ฉินมู่กลอกตาไปมา เพราะคิดเหมือนกัน จึงพยักหน้ากล่าวว่า “ข้ารู้แล้วว่าพี่ซูหมายถึงอะไร ข้าจะไปหลอกให้พูดสักสองสามคำ”
ขณะนั้นซูเยียนหนิงที่อยู่ด้านนอกก็กล่าวขึ้นว่า “ข้ากับคุณหนูตระกูลฉินช่างมีวาสนาต่อกันนัก แม้อยู่ชานเมืองก็ยังพบกันได้”
ตระกูลฉินเป็นขุนนางทหารสืบทอดกันมา ควบคุมอำนาจทางทหาร ในเมืองหลวงใครๆ ต่างก็ต้องการเข้าหา
ฉินมู่มีพี่ชายสี่คน มีเพียงนางที่เป็นน้องสาว จึงได้รับการเอาใจจากตระกูลฉินมากเป็นพิเศษ
“ใช่ บังเอิญจริงๆ” ฉินมู่เพียงเปิดผ้าม่านออกเล็กน้อย เบี่ยงตัวบังซูอิ่นเย่ว์ สีหน้าของนางเรียบเฉย ดูเหมือนไม่ค่อยอยากสนทนากับซูเยียนหนิง
ซูเยียนหนิงเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนเสนาบดีกลาโหม แม้จะมีฐานะสูงส่ง แต่เมื่อเทียบอำนาจอิทธิพลของตระกูลซูกับตระกูลฉินแล้วยังห่างชั้นกันมาก คำพูดของฉินมู่ทำให้นางไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงยิ้มอยู่
ทว่าดูเหมือนว่าวันนี้อารมณ์ของฉินมู่จะดี นางจึงถามต่อว่า “ข้างหน้าคือศาลพระโพธิสัตว์กวนอินใช่หรือไม่ คุณหนูซูจะไปไหว้พระหรือ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเยียนหนิงยิ่งเข้มขึ้น กล่าวว่า “เดิมทีข้าตั้งใจไปไหว้พระ แต่ระหว่างทางได้ยินว่าน้องสาวคนรองของข้าเกิดเรื่อง จึงต้องรีบไปดู”
“น้องสาวคนรองของเจ้างั้นรึ นางก็คือคนที่แต่งเข้าไปในจวนหลิงอ๋องใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว” ซูเยียนหนิงเห็นนางสนใจ รีบกล่าวต่อ “นางออกนอกเมืองไปกับชายอื่น หลิงอ๋องซื่อจื่อรู้เข้าเลยพาคนออกไปตามหา ข้ากลัวว่าหลิงอ๋องซื่อจื่อจะโกรธจนทำร้ายนาง ข้าเป็นเพียงสตรี พูดอะไรก็ไม่มีน้ำหนัก แต่หากคุณหนูตระกูลฉินไปด้วย ก็น่าจะช่วยเกลี้ยกล่อมหลิงอ๋องซื่อจื่อได้”
ฉินมู่รู้สึกดูถูกซูเยียนหนิงมากขึ้น
น้องสาวของตัวเองออกนอกเมืองไปกับชายอื่นถือเป็นเรื่องเสื่อมเสีย แต่ซูเยียนหนิงกลับไม่คิดปกป้องชื่อเสียงของน้องสาว กลับเชิญนางไปดูเรื่องสนุกเสียอีก
ดูท่าซูเยียนหนิงต้องการใช้โอกาสนี้ให้ฉินมู่เห็นกับตาตัวเอง แล้วเผยแพร่ข่าวนี้ในหมู่คุณหนูตระกูลสูงส่ง ทำให้ซูอิ่นเย่ว์หมดหนทางยืนในสังคม
หัวใจของนางช่างอำมหิต!
“ดีเลย! มีเรื่องสนุกเช่นนี้ ข้าต้องไปดูแน่นอน” ฉินมู่รับปากทันที
ซูเยียนหนิงยินดีนัก นางจินตนาการถึงภาพซูอิ่นเย่ว์ต้องเผชิญกับหายนะที่ไม่มีวันจางหาย!
ถูกชายสิบกว่าคนล่วงเกิน ร่องรอยบนร่างของซูอิ่นเย่ว์คงจะงดงามไม่น้อย!
ซูเยียนหนิงกลับขึ้นรถม้า และนำทางอยู่ด้านหน้า
“พี่ซู พี่สาวของท่านจิตใจช่างโหดร้ายยิ่งนัก” ฉินมู่มองออกไปข้างนอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมา “โชคดีที่พี่ชายพาข้าออกนอกเมืองมาด้วย มีข้าอยู่ที่นี่ ไม่มีใครกล้าใส่ร้ายท่าน”
ซูอิ่นเย่ว์ในตอนนี้ก็อดชื่นชมฉินเย่ไม่ได้ โชคดีที่เขารอบคอบถึงได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า
เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โต แม้แต่ซูเยียนหนิงก็เข้ามาพัวพัน หากปล่อยให้นางพูด นางคงอธิบายไม่ออกแน่
ไม่นานนัก รถม้าก็ใกล้ถึงวัดร้าง ข้างหน้ามีผู้คนมากมาย มีชาวบ้านมาดูเหตุการณ์ไม่น้อย แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือรถม้าสีดำคันนั้น
หัวใจของซูอิ่นเย่ว์กระตุกวูบ
เขากลับมาจริงๆ
ดูเหมือนว่าฉู่จี้เฟิงจะเร่งเดินทางกลับเมือง ใบหน้าหล่อเหลามีแววอ่อนล้า
เขายังสวมชุดสีแดงอยู่ แต่เพราะต้องออกไปทำงาน จึงเป็นเสื้อคลุมแบบรัดรูปเรียบง่าย ขับเน้นรูปร่างกำยำของเขา เมื่อยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางฝูงชน ยิ่งดูโดดเด่นเป็นสง่า ชาวบ้านที่ได้เห็นเขาใกล้ๆ เป็นครั้งแรกต่างก็พากันทึ่งว่าบุรุษที่ดูดีถึงเพียงนี้มีอยู่ในโลกจริงๆ หรือ
แต่เพียงแค่สายตาเย็นชาราวน้ำแข็งของฉู่จี้เฟิงกวาดมาเพียงครั้งเดียว บรรดาชาวบ้านก็ถอยห่างออกไปไม่กี่ก้าว ไม่กล้าเข้าใกล้
“หลิงอ๋องซื่อจื่อ!”
แต่กลับมีคนหนึ่งไม่เกรงกลัว ก้าวออกมาทำความเคารพด้วยท่าทีอ่อนช้อย
นางก็คือซูเยียนหนิง
ฉู่จี้เฟิงเหลือบมองนางเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจที่พบนางที่นี่ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
เสียงของเขาต่ำและทุ้ม ซูเยียนหนิงได้ยินแล้วรู้สึกหัวใจเต้นแรงเหมือนกวางน้อยวิ่งวุ่นอยู่ในอก
ซูเยียนหนิงก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวว่า “ข้าออกนอกเมืองมาไหว้พระ แต่ได้ยินว่าน้องรองเกิดเรื่อง จึงรีบตามมา”
ฉู่จี้เฟิงหัวเราะ ‘หึ’ ในลำคอ ไม่ได้สนใจนาง
ซูเยียนหนิงเห็นเขาเย็นชา จึงหันไปพูดกับหลิงอ๋องว่า “หลิงอ๋อง น้องรองของข้าก่อเรื่องใหญ่ในวันนี้ สมควรได้รับโทษสถานหนัก แต่ข้าขออภัยแทนนาง ได้โปรดหลิงอ๋องเมตตาไว้ชีวิตนางด้วยเถิด!”
พูดจบ ดวงตาของนางก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ดูน่าสงสารเป็นที่สุด
มีชาวบ้านหลายคนกล่าวชื่นชมว่า ซูเยียนหนิงยังคงปกป้องน้องสาวของตนในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างเป็นผู้มีจิตใจเมตตา
จากนั้นพวกเขาก็พูดกันว่าซูอิ่นเย่ว์เป็นเพียงบุตรสาวอนุ เข้าจวนหลิงอ๋องก็ถือว่าแต่งงานสูงเกินฐานะอยู่แล้ว ยังกล้าคบชู้ เป็นสตรีที่ไม่น่านับถือเลย
หลิงอ๋องเองก็ถูกน้ำตาของซูเยียนหนิงทำให้ไขว้เขว คิดว่าหากได้ซูเยียนหนิงมาเป็นพระชายาซื่อจื่อ วันนี้เขาคงไม่ต้องขายหน้าถึงเพียงนี้
เพราะมีการเปรียบเทียบกัน เขายิ่งโกรธหนักขึ้น “นางก่อเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ จะให้ไว้ชีวิตได้อย่างไร ข้าจะต้องฆ่านางให้ตาย! เจ้าก็อยู่ที่นี่เป็นพยานเสียเลย จะได้ไม่ให้ตระกูลซูมากล่าวโทษข้าในภายหลัง!”
