คำพูดนี้ฟังคล้ายกำลังถ่ายทอดคำสั่งเสียก่อนสิ้นลมแม้อาลัยอาวรณ์ก็ต้องปล่อยมือจากไป
ฉีเมี่ยวฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจขมวดคิ้วจิ้มไหล่ของเขา “คำพูดเช่นนี้รอให้ท่านวางมือก่อนค่อยบอกข้ายามนี้ถ่ายทอดคำพูดพวกนี้เพื่ออะไร”
อารมณ์ที่เดิมทีถูกทำลายด้วยความโกรธแค้นเสียใจนั้นปลอดโปร่งแจ่มใสทันทีที่นางดุเขาไป๋ซีอวิ๋นจูบขมับนางอย่างอดใจไม่ไหว
“ได้ ไม่พูดเื่นี้แล้ว ข้าพักผ่อนก่อนสักหน่อยอีกเดี๋ยวจวินอี้มาแล้วข้าจะได้มีแรงพูด เ้าเป็ดาวนำโชคของข้าโดยแท้กินโจ๊กผักที่เ้าจัดเตรียมกับมือแล้วมีแรงกว่ากินโสมและรังนกเมื่อก่อนอีกข้าไม่ได้พูดเยอะถึงเพียงนี้มานานแล้ว”
ฉีเมี่ยวใกับการจูบอย่างกะทันหันของเขาจากนั้นได้ยินเขาพูดถึงโสมและรังนก อดเบะปากไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าหมอผู้นั้น้าฆ่าเขาเขาอ่อนแอไม่อาจบำรุง ใช้ของพวกนั้นได้หรือ
เพียงแต่ในโจ๊กผักวันนี้เพิ่มเืสองหยด แม้เขายังคงมีสีหน้าดูไม่ดีแต่มีแรงพูดเยอะเช่นนี้ซ้ำยังรู้จักขโมยกอดจูบ ดูท่าเืของนางจะมีประโยชน์
“งั้นภายหลังข้าจะเตรียมอาหารให้ท่านกับมือ”
คำพูดที่ไม่ผ่านการไตร่ตรองออกจากปากไปเช่นนี้ตัวฉีเมี่ยวเองก็ใ สมองลัดวงจรของนางสรุปสิ่งนี้ว่านางเป็คนที่มีจิตใจดีงาม
ไป๋ซีอวิ๋นงีบหลับอย่างพอใจเพราะอย่างไรก็ไม่อยากปล่อยมือจึงหักใจไม่นอนราบ โอบกอดฉีเมี่ยวอย่างแแ่กลิ่นหอมกรุ่นของนางวนเวียนตรงปลายจมูกทำให้เขาอดใจไม่ไหวจูบหน้าผากของนางอีกครั้ง
เ้าผู้นี้จูบจนเพลินนางไม่คุ้นเคยกับเขาจริงๆ!
แต่ในเมื่ออยู่ที่นี่ซ้ำยังไม่รู้เมื่อใดถึงกลับไปได้ บางทีชาตินี้อาจต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปนางไม่มั่นใจจริงๆ ว่าตนเองออกจากจวนโหวไปข้างนอกจะอยู่รอดโดยอิสระได้ดีร่างกายนี้ช่างมีหน้าตาที่หาเื่หาราวไม่น้อย ยามนี้ยังเป็เหมือนเซียงเฟยซ้ำยังมีความลับที่ผู้อื่นไม่เข้าใจ
ถ้านางไปจากบุรุษผู้นี้ถูกคนรู้ความลับจับไปถ่ายเืล่ะ?ครั้งเดียวตายเลยก็ช่างเถอะ ถ้าถูกคุมขังขึ้นมา ถ่ายเืวันละครั้งล่ะ...
