโดนครูเรียกขึ้นห้องปกครอง
“เจ้านั่นคืออาจารย์ชั้นสูงที่เจ้าเล่าให้ฟังนี่เอง รู้ไหมว่าเจ้านั่นเป็นคนทำให้ของของข้าหายไป”
“ข้าก็ไม่รู้หรอกแต่อาจารย์ซึฮากิดูไม่เหมือนคนแบบนั้นเลยนะ เจ้าช่วยเล่าให้มันละเอียดกว่านี้ได้ไหม?” เฉิงเทน้ำชาให้กับเฟยเฟิ่ง เธอจึงกระดกดื่มอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางฉุนเฉียว
“ก่อนหน้านี้เจ้าก็น่าจะได้ยินเรื่องที่ข้าตามล่ามังกร”
“อืม เรื่องนั้นข้ารู้” เฉิงตอบกลับทันที
“มังกรที่ข้าตามหาก็คือแคทเทอรีนผู้ปกครองอาณาจักรนอด ก่อนหน้านี้ข้าพบเธอหมดสติอยู่ในป่าใกล้ ๆ สำนักพร้อมกับอาจารย์ซึฮากินั่นด้วย”
เฉิงเทชาให้ใหม่แต่คราวนี้เธอกลับไม่แตะมันสักนิดเดียว
“เจ้าก็น่าจะจำเรื่องที่แคทเทอรีนทำได้ เจ้านั่นมันแข็งแกร่งเกินไปก็เลยใช้กำลังบุกยึดเหมืองหินเวทของข้า พอมีโอกาสข้าก็เลยจะจับแคทเทอรีนกับอาจารย์ซึฮากิมาขังไว้เพื่อข่มขู่ขอพื้นที่ตรงนั้นคืน...แต่ไอ้เวรอาจารย์ซึฮากิก็ดันปล่อยแคทเทอรีนและพากันหนีหายไปเลย”
เฉิงเห็นถึงความโกรธเกรี้ยวจากน้ำเสียงและสีหน้าจึงย้ายที่นั่งไปนั่งข้าง ๆ แทนเผื่อจะช่วยให้อารมณ์เย็นลง
“ข้าพอจะเข้าใจความรู้สึกของเจ้าแล้ว พวกเราฝึกฝนกันแทบตายแต่สุดท้ายก็ไม่อาจขึ้นไปเลเวลเก้าได้เสียที นั่นก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่เราพยายามฝึกเด็กรุ่นใหม่เผื่อจะมีใครสักคนไปถึงจุดนั้นได้” เฉิงใช้แขนโอบหลังเฟยเฟิ่งจากนั้นก็ลูบหัวเหมือนเด็ก
เฟยเฟิ่งนั่งนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ “เจ้าสนิทกับอาจารย์ซึฮากิมากน้อยแค่ไหน?”
“อือ...ข้าอาจจะอยู่ในฐานะคนรู้จักเท่านั้น แต่จากอุปนิสัยของอาจารย์ซึฮากิเขาจะมีเหตุผลในการทำบางสิ่งตลอด อย่างตอนที่ข้าเชิญมาเป็นอาจารย์พิเศษก็ต้องยอมเขียนสัญญาการค้าขายให้”
“เหอะ ๆ เป็นคนที่หัวหมอเสียจริง ตอนที่เจ้านั่นหนีออกไปก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายเหมือนกัน” เฟยเฟิ่งลุกจากที่นั่งเหมือนนึกอะไรได้
“ดูเหมือนเจ้านั่นจะยังอยู่สินะ ข้าอยากจะไปคุยให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย”
“เอาสิ” เฉิงถอนหายใจสั้น ๆ แล้วเดินนำเฟยเฟิ่งไปหาซึฮากิ
หลังจากการประลองงัดข้อมาหลายยกจนแขนหมดเรี่ยวแรงจึงหันไปแข่งกันด้วยการเตะหุ่นซ้อมแทน
การฝึกของพวกอันดับต้น ๆ ของสำนักจะแยกไปอีกที่หนึ่ง ยกเว้นกังที่เอาแต่เล่นกับเซนเหมือนเด็ก ๆ
“ดีจริง ๆ ที่นายยังเก็บสร้อยข้อมือไว้” ฟรานยื่นหน้ามองข้อมือซ้ายที่โดนดามไว้ของซึฮากิเพื่อดูสร้อยข้อมือที่ตนเองเป็นคนทำให้
