ภพสุดท้ายกลายเป็นเซียน

    เล่มที่3 ตอนที่104 ความตายย่างกราย 2

         ผ่านไปหนึ่งวันหลังจากหลินหลงเข้ามาในป่า


         เสียงปักษาดังก้องป่าตลอดวัน เช้า กลางวัน เย็น ยังคงขับร้องเสียงอันไพรเราะ
         ตลอดทางมาหลินหลงไม่ได้พบความยากลำบากหรือปัญหาใดๆ ในเรื่องอาหารตัดทิ้งไปได้เลย เมื่อสิบห้าชั่วโมงก่อนลมปราณหลินหลงฟื้นืนมาเล็กน้อย เขาใช้มันโคจรไปทั่งร่างผ่านเส้นลมปราณอันบอบช้ำ ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างราวสายฟ้าฟาด แต่ก็หาได้ทำได้ให้หลินหลงแสดงอาการใดๆออกทางสีหน้าไม่
         ปัจจุบันลมปราณฟื้นคืนมาหนึ่งในร้อยส่วน พละกำลังร่างกายฟื้นฟูต่อเนื่องแม้จะเดินผ่านป่าตลอดคืนวัน เพราะมีลมปราณหมุนเวียนอยู่ในร่าง
         ตกเย็น
         แสงตะวันเจิดจ้าเปลี่ยนไปเป็นสีส้นแล้วค่อยๆหม่นแสงลง แปรผันท้องนภาเป็นสีส้ม ฟ้า ม่วง ก่อนจะหายลับไป ไม่นานนักดวงจันทราจึงปรากฎ ความมืดมิดเริ่มคลืนคลาน แม้มีแสงจันทร์ยังมิอาจทำให้สว่างมากไปกว่านี้ได้
         สายลมในยามมีแสงตะวันนั้นอบอุนกลับกันสายลมในยามมีแสงจันทร์นั้นเย็นวาบ กลิ่นอายความชุ่มชื้นยามค่ำคีนค่อยๆโชยขึ้นมาราวกับกลิ่นของอาหาร
         สองเท้าของหลินหลงยังคงย่างก้าวไปด้านหน้ามิมีมีม่าว่าจะหยุด กระบี่ทัณฑ์วารีส่องแสงสีฟ้าจางๆขึ้นมาให้เห็นรอบด้านในระยะหนึ่งเมตรชัดเจน แต่มืดค่ำเช่นนี้หลินหลงใช้หูในการฟังเสียง จมูกในการดมกลิ่นเพื่อมิให้ชนกับต้นไม้ ในเรื่องของสัมผัสวิญญาณอันบางเบานั้นเขาใช้เป็นดั่งเส้นทางถนน ตามไปยังสถานที่ๆเหล่าอสรพิษอยู่
         ส่วนเจ้าบอลไพธ่อนที่ตามติดหลินหลงมาตลอด มันมิได้อยู่ติดตัวเขาเหมือนตอนแรก เพราะมันถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในแหวนมิติ ก่อนหน้านี้ ที่เป็นอย่างนั้นเป็นหลินหลงคาดคิดถึงอันตราย แต่ในตอนนี้นั้นมันกลับมาอยู่ข้างกายหลินหลงอีกครั้ง
         "กลิ่นอายธรรมชาติมิบริสุทธิ์เหมือนกาลก่อนผสมกลิ่นแปลกประหลาดอยู่ภายใน อย่างไรกลิ่นอายธรรมชาติคือธรรมชาติน่าแปลกที่เราไม่เจอสัตว์สักตัวเดียวขนาดผ่านไปสองวันแล้ว อย่างน้อยยังพอมีแมลงให้อุ่นใจได้"
         แกริ๊ก แกริ๊ก แกริ๊ก....
         หืม?