เมื่อจินตนาการเช่นนี้ฉีเมี่ยวรู้สึกว่าทุกคนไม่ดีไปหมด แม้ซื่อจื่อล้มป่วยอ่อนแอแต่มองออกว่าเป็พวกให้ท้าย ถ้ารักษาเขาให้หายดีได้ดีร้ายนางก็จะอยู่รอดปลอดภัยกินอิ่มสวมอุ่น
เมื่อคิดเช่นนี้นางจึงหมายมั่นปั้นมือจะต้องรักษาเขาให้หายดีให้ได้มากที่สุดไปเผชิญหน้ากับเสือสิงห์กระทิงแรดพวกนั้นพร้อมเขาเป็ ‘ค่าตอบแทน’ ก็พอแล้ว
ในอ้อมแขนเขามีกลิ่นยาจางๆหมอยาจีนอย่างฉีเมี่ยวได้กลิ่นยาก็รู้สึกจิตใจสงบนิ่ง รวมทั้งออกกำลังกาย (ประคองของหนัก) ั้แ่เช้าตรู่นางคิดไปคิดมาก็เผลอหลับไป
หยกเนื้ออ่อนในอ้อมแขนไม่เกร็งแน่นอีกแต่ส่งผ่านน้ำหนักให้เขาอย่างผ่อนคลาย ไป๋ซีอวิ๋นถูกทับจนเมื่อยแขนแต่พอใจจนไม่อยากปล่อยมือ หลับตาพักความคิดเสียเลย
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม[1]ถึงแว่วเสียงของปี้ย่วนที่ทางเดิน“ซื่อจื่อ คุณชายลั่วมาแล้วเ้าค่ะ”
ฉีเมี่ยวนั่งตัวตรงอย่างงัวเงียไป๋ซีอวิ๋นกลับได้สติขึ้นมาทันที
ไม่นานปี้ย่วนก็พาชายหนุ่มรูปงามสวมชุดแพรสีม่วงเข้มถือพัดพับเข้ามาอ้อมฉากบังลมเดินผ่านม่านฉลุมาถึงห้องด้านใน
เมื่อพบกันลั่วหย่งก็ส่งเสียงจุปาก “จื่อจิน ไม่เจอกันครึ่งปีเหตุใดเ้าเป็เช่นนี้”
ลั่วหย่งหยุดข้างเตียงพินิจสีหน้าของเขาโดยไม่บอกกล่าวราวกับไม่เห็นฉีเมี่ยว ฝืนเบียดนางออกไป
ฉีเมี่ยวได้แต่ยืนอยู่ข้างหลังเขากะพริบตาอย่างอธิบายไม่ถูก
ดูเหมือนสหายท่านนี้ของไป๋ซีอวิ๋นไม่ค่อยเป็มิตร
“ดูสีหน้าเ้าไม่ค่อยดี ตนเองรู้ว่าเหลือเวลาไม่มากแล้ว ตั้งใจเรียกข้ามาจะถ่ายทอดคำสั่งเสียใช่หรือไม่” ลั่วหย่งพิงเสาเตียงอย่างสบายๆ พูดจาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ทว่ามือกลับกำพัดพับไว้แน่น
ไป๋ซีอวิ๋นกลอกตาขาวใส่เขาความรู้สึกอึมครึมเพิ่มขึ้น “พูดไร้สาระ จวินอี้นี่คือฉีซื่อภรรยาที่เพิ่งแต่งงานของข้า”
เขาไม่เชื่อว่าลั่วหย่งไม่รู้เื่เขาแต่งงานในเมื่อเจอฉีเมี่ยวแล้ว เหตุใดเพิกเฉยเช่นนี้
ลั่วหย่งปรายตาสังเกตฉีเมี่ยว“แก้วตาดวงใจของแม่ทัพฉี จะยอม ‘ลดตัว’แต่งงานได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าชนกำแพงตายที่บ้านแล้วหาสาวใช้อื่นมาแทนที่?”
