อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 127 พบเจอและทักทาย

            สายตาของเจมส์จ้องมองไปที่ลูซี่ไม่วางตาจนคนที่ถูกมองรับรู้ได้แม้จะยืนอยู่ไกล คาทาริน่ายิ้มเล็กน้อยพร้อมกับเดินเข้าไปหาเออร์วินพบว่าเด็กชายคนนั้นก็ยิ้มแล้วเดินมาหาเธอเช่นกัน

            คาทาริน่าถอนสายบัวให้อีกฝ่ายซึ่งคราวนี้เธอไม่เผลอแสดงความเคารพแบบผู้ชายที่เธอเคยชินเหมือนคราวก่อนพร้อมกับพูดว่า

            “ยินดีที่ได้พบกันอีกเพคะเจ้าชายเออร์วิน”

            เออวินก็ทาบฝ่ามือกับอกซ้ายแล้วค้อมกายลง

            “ยินดีที่ได้พบกันอีกเช่นกันครับคุณคาทาริน่า”

            คาทาริน่ากวาดสายตามองพวกผู้หญิงทุกคนที่อยู่ด้านหลังเออร์วินผ่านๆ แม้ว่าเธอจะทำเป็นไม่สนใจแต่สายตาก็พบว่าเป็นคนเดิมที่เธอได้เห็นในวันนั้น คาทาริน่าถามเออร์วินว่า

            “ไม่ทราบว่าเจ้าชายจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนหรือเพคะ”

            แม้เธอจะถามไปแบบนั้นแต่ก็พอเดาได้ว่าน่าจะไปที่บ้านของคนที่อยู่ในสลัม เพราะหลังจากที่เธอลองสืบข้อมูลของเขาในวันนี้จึงพอรู้ว่าในหลายวันมานี้ เจ้าชายคนนี้มักจะไปมาหาสู่กับเหล่าอันธพาลที่อยู่ในสลัมเป็นประจำ ซึ่งชาวเมืองก็คุ้นชินกับภาพเหล่านี้เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าเด็กชายผู้มีใบหน้างดงามคนนี้เป็นเจ้าชายขยะที่ผู้คนในเมืองต่างพากันหัวเราะเยาะ และตกเป็นหัวข้อสนทนาในวงเหล้าอยู่เสมอ และก็เป็นไปตามที่เธอคาด

            “พอดีผมจะไปหาเพื่อนที่บ้านพวกเขาน่ะครับ ว่าแต่คุณคาทาริน่าจะไปเที่ยวไหนตั้งแต่เช้าครับเนี่ย”

            คาทาริน่ายังคงยิ้มให้เด็กชาย

            “พอดีหม่อมฉันได้ยินพวกชาวบ้านพูดถึงโรงเรียนที่สามัญชนและผู้มีพลังเวทย์อ่อนโดยสามารถเข้าเรียนได้จึงเกิดความสนใจเลยว่าจะไปลองดูหน่อยเพคะ”

            เออร์วินพูดพร้อมกับทำสีหน้าสงสัย

            “มันแปลกขนาดนั้นเลยเหรอครับโรงเรียนแบบนี้”

            คาทาริน่าเข้าใจว่าเด็กชายคนนี้คงอยู่แต่ในเมืองนี้ตั้งแต่เกิด และน่าจะไม่เคยเห็นโลกภายนอกจึงไม่เข้าใจว่า คนที่จะมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาคือคนมีฐานะหรือเหล่าพวกลูกหลานขุนนางเท่านั้น ถ้าจะเป็นคนชนชั้นล่างที่มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาก็ต้องเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่เหนือกว่าคนทั่วไป จนพวกขุนนางหรือเหล่าพ่อค้าให้ความสนใจแล้วรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมเท่านั้น แต่คาทาริน่าก็ไม่คิดจะพูดเรื่องแบบนี้กับอีกฝ่ายเพราะถึงยังไง เขาก็ยังเป็นเด็กทั้งยังเกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย เธอจึงยิ้มและพูดกับเขาว่า

