ไม้เรียวเป็นดั่งสะพานทางช้างเผือกที่ทอดยาวลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า หล่นลงมาทำลายตาข่ายดำอันยืดหยุ่นและแข็งแรงจนลอยหายไปในอากาศ
ในขณะเดียวกันนั้นเองปราชญ์วัยกลางคนผู้อยู่ในชุดคลุมยาวประณีตงดงามผู้หนึ่งก็ค่อยๆร่อนลงมาอยู่เหนือเซียวจิ่งหยวน
เซียวจิ่งหยวนประหลาดใจจนตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น
“ท่านอาจารย์ตงหลี”
ตู้หนานซานร่อนลงมาพร้อมพลังแห่งเซียนที่ส่องแสงพร่างพราวอยู่กลางท้องฟ้าอันมืดมิดแสงนั้นสาดส่องไปทั่ว ครอบคลุมรัศมีกว่าสิบลี้ จนผู้คนไม่กล้าจ้องมองมาโดยตรง
“ใช่แล้ว”
เขาลูบเคราสีเทาคลี่ยิ้มพลางจ้องมองเซียวจิ่งหยวนอยู่สักพัก ก่อนโบกมือเรียก “ไป กลับไปกับข้า”
“ขอรับ!”
เซียวจิ่งหยวนดีใจมาก รีบตอบกลับไปโดยเร็ว
เขาไม่โง่ นับว่าเป็นคนฉลาดมากเสียด้วยซ้ำดังนั้นจึงสังเกตเห็นได้ว่ากลิ่นไอประหลาดที่ล่องลอยอยู่รอบด้านสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันทีหลังตู้หนานซานปรากฏตัว
เห็นได้ชัดว่าหลังจากเห็นตู้หนานซานพวก “นกขมิ้นเหลือง” ทั้งหลายล้วนหวาดกลัว ตระหนักรู้ได้แล้วว่าเบื้องหลังของเขานั้นมีเซียนคอยหนุนหลังอยู่จนไม่กล้าเข้ามาหาเรื่องสร้างปัญหาอีกต่อไป
ผู้ที่เป็นเซียนล้วนเก่งกาจประหนึ่งเสาค้ำสมุทรที่สามารถป้องกันอันตรายจากทั้งสี่ทิศและขู่ขวัญคนเลวได้แม้บางคนจะละโมบอยากได้ของที่เซียวจิ่งหยวนได้มาจากสระกระบี่ทว่าเมื่อเห็นว่าเขามีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่งจึงรู้แล้วว่าควรถอยกลับเพื่อไม่ให้ตนเองต้องพบกับปัญหาอีก
“ไปได้แล้ว...”
ตู้หนานซานไม่ได้สนใจกลุ่มคนเลวเหล่านั้นเมื่อเขาช่วยเหลือเซียวจิ่งหยวนให้หลุดออกจากวงล้อมตาข่ายดำ ร่างกายก็ทอแสงสว่างโอบล้อมเซียวจิ่งหยวนไว้ด้านใน
จากนั้นคนทั้งสองก็หายไปพร้อมแสงสว่างที่ดับลง
“เฮ้อทั้งที่รู้อยู่แล้วนะว่าพวกคนที่ได้เข้าไปในสระกระบี่และสามารถออกมาได้อย่างปลอดภัยล้วนเป็นบุคคลที่ต่อกรได้ยาก”
“ช่างมันเถิดซวยไปหน่อย…ถ้ามองย้อนกลับไปเจ้าคิดว่าตนสามารถต่อสู้กับเขาได้หรือ”
ภายหลังเมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ เหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ด้านในป่าทึบต่างถอนหายใจก่อนหลบหนีไปอย่างผิดหวังพวกเขาทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญที่ไร้พื้นฐาน ไม่มีความกล้าในการสู้รบกับเซียน
ยามที่ตู้หนานซานปรากฏตัวขึ้นพวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคืนนี้นั้นสิ้นหวังแล้ว
