เสียงปะทะของศาสตรากัมปนาทะเืเลื่อนลั่นเป็ครั้งสุดท้ายบนบันไดขั้นที่3 พลังปราณครามหลากสีะเิออกดุจดอกไม้ไฟสังหาร ขุนพลหงเฉิน ในร่างเกราะมหาอุปราชทมิฬสืบเท้าถอยหลังพลางกวัดแกว่งง้าวต้านรับการโจมตีอันพิสดารของสามสหาย
บัดนี้หงเฉินต้องโคจรพลังถึง ระดับปราณคราม ขั้น 5 จึงจะพอต้านทานความบ้าคลั่งนี้ได้!
ต้วนผิงอัน: บัดนี้ดุจเทพาจุติง้าวทลายพสุธาในมือแผ่ไอสังหารเข้มข้น พลังฝึกปรือทะลวงเข้าสู่ ขอบเขตปราณคราม ขั้น 8 ทุกการฟาดฟันทำเอาแผ่นดินปริแยก
หนิวมู่อี้: ร่างกายโชกด้วยเหงื่อและเืจากการเดิมพันชีวิตกลืนกิน"ยาเม็ดพยัคฆ์ครามคลั่งอเวจี" จนทะลวงคอขวดเข้าสู่ขอบเขตปราณคราม ขั้น 4 คทาในมือหลอมรวมอัสนี์จนอากาศรอบกายส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะไม่ขาดสาย
ทว่า... สิ่งที่ทำให้หงเฉินถึงกับ ปากอ้าตาค้าง คือร่างของ อวิ่นหนิงเจี่ย
แม้พลังฝึกปรือตามพื้นฐานจะอยู่ที่ จินหรง ขั้น 8 (ระดับหลอมทอง) เท่านั้นแต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับหนักแน่น ลุ่มลึกดุจหินหนืดูเาไฟที่ถูกเคี่ยวกรำอยู่ใต้โลกมานับหมื่นปีกระบวนท่าที่รั้งและปล่อยออกมานั้นช่ำชองถึงขั้นบรรลุ "ผู้ทักษะยุทธ์"ก้าวข้ามขีดจำกัดของระดับพลังไปไกลลิบ!
"ดี! ในเมื่อพร้อมแล้วก็จงตามข้ามาสู่ความตายที่แท้จริง!"
หงเฉินคำรามกึกก้องร่างเกราะทมิฬพุ่งทะยานดุจดาวตกสีม่วงบุกทะลวงม่านหมอกขึ้นสู่ บันไดขั้นที่ 4 ทันที สามสหายร่วมตายมองหน้ากันเพียงชั่วครู่ก่อนจะพุ่งร่างตามขึ้นไปโดยมิได้นัดหมาย!
ครืนนนนนนนน!
ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้นขั้นที่ 4เสียงกัมปนาทดุจคลื่นั์ในมหาสมุทรคลั่งพลันโถมเข้าใส่ร่างกายพลังกดดันมหาศาลบีบอัดชั้นบรรยากาศจนกลายเป็กำแพงล่องหนที่หมายจะบดขยี้กระดูกทุุกชิ้นให้แหลกลาญ!
"อ๊ากกกกกกก!!!"
ผิงอันและมู่อี้ร้องลั่นพร้อมกันร่างของทั้งสองทรุดลงกับพื้นหิน เส้นเืปูดโปนออกมาตามขมับพลังกดดันในชั้นนี้ช่างแตกต่างจากชั้นที่ 3 ราวฟ้ากับเหว!
หนิงเจี่ยที่พุ่งตามขึ้นมาติดๆรู้สึกได้ถึงพลังบีบคั้นที่น่าสะพรึงกลัวแต่ด้วยร่างกายที่ผ่านการวิวัฒน์และเคี่ยวกรำมาอย่างพิสดาร เขายังคงยืนหยัดอยู่ได้แม้ลมหายใจจะหนักหน่วงกว่าปกติหลายเท่า
หงเฉินที่ยืนรออยู่ท่ามกลางพายุพลังหันมามองหนิงเจี่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังในวินาทีนั้นเอง เสียงในหัวของหนิงเจี่ยพลันดังขึ้นอย่างชัดเจน...
"ตรวจพบรอยแยกมิติ: [ยอดเขาอเวจี:ลมปราณไร้ขอบเขต]" "เงื่อนไขการเข้าถึง: ผู้ฝึกยุทธ์ระดับพลังไม่เกิน [ปราณคราม]เท่านั้นที่สามารถย่างกรายเข้าสู่มิตินี้ได้" "สถานะ: พลังปราณหนาแน่นกว่าภายนอก 100 เท่า... เหมาะแก่การขัดเกลาเจตจำนงเทพอสูร"
หนิงเจี่ยขยับเท้าเดินเข้าไปหาหงเฉินอย่างช้าๆท่ามกลางเสียงกระดูกที่ลั่นเปรี๊ยะตามแรงกดดันเขาจ้องมองไปยังรอยแยกอากาศที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้า
หนิงเจี่ย: (พึมพำเสียงต่ำ) "มิติลมปราณไร้ขอบเขต...นี่คือสถานที่ที่จะทำให้ข้าทัดเทียมกับพวกตระกูลใหญ่สินะ"
หงเฉิน: "นายท่าน... ที่นี่คือสุสานและแท่นบูชาในเวลาเดียวกันหากท่านก้าวผ่านมันไปได้... มณฑลเฟิงเป่าจะเล็กเกินไปสำหรับท่าน!"พวกท่านจงเข้าไปฝึกฝนในที่นี้เถอะข้าขอเตือนถ้าท่านยังไม่มีความมั่นใจขออย่ารีบผลีผลามเข้าไป ตอนข้ามาถึงที่นี้และััมิตินี้ได้ใหม่ๆข้าว่า ในนั้น...อันตรายถึงชีวิต ข้าว่า...