มองไป๋ซีอวิ๋น“เ้าไม่รู้กระมัง?เดิมทีคนที่สกุลเ้าหมั้นหมายไว้คือคุณหนูรองสกุลฉี หรือก็คืออัจฉริยะหญิงท่านนั้นที่สามขวบจำพันอักษรห้าขวบท่องบทกวีราชวงศ์ถัง แต่เช้าตรู่วันแต่งงานนั้นแม่ทัพฉีเปลี่ยนคนเป็คุณหนูสามกะทันหันคุณหนูสามสกุลฉีท่านนี้ช่างดีเสียจริงรู้ว่าตนเองต้องแต่งให้คนขี้โรคที่เหลือเวลาไม่มากแล้วจึงชนกำแพงฆ่าตัวตายก่อนขึ้นเกี้ยว”
ไป๋ซีอวิ๋นย่อมรู้เื่เปลี่ยนคนกะทันหันแต่เื่ฉีเมี่ยวฆ่าตัวตายกลับรู้เป็ครั้งแรกในชาตินี้ จึงมองฉีเมี่ยวอย่างสงสัย
ฉีเมี่ยวแอบร้องว่าแย่แล้ว
เพิ่งหมายมั่นปั้นมือจะรักษาตั๋วอาหารถาวรนี้ไว้ถ้าเกิดรอยร้าวคงจะไม่ดี
หลุบตามองชายกระโปรงของตนนิ่งเงียบพยายามหวนรำลึกว่าวันนั้นก่อนออกเรือนเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่เมื่อความทรงจำในยามนั้นหลั่งไหลเข้ามานางก็ใจนหน้าซีด
บนโลกนี้ยังมีพ่อแม่เช่นนี้ด้วย...
ไป๋ซีอวิ๋นสังเกตฉีเมี่ยวโดยละเอียดั้แ่ที่นางหลุบตาไม่เห็นบนศีรษะนางมีแผล “จวินอี้ บนศีรษะเมี่ยวเอ๋อร์ไม่มีแผลเห็นได้ว่าข่าวชนกำแพงฆ่าตัวตายไม่เป็ความจริง”
“ดังนั้นข้าถึงบอกว่านางเป็ตัวปลอม”ลั่วหย่งยิ้มเยาะ “สกุลฉีช่างรู้จักดีดลูกคิดรางแก้ว!”
ฉีเมี่ยวอยากกดถูกใจให้ไหวพริบของลั่วหย่งเหลือเกินนางเป็ตัวปลอมจริงๆ
ไป๋ซีอวิ๋นได้ยินคำพูดนี้ก็เริ่มหวนรำลึกความทรงจำทั้งหมดในชาติก่อนบอกเขาว่าฉีเมี่ยวไม่เป็ที่รักของบิดามารดาส่งผลให้หลังจากเขาตาย ครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ยอมให้นางพึ่งพาแต่อย่างใด
หรือเพราะนางไม่ใช่ฉีเมี่ยวตัวจริง?
ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้วขึ้นมาเมื่อครู่พูดคุยกับฉีเมี่ยวนานเพียงนั้นเขาก็เหนื่อยล้าอยู่บ้างคราวนี้ด้วยความร้อนใจ เขายิ่งรู้สึกไม่สบายตัว
เห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปฉีเมี่ยวรีบเข้าไปจับชีพจร เห็นเขาไม่เป็อะไรมากถึงโล่งใจ
“ช่างเถอะ ในเมื่อคุณชายลั่วเอ่ยขึ้นมา ข้าก็ไม่อยากปิดบังซื่อจื่อข้าอยู่ลำดับที่สามในสกุลจริงๆเดิมทีคนที่ท่านโหวหมั้นหมายให้เ้าคือฉีชั่วพี่รองของข้า”ฉีเมี่ยวถอยออกไปเล็กน้อย นั่งบนเก้าอี้กุหลาบ[2]ริมหน้าต่างพูดว่า “ครอบครัวข้ามีลูกสาวสามคนข้ากับพี่สาวคนโตร่วมบิดามารดา ยามนั้นแม่ทัพฉีรับภรรยาลับเข้าจวนภายหลังมารดาผู้ให้กำเนิดข้าเสียชีวิตก่อนวัยอันควรฉีชั่วก็คือลูกสาวที่ภรรยาลับพามาด้วย แม่ทัพฉีรักใคร่เหมียวซื่อแต่งตั้งนางเป็อนุภรรยา ไม่ถึงครึ่งปีก็แต่งตั้งเป็ภรรยาเอก ฉีชั่วที่เปลี่ยนจากบุตรสาวภรรยาลับเป็บุตรสาวอนุจึงกลายเป็บุตรสาวคนโตในภรรยาเอก แน่นอน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อข้ายังเด็กมากหลังจากผ่านไปหลายปี เื่ของเหมียวซื่อยังมีกี่คนจำได้ถึงขนาดสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจคือชื่อเสียงพร์ของฉีชั่ว ไม่ใช่ฐานะของนาง”
นางเชิดสายตาพูดขอโทษ “ก่อนออกเรือน ข้าฆ่าตัวตายจริงๆท่านโหวมอบสินสอดมากมายหมั้นหมายฉีชั่วให้ท่าน จนถึงบัดนี้ก็เป็เวลาสามเดือนแล้วแต่ไม่นานมานี้ แม่ทัพฉีได้พูดคุยกับฉีชั่ว นางเปลี่ยนใจเหมียวซื่อก็ไม่ได้เผยแพร่ เมื่อวานก่อนงานแต่งงานถึงบังคับให้ข้าแต่งหน้าแต่งตายามนั้นข้าตื่นตะลึงยิ่งนัก คราวนี้เหมียวซื่อถึงบอกข้าพวกนางตกลงกับจวนโหวเปลี่ยนตัวเลือกเป็ข้านานแล้ว บอกว่าท่านโหวก็ถูกใจข้า ก่อนหน้าไม่ได้บอกกล่าวกับข้าเพียงเพราะกลัวข้าจะต่อต้านเดิมทีข้าคิดว่าคำสั่งของบิดามารดา แต่งให้ท่านก็แต่งเถอะ แต่เหมียวซื่อลอบส่งมอบ‘หน้าที่’ ที่เดิมทีแม่ทัพฉีมอบให้ฉีชั่วแก่ข้า...”
ฉีเมี่ยวหน้าแดงใบหน้าอันงดงามบอบบางราวกับถูกปกคลุมด้วยเมฆแดง ก้มหน้าอย่างอับอาย
ไป๋ซีอวิ๋นถามด้วยเสียงแหบพร่าอย่างอ่อนโยน“พวกเขามอบหน้าที่อะไรให้เ้า”
ฉีเมี่ยวส่ายหน้า
นางกำลังลังเลว่าจะเปิดโปงแผนสกปรกของแม่ทัพฉีหรือไม่อย่างไรเสียนั่นคือครอบครัวฝ่ายหญิงของเ้าของร่างเดิมอนาคตนางอาจมี่ที่พึ่งพาครอบครัวฝ่ายหญิง
นึกว่านางเห็นลั่วหย่งอยู่ด้วยพูดไม่สะดวกไป๋ซีอวิ๋นพูดว่า “เ้าพูดได้เลย จวินอี้เป็สหายร่วมเป็ร่วมตายของข้าเป็พี่ชายบุญธรรมร่วมสาบานของข้า ไว้ใจได้”
ฉีเมี่ยวคิดเสร็จแล้วสกุลฉีทำเื่เช่นนั้นได้ นางยังพึ่งพาอะไรพวกเขาได้อีก
นางพึ่งพาคนผู้นี้ตรงหน้าถึงเป็เื่จริง
นางส่ายหน้ารัวๆ“ไม่ๆๆ ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจคุณชายลั่ว เขาปกป้องท่านปานนั้นเห็นได้ว่าซื่อสัตย์จริงใจต่อท่าน ข้าเพียงรู้สึกน้ำท่วมปาก”
แน่นอนว่าน้ำท่วมปากมิฉะนั้นจะบีบบังคับให้สตรีอ่อนแอไปฆ่าตัวตายได้อย่างไร
ไป๋ซีอวิ๋นแววตาเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็ง“เป็เื่อะไร”
“แม่ทัพฉีหวังคบค้าสมาคมท่านโหว จึงอยากเอาอกเอาใจ ยังบอกว่าท่าน...บอกว่าท่านอยู่ได้ไม่นานเดิมทีให้ฉีชั่วไป ไป...” ฉีเมี่ยวหน้าแดงราวกับผลผิงกั่ว[3]มุมปากสั่นเทาจนพูดไม่ออก
แต่ไป๋ซีอวิ๋นกับลั่วหย่งมีไหวพริบยอดเยี่ยมทั้งคู่ย่อมเข้าใจแล้ว
ลั่วหย่งขมวดคิ้ว
ไป๋ซีอวิ๋นโมโหจนทุบเตียงทันที“ชาติชั่ว! เดรัจฉาน!”
มีบิดาเช่นนี้สอนลูกสาวเล่นชู้กับพ่อสามี!
ฉีเมี่ยวอึกอักพึมพำว่า “ถ้าเหมียวซื่อบอกให้ข้าฝังศพสังเวยชีวิตข้าก็จะไม่ขัดคำสั่ง อย่างไรเสียที่บ้านก็เป็เช่นนั้นเดิมทีข้าไม่คาดหวังกับอนาคต ตายไปก็ไม่เป็ไรแต่พวกเขากลับให้ข้าทำเื่สกปรกขั้นนั้น พวกเขาเห็นท่านเป็อะไร เห็นข้าเป็อะไรถ้าข้าขัดคำสั่ง เหมียวซื่อข่มขู่ว่าพี่ใหญ่ของข้าใกล้จะคลอดลูกแล้ว หากข้าไม่ไปนางมีวิธีนับหมื่นฆ่าพี่สาวของข้าซ้ำยังบอกว่าการแต่งงานของจวนโหวเปลี่ยนตัวเลือกไปครั้งหนึ่งแล้วเป็ไปไม่ได้ที่แม่ทัพฉีจะเปลี่ยนใจ ข้าจำเป็ต้องแต่งงานด้วยความสิ้นหวังข้าคิดว่าช้าเร็วต้องตาย เหตุใดต้องรอจนสุดท้ายเกิดเื่เสื่อมเสียชื่อเสียงดังนั้นข้าจึง...”
ฉีเมี่ยวก้มหน้าไป๋ซีอวิ๋นกับลั่วหย่งมองเห็นเพียงบนศีรษะที่มีสร้อยคาดผมไข่มุกของนาง
ยามนี้เขาอยากโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนปลอบโยนให้ดี
แต่ความจริงที่เพิ่งได้รู้ในที่สุดก็ทำให้เขาเข้าใจว่าเหตุใดชาติก่อนหลังจากเขาตายฉีเมี่ยวไม่ได้พาลูกไปขอความช่วยเหลือจากครอบครัวฝ่ายหญิง
มารดาเลี้ยงที่ใจร้ายใจดำบิดาที่อาศัย ‘การจำนอง’ความสุขของลูกสาวแลกกับอนาคต นางจะพึ่งพาได้อย่างไร
ไป๋ซีอวิ๋นข่มกลั้นความโกรธแล้วถามลั่วหย่ง“จวินอี้ ได้นำสิ่งของและคนมาหรือไม่”
ลั่วหย่งล้วงถุงเงินที่ทำด้วยผ้าปักลายจากในอ้อมแขน“ไม่รู้เ้าใช้เท่าใด เวลากระชั้นจึงไม่ได้มีมากเพียงนั้นได้แต่นำพวกนี้มาก่อน สาวใช้เดิมทีล้วนเป็คนที่ข้าเลี้ยงไว้ พวกนางอยู่ในลานบ้านแล้วแล้วสาวใช้สองคนที่ครั้งก่อนข้าส่งมาให้เ้าล่ะ?”
“ตายแล้ว”
ลั่วหย่งนิ่งเงียบ
ไป๋ซีอวิ๋นรับถุงมาส่งให้ฉีเมี่ยวโดยไม่มองด้วยซ้ำ “เ้าเอาไว้ใช้ตามใจ”
ฉีเมี่ยวเปิดถุงเงินภายใต้สายตาแปลกใจของลั่วหย่งข้างในเป็ตั๋วเงินร้อยตำลึง ปึกหนาเท่าพจนานุกรมเช่นนั้น
ฉีเมี่ยวเงยหน้าอย่างงงงวย“ท่านคงไม่ได้ปล้นธนา...ร้านแลกเงินมากระมัง?”
ลั่วหย่งยิ้มแย้ม
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด“เท่านี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วง วางใจเถิด สามีเลี้ยงเ้าได้เ้าใช้ตามใจก็พอ ไม่ต้องประหยัดเงินแทนข้า”
[1] ชั่วยาม คือการนับเวลาแบบจีนโบราณ โดย 1 ชั่วยามจะเทียบเท่าเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
[2] เก้าอี้กุหลาบ เก้าอี้ไม้โบราณชนิดหนึ่งของจีนมีที่เท้าแขน พนักพิง ขนาดค่อนข้างเล็ก
[3] ผลผิงกั่ว หมายถึง แอปเปิ้ล