เมื่อเห็นว่าตู้หนานซานจากไปพร้อมเซียวจิ่งหยวนพวกเขาต่างแอบยินดีที่ธรรมชาติของเซียนนั้นสงบ ไม่มีจิตอาฆาตไม่มีเจตนาคิดบัญชีย้อนหลัง ยอมปล่อยให้พวกเขาหนีออกไปได้
เพราะหากดูจากพลังของเซียนแล้วคงไม่ยากเลยที่จะจัดการพวกเขาซึ่งการไม่คิดแค้นตามล่าพวกเขาเป็นเหมือนดั่งการเมตตาไว้ชีวิต
เมื่อมองจากมุมนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องดี ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นปลอบใจตนเองพร้อมเหาะจากไปทว่าในใจบางส่วนกลับยังรู้สึกโกรธแค้น กระทั่งออกไปได้ไกลพอสมควรพวกเขาจึงได้เริ่มก่นด่าพูดความในใจออกมา
“เจ้าคนโกหกพกลมเอ๊ยมีคนหนุนหลังอยู่ทำไมไม่รีบบอก เหตุใดต้องมาสิ้นเปลืองเวลาของผู้อื่นด้วย...”
“ขอให้ฟ้าผ่าเจ้าหมอนั่นในเร็ววันเถอะ!”
ในขณะที่คนเหล่านั้นกร่นด่าเซียวจิ่งหยวนก็กลับถึงสถานที่อันคุ้นเคยด้วยการนำทางของตู้หนานซาน
ที่แห่งนั้นคืออารามหวนเจินซึ่งตั้งอยู่ ณ เขาเสี่ยวชิวนอกเมืองซูโจว
เซียวจิ่งหยวนกวาดตามองห้องโถงในอารามอันคุ้นเคยพร้อมความกังวลที่มากขึ้นและความรู้สึกมากมาย แม้เวลาจะผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เขากลับรู้สึกเหมือนผ่านไปแล้วหลายปี
ดังนั้นเมื่อได้กลับมายังอารามเต๋าอีกครั้งจึงรู้สึกเหมือนตนได้หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง
แต่ในไม่ช้าเขาก็ตั้งสติแม้มีคำพูดนับร้อยพันนึกอยากถ่ายทอด แต่สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นเพียงหนึ่งการกระทำเขามองตู้หนานซาน มือหยิบห่อผ้าห่อหนึ่งออกมาก่อนยื่นออกไปอย่างรวดเร็ว...
“อาจารย์ตงหลีสิ่งนี้คือบัวขาวจิตกระจ่าง ข้านำกลับมาให้ท่านได้แล้ว” แววตาของเซียวจิ่งหยวนร้อนผ่าวพร้อมพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “แล้วเส้าไป๋เล่า”
“ไม่ต้องห่วงเขายังสบายดี”
ตู้หนานซานรับห่อนั้นมาพร้อมเปิดดูเม็ดบัวที่กลมสว่างไสวราวไข่มุกเหล่านั้นเปล่งแสงอันนุ่มนวลออกมา พร้อมส่งกลิ่นหอมแทรกเข้าไปในจมูกจนทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
“เป็นบัวขาวจิตกระจ่างจริงๆ”
ตู้หนานซานพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเข้าไปในสระกระบี่และนำบัวขาวจิตกระจ่างออกมาได้อย่างราบรื่นช่าง…เหนือความคาดหมายเสียจริง”
ตั้งแต่แรกเริ่มเขาไม่เคยให้ความสนใจเซียวจิ่งหยวนเลยแต่ไม่นึกเลยว่าเซียวจิ่งหยวนจะสามารถนำเรื่องประหลาดใจอันยิ่งใหญ่นี้มาให้แก่เขาได้เช่นนี้
“เป็นเพราะข้านั้นโชคดี!”