“อืม เธอใช้หินเวทมนตร์ด้วยสินะเพราะก่อนหน้านี้ฉันก็ได้มันช่วยไว้เหมือนกัน”
“อา...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นหินเวทมนตร์ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีใช่ไหม?”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงโชคดีสินะ” พูดไม่ทันขาดคำก็มีหญิงสาวยืนถลึงตามองอยู่ด้านหลัง
ปล่อยทั้งมานาและจิตสังหารมาขนาดนี้กะให้กลัวจนตัวสั่นหรือยังไง ซึฮากิทำเป็นไม่เห็นไม่สนใจแตกต่างกับพวกฟรานที่สะดุ้งตกใจไปตาม ๆ กัน
“เลิกเมินและตามข้ามาเดี๋ยวนี้” เฟยเฟิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“ครับ ๆ” ซึฮากิมองหน้าเฟยเฟิ่งไม่ละสายตาเพื่อบ่งบอกว่ากิริยาท่าทางที่เธอแสดงออกไม่ได้ทำให้เขากลัวเลยแม้แต่น้อย
เจ้าสำนักทั้งสองพาซึฮากิไปหาที่เงียบ ๆ มุมหนึ่งของสำนัก
“เจ้ายังจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือไม่?” มาถึงเฟยเฟิ่งก็เปิดคำถามมาก่อน
“จำได้ครับ”
เฟยเฟิ่งนั่งลงที่โขดหินจ้องซึฮากิตาเขม็งก่อนจะพูดต่อ “ทำไมถึงช่วยนางนั่น?”
คำถามสั้น ๆ ที่ทำให้เฉิงเหงื่อตกแต่ซึฮากิดันจ้องหน้าสู้กลับ
“เพราะตอนนั้นพวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว...ก็แค่นั้น”
“เป็นอย่างนั้นเองสินะ...”
เฟยเฟิ่งชกหมัดใส่ซึฮากิแต่เขาก็รับมันไว้ได้ มืออีกข้างของเธอก็เหวี่ยงเข้าที่กกหูต่อทันทีแต่ซึฮากิก็ยังหลบได้ทัน
ทั้งสองออกลวดลายใส่กันไม่พูดไม่จาโดยที่เจ้าสำนักเฉิงได้แต่มองเพราะยังหาจังหวะเข้าไปแทรกไม่ได้
แค่มือเปล่าคงทำอะไรไม่ได้สินะ เฟยเฟิ่งใช้มานาของตนเองเพื่อก่อกวนมานาของซึฮากิและพยายามใช้เวทมนตร์วายุเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นเทคนิคลับของสำนักหงส์เทพ
มันจบแล้วอาจารย์ชั้นสูง เธอเดินตรงเข้าไปประชิดตัวและง้างแขนเตรียมตบหน้าแต่ทันใดนั้นซึฮากิก็ใช้มานาเฉกเช่นเดียวกับที่เธอชอบทำจับแขนข้างนั้นไว้ราวกับใช้มือของตนเองจริง ๆ
“นี่เจ้า...หลุดจากการควบคุมได้ไวขนาดนี้เลยหรือ?” เธอพยายามสลัดมานาของซึฮากิให้หลุดแต่มันก็แน่นมากจนเหมือนโดนเชื่อมติดไว้ ขณะเดียวกันซึฮากิก็ง้างหมัดขวาชกเข้าที่หน้าของเฟยเฟิ่งอย่างรวดเร็ว
“คุณเริ่มก่อนเองนะครับ” เขาใช้มานาจับมือเฟยเฟิ่งไว้ไม่ปล่อยและวัดกันด้วยหมัดอย่างกับพวกสมองกล้ามที่เธอบอกเกลียดนักเกลียดหนา
สุดท้ายทั้งคู่ก็บาดเจ็บเล็กน้อยจากการต่อยตีที่เหมือนเด็กแย่งของเล่นกัน ถ้าไม่ได้เฉิงเข้ามาห้ามก็อาจจะลามไปถึงเวทมนตร์ใหญ่ที่พร้อมคร่าชีวิตของอีกฝ่ายก็เป็นได้
“พอใจหรือยังครับ?”
