ภายในงานเลี้ยง มีบุตรธิดาและบุตรเกอหลายคนที่มีความสามารถจนต้องตาไทฮองไทเฮาจนได้รับพระราชทานของล้ำค่ากลับไปอยู่หลายคน หรงเยว่ซีคาดเดาว่า นี่อาจจะเป็สัญญาณลับบางอย่างที่ส่งให้กันว่าไทฮองไทเฮาคงอยากจองว่าที่สะใภ้ของวังหลวงจากบรรดาลูกหลานขุนนางเหล่านี้เป็แน่
ในระหว่างทางเดินกลับลานจอดรถม้า ตระกูลไหนที่มีบุตรหลานและเกอได้รับความดีความชอบในวันนี้ก็พากันเดินเชิดหน้าหยิ่งผยองเสียจนน่าขัน
หรงเยว่ซีอยากจะะโออกไปจริง ๆ ว่า ฮ่องเต้คนนั้นเขาไม่ได้อยากได้เมีย แต่เขาอยากมีสามีต่างหาก
เผลอๆ อาจจะมีสามีลับๆ ไปแล้วก็ได้ เพราะเขาแอบถามต้าเกอของตัวเองว่าแม่ทัพไป๋สนิทกับฮ่องเต้มากหรือไม่ ต้าเกอก็บอกว่าแม่ทัพไป๋นั้นเปรียบเสมือนทหารคู่ใจของฮ่องเต้เสียด้วยซ้ำ ยามออกศึกกับศัตรูต่างแคว้นฮ่องเต้และแม่ทัพไป๋เปรียบเสมือนตาหลังของคนทั้งคู่ หากทั้งสองกวัดแกว่งดาบในสนามรบคู่กัน เรียกได้ว่าไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำศัตรูเลยก็ว่าได้
หลังจากเขาได้ยินคำบอกเล่านี้ สมองของเขาก็ยิ่งเชื่อมโยงเื่ราวต่างๆ เพื่อประมวลผลจนได้ข้อสันนิษฐานออกมาว่า
ฮ่องเต้และแม่ทัพไป๋นั้นได้ปลูกต้นรักระหว่างกันในสถานการณ์แห่งความเป็ความตายระหว่างการสู้รบในกองทัพของแคว้นศัตรู
ถ้าอย่างนั้นความรักที่ทั้งคู่บ่มเพาะกันเมื่อนับนิ้วดู เขาก็ใทันที
ห้าปี! ทั้งคู่อาจจะมีความรักลับๆ มาห้าปีแล้วถ้านับั้แ่าระหว่างแคว้นในครั้งก่อน
นี่เขากำลังกลายเป็ตัวร้ายที่กำลังเอาตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างยวนยางคู่นี้รึเปล่านะ
ความคิดนี้รบกวนหัวใจของเขาอยู่เป็เวลาหลายวันจนกินไม่ได้และนอนหลับไม่ดี ส่งผลให้ใต้ตาของเขามีรอยหมองคล้ำจนแม้แต่น้องชายยังเอ่ยทัก
ยามนี้เขาจึงต้องมานอนให้เสี่ยวเว่ยช่วยเอาแตงกวาฝานมาประคบดวงตาบอบช้ำของตัวเอง
หัวใจของหรงเยว่ซีกำลังคิดว้าวุ่น สมองของเขารู้ถูกผิดและศีลธรรม เมื่อได้รู้ว่าคนที่ตัวเองหมายปองมีคนรักอยู่แล้ว ตัวเขาที่มีใจคิดเกินเลยกับท่านแม่ทัพก็ควรยอมแพ้ความคิดที่อยากเป็ฮูหยินไป๋และถอยตัวเองออกมาให้กำลังใจทั้งคู่ให้สามารถผ่านอุปสรรคของเพศจนสามารถครองรักกันอย่างมีความสุขได้
ทว่าหัวใจนั้นไม่สามารถนำเหตุผลมาชักนำได้ เนื่องจากความรู้สึกคือสิ่งที่มีอิทธิพลกับหัวใจมากที่สุด
ตอนนี้เขาเลยอยู่ระหว่างกลางาของหัวใจและสมองที่กำลังรบรากันอยู่ว่าฝ่ายไหนจะเป็ฝ่ายชนะ
'ที่ใดมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์'
หรงเยว่ซีเห็นด้วยกับประโยคนี้สุดหัวใจ
ความ้าอยากหัวใจของแม่ทัพไป๋ช่างมากเหลือเกิน เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมีคนรักอยู่แล้วและเขาคงไม่อาจแทรกกลางได้ ก็ช่างเ็ปนัก
ถึงแม้ว่าเขาปล่อยให้หัวใจเป็ฝ่ายชนะ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าท่านแม่ทัพไป๋จะรับรักเขาอยู่ดี
เมื่อคิดถึงตรงนี้น้ำตาก็หลั่งรินในอกทันที
ความจริงนี่ช่างเ็ปชะมัด
หรงเยว่ซีที่กำลังได้รับาเ็จากความรัก ไม่ว่าจะมองอะไรก็รู้สึกขวางหูขวางตาไปหมด ราวกับว่าอยู่ใน่ตกมัน เขาอดพาลใส่ฮ่องเต้อยู่ในใจไม่ได้ ทำไมถึงได้เก่งขนาดนั้น แถมยังสวยล่มเมืองอีกด้วย ไหนจะเป็ถึงฮ่องเต้ผู้ครองแคว้นอีก
ใจคอจะไม่หลงเหลือข้อดีให้คนอื่นบ้างเลยหรืออย่างไร!
ยิ่งหลังงานเลี้ยงในวันนั้น ชื่อเสียงของฮ่องเต้ก็ยิ่งโจษจันไปทั่วในเื่ของความงดงามของฮ่องเต้ที่หลุดออกมา วันแรกยังไม่มีชาวบ้านคนไหนเชื่อข่าวลือนี้ เพราะภาพในหัวของพวกเขาฮ่องเต้ต้องเป็บุรุษรูปร่างใหญ่โตแสนองอาจ แต่เมื่อได้รับหลายเสียงยืนยันเข้าจากสาวใช้ในบ้านของขุนนางที่ได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงในวัง
พวกชาวบ้านในเมืองหลวงถึงได้เริ่มยอมรับข่าวลือนี้ จากนั้นก็เกิดการแพร่กระจายข้อเท็จจริงที่ว่าฮ่องเต้ของแคว้นฉินซีเป็คนงามชนิดล่มบ้านเมือง เพราะได้รับสืบทอดความงามทั้งหมดมาจากฮองเฮาที่เคยได้รับขนานนามว่าเป็หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเมื่อหลายสิบปีก่อน
แม้จะมีชาวบ้านบางคนรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องที่ฮ่องเต้ของแคว้นผู้ยิ่งใหญ่จะมีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากหญิงงามผู้หนึ่ง ทว่าเมื่อความนิยมของฮ่องเต้ที่แต่เดิมมีมากอยู่แล้วในความอัจฉริยภาพด้านต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม จิตใจที่เคยค้านก็อ่อนลง
งดงามแล้วอย่างไร ในเมื่อเป็ความจริงที่ฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงทำให้แคว้นที่พวกเขาอยู่อาศัยเป็แคว้นที่แข็งแกร่งที่สุด อีกทั้งความเป็อยู่ของพวกเขาที่สามารถลืมตาอ้าปากและกินดีอยู่ดีจนสามารถมีเวลาว่างมานั่งนินทาเื่คนอื่นได้อย่างสบายใจแบบนี้ ล้วนมาจากการทำงานหนักของฮ่องเต้ทั้งสิ้น
ชาวบ้านที่ไม่ได้จิตใจซับซ้อนมากนักก็ยอมรับอย่างง่ายดายว่าพวกเขามีฮ่องเต้ที่งดงามราวเทพเซียนจาก์
เสี่ยวเว่ยช่วยรวบรวมข่าวสารด้านนอกมาเล่าให้เขาฟังเอ่ยเล่าอย่างออกรสออกชาติ ขณะช่วยประทินผิวให้ผู้เป็นาย นอกจากหัวข้อของฮ่องเต้ที่กำลังโด่งดังในเวลานี้ ยังมีหัวข้อที่ว่า บุตรของขุนนางตระกูลใดที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็ฮองเฮา
นอกจากหัวข้อสนทนานี้จะเด็ดเดือดตามเหลาอาหารและร้านน้ำชาแล้ว ยังมีการพนันลับๆ เกิดขึ้นระหว่างชาวบ้านอีกด้วย
นี่แหละผลของบ้านเมืองที่สงบสุขมากเกินไป จนชาวบ้านต้องหาสิ่งบันเทิงใจให้ตัวเอง
หรงเยว่ซีแค่นหัวเราะอยู่ในใจ ในเวลานี้คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่า ไม่ว่าจะลงพนันข้างไหนก็ล้วนแต่พ่ายแพ้ทั้งสิ้นเพราะฮ่องเต้คนงามของทุกคน เขามีแม่ทัพไป๋เป็คนรักต่างหาก!