เซียวจิ่งหยวนไม่ได้ถ่อมตนแต่กำลังเล่าเรื่องจริง
หากไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือคุณชายรูปงามเขาคงไม่รู้ว่าตนต้องวนเวียนตายอยู่ในสระกระบี่ไปแล้วกี่รอบดังนั้นจึงพูดได้ว่าบางครั้งการมีเพื่อนดีก็ถือเป็นพรแห่งชีวิต
“เมื่อมีเวลา เจ้าต้องเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังนะ” ตู้หนานซานพูดอย่างดีใจ“ไปกันเถิดไปช่วยเส้าไป๋กันก่อน”
ภาพตรงหน้าเปลี่ยนผันไปทันทีหลังตู้หนานซานสะบัดมือท่ามกลางแสงไฟที่สั่นไหว เซียวจิ่งหยวนสังเกตเห็นว่าตนกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ
มองเพียงแวบเดียวเซียวจิ่งหยวนก็รับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้คือพื้นที่ภายในค่ายมิติ
เห็นได้ชัดว่าตู้หนานซานได้วางค่ายกลมิติอันลึกลับไว้ทั่วด้านในอารามเต๋าแห่งนี้ค่ายกลปกปิดอารามเต๋าเอาไว้มิดจนผู้คนภายนอกไม่อาจเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในได้
หากตู้หนานซานส่งมอบสิทธิ์ในการควบคุมค่ายกลนี้ให้แก่เขาคงดีไม่น้อย...
เซียวจิ่งหยวนผุดความคิดนี้ขึ้นมาในใจก่อนหันไปเห็นแสงสีขาวราวหิมะที่สว่างไสวอยู่ ณ ด้านหนึ่งในพื้นที่นั้น
ฟางเส้าไป๋ผู้อยู่ด้านในวงแสงกำลังหลับตาแน่นคิ้วผมขาวโพลน ใบหน้าซีดเซียว
“เส้าไป๋”
เซียวจิ่งหยวนรีบพุ่งตรงไปด้วยความไม่สบายใจ
“อาจารย์ตงหลีตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
เซียวจิ่งหยวนสังเกตไปสักพักก่อนสัมผัสได้ว่าลมหายใจของฟางเส้าไป๋นั้นยังสม่ำเสมอ ลูกตากลอกไปมาอยู่ใต้หนังตาราวกับมีสติรู้ตัว แค่เพียงลืมตาขึ้นมาไม่ได้ก็เท่านั้น
“ไม่เป็นไรเขาสบายดี”
ตู้หนานซานเดินเข้ามาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม“ร่างกายของเขาแข็งแรงกว่าที่ข้าคิดไว้มากแม้ไม่มีบัวขาวจิตกระจ่าง เพลิงพิษพลังงานลบของนักพรตไป่จู๋ก็คงทำอะไรเขาไม่ได้ และจากที่ข้าสังเกตดูตราบใดที่เขายังคงทนได้อีกสักครึ่งเดือน พิษในกายของเขาจะหายไปเองโดยไม่ต้องใช้ยา”
น้ำเสียงของตู้หนานซานระคนไปด้วยความทึ่งเล็กน้อย“ร่างกายเช่นนี้เทียบได้กับวัสดุชั้นยอดที่เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการบำเพ็ญตนเพื่อเข้าสู่วิถีเต๋า...”
ตู้หนานซานเสียใจเล็กน้อยหากเขารู้เร็วกว่านี้ว่าศักยภาพของฟางเส้าไป๋นั้นไม่ธรรมดาตอนนั้นเขาคงไม่ต้องยื้อเวลาปิดบังตัวตนของตน และยอมรับฟางเส้าไป๋เป็นศิษย์ไปแล้ว
หากเขารับฟางเส้าไป๋เป็นศิษย์เร็วกว่านี้และฝึกฝนไปอีกไม่กี่ปีบางทีพลังของฟางเส้าไป๋คงอาจทัดเทียมได้กับเหล่าลูกศิษย์ตัวจริงของสำนักที่มีชื่อเสียงหรือบางทีเขาอาจเข้าไปในสระกระบี่เพื่อไปพบกับวาสนาแห่งการเป็นเซียนพร้อมเซียวจิ่งหยวนไปแล้ว
แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่สายเกินไปเพราะมีบัวขาวจิตกระจ่างอยู่...
