ทันใดนั้นคุณป้าในห้องเหมือนพึ่งตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงดีดนิ้วที่ดังก้อง เธอกำลังอยู่ในอาการใระคนไปกับความกลัว นพกรณ์พยายามเงี่ยหูฟังเสียงการสนทนาในห้องนั้นอย่างลุ้นระทึก
“นี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย เอ้ย! ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” คุณป้าร้องถามขึ้นอย่างหน้าเสีย
“ที่นี่คือประตูสู่ความฝันครั้งสุดท้ายของคุณ ก่อนที่สมองของคุณจะย่อยสลายผุพัง จิตของคุณจะล่องลอยอยู่ในความฝันครั้งสุดท้าย” ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะกล่าวน้ำเสียงเรียบ แต่ก้องกังวานไปทั่วบ้าน
“ห๊า! นี่ฉันตายแล้วเหรอ โธ่เอ้ย... ฮือออ” หลังจากพูดจบคุณป้าก็ร้องไห้เสียงดังปานจะขาดใจ
นพกรณ์นั่งมองสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องทำงานอย่างใจจดใจจ่อ
“ใช่คุณตายแล้ว แต่จงตั้งสติแล้วนึกดูให้ดีก่อน หยุดร้องไห้เสียเถอะ ถ้าฉันเป็คุณจะรีบตั้งสติให้มั่น อย่ามัวเสียเวลากับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้เลย เชื่อฉันสิ” ชายคนนั้นกล่าว
“นี่เหรอโลกหลังความตาย แล้วที่นี่มันเป็์หรือ เอ่อ... นะ... นรกคะ” คุณป้ากล่าวคำว่า นรก ไม่ค่อยจะเต็มปากเต็มคำสักเท่าไหร่
“นี่ไม่ใช่ภพหน้า ไม่ใช่์ และไม่ใช่นรกอย่างที่ใครเชื่อกัน สถานที่แห่งนี้เป็เพียงสะพานที่เชื่อมระหว่างความตายและความฝันของคุณ”
“ฉันทำบุญทำทาน สร้างบารมีมาเยอะนะ หมดไปหลายตังเลยล่ะ ฉันต้องได้ขึ้น์สิ ใช่มั้ย” คุณป้ากล่าวด้วยสีหน้าเหมือนจ่ายเงินซื้อของ แต่ไม่ได้รับของจากแม่ค้า
“เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้เองว่าคุณจะได้ฝันดีเหมือนอยู่บน์ หรือจะได้ฝันร้ายเหมือนอยู่ในนรก!” ชายคนนั้นกล่าวเสร็จก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างแรง
“ฉันไม่เข้าใจ” คุณป้ากล่าวพร้อมกับส่ายหน้า
“เอาล่ะ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความฝันของคุณได้ เพราะมันเป็สิ่งที่คุณสร้างมันขึ้นมาเอง ต่อไปนี้คือกระบวนการขั้นสุดท้ายของธรรมชาติ มันจะช่วยกระตุ้นให้คุณเรียกความรู้สึกที่ดีที่สุดในอดีต เพื่อให้คุณระลึกได้ก่อนที่จิตของคุณจะเข้าสู่พะวงความฝัน” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเดิม
“คุณจะช่วยให้ฉันได้ขึ้น์ใช่มั้ยค่ะ” คุณป้ายังหวังว่าจะได้ขึ้น์
“ไม่มีใครช่วยคุณได้นอกจากตัวคุณเอง แต่คุณก็ไม่เหลือเวลาแล้ว”
“ปิ๊ก!” เสียงดีดนิ้วดังขึ้นอีกครั้ง คุณป้าก็สะดุ้งใอีกหน แล้วสงบลงทันที