            “ก็พอแปลกอยู่บ้างน่ะเพคะแต่ไม่ได้แปลกมากมายอะไรขนาดนั้นหรอกเพคะ”

            เออร์วินยังคงพูดด้วยใบหน้าสงสัย

            “แปลกนี่แปลกตรงไหนครับแปลกตรงโรงเรียนหรือแปลกที่หรือแปลกที่นักเรียนครับ”

            คาทาริน่านิ่งไปทันทีเพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อีกฝ่ายยังไง ส่วนเจมส์ก็มองเด็กชายด้วยสายตาที่ดูแคลน เพราะในสายตาของเขาเด็กที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยแบบนี้ แทบจะไม่มีคุณค่าอะไรเลยแม้ว่าจะเป็นเจ้าชายแต่การมีอยู่ของคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์แบบนี้ล้วนไม่ต่างไปจากเศษขยะ ส่วนแบรดที่เห็นว่าคาทาริน่าอึ้งไป จึงพูดว่า

            “พอดีทุกเมืองที่พวกเราได้ไปกันใช่ว่าทุกเมืองจะมีโรงเรียนน่ะครับ และเมืองส่วนใหญ่ที่มีโรงเรียนก็จะเป็นเมืองที่ใหญ่กว่านี้มาก ดังนั้นพวกเราจงรู้สึกแปลกใจและอยากเห็นโรงเรียนของเมืองนี้ครับ”

            สายตาของเออร์วินเหลือบมองไปทางแบรด ในใจยอมรับว่าคนคนนี้มีไหวผิดไม่เลว ผิดกับเจ้าคนตาขวางข้างๆ ที่มักมองพวกลูซี่โดยไม่ปิดบังสายตาที่บ่งบอกถึงความเป็นศัตรู แม้ว่าสิ่งที่เออร์วินถามจะดูเหมือนธรรมดาที่เด็กช่างสงสัยคนหนึ่งถามไป แต่แท้จริงแล้วเขาอยากจะลองบีบให้คนพวกนี้แสดงทัศนคติของพวกศาสนจักรออกมาเพียงเพื่อความสนุกเท่านั้น ตอนที่เห็นว่าคาทาริน่านิ่งไปก็นึกว่าเธอจะหลุดพูดจาดูถูกคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยแบบเขา แต่กลับมีคนๆ นี้หาทางออกให้

            เออร์วินที่เห็นว่าพวกเธอไม่หลงกลก็ไม่คิดจะเล่นต่อเพราะถึงยังไงก็ไม่ได้อะไรจากการเล่นแบบนี้อยู่ดี จึงพูดกับพวกคาทาริน่าว่า

            “ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับหวังว่าเมืองนี้จะไม่ทำให้พวกคุณคาทาริน่าผิดหวังนะครับ”

            เออร์วินค้อมกายให้คาทาริน่าซึ่งเธอก็ย่อสายบัวตอบ

            “ขอบพระทัยเพคะเจ้าชายหวังว่าพวกหม่อมฉันจะได้พบกับเจ้าชายในวันหลังอีกนะเพคะ”

            เออร์วินที่ในใจพูดว่า ‘อย่าได้มาเจอหน้ากันอีกเลยจะดีกว่า’ แต่ปากกลับตอบด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าว่า

            “ต้องได้เจอกันอีกแน่นอนครับไว้เจอกันคราวหน้าถ้าคุณคาทาริน่าไม่ว่าอะไร จะช่วยเล่าเรื่องราวที่พวกคุณได้พบเจอขณะไปท่องเที่ยวให้พวกผมได้ไหมครับ”

            คาทาริน่ายิ้มให้เด็กชายก่อนจะพูดว่า

            “ยินดีเป็นอย่างยิ่งเพคะ”

            จากนั้นทั้งสองก็ยิ้มให้แก่กันอย่างเป็น ‘มิตร’ แล้วพวกเออร์วินก็เดินผ่านเธอไป พวกคาทาริน่ามองไล่หลังทั้งสี่คน เจมส์ก็พูดขึ้น

            “ความจริงท่านคาทาริน่าไม่ต้องเกรงอกเกรงใจเจ้าเด็กนั่นก็ได้นี่ครับ”