ตู้หนานซานตั้งสติพับแขนเสื้อขึ้นพร้อมไม้เรียวที่ทอแสงวิบวับด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของฟางเส้าไป๋
วงแสงที่วนอยู่รอบกายของฟางเส้าไป๋แปรเปลี่ยนเป็นเส้นสีเงินทันทีหลังจากไม้เรียวแตะลงบนร่างกายก่อนจะแทรกซึมเข้าไปตามรูขุมขน แสงสีเงินเส้นบางทะลุผ่านเข้าไปยังแขนขาและกระดูกของฟางเส้าไป๋วนเวียนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ช่วยขจัดสิ่งอุดตันในเส้นลมปราณ จนเขาสร้างรากฐานสู่เต๋าได้
และสิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดผู้บำเพ็ญถึงชอบไปถามหาวิธีจากเหล่าอาจารย์ครูดีสอนศิษย์เก่ง เมื่อมีอาจารย์ที่ดี ลูกศิษย์ย่อมไม่ต้องเดินทางอ้อม
หากนักพรตเฒ่ามีความสามารถเฉกเช่นตู้หนานซานเซียวจิ่งหยวนก็คงไม่จำเป็นต้องสูญเสียเวลาไปกว่าสิบปีและคงไม่ต้องพึ่งความบังเอิญจนเข้าสู่วงการเซียนได้อย่างเป็นทางการเช่นนี้
ปัญหาเรื่องโชคชะตานี่ช่างไร้ซึ่งหนทางแก้ไขเสียจริง
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจก่อนเห็นตู้หนานซานหยิบบัวขาวจิตกระจ่างสี่เม็ดออกมาจากห่อผ้า เปิดปากของฟางเส้าไป๋แล้วป้อนเม็ดบัวเข้าไป
เม็ดบัวขาวจิตกระจ่างอันเกลี้ยงเกลาราวไข่มุกพลันแปรเปลี่ยนเป็นของเหลวใสหลังจากเข้าไปในลำคอหลังจากนั้นตู้หนานซานจึงปิดปากของฟางเส้าไป๋ ของเหลวกลิ่นหอมหวนไหลลงท้องของเขาไปตามธรรมชาติ
“เรียบร้อยแล้ว...”
ณ ตอนนี้ตู้หนานซานหันหน้ากลับมา “จิ่งหยวนต่อจากนี้ไปข้าจะล้างเอ็นและตัดไขกระดูกให้เขาเพื่อช่วยขุดเส้นลมปราณทั้งหมดในร่างกาย โดยระหว่างขั้นตอนนี้ห้ามมีผู้ใดเข้ามารบกวนเป็นอันขาดดังนั้นข้าจึงอยากวานให้เจ้าช่วยออกไปคุมอยู่หน้าประตูหน่อย และก่อนที่พวกข้าจะเริ่ม เจ้าจงจำไว้ว่าต้องรักษาความเงียบห้ามปล่อยให้ผู้ใดเข้ามาระรานเด็ดขาด”
ตู้หนานซานพูดอย่างจริงจังดังนั้นเซียวจิ่งหยวนจึงไม่กล้าปฏิเสธ รีบรุดพยักหน้ารับคำในทันที
อันที่จริงภายในอารามเต๋าแห่งนี้มีค่ายกลมิติคอยปกป้องอยู่แล้วซึ่งเซียวจิ่งหยวนจะดูอยู่หน้าประตูหรือไม่ล้วนไม่สำคัญหากแต่เหตุผลที่ตู้หนานซานไล่เขาออกไปเพียงเพราะกังวลว่าหากเซียวจิ่งหยวนเข้ามาอยู่ข้างกายแล้วต้องเห็นเหตุการณ์ประหลาดมากมายเหล่านี้อาจตกใจจนเข้ามารบกวนจนตู้หนานซานไม่อาจทำอย่างตั้งใจได้
เซียวจิ่งหยวนเข้าใจเหตุผลนี้ดีเขาจึงรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ดังนั้นจึงรีบออกไปนอกห้องพร้อมปิดประตูลงโดยเร็ว
ห้องเงียบสงัดลงอย่างรวดเร็วทว่าเซียวจิ่งหยวนกลับยังคงเห็นแสงสีทองสว่างที่วิ่งแล่นไปทั่วห้องประหนึ่งหยาดฝนที่โปรยปราย
เริ่มรักษาเพลิงพิษพลังงานลบแล้ว...