“ฉันจะถามคำถามคุณ 1 คำถาม ขอให้คุณตอบตามที่รู้สึก ในใจคิดอย่างไร ปากก็สมควรพูดออกมาอย่างนั้น ขอแนะนำว่าอย่าหลอกตัวเอง คุณตายไปแล้วต้องปลงให้ได้ เพราะคำตอบของคุณจะมีผลกับความฝันครั้งสุดท้าย”
“ค่ะ” คุณป้ารับคำด้วยอาการสงบ แต่สีหน้าดูเหมือนยังไม่ได้ดังใจ
“สิ่งที่คุณคิดว่าทำแล้วดีที่สุด คืออะไร”
“ฉัน... เอ่อ... ฉันเป็เ้าภาพทอดกฐินเอาเงินเข้าวัดหลายล้าน แล้วก็ เอ่อ ฉันไม่ได้เอาเงินทอดกฐินไปใช้ส่วนตัวเลย นอกจากค่าจัดงาน ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าเหล้า กับค่าจ้างวงดนตรี”
“นี่หรือ คือสิ่งที่คุณทำแล้วรู้สึกดีที่สุด” ชายคนนั้นก้มลงมองดูเอกสารตรงหน้าแว่บหนึ่ง “มันไม่ใช่การที่คุณยอมไม่คิดเอาดอกเบี้ยกับลูกหนี้คนนั้นเหรอ”
“โอ๊ย ไม่ใช่หรอกค่ะ ถ้าไม่ใช่ไอ้ศูนย์บ้าอะไรนะ เอ้อ... ศูนย์ดำรงธรรม ถ้าไม่มาบีบให้ฉันยอมยกดอกเบี้ยให้ ฉันไม่มีทางยอมมันแน่นอน ยืมเงินไป 5 หมื่น ส่งทุกเดือนก็จริงแต่ส่งแค่ดอกแถมส่งไม่ครบอีกตะหาก ดอกเบี้ยมันก็ทบ เอาเงินฉันไปกิน จนขี้ออกมาหมดแล้ว แต่อีตอนจะใช้หนี้วิ่งไปหาศูนย์บ้านั่น เ้าหน้าที่มันขู่ฉันว่า จะเจอคดีอาญาต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่งั้นฉันไม่มีทางยอมเสียเปรียบหรอกค่ะ” คุณป้ากล่าวด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
“แล้วคุณคิดว่าการเป็เ้าภาพทอดกฐิน อะไรนะ... หาเงินเข้าวัดเนี่ย จะทำให้คุณได้ขึ้น์อย่างนั้นใช่มั้ย”
“แน่นอนค่ะ ก็ฉันสร้างบุญสร้างกุศล หาเงินเข้าวัด พระพุทธเ้าบอกใครทำดีได้ขึ้น์นี่คะ” คุณป้าพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ
หญิงแว่นหน้าเตอะเดินเข้ามาใกล้ แล้วหันไปสบตากับชายคนที่นั่งหลังโต๊ะ แววตาของเธอดูเหมือนอยากให้มันรีบจบ ๆ ไป แต่ชายคนนั้นกับส่งสายตาดื้อดึง นพกรณ์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างนอก คิดว่าหญิงที่สวมแว่นหน้าเตอะคนนี้ น่าจะเป็เลขาของเ้านายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ
“พระพุทธเ้าของคุณบอกเหรอว่า ได้เป็เ้าภาพทอดกฐินแล้วจะได้ขึ้น์ ฉันเคยได้ยินมาว่า พระพุทธเ้าของคุณบอกว่า ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส”
“ท่านรองค่ะ” เลขาแว่นหนาเรียกตำแหน่งของเ้านายด้วยน้ำเสียงเหมือนเตือนสติอย่างนอบน้อม
“อ้า... ขอโทษครับ” เขาเปลี่ยนอารมณ์และสีหน้าทันที
“คุณยังไม่เข้าใจ พระพุทธเ้าท่านสอนว่า การทำบุญคือการชำระล้างจิตใจ การทอดกฐินก็เป็การทำบุญใหญ่ที่เป็การชำระล้างจิตใจอย่างหนึ่ง การทอดกฐินช่วยให้พระสงฆ์องคเ้าไม่ลำบาก ไม่ขาดแคลน มีเงินซ่อมแซมวัด สร้างพระสร้างโบสถ์เรียกคนให้มาทำบุญเยอะ ๆ” คุณป้ากล่าว