         ระหว่างหลินหลงกำลังพึมพำทำลายบรรยากาศเงียบสงบ กระบี่ทัณฑ์วารีพลันสั่นสะท้านขึ้นมาฉันพลัน แสงบนตัวมันยังวูบวาบๆซ้ำยังชี้ไปยังด้านหนึ่ง หลินหลงหยุดเดินกระทันหัน ก่อนเสียง ตู้ม จะดังขึ้นมา
         ร่างด้วงขนาดยักษ์ใหญ่กว่าหลินหลงหลายเท่าผุดขึ้นมาจาผืนดิน เศษดินเศษทรายและเศษใบไม้กระจัดกระจายไปทั่ว
         แซ๊ดดดดดดดดดดดดด
         ด้วยยักษ์ส่งเสียงร้องแปลกประหลาดออกมาคล้ายว่าพ่นลมหายใจออกจากรูปจมูกแคบๆออกมาเร็ว หลินหลงเห้นด้วงยักษ์ผุดขึ้นมาจากพื้นเขาก็ถอยหลังออกไปหลายก้าวแล้ว ทั้งยังตั้งท่ากระบี่พร้อมโจมตีด้วงยักษ์ ตัวเขาเองพร้อมจะสังหารสิ่งมีชีวิตได้ทุกเมื่อถ้ามันเป็นอันตรายและเจ้าด้วงนี้ก็อันตรายต่อหลินหลงไม่น้อย แต่ก็อยู่ในระดับที่ยังสังหารได้ เพราะมันเป็นแค่สัตว์วิญญาณ
         ทว่า! หลินหลงคิดไปคิดมาการหลบหนีในเวลานี้มันจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะพบกับอะไรอีก เจ้าด้วงยักษ์นี่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเข้ามาโจมตี หลินหลงจึงชิงกระโดดขึ้นต้นไม้วิ่งไปตามกิ่งก้านสาขา
         ผ่านไปครึ่งชั่วโมง
         หลังจากหนีมาได้ระยะหนึ่งด้วงยักษ์ก็ไม่ตามมากลับกันดันมีตะขาบตัวเท่าขายาวสามเมตร ไล่ตามเขามาอย่างเชียบไร้ซุ่มเสียง แน่นอนว่าหลินรู้ตัว แต่ยังไม่ลงมือและเลือกที่จะกระโดดไปตามกิ่งไม้โดยมิหยุดพัก
         การหลบหนีของหลินหลงแม้ลมปราณจะค่อยๆฟื้นกลับมา แต่ว่ามันช้ายิ่งกว่าก่อนหน้าถึงสิบเท่า เพราะต้องให้ปราณบางส่วนไปฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้มีพบะกำลังในการหนีต่อ
         ทว่า!
         แกร๊ก
         "แย่แล้ว"
         กิ่งก้านสาขา พฤกษาแตกหัก     ไร้เสียงกล่าวทัก ราวรักไร้ใจ     ร่างชายร่วงหล่น ไร้คนจับไว้     จึงล่วงลงไป เคียงใกล้ร่างยาว          ไม่เกินสามก้าว ร่างยาวสีขาว     ร้อยขาเขี้ยวยาว คือบ่าวตะขาบ
         เคล้ง
         กระบี่ทัณฑ์วารีต้านับเขี้ยวสีขาวยืดยาวของบ่าวตะขาบ ตอนปะทะกับบ่าวตะขาบนี้เองหัวใจของหลินหลงก้เย็นวาบ เพราะว่าบ่าวตะขาบเป็นลูกสมุนของตะขาบหน้าคน หนึ่งในสัตว์เทพที่มีพิษร้ายแรงพอๆกับอสรพิษสุวรรณตาทองและอสรพิษสุวรรณตาดำของเขา ยิ่งไปกว่านั้นบ่างตะขาบมิมีทางมีตัวเดียวอย่างแน่นอน
         ยิ่งสู้ยิ่งเพิ่ม ยิ่งเติมยิ่งเสีย     ยิ่งมายิ่งเพลีย ยิ่งเสียกำลัง     ยิ่งสู้ยิ่งถอย จึงปล่อยพลัง     ก่อนเดินถอยหลัง แล้งรั้งรับมือ
         บัดนี้ลมปราณในร่างหลินหลงถูกใช้ออกไปหมดมิมีหลงเหลือกักเก็บไว้ เพราะบ่าวตะขาบเพิ่มจำนวนขึ้นมาบีบคั้นให้หลินหลงต้องสู้มิอาจล่าถอยได้