ฉู่จี้เฟิงเริ่มรำคาญ หันกลับมามองสองคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา “นางแต่งเข้าจวนข้าแล้ว นางเป็นคนของข้า ท่านยังกล้าจะฆ่านางอีกหรือ”
เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ทำให้หลายคนได้ยินอย่างชัดเจน
สีหน้าของหลิงอ๋องเขียวคล้ำ ไม่คาดคิดว่าฉู่จี้เฟิงจะไม่ไว้หน้าตนเลยแม้แต่น้อย โกรธจนได้แต่ด่าเขาในใจ
ซูเยียนหนิงพยายามเอาใจหลิงอ๋อง จึงกล่าวว่า “เรียนซื่อจื่อ หลิงอ๋องก็ทำเพื่อท่าน เรื่องนี้กระทบถึงชื่อเสียงของท่านด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือเราควรเข้าไปดูก่อนว่าน้องรองของข้าอยู่ข้างในหรือไม่”
อีกแล้ว นางพูดไม่หยุด!
ฉู่จี้เฟิงเผยสีหน้ารังเกียจออกมา
หลิงอ๋องในตอนนี้ไม่สนใจหน้าตาของจวนหลิงอ๋องอีกแล้ว คิดเพียงจับซูอิ่นเย่ว์ให้ได้คาหนังคาเขา เพื่อให้ฉู่จี้เฟิงต้องอับอายขายหน้า
“ไป! เข้าไปค้น!” หลิงอ๋องตะโกนสั่งเสียงดัง
ชาวบ้านพากันยืดคอมอง หวังจะเห็นเรื่องสนุกโดยเร็ว
ยังไม่ทันที่องครักษ์จวนหลิงอ๋องจะเข้าไป วัดร้างก็มีคนเดินออกมา ทำให้ผู้คนพากันฮือฮา
ชาวบ้านเห็นว่ามีคนออกมาหลายคนก็รู้สึกประหลาดใจ
ซูอิ่นเย่ว์มีชายมากมายถึงเพียงนี้เลยหรือ!
แต่ไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ คนพวกนั้นสวมชุดองครักษ์ตระกูลฉิน ผู้นำขบวนก็คือฉินเย่!
หลิงอ๋องเบิกตากว้าง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงถามขึ้นว่า “คุณชายฉิน เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“ทำไมมีคนเยอะขนาดนี้” ฉินเย่มองไปรอบๆ “วันนี้ข้าออกมาเที่ยวกับน้องสาว ระหว่างทางเจอพวกโจรป่า ก็เลยช่วยเก็บกวาดไปด้วย”
พูดจบ องครักษ์ตระกูลฉินก็พาตัวจางต้าหู่และพรรคพวกออกมา
ฉินเย่หันไปมองฉู่จี้เฟิงถามว่า “ซื่อจื่อ ท่านป่วยหนักถึงเพียงนี้ ยังมีอารมณ์มาดูข้าจับโจรอีกหรือ”
ฉู่จี้เฟิงเห็นว่าเป็นเขา ก็แอบโล่งใจ
ดูจากสถานการณ์แล้ว ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้เป็นอะไร ยังคงปลอดภัยดี
เขาฮึดฮัด “มีคนบอกว่าภรรยาข้ามีชู้ บังคับให้ข้ามาจับหญิงคบชู้ถึงที่นี่”
ฉินเย่กล่าวว่า “พระชายามีชู้? แต่ในนี้ไม่มีเงาของพระชายาเลย หรือซื่อจื่อโดนหลอกเข้าแล้ว”
ยังไม่ทันที่ฉู่จี้เฟิงจะตอบ ซูเยียนหนิงก็รีบวิ่งเข้ามา ชี้ไปที่ก่วงเหวินเทาในกลุ่มโจรแล้วกล่าวว่า
“เขาคือชู้รักเก่าของน้องสาวข้าในหมู่บ้านเป่ยเหอ ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่ เช่นนั้นซูอิ่นเย่ว์ก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วย! คุณชายฉิน เหตุใดท่านต้องซ่อนนางไว้และปกปิดซื่อจื่อด้วย?!”
ก่วงเหวินเทาชะงักไปเล็กน้อย นึกถึงพิษที่ตนเองถูกบังคับให้กลืนลงไป ลำคอแห้งผาก รีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“ชู้รักเก่าที่ไหนกัน! เจ้าอย่ามาปรักปรำข้า!”