“แล้วการชำระล้างจิตใจ เหมือนการได้ขึ้น์มั้ย” ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำหน้าเหมือนรำคาญตัวเองที่ดันไม่ยอมหยุดต่อปากต่อคำ
“เอ่อ ก็ใช่ค่ะ” เสียงตอบของคุณป้าเบากว่าเดิม
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ที่คุณเป็เ้าภาพทอดกฐินคุณก็ไม่ได้หวังอย่างอื่น นอกจากการได้ชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ใช่มั้ย”
“คุณยังไม่เข้าใจ เอ... นี่คุณไม่เข้าใจอะไรเลย การทอดกฐินคือการสร้างบุญสร้างกุศล เมื่อตายไปจะได้เกิดในภพภูมิที่ดี เกิดในที่ที่มีพระพุทธศาสนา ไม่ไปเกิดเป็สัตว์เดรัจฉาน คนพิการ คนยากคนจน ไม่โชคร้ายอับโชค ใครสร้างบุญใหญ่ สร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างพระพุทธรูปให้คนกราบไหว้ ตายไปก็จะได้เกิดใหม่เป็คนร่ำรวย มีวาสนาดี มีกำลังที่จะสร้างบุญสร้างบารมีต่อไป พระพุทธเ้าท่านสอนแบบนี้”
“ใช่เหรอ พระพุทธเ้าของคุณสอนแบบนี้หรอกเหรอ เอ... เท่าที่ฉันได้ยินมาพระพุทธเ้าของคุณบอกว่า การเกิดคือความทุกข์นะ เอ้า... ถ้าอย่างนั้นคุณก็เชื่อในสิ่งที่สวนทางกับพระพุทธเ้าของตัวเองสิ มันย้อนแย้งกันนะคุณว่ามั้ย คุณทำบุญเพื่อให้ได้เกิดใหม่เป็คน แถมทำบุญเพราะไม่อยากเกิดเป็คนจนคนพิการด้วย ทั้งที่พระศาสดาของคุณสอนว่าการเกิดคือความทุกข์!”
“คุณเข้าใจผิดแล้ว พระพุทธเ้าท่านตรัสว่า การเกิด คือ การเวียนว่ายตายเกิด จนกว่าจะหมดกรรมที่ก่อเอาไว้ทุกชาติ นี่แหละการเกิดคือความทุกข์ ถ้าใครเกิดแล้วทำแต่ความดีไม่สร้างกรรมชั่วทุกภพทุกชาติ ตายไปแล้วจะไม่ได้กลับมาเกิดใหม่อีก นั่นแปลว่าคนคนนั้นหมดกรรมชั่วแล้ว คือ นิพพานไงล่ะ” คุณป้าพูดด้วยความมั่นใจในความเชื่อของตัวเอง
“ฉันเคยได้ยินมาเหมือนกัน เื่การเวียนว่ายตายเกิด เขาเรียกอะไรนะ” ประโยคสุดท้ายเหมือนถามเลขาที่ยืนข้าง ๆ
“วัฏสงสารค่ะ”
“นั่นแหละ แต่ฉันไม่เชื่อนะว่าพระพุทธเ้าของคุณ เป็คนคิดทฤษฎีเวียนว่ายตายเกิดนี้ขึ้นมา มันเป็ความเชื่อส่วนบุคคลนะ ฉันว่า... แต่ฉันไม่ไปบังคับให้คุณเชื่อเหมือนฉันหรอก อย่าเข้าใจผิด! ฉันแค่คิดว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ดูย้อนแย้งกับหลักการที่ว่า การเกิด คือ เหตุแห่งทุกข์ทั้งมวล ตามที่พระพุทธเ้าของคุณได้เคยบอกเอาไว้ และฉันได้ยินมาจากปากของเขาเอง” สุรเสียงที่เปล่งประโยคสุดท้ายนั้นดังก้องกังวานไปทั่วบ้าน ปานว่ามีลำโพงเซอร์ราวด์ติดอยู่ทุกซอกทุกมุม
“ท่านรองคะ ดิฉันว่ารีบทำตามขั้นตอนเถอะค่ะ” คุณเลขาแว่นหนาเตอะกล่าวด้วยน้ำเสียงขอร้อง
นพกรณ์อยากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องอย่างออกหน้าออกตา ยืดคอแล้วยืดคออีกเพื่อมองดู เขาเห็นชายคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะยิ้มน้อย ๆ ให้คุณป้าพร้อมกับส่ายหน้าด้วยอาการปลง