เซียวจิ่งหยวนสีหน้ามีความสุขพลางคอยคุ้มกันอยู่หน้าประตูอย่างเงียบๆเฝ้ารอคอยอย่างอดทน
การรอนี้ใช้เวลากว่าหนึ่งวันหนึ่งคืน
การเคลื่อนไหวมากมายเกิดขึ้นอยู่ภายในห้องอย่างต่อเนื่องบ้างเป็นเสียงลมพายุ บ้างเป็นคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำบ้างเป็นคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งอย่างบ้าคลั่ง เสียงประหลาดมากมายดังแว่วออกมาอย่างไม่รู้จบ
บานประตูคอยกั้นไม่ให้เซียวจิ่งหยวนเห็นเหตุการณ์ด้านในจนเขารู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อยแม้เขาจะเชื่อมั่นในตัวของตู้หนานซานมากเพียงใด ทว่าในช่วงยามที่ผลลัพธ์ยังไม่ออกมาเขาก็อดคิดมากไม่ได้ซึ่งสิ่งนี้นั้นเป็นความธรรมดาของมนุษย์...
‘ไม่เป็นอะไรจะต้องไม่เป็นอะไร’
เซียวจิ่งหยวนคิดอยู่ในใจทว่าเขากลับยังคงรู้สึกกระสับกระส่าย เดินเตร่ไปมาอยู่หน้าประตูอย่างอดไม่ได้
เขาเดินวนไปได้เพียงสองรอบก็รู้สึกผิดปกติ...
“เกิดเรื่องแล้ว!”
เพียงชั่วพริบตาเซียวจิ่งหยวนพลันสังเกตเห็นพลังปราณประหลาดที่กระจายตัวอยู่ทั่วอากาศมันส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคน สามารถทำให้ผู้คนจิตใจวุ่นวายกระสับกระส่าย
“แย่แล้วมีศัตรูบุกเข้ามา!”
เขาตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่ามีคนใช้วิธีการอันลึกลับบุกฝ่าการป้องกันของค่ายกลมิติเข้ามาและเป้าหมายนั้นน่าจะเป็น…ตู้หนานซานที่อยู่ในห้อง!
ไม่รู้ว่าศัตรูผู้นั้นใช้วิธีการลึกลับใดถึงสอดแนมรู้ได้ว่าตู้หนานซานในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาวิกฤตไม่อาจหลบหนีไปได้ ดังนั้นจึงฉวยโอกาสนี้บุกโจมตีเข้ามา
“ต่ำทราม!”
เซียวจิ่งหยวนก่นด่าด้วยความโกรธเกรี้ยวปฏิกิริยาแรกของเขาคือหยิบกระบี่ผุพังฟาดฟันไปยังความว่างเปล่าในขณะที่เขาฟาดออกไป กระบี่ผุพังก็พลันทอแสงสว่างกำเนิดดวงแสงมากมายดุจดวงดาราบนท้องฟ้า เคลื่อนไหวขยับไปมาในทันที...