“ทำไมเจ้าถึงไปร่วมมือกับนางนั่น” เฟยเฟิ่งถามกลับแทนที่จะตอบคำถามของซึฮากิ
“การตรวจจับของคุณก็ค่อนข้างดีแต่ทำไมถึงไม่รู้ว่าอีกฝั่งเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
“อย่าบอกนะว่ามันเกี่ยวกับมานามหาศาลที่ระเบิดเมื่อตอนนั้น ข้อมูลที่สืบมาก็มีแค่เรื่องสงครามภายในแต่ก็ไม่รู้ว่ามานานั่นคืออะไร?”
“เหอะ เอาเป็นว่าผมต้องร่วมมือกับแคทเทอรีนเพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสียมากไปกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดเพราะยังไงเธอก็เป็นผู้ปกครองอาณาจักรนอดและผมต้องค้าขายเลยยังต้องติดต่อกันอยู่”
“นี่เจ้าเป็นพ่อค้าเหรอ?” เฟยเฟิ่งขมวดคิ้วถาม
ซึฮากิหยักหน้าตอบ “แต่เดิมผมมาที่อาณาจักรคาในฐานะพ่อค้าแต่มันดันมีเรื่องหลาย ๆ อย่างก็เลยมาลงเอยอย่างที่เห็น”
ขณะเดียวกันพวกเซนก็แอบตามมาด้วยความสงสัยและพยายามดักฟังแต่ก็ไม่ค่อยได้ยินเท่าไร
“กลับกันเถอะ...แอบฟังมันไม่ดีนะ” ฟรานกล่าว
“แต่หน้าพวกเขามีแผลด้วยนะหรือจะทะเลาะกัน?” เมื่อได้ยินที่เซนพูดฟรานก็จ้องตาเขม็งไม่ละสายตาสักวินาทีเดียว
“อาจารย์ซึฮากินี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ มีเจ้าสำนักตั้งสองคนที่อยากคุยกับเขา” กังก็มาแอบดูกับเขาด้วยเหมือนกัน
“แต่ดูจากสีหน้าการคุยคงไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไรนะ” ยูกิก็ชะโงกหัวมองเช่นกัน
เซนหัวเราะในลำคอก่อนจะกล่าวต่อ “นั่นสินะ”
ตอนแรกก็เนียนไม่ทันสังเกตเห็นแต่พอมาแอบดูกันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นจุดสังเกตแทนเสียได้ แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ต้องคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันให้เสร็จก่อน
“สรุปก็คือความโกรธแค้นที่โดนแย่งดินแดนไปใช่ไหมครับ?”
“ก็ใช่ ทั้งโกรธที่นางนั่นเอาของของข้าไปและโกรธตัวเองที่ปกป้องไว้ไม่ได้เหมือนกัน”
ซึฮากิหยิบกระดาษออกมาวางบนแขนที่ดามไว้เพื่อเขียนสัญญาต่อหน้า
“ผมสามารถช่วยให้แคทเทอรีนคืนดินแดนให้ได้แต่ทุกอย่างย่อมมีค่าใช้จ่าย”
“ทำเป็นพูดไป เจ้าก็แค่พ่อค้าจะไปมีสิทธิ์ต่อรองกับจักรพรรดินีเชียวหรือ?”