“เอาล่ะ กระบวนการนี้เสร็จสิ้นแล้ว ขอให้คุณเปิดประตูนั้นออกไป จะมีเ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำคุณอีกเป็ครั้งสุดท้าย” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนแล้วชี้มือไปที่ประตูซึ่งอยู่ข้างห้อง
“ฉันจะได้ขึ้น์ใช่มั้ย ฉันตักบาตรเกือบจะทุกเช้า หยอดตู้ทำบุญเป็ค่าน้ำค่าไฟให้วัด เป็เ้าภาพสวดศพ โอ๊ย นับไม่ถ้วน ถวายสังฆทานปีหนึ่งหนึ่งหลายหมื่น ฉันทำแต่กรรมดีมาตลอดต้องให้ฉันได้ขึ้น์ซิ” คุณป้ายังไม่ยอมแพ้เธอจะขึ้น์ให้ได้
“ตกลงอยากขึ้น์หรือยากเกิดใหม่เป็คนร่ำรวยเงินทอง” ชายคนนั้นถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ท่านรองคะ” คุณเลขากล่าวเตือนอีก
“เอ่อ?” คุณป้าหน้าสลดลงทันที
“เอาเถอะฉันตอบไม่ได้หรอกว่าคุณจะได้ไปไหนต่อจากนี้ มีเพียงการกระทำที่ผ่านมาของคุณเท่านั้นที่จะเป็ตัวตัดสินว่าคุณจะได้ตามที่คุณหวังหรือไม่” ชายคนนั้นนิ่งเงียบไปสักครู่ แล้วกล่าวต่อว่า
“ในเมื่อคุณคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำตอนมีชีวิต คือการได้เป็เ้าภาพทอดกฐิน และการทำบุญมากมายที่หวังสิ่งตอบแทน สิ่งนั้นก็คงจะส่งผลถึงความฝันครั้งสุดท้ายของคุณ โปรดจงฟังและคิดใคร่ครวญกับสิ่งที่ฉันจะบอกต่อไปนี้”
ชายคนนั้นมองไปที่ดวงจิตของคนตายด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“การกระทำที่คุณเรียกว่ากรรมดีนั้น จะต้องทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ลองไปคิดดูให้ดี คุณอาจจะคิดออก ก่อนที่จะเดินเข้าไปในถนนความฝันครั้งสุดท้าย”
นพกรณ์ยื่นหน้าขึ้นมองดูใบหน้าของคุณป้าคนนั้น เธอปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตูข้างห้อง แต่เธอกลับหยุดยืนอยู่ตรงนั้นแล้วหันหลังกลับมามอง จนชายที่นั่งหลังโต๊ะเดินไปเปิดประตูให้และจูงเธอออกไปจากห้อง
นพกรณ์ถอนหายใจยาวด้วยความสลดหดหู่ แต่แล้วก็ขึงตาขึ้นมาทันทีเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
“เฮ้ย! นี่เราตายแล้วเหรอวะเนี่ย เฮ้ย! มันเป็ไปได้ยังไง ไม่ไม่ไม่... มันเป็ไปไม่ได้”
นพกรณ์พึ่งรู้สึกตัวนึกขึ้นได้ก็เกิดอาการพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที แต่เมื่อมองเข้าไปในห้องก็เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน ด้วยความอยากรู้เขาจึงหยุดความเดือดดาลของตัวเองไว้ชั่วครู่
“ปิ๊ก!” เมื่อเสียงดีดนิ้วดังขึ้น คนที่เป็พระก็สะดุ้งและตื่นจากภวังค์ นพกรณ์พยายามยื่นคอมองดูอย่างสนใจ เพราะพระรูปนี้ไม่มีอาการโศกเศร้าเสียใจเมื่อรู้ว่าตัวเองตาย!