เขาล่ะอยากออกไปพนันเทข้างแม่ทัพไป๋เสียจริงเพราะคงได้เงินเป็กอบเป็กำ
โอ้ บางทีดูเหมือนว่าเขาจะมีเื่สนุกให้ทำแล้วสิ
ไม่ใช่แค่เื่สนุกอย่างเดียว แต่ยังช่วยเขาระบายความคับข้องใจของตัวเองที่ต้องอกหักจากท่านแม่ทัพไป๋ได้อีกด้วย!
หรงเยว่ซีผุดลุกนั่งขึ้นมาทันทีจนแตงกวาหล่นกระจัดกระจายทว่าเขาก้ไม่ได้สนใจ
มือหนาหยิบผ้าเช็ดหน้าในมือของเสี่ยวเว่ยมาเช็ดใบหน้าของตัวเองลวกๆ จากนั้นก็ก้าวเดินอย่างเร่งรีบเพื่อไปนั่งยังโต๊ะเขียนหนังสือของตัวเอง
เสี่ยวเว่ยรีบเดินตามนายน้อยของตัวเองมาอยู่ด้านหลังทันที
"ให้ข้าช่วยฝนหมึกให้นะขอรับคุณชาย"
"อืม เตรียมกระดาษเอาไว้ให้ข้าเยอะๆ เลย"
"ได้ขอรับคุณชาย"
เสี่ยวเว่ยหันไปสั่งงานคนรับใช้อีกคนก่อนที่เขาจะช่วยฝนหมึกอยู่ที่ด้านข้าง
หรงเยว่ซีที่ตอนนี้กำลังไฟลุกจากไอเดียที่ผุดเข้ามาในหัว มือซ้ายของเขาหยิบกระดาษที่ทำมาจากเยื่อไม้ที่เหมาะสมกับการเขียนงานของเขา นับว่าหรงเยว่ซีโชคดีที่เขาไม่ได้เข้ามาในยุคที่การผลิตยังไม่พัฒนา ไม่อย่างนั้นเวลาจะเขียนอะไรก็คงต้องเขียนลงบนม้วนไม้ไผ่ หากเขามาในยุคที่เก่าแก่กว่านั้น ไม่ต้องพึ่งกระดองเต่า หรือกระดูกสัตว์หรอกเหรอ
แต่ทว่าการมาอยู่ในยุคโบราณนี้ก็ยังมีสิ่งที่ไม่ต่างจากการรับรู้ของเขาในเื่ของประวัติศาสตร์จีน ที่คนจีนในสมัยก่อนจะเขียนตัวอักษรจากขวาไปซ้ายและเขียนจากบนลงล่าง เหตุผลของการเขียนแบบนี้ ว่ากันว่ามีหลายแบบ แต่เขาจะอธิบายแบบสั้นๆ คือการเขียนในสมัยก่อนนั้นเริ่มมาั้แ่ในสมัยที่ยังเขียนตัวอักษรลงบนกระดูกสัตว์อยู่ การที่คนบันทึกจากทางด้านขวาไปซ้าย คนที่รับหน้าที่ในการสลักตัวอักษรลงบนกระดูกสามารถทำได้ถนัดกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าการวางมือของตนเองจะไปลบอักษรที่เขียนเอาไว้ด้วย
แม้ว่าในเวลาต่อมาจะเริ่มพัฒนาไปเขียนอักษรบนซี่ไม้ไผ่ แต่การเก็บไม้ไผ่ในสมัยก่อนยังไม่สะดวกกับการป้องกันเชื้อรา หากว่าแท่งไม้แท่งไหนเป็เชื้อราก็ต้องเลาะเชือกที่ร้อยไว้เพื่อเอาออกใหม่ เนื้อหาที่บันทึกเอาไว้ก็จะได้รับความเสียหาย หากเขียนจากบนลงล่าง เนื้อความจะต่อเนื่องกันในไม้ไผ่แท่งเดียว จึงทำให้ง่ายต่อการจัดการมากกว่านั่นเอง
และหรงเยว่ซีคนนี้จะมาปฏิวัติการเขียนแบบเก่าในโลกนี้เอง!
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทอดทิ้งความสามารถหนึ่งเดียวที่เขามีอยู่ ซึ่งก็คือการเขียนนิยายอย่างไรล่ะ
เขาจะเป็นักเขียนนิยายในโลกนี้ด้วยซะเลย แน่นอนว่าไอเดียที่อยู่ในสมองของเขาตอนนี้คือเื่ความรักต้องห้ามระหว่างแม่ทัพไป๋ผู้หล่อเหลากับฮ่องเต้คนงามอย่างไรล่ะ
นี่คือหนทางเพียงหนทางเดียวที่เขาจะสามารถระบายความแค้นที่แน่นออกออกมาได้
เขาจะแต่งให้ฮ่องเต้ถูกแม่ทัพไป๋xxจนขาสั่นเดินไม่ได้ไปเลย!
คิดแล้วก็อยากเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมากัดด้วยความชอกช้ำ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะได้เป็ฮูหยินไป๋และถูกท่านแม่ทัพxxทั้งวันทั้งคืน!
หึ คอยดูเถิด ข้าจะเขียนให้ท่านต้องเอ่ยร้องขอชีวิตยามได้อยู่บนเตียงกับท่านแม่ทัพเลยทีเดียว
แม้ข้าจะไม่สามารถแก้แค้นกับฮ่องเต้ที่เป็คนคว้าหัวใจของแม่ทัพไปจากเขาได้เนื่องจากเขายังอยากมีหัวประดับอยู่ที่บ่าเหมือนเดิม
แต่ในโลกแห่งจินตนาการในนิยายนั้น เขาจะสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างไรก็ได้นี่นา ขอแค่ไม่ได้เขียนชื่อจริงของฮ่องเต้กับแม่ทัพไป๋ลงไปก็พอแล้ว!
มันคือจินตนาการน่ะ แค่จินตนาการเพื่อสิ่งบันเทิงเท่านั้น ฮ่าๆๆ
เสียงหัวเราอย่างชั่วร้ายดังขึ้นในหัวของหรงเยว่ซี
มือขวาเขียนตวัดอักษรตามสิ่งที่คิดในหัวและเรียบเรียงออกมาเป็ถ้อยคำอย่างสละสลวยทันที เพียงแต่การเขียนอักษรของเขา ทำให้เสี่ยวเว่ยถึงกับอ้าปากค้าง เนื่องจากเริ่มเขียนตัวอักษรจากซ้ายไปขวา อีกทั้งไม่ใช่การเขียนแบบบนลงล่างแต่เป็การเขียนไปตามแนวนอนจนหมดกระดาษและค่อยเริ่มบรรทัดใหม่
"คะ คุณชายขอรับ ท่านลืมวิธีเขียนอักษรหรือขอรับ"
"ข้าไม่ได้ลืมวิธีเขียนอักษร แต่นี่เป็การเขียนแบบใหม่ที่ข้าคิดค้นขึ้น เดี๋ยวเ้าก็จะเข้าใจเอง ฝนหมึกต่อไป ให้คนเอากระดาษมาอีก!"
Talk : ส่งการบ้านค่ะ เจอกันวันพุธนะคะ