            ทว่าแบรดที่ยืนข้างๆ เขากลับพูดว่า

            “ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกอย่าลืมสิที่ท่านคาทาริน่าวิเคราะห์ไว้ว่า คราวก่อนที่พวกเราพลาดเป็นไปได้ว่าคนๆ นี้จะรู้เรื่องของพวกเราอยู่ก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะว่าปะทะกับพวกกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นขณะที่กำลังหนี ท่านคาทาริน่าคงไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของมันเป็นแน่”

            เจมส์ที่ถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่พอใจที่พวกเขาต้องให้เกียรติเศษขยะที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยอย่างเจ้าชายคนนั้น แต่สิ่งที่แบรดพูดก็ไม่ผิดหากคราวก่อนพวกเขาพลาดเพราะมีคนรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพวกเขา ดังนั้นในครั้งนี้จนกว่าจะรู้ตำแหน่งของอีกฝ่ายจากแมลงเกาะชะตา ต้องไม่ให้ใครรู้ว่าพวกเขาเป็นคนของศาสนจักรเด็ดขาด

            คาทาริน่าทำเป็นไม่สนใจบทสนทนาระหว่างเจมส์กับแบรด เธอพูดกับทั้งสองคนว่า

            “ไปกันเถอะฉันเองก็อยากเห็นว่าโรงเรียนที่ชาวเมืองล้วนพูดถึงมันหน้าตาเป็นยังไง”

            พูดจบเธอก็มุ่งหน้าไปทางที่ตั้งของโรงเรียนตามคำบอกเล่าของชาวเมืองที่ได้ยินมา

             

            ที่บ้านของพวกเจคสายวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มพัฒนาจากการฝึกทุ่ม เป็นเริ่มการฝึกการใช้อาวุธระยะประชิดทั้งการแย่งอาวุธฝึกรับมือไม่ให้อาวุธทุกอย่าง และเรียนรู้การจดจำส่วนต่างๆ ที่เป็นจุดอ่อนของร่างกาย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ยากมาก และเออร์วินก็ไม่ได้เร่งอะไรกับพวกเขานัก เพราะเขายังคงเน้นย้ำของทุกคนว่า ช้าคือลื่นไหลลื่นไหลกลายเป็นรวดเร็ว แทนที่จะทำทุกอย่างอย่างเร่งรีบ ให้เน้นทำอย่างถูกต้องและถูกวิธี

            ซึ่งตอนนี้กลับเห็นได้ชัดว่าพวกลูกน้องของเจคทุกคนต่างเริ่มมองเห็นและเข้าใจความสำคัญของการฝึกแบบนี้ แม้ว่าจะเจ็บปวดและร่างกายต้องมอมแมม แต่พวกเขากลับรู้สึกสนุกไม่น้อย ซึ่งรวมถึงพวกบาสกับเดนิสที่เคยมีอคติกับเออร์วินมาก่อน เพราะพวกเขาต่างรู้แล้วว่าสำหรับคนที่มีพลังเวทอ่อนด้อยอย่างพวกเขาการฝึกแบบนี้จะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นไม่มากก็น้อย

            และแน่นอนว่าคนที่ตั้งใจฝึกเป็นพิเศษก็คือเจคซึ่งตอนนี้เออร์วินได้ใช้วิธีการสลับคู่ เดิมทีเออร์วินต้องการให้เจคฝึกครับเดนิสที่มีร่างกายใหญ่โต เพื่อให้ชินกับการใช้ทักษะการถ่ายน้ำหนักและการควบคุมแรง แต่ผลปรากฏว่านอกจากเจคที่มีการพัฒนาอย่างดีเยี่ยมแล้วก็ยังมีอีกคนที่พัฒนาไม่แพ้กันนั่นก็คือรอน ทักษะทางกายของรอนนั้นต้องยอมรับว่าตามหลังพวกบาสกับเดนิสอยู่หลายขุม แต่พอเริ่มฝึกทักษะที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนแบบนี้ รอนกลับเป็นคนที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