         'มันล้อมกรอบ เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่นานตะขาบหน้าคนต้องลอบสังหารจากตรงไหนสักแห่งแน่ๆ'
         หลินหลงเริ่มกังวลต่อให้ใช้กระบี่ทัณฑ์วารีสังหารบ่าวตะขาบทั้งหมดได้ เรี่ยวแรงต้องหมดลงไป เพราะลมปราณได้ใช้ออกไปหมดแล้ว จะร่วมในช่วงต่อสู้ก็ทำได้ยากยิ่งกว่าอะไร ประกอบกับสภาพร่างกายในเวลานี้แล้วมิต่างอะไรกับหนูใกล้ตายในวงล้อมงูเห่า
         'ต่้องการให้ท่านคางคกสุริยันช่วยเจ้ามั้ยเล่า แต่ต้องแลกกับปล่อยให้ท่าทิ่มแทงเจ้าให้ตกตาย ข้อเสนอข้าน่าสนใจกว่าสิ่งใดในเวลานี้ใช่รึไม่'
         'เหอะถ้าข้าตายเจ้าก็ตายไปคางคกโง่เง่าเต่าตุ่นหัดสำเนียกว่าผู้ใดทำให้เจ้ากลายเป็นคางคกสุริยันบ้าง'
         'ระยำใครขอให้เจ้าช่วยข้า ระยำ ระยำ ระยำ บัดซบ บัดซบ บัดซบ ข้ามิได้อยากกลายเป็นวิญญาณในเศษเหล็กไร้ค่านี้ มารดาเจ้า มารดาเจ้า มารดาเจ้า ตกตาย ตกตาย ตกตายไปด้วยกันนี่ล่ะ แม่งเอ้ย'
         'เพ้ย เชิญตายไปตัวเดียวเถิดไอ้คางคกนรกส่งมาเกิด'
         หลินหลงสบทใส่คางคกสุริยัน มันถึงขั้นมิทนได้อีกต่อไปพุ่งออกมาจากแหวนมิติหวังสังหารหลินหลง อนิจจาหลินหลงกลัวใช้กระบี่ทณฑ์วารีตีกระบี่ทัณฑ์เพลิงไปใส่บ่าวตะขาบ เพลิงปราณพลันลุกทั่วกระบั่ทัณฑ์เพลิง บ่าวตะขาบหันความสนใจไปยังกระบี่ทัณฑ์เพลิง หลินหลงจึงใช้โอกาศนี้ชิงหนีไป ทำเอาวิญญาณคางคกสุริยันหวาดกลัวจนสั่นสะท้าน ถึงอย่างนั้นมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นอกจากทนรับคมเขี้ยวของบ่าวตะขาบ
         "บิดามันขุดเหมือนทองกับเพื่อนพ้องมัน ไอ้ตัวประหลาดระยำข้าจะไล่ตามไปฆ่าเจ้าและพวกเจ้าตะขาบทะลุไข่มาเกิดบิดาจะบั้นให้เฮี้ยน"
         คางคกสุริยันเปล่งเสียงด้วยพลังปราณ น้ำเสียงมันโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด โกรธเกรี้ยว มันโกรธและเต็มเปี่ยมไปด้วยความโหดร้าย คมกระบี่ทัณฑ์เพลิงอาบแสงสีแดงฉานตัดผ่านร่างบ่าวตะขาบราวกับตัดเนย
         ฉัวะ ฉัวะ ชวิ้ง กวิ้ง ฉัวะ....
         เหล่าบ่าวตะขาบถูกตัดร่างเป็นชิ้นๆ ชิ้นๆที่ว่ามิได้เป็นท่อนๆ แต่มันเป็นชิ้นละเอียดเอาเรื่อง คาดว่าต่อให้มันสามารถรักษาบาดแผลได้ก็ไม่มีทางรอดพ้นความตาย
         "มาสิ..มาหลบซ่อนอยู่ใยบิดาเจ้าพร้อมสับ เฉือน ตัด ป่นให้ตะขาบบัดซบกลายเป็นอาหารต้นไม้ รู้มั้ยว่าคมเขี้ยวมันเจ็บเพียงใด หึ้ย!"
         คางคกสุริยันยังมิอาจระบายโทษะอันเกรี้ยวกราจของมันได้หมดสิ้น ตะขาบหน้าคนที่หลบซ่อนเห็นท่าไม่ดีมันจึงแอบถอยออกไปอย่างช้าๆ พลางเรียกบ่าวตะขาบของมันมาเพิ่ม
         -----โปรดติดตามชมตอนต่อไป-----
         ไรท์:นักฆ่าสาวเราตายเพราะอดอาหารไปแล้วหรือยังให้ทาย ฮ่าๆๆๆ
         ติชมได้นะ

    คล้ายกับเรื่องภพสุดท้ายกลายเป็นเซียน ที่คุณอ่าน