หนิงเจี่ยเข้าใจในสิ่งที่ขุนศึกหงเฉินจะกล่าวต่อ“ข้า..มิอาจรอได้อีกแล้วถ้าข้าหยุดอยู่ไม่เดินต่อในตอนนี้จิตปณิธานที่ข้ามีจะสั่นคลอนมันจะส่งกระทบต่อการฝึกปรือของข้าในภายหน้าข้าตัดสินใจรองเสี่ยงดูขุนศึกหงเฉินพยักหน้า เดินหลบไปด้านข้าง
หนิงเจี่ยหันไปมองสหายทั้งสองที่กำลังดิ้นรนสู้กับแรงกดดันด้วยแววตามุ่งมั่นเขาพร้อมแล้วที่จะพาพวกเขาทะลวงขีดจำกัดไปสู่อีกระดับที่โลกต้องจารึก!
ต้วนผิงอัน หนิวมู่อี้มีสีหน้าเด็ดเดี่ยว พยักหน้าพร้อมกัน หนิงเจี่ยพลันกล่าวเด็ดเดี่ยว “งั้นพวกเรา ไป!!”
ทั้งสามพุ่งเข้าสู่ประตูมิติที่บิดเบี้ยวด้านหน้าทันทีเสียง วูมมมม วิ้งงง!! ดังขึ้นพร้อมแสงสว่างจ้าอยู่ครู่ทุกอย่างก็กลับมาสู่สภาพปกติหงเฉินรำพึง “ข้าดูท่านมิผิด ถ้าท่านผ่านด่านนี้ออกมาได้...” หงเฉินเงียบ “ข้าตั้งตารอแทบทนไม่ไหวจริงๆ”“งั้นข้าก็จะพยายามทะลวงชั้นหุบเขารอท่านกลับมา”ร่างของหงเฉินแปรเปลี่ยนเป็ลำแสงพุ่งทะลวงขึ้นสู่ชั้นบนหุบเขาเสียงดัง ฟูมมมม!! ครืนๆๆๆ ลากอากาศเป็ทางยาว
ยามนั้น… ทิวทัศน์เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสามพลันเปลี่ยนไปมันมิใช่วิถีทางของมนุษย์โลก เหมือนหลุดเข้ามาในอาณาเขตแห่งเซียน!
ณ จุดสูงสุดเมื่อมองขึ้นไปบนฟากฟ้า เห็นวิหารลอยฟ้าลักษณะเป็ผาหินแกร่งสีดำสนิทตระหง่านราวกับกระบี่เล่มั์ที่ปักทะลุฟ้าเมฆาลมปราณหนาวเย็นจากห้วงอวกาศพัดหวีดหวิวสาดใส่รอยแยกของหินผาก่อเกิดเป็เสียงครวญครางของปีศาจที่ถูกจองจำ
บัดนี้ปรากฎร่างสวมเสื้อคลุมสีดำทอดกายยืนอย่างสงบนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชันเบื้องบนเส้นผมสีนิลยาวสลวยปลิวไสวออกนอกผ้าคลุมหน้ารับกับสายลมกรรโชก ร่างกายไม่ไหวติงหรือสะดุ้งะเืต่อกระแสลมปราณรุนแรงหนาวเย็นนั้น
เบื้องล่างของสามสหาย คือ หุบเหวไร้ก้นบึ้ง ที่ถูกปกคลุมด้วยไอพิษสีเขียวมรกตมองลงไปก็คล้ายัปีศาจกำลังอ้าปากรอคอยกลืนกินสรรพชีวิตใด ๆที่บังอาจร่วงหล่นลงไป
ร่างสวมเสื้อคลุมสีดำ พลันขยับร่างลอยออกจากวิหารลอยฟ้ารอบกายของเขาปรากฏมวลพลังฟ้าดินที่หมุนวนเป็เกลียวอย่างรวดเร็วก่อตัวเป็ม่านแสงสีครามเรืองรอง พลังปราณสีครามพุ่งทะยานจากฝ่ามือแปรเปลี่ยนเป็ประตูมิติสามบานลอยลงมายังเบื้องหน้าชายหนุ่มทั้งสาม เสียงเ็าแหบห้าวพลันดังจากร่างนั้น “จงเลือกและเข้าไปเถอะ เป็ตายอยู่ที่...พวกเ้าแล้ว
รอบนี้ อวิ่นหนิงเจี่ยเดินออกมาด้านหน้า เขาพลันตัดสินใจแน่วแน่ หันมามองเพื่อนทั้งสอง “พวกเ้าถนอมตัวพวกเราพบกันใหม่ พวกเ้าต้องระวังตัวให้ดี ทั้งสามจับมือกันแน่น ใม่มีคำพูดใดจะกล่าวอีกแล้วทั้งสามผละจากกัน หนิงเจี่ยพุ่งเข้าสู่ประตูที่อยู่ตรงกลาง มู่อี้เข้าประตูทางขวาผิงอันเลือกประตูทางซ้าย ตำนานบทใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว