บทที่ 34 เฉพาะคนที่มีฝีมือ
พอหวังเฟิงมาถึงที่บ้านหัวหน้าตระกูลทุกคนต่างก็แยกย้ายขึ้นห้องนอนส่วนตัวกันหมดแล้วแต่หวังมู่ยังคงจัดการงานเอกสารอยู่ที่ห้องหนังสือ หวังเฟิงจึงขึ้นไปหาหวังมู่ที่นั่น
ก๊อก ๆ
“ผมเองครับ”
เสียงทุ้มต่ำด้านในตอบกลับมา“เข้ามาสิ”
“พ่อแม่”
ก่อนหน้านี้ภายในห้องหนังสือจะมีโต๊ะทำงานแค่ของหวังมู่เท่านั้น แต่ในตอนนี้มีโต๊ะทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกตัวหนึ่งเป็นโต๊ะของเฟิงเสวี่ยเอง ตั้งแต่เฟิงเสวี่ยออกจากด่าน หากไม่ใช่เวลางานที่หวังมู่เข้าบริษัทเฟิงเสวี่ยก็จะอยู่ตัวติดกับหวังมู่แทบจะตลอดเวลา ถือเป็นคู่สามีภรรยาที่น่าอิจฉาที่สุด
“ได้ข่าวว่าลูกเจอคนที่มีพลังพิเศษแล้ว”
“ใช่ครับไม่น่าเชื่อจริง ๆ” หวังเฟิงนึกแล้วยังอดประหลาดใจไม่ได้
หวังมู่ยิ้ม“พ่อก็เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าโลกนี้ลึกลับกว่าที่ลูกคิด ที่จริงวันนี้ลูกมาได้จังหวะพอดี”
“จังหวะอะไรครับ?”
หวังมู่ยิ้มกริ่มราวกับมีเรื่องสนุกอะไรรออยู่เขาเอี้ยวตัวไปเปิดลิ้นชักด้านข้างหยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ แล้วพูดว่า“เปิดดูสิ”
“ค่ายฝึกหน่วยพยัคฆ์?” หวังเฟิงอ่านชื่อเอกสารด้านบนแล้วรู้สึกสนใจขึ้นมา
หน่วยพยัคฆ์เป็นหน่วยพิเศษที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลางถือเป็นหน่วยปราบปรามที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเอาไว้รับมือกับเหตุการณ์ที่หน่วยงานปกติไม่สามารถรับมือได้เช่น การรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์ การรับมือกับผู้มีพลังพิเศษ หรือสถานการณ์ที่ต้องการการช่วยเหลือแบบยากเป็นพิเศษ
การคัดเลือกคนของหน่วยพยัคฆ์แต่ละรุ่นอย่างมากสุดจะรับไม่เกินสิบห้าคนเท่านั้น ปัจจุบันหน่วยพยัคฆ์มีสมาชิกอยู่เพียงไม่กี่คน แถมการคัดเลือกก็ไม่ได้เปิดรับทุกปี แต่จะเปิดเมื่อเห็นว่ามีความจำเป็นเท่านั้น และครั้งนี้ก็เป็นการเปิดรับสมาชิกใหม่ครั้งที่สี่ ในรอบสามปี
เมื่อเห็นว่าหวังเฟิงอ่านเอกสารไปได้หลายหน้าแล้วหวังมู่ก็พูดขึ้น“คนที่จะเข้ารับการทดสอบเพื่อเป็นคนในหน่วยพยัคฆ์จะต้องผ่านการคัดกรองประวัติอย่างเข้มข้นและต้องมีความสามารถจริง ๆ ลูกสนใจไหม ? พ่อรับรองว่าถ้าลูกผ่านการคัดเลือกจะเป็นประโยชน์กับตัวลูกแน่นอน”
“ตกลงครับผมจะลองดู”
เฟิงเสวียเองก็เห็นด้วยที่หวังเฟิงจะเข้าหน่วยพยัคฆ์เพราะก่อนหน้านี้เธอเองก็ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยนี้มาแล้วเหมือนกัน หากหวังเฟิงได้เข้าร่วมก็จะเจอกับคนที่เก่งมีความสามารถ และถือเป็นการเปิดโลกกว้างได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ มีแต่คุณ ไม่มีโทษ
“แล้วก็พ่อกับแม่จะไม่อยู่สามอาทิตย์นะ”
หวังเฟิงได้ยินก็ถอนหายใจ“รอบนี้จะไปเที่ยวไหนกันอีกล่ะครับ ทิ้งผมกับน้องไว้อีกแล้ว”
เฟิงเสวียได้ยินก็ขำ“ใครบอกว่าทิ้งน้องไว้ ทิ้งเราไว้ต่างหาก”
หวังเฟิงได้ยินแบบนี้ก็ถอนหายใจออกมาดูสิ โดนแม่หยอกเข้าให้แล้ว แต่ก็เอาเถอะไว้รอบหน้าค่อยไปก็แล้วกัน
“ผมไม่คุยด้วยแล้วขอไปจัดการเจ้าตัวดีก่อน” พูดจบหวังเฟิงก็รีบหนีออกจากห้องหนังสือไป
“ฮ่า ๆเจ้าลูกคนนี้”
หลังออกจากห้องหนังสือมาหวังเฟิงก็รีบย้ายตัวเองไปยังห้องของน้องสาวทันที เขาต้องการจัดการยัยตัวดีสักหนึ่งรอบเพราะดันได้ไปเที่ยว ส่วนตัวเขาต้องไปคัดเลือกตัวเพื่อเข้าหน่วยนี่มันหนึ่งสบาย หนึ่งลำบากชัด ๆ