จนทำให้เขานึกย้อนถึงตัวเองที่ดันอยากรู้อยากเห็นเสียจนลืมความเศร้าโศกเมื่อรู้ว่าตัวเองตาย!
“ดูเหมือนคุณจะมีสติรู้ตัวมากกว่าใคร เมื่อรู้ว่าความตายมาถึงแล้ว อ๊ะ... ชาวพุทธเขาเรียกว่าอะไรนะ คุณเลขา” ชายผู้นั่งหลังโต๊ะกล่าวด้วยแววตาชื่นชมพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“ละสังขารค่ะ” คุณเลขาแว่นหน้าเตอะบอก
“อื๊อ เขาไม่ได้เรียกว่าดับขันธ์เหรอ พระนะเนี่ย!” ชายคนนั้นหันไปถามเลขาอย่างสงสัย
“ไม่ค่ะ ชาวพุทธจะใช้คำว่า ดับขันธ์ กับพระพุทธเ้าเท่านั้น ส่วนคำว่าละสังขารจะใช้กับนักบวชที่ชาวพุทธเชื่อว่าเป็อรหันต์ หรือเป็อริยสงฆ์ที่น่ายกย่อง อืมมม ส่วนนักบวชธรรมดา หรือสมมติสงฆ์ จะใช้คำว่า มรณภาพ และทั้งสามคำนี้มีความหมายเดียวกัน คือ ตาย!” เลขาอธิบายอย่างละเอียด
“ความหมายเดียวกันแต่เรียกต่างกันตามวรรณะสินะ” ชายคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าเข้าใจ
“ไม่ค่ะ ศาสนาพุทธไม่มีแบ่งชั้นวรรณะ” เสียงคุณเลขาแย้ง
“สาวกแบ่งวรรณะกันเองไงคุณ เชื่อมั้ยไม่ว่าพระพุทธเ้าของคุณไม่เคยบอกให้นักบวชแบ่งชั้นวรรณะ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง ไม่มีชั้นผู้ใหญ่ ไม่มีเ้าอะไรทั้งหลายแหล่”
พระภิกษุรูปนั้นนั่งนิ่งฟังอย่างไม่สะทกสะท้าน นพกรณ์ยื่นคอมองดูกิริยาของพระเมื่อถูกเสียดสี แต่พระกลับไม่แสดงอาการยินดียินร้ายหรือเปลี่ยนอารมณ์แต่อย่างใด
“เมื่อนานมาแล้ว ฉันเคยได้พบกับมหาบุรุษท่านหนึ่ง พระพุทธเ้าของคุณ ฉันเลื่อมใสมหาบุรุษท่านนี้มากเหลือเกิน มากเสียจนฉันนำคำกล่าวของเขามาปฏิบัติตามจนถึงเดี๋ยวนี้” ชายคนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเลื่อมใสในบุคคลที่กล่าวถึง
“แอะแฮ้ม” คุณเลขาแกล้งทำเสียงกะแอมเพื่อเตือนสติเ้านายอีกครั้ง
“อ้อ ฉันต้องขอโทษคุณด้วย หมายถึง ฉันเลื่อมใสในพระองค์มาก พระองค์มีความคิดที่ร่วมสมัย และความร่วมสมัยนั้นเป็ความจริงแท้แน่นอน พระศาสดาของคุณคือมหาบุรุษที่เข้าใจโลกอย่างถ่องแท้” ชายคนนั้นพูดเหมือนแก้ตัว
“ท่านเคยเจอพระศาสดาจริงหรือ ท่านนั่งสมาธิแล้วเห็นพระพุทธในนิมิตหรืออย่างไร” พระภิกษุรูปนั้นถาม
“เปล๊า เอ้อ... เอาล่ะ ๆ ขออภัยที่ผมนอกเื่ไปเสียเยอะ อ่า... ต่อไปนี้คือกระบวนการช่วยเหลือครั้งสุดท้ายของธรรมชาติ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ระลึกถึงความดีที่ได้ทำในอดีต ก่อนที่จิตนี้ของคุณจะเข้าสู่ภวังค์แห่งความฝัน”