“ตอนนี้อำนาจทางการทหารของแคทเทอรีนลดต่ำลงเป็นอย่างมากและขุนนางระดับสูงก็เสียชีวิตไปในสงครามกันหมด และผมที่เป็นคนเข้าไปช่วยเหลืออาณาจักรนอดก็เลยค่อนข้างมีสิทธิ์การต่อรองสูงแต่ก็แค่ตอนนี้ เพราะถ้าเกิดอาณาจักรนอดฟื้นกลับมาอีกครั้งอำนาจการต่อรองของผมก็จะลดลงด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น...รีบตัดสินใจเถอะครับ” ซึฮากิสาธยายยาวเหยียดจนหาข้อโต้แย้งได้ยาก
เฟยเฟิ่งถอนหายใจคิดหนัก “ข้าขอกลับไปคิดดูก่อน”
“จะดีเหรอครับ? ทุก ๆ วันที่พวกเรากำลังเอ้อระเหยก็คือทุก ๆ วันที่อาณาจักรนอดพยายามฟื้นคืนความรุ่งเรืองกลับมาอีกครั้ง โปรดตัดสินใจให้เร็วนะครับ” ซึฮากิยื่นสัญญาให้และหันหลังเดินจากไปทันที
จะแอบฟังทั้งทีก็แอบให้มันเนียน ๆ หน่อยสิ เบื้องหน้าของเขามีกลุ่มหนุ่มสาวแอบอยู่หลังกำแพงแต่ก็แอบไม่พ้นเพราะอยู่กันเยอะจนเบียดกันไปมา
“เขามาแล้วเขยิบไปอีกหน่อยสิ” เซนพยายามดันเพื่อน ๆ เข้าไปเพื่อแอบแต่ก็ไม่ทันการแล้ว
“ฉันเห็นตั้งแต่แรกแล้วเจ้าพวกบื้อเอ๊ย”
เซนและกังหัวเราะเขิน ๆ หลังจากทำตัวเล็ก ๆ แอบอยู่นาน
“ก็แหม ฉันก็แค่อยากรู้ว่าเจ้าสำนักสองคนจะคุยอะไรกับนาย” เซนกล่าว
“ใช่ ๆ ข้าเป็นถึงศิษย์อันดับหนึ่งแต่ก็ไม่เคยคุยกับเจ้าสำนักสองคนแบบนั้นเลย” กังยิ้มเขิน ๆ ทำตัวไม่ถูก
ขณะเดียวกันฟรานก็เดินเข้าประชิดเพื่อดูแผลบนใบหน้าของซึฮากิ พอเห็นเช่นนั้นเธอจึงใช้เวทมนตร์รักษาทันทีแถมยังใช้ผ้าเช็ดหน้าทำความสะอาดให้อย่างดี
“เธอเป็นคนทำใช่ไหม?” ฟรานถามพลางมองหน้าเฟยเฟิ่ง
“ก็ใช่แต่ไม่ต้องใส่ใจนักหรอก เธอก็แค่ระเบิดอารมณ์เพราะคิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกับแคทเทอรีนเท่านั้น...และเธอก็ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าจริง ๆ หรอก”
ฟรานเหลือบมองหน้าเฟยเฟิ่งอีกครั้งจึงเห็นสีหน้าที่กำลังกลุ้มใจก่อนจะตอบกลับ “อืม ถึงนายจะเก่งอยู่แล้วแต่ก็ระวังไว้บ้างก็ดี”
ซึฮากิพยักหน้าเป็นคำตอบ “ฉันขอตัวไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน แล้วก็สเตล่าฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอเพราะฉะนั้นตามฉันมาก่อน”
ทั้งสองเดินกลับไปที่ห้องนอนและปิดประตูเงียบ
“ตั้งแต่ในดันเจี้ยนเธอก็ไม่มีสมาธิเลยนะ ถ้าใช้เวทมนตร์ล่วงรู้ของเธอก็จะทำอะไรได้หลายอย่างแท้ ๆ”
สเตล่าก้มหัวยอมรับความผิด “ฉันขอโทษ...” เหมือนเธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ปิดปากไปก่อน
“ทำไมเธอถึง...พยายามหลีกหนีเจ้าสำนักมนตร์ดำ” เพียงแค่ได้ยินชื่อสเตล่าก็สะดุ้งตกใจตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
“พวกเขา...อันตราย”
“ไม่ใช่แค่นั้นสินะ ถ้าอยากให้ช่วยก็บอกเรื่องทั้งหมดมาแต่ถ้าคิดว่าแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ก็จงทำซะ” ซึฮากิยังคงคะยั้นคะยอถามต่อด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
สเตล่านั่งเงียบไม่กล้าพูดอะไร
“แม้แต่ตอนนี้เธอก็ไม่มีสมาธิเหมือนกัน ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปฉันจะไม่ให้เธอตามมาด้วยแล้วนะ”
“แต่เดิมฉันเป็นคนที่นี่” สุดท้ายเธอก็ยอมเปิดปากพูดอะไรสักอย่างแต่ซึฮากิก็ไม่ได้ตกใจอะไร พอสเตล่าเห็นเช่นนั้นจึงพอเดาได้ว่าซึฮากิรู้อยู่แล้วและเริ่มเล่าต่อ
“เมื่อก่อนสำนักมนตร์ดำไม่ได้ใหญ่เท่าตอนนี้หรอก แต่พอโยฮันได้เป็นเจ้าสำนักมันก็ไล่กวาดล้างสำนักข้างเคียงก่อนเป็นอันดับแรก...โดยเฉพาะสำนักที่ทำงานรับจ้างเหมือนกับพวกมัน”
“นั่นคงเป็นสาเหตุที่เธอระแวงฉันตอนเจอกันครั้งแรกใช่ไหม?”