“เจ้าน้องตัวดีพี่เข้าไปได้ไหม” หวังเฟิงตะโกนถามอยู่นอกประตู
“พี่กลับมาแล้วเหรอ”เสียงร่าเริงดังออกมาในห้อง พร้อมกับเปิดประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หวังเฟิงเห็นหน้าน้องสาวที่ไม่ได้เจอกันนานก็อดไม่ได้ที่ขยี้หัวสักหนึ่งรอบ
“พี่ !” หวังซินรีบปัดมือออกทันทีผมของเธออุตส่าห์มัดเสียเรียบร้อย ดูสิตอนนี้เป็นไง ยุ่งหมดแล้ว
“ฮ่า ๆ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”
หวังซินยกมือเท้าเอวพร้อมกับทำเสียงภูมิใจ “หนูไม่เคยหล่นจากสองอันดับแรก”
“ยื่นมืออกมาสิ”หวังเฟิงพูดพลางคลี่ยิ้ม เขาจะสนใจเรื่องการเรียนของน้องตัวดีไปทำไม ? ต้องการฝึกวิชาสิ! ลมปราณของหวังเฟิงสายหนึ่งเข้าไปตรวจสอบระดับการฝึกของหวังซิน“เพิ่งเข้าระดับรวบรวมลมปราณขั้นต้น… ใช้ได้”
“หนูเองก็มีฝีมือเหมือนกันนะ”หวังซินเชิดอกน้อย ๆ ของตัวเองขึ้น ท่วงท่าดูหยิ่งผยองเต็มที่
หวังเฟิงเห็นก็อดที่จะเขกกะโหลกน้องสาวตัวดีไม่ได้“ให้มันน้อยๆ หน่อย อย่าไปรังแกใครเขาล่ะ”พูดจบหวังเฟิงก็เดินหันหลังกลับไปยังห้องตัวเองพร้อมพูดทิ้งท้ายว่า“ติดต่อพี่ไม่อยู่ประมาณสามเดือนนะ อยากรู้รายละเอียดไปถามพ่อกับแม่เอา”
สามวันถัดมา
วันนี้เป็นวันที่หวังเฟิงต้องไปรายงานตัวเข้าร่วมการทดสอบค่ายฝึกหน่วยพยัคฆ์ความพิเศษของหน่วยนี้ดูแค่ขั้นตอนการทดสอบก็รู้แล้วผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคนจะมีเจ้าหน้าที่ทางการไปรับตัวเข้าสถานที่ทดสอบโดยเฉพาะหวังเฟิงนั่งรถเดินทางมาเกือบสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงสถานที่ทดสอบ
พอลงจากรถมาหวังเฟิงกวาดสายตาออกไป ก็พบว่าตอนนี้มีคนอยู่ประมาณยี่สิบคนและยังคงมีคนที่เข้ารับการทดสอบเดินทางมาถึงเรื่อย ๆ รออีกประมาณสิบนาทีผู้เข้าทดสอบทุกคนก็เดินทางมาถึง ในตอนนี้เองบนเวทีจำลองที่ยกสูงขึ้นก็มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ใส่ชุดทหารเต็มยศคนหนึ่งเดินขึ้นมา
“สวัสดีผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคนผมฉู่เทียนเฟิง เป็นคนควบคุมการทดสอบในครั้งนี้” ฉู่เทียนเฟิงมีใบหน้าเหลี่ยมสันผิวหนังกร้านแดด ดูสมกับทหารเจนสนาม แรงกดดันไร้รูปที่แผ่ออกมา ทำให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบถึงกับใบ้กิน
“การทดสอบครั้งนี้จะทำบนเกาะร้างแห่งหนึ่งใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน ภายใน 5 วันนี้ทุกคนจะต้องไปถึงจุดหมายที่กำหนดให้ทันเวลาใครไปไม่ทันถือว่าสอบตกทุกรณี อ้อ…เกาะนี้สัตว์ป่าค่อนข้างอันตรายอยู่บ้าง ฉะนั้นก่อนขึ้นเรือไปยังเกาะทดสอบขอให้ทุกคนเซ็นเอกสารที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้เรียบร้อยด้วยส่วนใครที่ทำใจไม่ได้ก็กลับบ้านไปซะ ที่นี่คงไม่เหมาะกับคุณ”
ฉู่เทียนเฟิงพูดจบก็มีเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายเดินมาแจกเอกสารให้กับผู้เข้าร่วมการทดสอบฉบับหนึ่งเมื่อหวังเฟิงหยิบขึ้นมาดูก็เป็นอย่างที่คิด นี่เป็นเอกสารที่แสดงว่าหน่วยงานไม่ขอรับผิดชอบหากมีใครเกิดเสียชีวิตระหว่างการทดสอบนั่นเอง
‘การทดสอบนี่มันอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ?’ หวังเฟิงคิดในใจพลางเซ็นเอกสารในมือ
ในจำนวนคนที่เข้ามาทดสอบมีบางคนที่ไม่ได้เตรียมใจขนาดนี้ไว้จึงถอนตัวออกไป ส่วนคนที่เหลืออยู่สามสิบสองคนก็ขึ้นเรือรบมุ่งหน้าไปยังเกาะร้างที่ใช้ทำการทดสอบ