“เจริญพร” พระกล่าวตอบรับอย่างเข้าใจ
“ฉันจะถามคำถามคุณ 1 คำถาม ขอให้คุณตอบตามที่รู้สึก ขอแนะนำว่าอย่าหลอกตัวเอง คุณตายไปแล้วต้องปลงให้ได้ เพราะคำตอบจะมีผลกับความฝันครั้งสุดท้ายของคุณ”
“เจริญพร” พระตอบรับอีกครั้ง
“สิ่งที่คุณคิดว่าทำแล้วดีที่สุดในชีวิตคืออะไร” ชายคนนั้นถามด้วยสีหน้าที่ลุ้นระทึกปานนั่งเชียร์ฟุตบอลในสนาม
“ยามที่มีผู้คนมากมาย ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ คนพิการ คนใกล้ตาย ฟังในสิ่งที่อาตมาพูด” พระภิกษุกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ
“คุณคงจะยินดีในสิ่งนั้นมาก” ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะกล่าวด้วยแววตาที่รับรู้ได้ถึงความสุข
“เจริญพร สิ่งที่อาตมาพูด คือ ความจริงที่พระศาสดาค้นพบ และพิสูจน์แล้วว่าเป็ความจริง ใครที่เข้าถึงได้เมื่อน้อมเอาไปปฏิบัติตาม จะเข้าใจโลก เข้าใจธรรม เข้าใจถึงความทุกข์”
เมื่อได้ยินสิ่งที่พระภิกษุกล่าว คุณเลขาแว่นหนาก็ถึงกับนั่งพับเพียบลงกับพื้น แล้วกราบพระสงฆ์รูปนั้น นพกรณ์เอียงหัวมองดูเธออย่างแปลกใจ ดูเหมือนคุณเลขาคนนี้จะเป็ชาวพุทธ ต่างจากเ้านายของเธอ เพราะทุกคำพูดที่ชายคนนั้นกล่าวถึงพระพุทธเ้า จะพูดว่า “พระพุทธเ้าของคุณ” นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้นับถือพระพุทธเ้าเป็พระศาสดา และนั่นแสดงได้อีกว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่พุทธศาสนสถานแน่นอน! นพกรณ์อ้าปากค้างกับสิ่งที่พึ่งนึกขึ้นได้
“ฉันดีใจที่ได้ส่งดวงจิตของคุณเข้าสู่ความฝัน ฉันเดาได้เลยว่าความฝันของคุณจะงดงามและไร้ความทุกข์เพียงใด” ชายคนที่นั่งหลังโต๊ะกล่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
“เจริญพร” พระสงฆ์กล่าวเสร็จก็ลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูทันที
นพกรณ์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างนอกกำลังครุ่นคิด “ความฝันครั้งสุดท้าย” ชายหนุ่มพูดทวนคำคำนี้หลายครั้ง แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ดูเหมือนพระภิกษุรูปนี้จะรู้ซึ้งในความหมายของมันแล้ว แต่ทำไมคนอย่างเขา ก็รู้แล้วว่าตัวเองตาย! เหตุใดจึงยังไม่เกทกับความฝันครั้งสุดท้ายนี้สักเท่าไหร่ หรือเขามันเป็บาปหนาอย่างนั้นหรือ
“รึเอะ! เราเป็คนประเภทเดียวกันกับคุณป้าคนนั้นรึเปล่าวะ!”