“อืม สำนักมนตร์ดำขึ้นชื่อเรื่องการรวบรวมคนที่ใช้มนตร์ดำไว้ด้วยกัน พอเห็นนายใช้มนตร์ดำก็เลย...”
“เข้าใจ ๆ ฉันไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องนั้นแล้ว”
สเตล่ายังคงระแวงล่อกแล่กมองไปรอบ ๆ “สำนักของฉัน...ครอบครัวของฉันพยายามสวนกลับแล้วแต่ก็แพ้อยู่ดี พวกเราทั้งหมดถูกกวาดล้างจนเหลือแค่ฉันคนเดียวที่หนีรอดออกมาได้...”
สเตล่าสะดุ้งตกใจเมื่อประตูห้องเปิดออกแต่คนที่มาก็คือฟรานไม่ใช่ใครอื่น
“เห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดีก็เลยจะมาดูสักหน่อย มีอะไรให้ช่วยไหม?” ต่อให้เป็นเซนก็พอจะเห็นสีหน้าท่าทางที่เปลี่ยนไปของสเตล่าผ่านชุดคลุมได้ สิ่งที่เธอแสดงออกมามีแต่ความสับสนและหวาดระแวง
“พอดีว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เดี๋ยวฉันจะสรุปให้ฟังทีหลังแต่ตอนนี้เธอออกไปก่อน”
“อืม...” เธอยอมทำตามที่ซึฮากิบอกแต่โดยดีพร้อมกับปิดประตูให้
“โยฮัน...ตอนที่ประกาศชื่อเต็มในดันเจี้ยนทำให้เขารู้ว่าคนของตระกูลยังมีชีวิตอยู่ เธอคงกลัวว่าจะโดนตามล่าสินะ”
สเตล่าพยักหน้าเป็นคำตอบ
“ต่อให้ใช้ปลอมแปลงชื่อแต่ถ้าเจอคนที่ตรวจสอบระดับสูงก็คงไม่พ้นสายตาอยู่ดี ก่อนอื่นก็คงต้องกลับไปที่เมืองก่อนเพื่อเตรียมแผนรับมือ” ซึฮากิหยิบกระดาษมาเขียนอะไรบางอย่าง
“โชคดีที่ตอนที่เธอเจอกับโยฮันยังใส่ชุดคลุมพวกนั้นอยู่ แต่หลังจากนี้เธอจะต้องเปลี่ยนชุดที่ใส่รวมทั้งท่าทางและนิสัยให้กลายเป็นอีกคนไปเลย”
“มันจะช่วยได้เหรอ?” สเตล่าถามกลับทันควัน
“ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น พวกสำนักมนตร์ดำยิ่งมีเส้นสายกับทุกอาณาจักรทำให้การซ่อนตัวไม่ใช่คำตอบ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสังเกตก็เพราะคิดว่าตระกูลของเธอตายหมดแล้ว แต่คราวนี้พวกเขาจะมีคำสั่งให้ตามหาเธอกระจายไปทุก ๆ ที่แน่นอน”
“แล้วฉันต้องทำยังไงบ้างล่ะ?” เธอชะเง้อคอมองสิ่งที่ซึฮากิเขียนด้วยความสงสัย
“มันคือบุคลิกภาพที่จะให้เธอใช้ยังไงล่ะ เปลี่ยนนิสัยและการแต่งตัวรวมทั้งใช้ปลอมแปลงเปลี่ยนชื่อกับสเตตัสเพื่อให้รอดพ้นการตรวจจับแบบหยาบ ๆ ได้”
คงได้เวลาปลดกำแพงกั้นเสียงแล้วสินะ ซึฮากิยื่นกระดาษที่เขียนด้วยภาษาอาณาจักรเซียว่าให้เธอแกล้งออกเดินทาง
การที่ส่งข้อความผ่านตัวหนังสือแสดงว่ามีคนแอบฟังอยู่สินะ สเตล่าเข้าใจได้ทันทีว่าซึฮากิต้องการจะสื่ออะไร
“เอ่อ...ฉันคงต้องออกไปจากที่นี่ให้ไว ถ้าอยู่นานเดี๋ยวพวกมันจะมาตามล่าฉันแน่ ๆ”