            และนั่นทำให้เออร์วินต้องคอยสลับคู่ระหว่างการให้เจคฝึกกับเดนิส แล้วให้รอนฝึกกับบาส และสลับเป็นเจคฝึกกับรอน แล้วให้เดนิสฝึกกับบาส เหตุผลนั้นก็เพื่อใช้ความเรียนรู้ไวของรอนและเจคผลักดันกันและกัน แล้วเมื่อถึงตอนที่สลับคู่ฝึกก็ให้คนที่เรียนรู้ไวทำการชี้แนะให้กับอีกฝ่ายที่เรียนรู้ได้ช้ากว่า

            แต่คนที่เรียนรู้ไว้ยังไม่น่าเชื่อก็คือเรเวนกับลูซี่แม้ว่าในตอนที่เริ่มต้นการฝึกทุ่มนั้น จะเป็นลูซี่ที่แสดงทักษะนี้ออกมาได้เหนือกว่าจนเรเวนเทียบไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้และมุมานะฝึกต่อไปเรื่อยๆ แม้เธอจะยังไม่เห็นผลว่าการฝึกแบบนี้จะช่วยเธอแข็งแกร่งขึ้นและสามารถแก้แค้นศัตรูของเธอได้ยังไง แต่เธอก็ยังคงตั้งใจฝึกต่อไปเพราะคิดว่าอย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างสูญเปล่า และแน่นอนว่าความพยายามไม่เคยทรยศเธอ แม้ว่าทักษะของเธอจะด้อยกว่าลูซี่ดูเยอะมากแต่ว่าเธอก็เข้าใจหลักการและวิธีการทุกอย่าง และสามารถทำมันได้อย่างไม่มีผิดพลาด จนเมื่อเริ่มฝึกในขั้นนี้เธอก็เริ่มเข้าใจชัดเจนถึงหลักการและความสำคัญหลายๆ อย่าง ของการฝึกแบบนี้

            ตั้งแต่เล็กจนโตเรเวนล้วนได้รับการฝึกให้อาศัยเวทย์ประจำตระกูลในการสังหาร โดยยึดหลักที่ว่าต้องเข้าที่ด้านหลังศัตรูโดยไม่ปล่อยให้ศัตรูเข้าที่ด้านหลังเรา ผ่านส่วนวิธีการลงมือส่วนใหญ่นั้นก็เรียบง่ายแล้วมีแค่ไม่กี่อย่าง แต่พอเธอได้ลองฝึกแบบนี้เธอถึงค้นพบว่าร่างกายของมนุษย์อ่านดูเหมือนเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วก็ยังมีความซับซ้อนอยู่บ้าง เธอได้พบว่าร่างกายมนุษย์มีจุดให้โจมตีอยู่หลายอย่าง แต่ละจุดล้วนส่งผลกระทบแตกต่างกัน ถ้าเป็นตัวเธอในตอนนี้ต่อให้ไม่อยู่ในจุดที่สามารถตัดคอศัตรูจากทางด้านหลังได้ เธอก็สามารถหาวิธีอื่นสังหารได้โดยใช้เวทย์เคลื่อนย้ายผ่านเงาให้เป็นประโยชน์

             และที่สำคัญคือการตอบสนองและประสาทสัมผัสของเธอก็เฉียบคมและรวดเร็วกว่าเดิมมาก เห็นได้ชัดว่าการฝึกวิ่งปากัวร์นั้นให้ผลได้อย่างดีเยี่ยม เพราะพื้นฐานสำหรับการวิ่งปากัวร์ก็คือการคิดเร็วทำเร็ว รู้จักมองล่วงหน้าไป 2-3 ก้าวเสมอ พบเห็นปัญหาคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาลงมือปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างต้องรวดเร็ว ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานยิ่งเราสามารถแก้ปัญหาได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีชีวิตรอดได้เร็วเท่านั้น