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องทำงานตรงหน้า นพกรณ์ได้รู้ได้เห็นทั้งหมดด้วยอารมณ์ที่สลดหดหู่ และสับสนระคนไปกับความประหลาดใจ มันทำให้เขานึกสะท้อนถึงการกระทำที่ผ่านมาของตัวเอง เมื่อถึงคิวที่เขาจะต้องถูกถามว่า
“สิ่งที่คุณคิดว่าทำแล้วดีที่สุดในชีวิตคืออะไร” เขาจะตอบว่าอย่างไร
เพราะคนอย่างเขาเพียงแค่พยายามทำตามที่พระพุทธเ้าสอน แต่ยอมรับว่าบางเื่นั้นปฏิบัติตามยากมาก โดยเฉพาะเื่ที่ต้องต่อสู้กับความอยากของตัวเอง แต่เขาก็พยายามทำตามมรรคทั้ง 8 ข้อ
อย่างน้อยเขาก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าทำสิ่งใดทำแล้วเป็ทุกข์!
นพกรณ์ถอนลมหายใจยาว แล้วหันดูนั่นดูนี่รอบตัว จากนั้นสายตาก็ไปเจอหญิงสาวคนนั้นที่อยู่คิวถัดไปอีก ทันใดนั้นก็เหมือนตัวเองคิดอะไรขึ้นมาได้ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ กลับคิดไม่ออกขึ้นมาเสียเฉย ๆ
“เราเคยเจอผู้หญิงคนนี้ที่ไหน? คลับคล้ายคลับคลาว่าคุ้นหน้าเหมือนเคยรู้จัก แต่นึกไม่ออกว่าเธอเป็ใคร?”
ยิ่งคิดยิ่งทำให้ปวดหัว ดังนั้น นพกรณ์จึงยืดคอขึ้นไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องต่อไป
“ผมสร้างพระทองคำแท้ทั้งองค์เก็บไว้ในเจดีย์ พระอาจารย์บอกว่าเมื่อถึงยุคที่พระศรีอริยเมตไตรยมาจุติยังโลกมนุษย์ ผมจะได้เกิดในยุคนั้นด้วย ยุคที่ผู้คนไม่ลำบาก ไม่มีใครคิดร้าย มีแต่ทำความดี ศาสนาในโลกจะมีแค่ศาสนาเดียวคือศาสนาพุทธ”
ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตอนนี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่นในความเชื่อและศรัทธาของตัวเอง แต่สีหน้าของชายผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะกลับคิ้วขมวดหน้ายุ่งมองดูคนตายที่อยู่ตรงหน้าอย่างสงสัย
“พระศรีอริยเมตไตรย?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
“พระศรีอริยเมตไตรย คือ พระพุทธเ้าองค์ต่อไปค่ะ ชาวพุทธหลายคนเชื่ออย่างนั้น” เลขาแว่นหนาเตอะอธิบายให้เ้านายเข้าใจ
“พระพุทธเ้าต่อจากมหาบุรุษผู้นั้นน่ะเหรอ” ชายผู้ที่นั่งหลังโต๊ะกล่าวด้วยสีหน้าพึ่งรู้
“ใช่ค่ะ”
“ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะไม่รู้จักพระศรีอริยเมตไตรย” ดวงจิตที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหรี่ตามองดูคนที่ไม่รู้จักพระศรีอารย์
“บังเอิญฉันเป็คนไม่มีศาสนา แต่ยอมรับว่ามีหลายแิที่ได้จากคำสอนของพระพุทธเ้าของคุณ เอ้อ แต่เอาเถอะ...”
ชายผู้นั่งอยู่หลังโต๊ะหยุดพูดชั่วครู่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองคนตาย! “คุณบอกฉันทำไมเื่สร้างพระ แล้วก็เื่จะได้เกิดในยุคที่มีแต่คนทำความดี”
“ผมคิดว่าบุญใหญ่ที่ผมได้ทำ จะช่วยให้ผมได้เกิดใหม่เป็คนอีกครั้ง และเป็คนที่ไม่ลำบาก มีแต่ความสุข” คนตายพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ
“หมายถึง คุณคิดว่าบุญกุศลที่สร้างพระไปเก็บไว้ในโบสถ์ จะสามารถลบล้างการฆ่าคนอื่นได้อย่างนั้นเหรอ” ชายผู้นั่งหลังโต๊ะกล่าวด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ
“ผมก็ไม่ได้หมายถึงขนาดนั้น แต่ผมเชื่อว่าความผิดที่ผมทำลงไป หมายถึงการฆ่าไอ้นาวิน บุญกุศลที่ผมสร้างไว้ น่าจะส่งผลให้ได้รับกรรมน้อยลงบ้าง”
“โอ๊ยไม่อยากจะเชื่อ พระพุทธเ้าของคุณบอกอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่! เท่าที่ฉันได้ยินมา พระพุทธเ้าของคุณบอกว่าการกระทำไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ไม่อาจหักล้างกันได้ คุณโกงเงินบริษัทไปหนึ่งหมื่น แล้วคุณเอาเงินไปทำบุญหนึ่งพัน กรรมที่คุณโกง มันไม่ได้ลดลงเหลือเก้าพันหรอกนะ” น้ำเสียงของชายที่นั่งหลังโต๊ะออกไปในทางค่อนแคะ
“อย่างน้อย ๆ กรรมดีของผม น่าจะส่งผลให้ผมได้รับกรรมชั่วน้อยลง ผมเชื่ออย่างนั้น ผมอาจจะได้เกิดเป็เศรษฐีที่มีปัญหาให้ทุกข์ใจอยู่บ้าง แต่โดยรวมชีวิตน่าจะไม่ลำบาก” ชายผู้สร้างพระทองคำกล่าวด้วยท่าทางที่เชื่อว่ามันจะต้องเป็แบบนั้นจริง ๆ
ชายผู้มีตำแหน่งเหมือนหัวหน้าของบ้านหลังนี้ ก้มหน้าลงแล้วส่ายหน้าช้า ๆ
“เอาเถอะ จงคิดให้ได้ว่าความดี ความผ่องใสที่แท้จริงเมื่อคุณได้ทำ มันคือสิ่งใด เพราะความฝันครั้งสุดท้ายของคุณจะเกี่ยวพันตามสิ่งที่คุณได้ทำ”
นพกรณ์ฉุกคิดขึ้นได้อีกครั้งถึงชะตากรรมของตัวเอง ถ้าเราตายแล้ว! หรือว่าที่นี่เป็ทำนองเดียวกับประตูสู่นรกและ์ ใครทำแต่ความดีได้ขึ้น์ ใครทำความชั่วต้องตกนรกไปชดใช้กรรม ถ้าเป็อย่างนั้นจริง ๆ คนที่นั่งหลังโต๊ะอยู่ตอนนี้ก็จะต้องเป็ เฮ้ย! ชายหนุ่มอุทานอย่างใ
พญามัจจุราช!
“คุณนพกรณ์ ถึงคิวคุณแล้วเชิญด้านในค่ะ”