ซึฮากิพยักหน้าตอบรับว่านั่นเป็นคำตอบที่มาได้ถูกทาง “ฉันจะจัดการเรื่องการเดินทางให้ ยังไงที่นี่ก็ไม่ไกลจากชายแดนอาณาจักรนอดอยู่แล้ว”
“อืม ขอบใจมาก ๆ” สเตล่ารับกระดาษอีกแผ่นที่เขียนบุคลิกภาพให้เธอฝึกทำพร้อมกับรูปแบบชุดที่ควรใส่เพื่อความแนบเนียน
เจ้านั่นยังคุมมานาได้ไม่เนียนเท่าไรแต่ก็มากพอให้ระบุตัวตนได้ยาก พวกมันส่งสายลับมาตามประกบสเตล่าตั้งแต่ออกจากดันเจี้ยนแน่ ๆ หรือจะมีหนอนในสำนักด้วย
“เธอไปเก็บของเตรียมออกเดินทางพรุ่งนี้เลย เดี๋ยวฉันจะไปบอกทุกคน”
สเตล่าพยักหน้าตอบรับและเดินออกไปเงียบ ๆ เช่นเดียวกับสายลับที่แอบดักฟังอยู่
27 พฤษภาคม พ.ศ.2576
“ฉันไปก่อนนะ” สเตล่าบอกลาส่งท้ายก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลังจากที่เธอเดินพ้นสายตาพวกเซนก็กลับไปนั่งพักใกล้ ๆ ลานฝึกเหมือนทุกครั้งทำอย่างกับเป็นสวนสาธารณะไปแล้ว
“รีบกลับจริง ๆ เลย พวกเรากะว่าจะไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนสักหน่อย” เซนกอดอกกล่าว
“สเตล่ามีธุระด่วนก็เลยต้องกลับก่อน ถ้าพวกนายจะไปเที่ยวก็ไปกันเลยก็ได้” ระหว่างที่ซึฮากิสนทนากับเพื่อน ๆ เขาก็ยังเชื่อมสายตากับเจ้าแฟรงค์เพื่อสอดส่องการเดินทางของสเตล่าและมองหาสายลับคนนั้น
“โธ่เอ๊ย ฉันแค่อยากเห็นสเตล่าผ่อนคลายซะบ้าง ปกติเธอเอาแต่สวมชุดคลุมปกปิดแค่เห็นก็หายใจไม่คล่องแล้ว”
ซึฮากิฟังผ่านหูไปเฉย ๆ เพราะสมาธิกำลังจดจ่ออยู่ที่สายลับที่กำลังแอบตามสเตล่าไป
เขาเองสินะที่เป็นหนอนในสำนัก มีความเป็นไปได้สูงที่สำนักมนตร์ดำจะส่งหนอนไปแฝงตัวทุก ๆ สำนักเพื่อคอยดูข้อมูลภายในจะได้มีแผนทำลายสำนักนั้น ๆ
“แล้วก็ ๆ วันก่อนฉันเห็นสเตล่าล่อกแล่กมองซ้ายขวาไม่หยุดเลยนะ” เซนทำหน้ามองซ้ายขวาเลียนแบบภาพที่เคยเห็น
“กลับไปข้าฟ้องสเตล่าแน่ว่านายล้อเธอ” ยูกิยิ้มเยาะหัวเราะคิกคักไปกับการล้อท่าทางของเซน
“พอได้แล้วน่า” คานะเองก็ยังยิ้มตามไปด้วย
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันเพลินซึฮากิก็หายตัวไปจากวงสนทนาเสียแล้ว มีเพียงฟรานที่เห็นว่าเขาไปไหนแต่เธอก็เลือกที่จะไม่ตามไป
ไม่ใช่ธุระธรรมดาจริง ๆ สินะ กิจัง
ซึฮากิเดินตรงไปหาเจ้าสำนักเฉิงที่กำลังตรวจตราการฝึกของศิษย์อันดับต้น ๆ อยู่และหนึ่งในนั้นก็มีคนหายไปคนหนึ่ง
“ผมขอคุยด้วยสักครู่นะครับ”
เฉิงมองดูแววตาเย็นชาแต่มันกลับส่งอารมณ์จริงจังออกมามากกว่าครั้งก่อน ๆ เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงพาซึฮากิเดินไปที่เงียบ ๆ กันสองคน
“คราวนี้มีเรื่องอันใดหรือ?”
ซึฮากิยื่นเอกสารการเก็บภาษี จำนวนศิษย์ จำนวนอาจารย์ จำนวนผู้อาวุโส ตำราการฝึกและข้อมูลภายในซึ่งถูกเขียนขึ้นใหม่ให้คล้ายกับต้นฉบับ
“ทำไมของพวกนี้ถึงไปอยู่กับเจ้าเล่า?” เฉิงเปิดเอกสารดูแทบจะไม่เชื่อในสายตาเพราะเอกสารลับพวกนั้นจะถูกเก็บไว้ในห้องของเขาซึ่งถ้าใครเข้าไปเขาก็จะสัมผัสมานาได้ทันที
“คุณคงสงสัยสินะครับว่าทำไมผมถึงเอาของพวกนี้ออกมาจากห้องของคุณได้”
เฉิงยืนนิ่งเงียบมองด้วยสายตาสงสัย
“คำตอบก็คือผมไม่ได้เข้าไปในห้องของคุณเลย เอกสารพวกนี้ผมเอามาจากที่อื่นซึ่งถ้าดูดี ๆ จะรู้ว่าพวกมันถูกเขียนขึ้นใหม่และก็อาจจะมีบางจุดที่เขียนผิดไปจากต้นฉบับด้วย”
เขาพยายามอ่านให้ทั่วถึงก็เลยเจอจุดที่เขียนข้อมูลผิดตามที่ซึฮากิบอก
“เอกสารพวกนี้ผมเจอมันในห้องของชุน ศิษย์อันดับสองของสำนักศาสตร์นักสู้”
“บ้าน่า ทำไมเจ้าชุนถึงทำแบบนี้...”
“สำนักมนตร์ดำ เขาคือหนอนที่สำนักมนตร์ดำส่งมาแฝงตัวในสำนักของคุณและคอยส่งข้อมูลภายในให้ฝั่งนั้น”
เฉิงกำมือแน่นจนเอกสารพวกนั้นขาดเป็นชิ้น ๆ ภายในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีเขาก็ตกผลึกความคิดได้ว่าชุนเคยทำอะไรแปลก ๆ บ้าง
“ถึงตอนแรกข้าจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่พอมานึก ๆ ดูแล้วชุนก็จะมีวันที่ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าไปไหน...บางที คิดว่าบางทีนั่นอาจจะเป็นสำนักมนตร์ดำก็ได้”
“ดูเหมือนจะยังปักใจเชื่อไม่ลงสินะครับ ถ้าอย่างนั้นเรามาพิสูจน์พร้อมกันเลยไหม?”
“พิสูจน์ด้วยกัน? มันจะมีวิธีแบบนั้นด้วยหรือ?” เฉิงขมวดคิ้วถามขณะที่ยังคิดหมุนวนหาเหตุผลรองรับอยู่ในหัวไม่หยุด
“เดี๋ยวคุณจะได้รู้ในเร็ว ๆ นี้แหละ”
สเตล่าล่อสายลับไปไกลพอสมควรแล้ว การเชื่อมต่อดวงตากำลังจะถึงขีดจำกัดดังนั้นเราจะเริ่มแผนการขั้นที่สองต่อ
เฉิงมองเห็นแววตาและสีหน้าที่เหมือนกำลังหัวเราะอยู่ในใจ
ทำไมคราวนี้อาจารย์ซึฮากิดูน่ากลัวแปลก ๆ แฮะ