            แม้ว่าตอนนี้จะมีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่เข้าใจนั่นก็คือการที่เออร์วินให้เธอฝึกรับรู้การเคลื่อนไหวของมานานในร่างกายนั้น นอกจากคำพูดที่ว่าให้เธอฝึกและรับรู้มันอยู่เรื่อยๆ และเมื่อเธอพร้อมเขาจะสอนขั้นต่อไปเพียงแค่นั้น แม้ว่าเธอจะสงสัยแต่เธอก็ยังฝึกทุกวันตามที่เขาบอก

            แต่ผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อกับตกมาอยู่ที่ลูซี่จริงอยู่หรือว่าที่ผ่านมาเผ่ามารมักขึ้นชื่อเรื่องศักยภาพทางร่างกายที่เหนือกว่ามนุษย์ ซึ่งก็แตกต่างกันบ้างก็เป็นต้านทานพิษ บ้างก็มีความยืดหยุ่น แต่สำหรับเผ่ามารหูสัตว์อย่างพวกลูซี่นั้นกับมีจุดเด่นอยู่ที่พละกำลัง แม้จะมีจุดเด่นด้านนี้แต่ในสายตาของผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูงแล้วพวกเธอก็ไม่ต่างไปจากอะไรกับสัตว์ป่า ทว่าการที่ลูซี่ได้รับการฝึกฝนแบบนี้กับเหมือนเป็นการปลดล็อคอะไรบางอย่างในตัวเธอ เมื่อกายเคลื่อนไหวของเธอมีระเบียบและมีความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น พละกำลังที่เป็นจุดเด่นของเผ่ามารหูสัตว์ก็แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างน่าทึ่ง จนถึงแม้ว่าเรเวนจะพัฒนาไปมากแล้วก็ยังตกเป็นรองลูซี่อยู่ดี ซึ่งนั่นในสายตาของเออร์วินนี่ก็เป็นเรื่องดีเพราะยิ่งลูซี่ที่เป็นคู่ฝึกซ้อมของเรเวนเก่งเท่าไหร่ เรเวนที่ตั้งใจพัฒนาตนเองเพื่อเป้าหมายในการแก้แค้นก็ยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น เพราะมีแต่การสู้กับคนที่เก่งกว่าถึงจะมองเห็นปัญหาและสามารถพัฒนาตนเองให้สูงกว่าเดิมได้

            แต่วันนี้ก็มีเรื่องแปลกอีกอย่างนั่นก็คือเนียที่กำลังจับคู่ฝึกกับเดซี่ ซึ่งแน่นอนว่า สองเพื่อนซี้ตัวน้อยนี้ก็กำลังตั้งใจฝึกฝนอยู่ เออร์วินสังเกตว่าวันนี้ใบหน้าของเนียดูจะอารมณ์ดีกว่าหลายวันนี้อยู่หน่อย เพียงแต่ว่าเธอจะคอยมองในทางโทมัสที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างอยู่ในสมุด ซึ่งเจ้าตัวคนที่ถูกมองก็กำลังตั้งหน้าตั้งตาจดโดยไม่ไม่รับรู้ถึงสายตากดดันจากเด็กน้อยคนนั้น

            ขณะที่กำลังเขียนอยู่นั้นโทมัสก็ถามเขาว่า

            “อาจารย์ไม่กลัวว่าพวกคนของศาสนจักรพวกนั้นจะมาเห็นหรอครับว่าพวกเรากำลังทำอะไร”

            เออร์วินกลับยิ้มแล้วตอบว่า

            “คุณโทมัสรู้จักสิ่งที่เรียกว่ากับดักทางความคิดไหมครับ”

            โทมัสละสายตาจากสมุดหันมามองเออร์วินด้วยสายตาสนใจ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เออร์วินพูดคำแปลกๆ ที่เขาไม่รู้จักออกมา

            “กับดักทางความคิดเหรอครับ?”

            เออร์วินยิ้มพร้อมกับหันไปมองข้างในบ้านเห็นว่าจูนกับอันนากำลังฝึกทำยาแอสไพรินในรูปแบบของลูกกลอนอยู่ ก่อนจะหันไปพูดกับโทมัสว่า

            “ความคิดของคนเรานั้นจะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อน แต่ถ้าจะว่าไม่ซับซ้อนมันก็ไม่ซับซ้อนแปลกดีไหมครับ”

            โทมัสเงียบไม่พูดอะไรอีกเพราะสำหรับเด็กอายุ 10 ขวบที่เขาเรียกว่าเป็นอาจารย์คนนี้มักจะมีความรู้แปลกๆ ที่เขาไม่เคยได้ยินหรือรับรู้มาก่อน ซึ่งเรื่องบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปเพียงแต่ไม่มีใครจะสังเกตเห็น เออร์วินก็อธิบายว่า

            “คุณยังจำเรื่องโลกกลมหรือแบนได้ไหมครับ”

            โทมัสพยักหน้าซึ่งตอนนี้เขายังคงจำได้อยู่แม้จะได้รับคำตอบมาว่าโลกกลม แต่สาเหตุที่เขาได้รับมานั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าแรงโน้มถ่วงที่อาจารย์พูดนั้นคืออะไร

            “สมมุติว่ามีปีกอันหนึ่งที่ใหญ่มากๆ แล้วบินออกไปนอกโลกจนคนพบว่าโลกที่เราอยู่นั้นมันกลม และเมื่อคุณบินกลับลงมาอธิบายให้คนที่อยู่บนพื้นโลกฟังพวกเขาก็ยังไม่เชื่อ แล้วสมมุติว่าคุณได้มีของชิ้นหนึ่งจะเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์หรืออาร์ติแฟกต์อะไรก็แล้วแต่เอาเป็นว่ามันสามารถบันทึกภาพที่คุณเห็นได้ ซึ่งคราวนี้คุณขึ้นไปบนฟ้าอีกรอบแล้วบันทึกภาพให้เห็นไปเลยว่าโลกของเรานั้นกลม คราวนี้คุณนำภาพนั้นมายืนยันก็จะเริ่มมีคนแตกเป็น 2 กลุ่มคือคนที่รับฟังคำพูดของคุณกับคนที่ยังยืนกรานความคิดว่าโลกแบน คุณรู้ไหมครับว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้”

            โทมัสที่ได้ฟังก็นิ่งตัวเขาเองก็ไม่เคยทำแบบนั้นจึงไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า และถ้าทำแบบนั้นจริงๆ จนผลลัพธ์ออกมาเป็นตามที่อาจารย์ยกตัวอย่างเขาก็ยังสงสัยว่าทำไมถึงยังมีคนที่ไม่เชื่อว่าโลกแบน ถ้าหากว่าความจริงนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว เออร์วินก็อธิบายให้เขาฟังว่า

            “เพราะว่ามนุษย์บางคนนั้นมักจะใช้ความเชื่อที่ได้รับการปลูกฝังมา หรือสิ่งที่ตาเห็นมาเป็นตัวตัดสินโดยไม่สนเหตุผลไงครับ ต่อให้จะมีหลักฐานพิสูจน์ความจริงอยู่ตรงหน้าก็ตามพวกเขาเหล่านั้นก็เลือกจะเชื่อในสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาแล้วก็หาเหตุผลมาอธิบายความเชื่อนั้น ก็เหมือนกับถ้าคุณไปบอกว่าผมเพียงคนเดียวสามารถรับมือกับคนของกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นได้ถึงสองคนคุณคิดว่าจะมีคนเชื่อไหมครับ”

            โทมัสนิ่งคิดก่อนจะส่ายหน้า

            “ไม่มีหรอกครับ”

            “แล้วถ้าเหตุการณ์ในคืนนั้นมีการบันทึกไว้ล่ะครับ”

            โทมัสก็นิ่งไปอีกก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องมีคนเชื่อแน่นอนครับ”

            เออร์วินยิ้มพร้อมกับหันไปมองการฝึกของเรเวนโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาของเขานั้นได้เผลอจ้องมองไปที่เรเวนอย่างไม่วางตา แต่ปากของเขาก็ตอบว่า

            “แต่ก็ใช้ว่าจะมีคนเชื่อทุกคนนะครับ”

            “เอ๊ะ?” โทมัสอุทานด้วยความแปลกใจ 


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน