“เหลือแค่นี้หรือ?”
โจวหยวนจ้องมองแผ่นหยกที่ถูกทุนทุนคายออกมาด้วยท่าทีตกตะลึง จากนั้นจึงเข้าใจได้ว่าชายเคราะห์ร้ายผู้นั้นถูกทุนทุนกลืนกินไปแล้ว
“ช่างตายอย่างน่าอนาจเสียจริง” โจวหยวนมุมปากกระตุก อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจอยู่ลึกๆ ชายผู้นั้นช่างน่าสงสารเสียจริง ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิตจะเกิดบาดแผลทางจิตใจมากน้อยแค่ไหน
โจวหยวนก้มลงไปหยิบแผ่นหยกขึ้นมามองแวบหนึ่งแล้วก็ต้องตกตะลึง เขาเห็นแสงส่องสว่างบนแผ่นหยก ด้านในมีอักขระจำนวนมาก
“คงไว้ใช้บันทึกศาสตร์หยวน” เยาเยาพูดออกมา
“หือ?” โจวหยวนได้ยินแววตาก็เป็นประกายทันที ศาสตร์หยวนระดับสามัญทั่วไปไม่คุ้มค่าที่จะถูกบันทึกด้วยวิธีเช่นนี้ หรือบนร่างของมือสังหารทั้งสองคนนี้แท้จริงแล้วจะยังมีของดีอยู่อีก?
โจวหยวนกุมแผ่นหยก กระตุ้นส่งพลังหยวนเข้าไปด้านใน ทันใดนั้นก็มีแสงส่องสว่างขึ้นบนแผ่นหยก เงาแสงสะท้อนบนอากาศด้านหน้า มีอักขระชัดเจนไหลออกมา
โจวหยวนกวาดสายตามองแล้วนิ่งงัน “ศาสตร์หยวนดำทมิฬระดับล่าง ศาสตร์แสงพิฆาต?”
“เป็นถึงศาสตร์หยวนดำทมิฬจริงๆ หรือ” โจวหยวนยิ้มเล็กน้อย เป็นถึงศาสตร์หยวนระดับดำทมิฬได้ ต่อให้วางอยู่ในท้องพระคลังของเขาก็ยังนับว่าเป็นสมบัติล้ำค่า ปกติมักใช้มอบให้กับผู้ที่สำเร็จคุณงามความดี
“ทำไมชื่อศาสตร์แสงพิฆาตนี้ถึงคุ้นหูยิ่งนัก” โจวหยวนครุ่นคิด จำได้เลือนรางว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
“นึกออกแล้ว จวนฉีอ๋อง! ศาสตร์แสงพิฆาตนี้เป็นศาสตร์หยวนชั้นยอดของจวนฉีอ๋อง เล่ากันว่าราชวงศ์ต้าอู่ประทานให้พวกเขา” โจวหยวนสีหน้าตกใจ หรือคนร้ายสองคนนี้จะเป็นคนของจวนฉีอ๋อง แต่ด้วยพลังของพวกเขา ทำไมถึงครอบครองศาสตร์หยวนชั้นยอดของจวนฉีอ๋องได้?
โจวหยวนสั่นหัว ไม่เข้าใจ
แต่ถึงจะคิดไม่เข้าใจสักนิดโจวหยวนก็ยังคงแค่นหัวเราะเย็นชาออกมาเสียงหนึ่ง เก็บแผ่นหยกเข้าไปในอกเสื้อ เขาจำได้ว่าโจวฉิงเคยพูดกับเขา ศาสตร์แสงพิฆาตของจวนฉีอ๋องร้ายกาจยิ่งนัก แม้เป็นแค่ศาสตร์หยวนดำทมิฬระดับล่างแต่อานุภาพกลับเทียบได้กับศาสตร์หยวนดำทมิฬระดับกลาง
ในเมื่อตอนนี้ของสิ่งนี้ตกอยู่ในมือของเขา ก็อย่าคิดว่าจะหลุดมือเขาไปได้
“แต่เหตุใดผู้บัญชาการลู่จึงยังไม่มาเล่า?” โจวหยวนเงยหน้าทอดสายตามองออกไปไกล คิ้วเลิกสูงขึ้น ด้วยการรับรู้ของผู้แข็งแกร่งสภาวะเส้นทางสวรรค์ย่อมสามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้ได้ไม่ใช่หรือ?
...
ครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้
ลู่เถี่ยซานส่งทหารอารักขาสองคนไปปกป้องโจวหยวน แต่ผ่านไปเพียงชั่วครู่เขาก็รับรู้ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวจากในป่าที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก
“ไป!”
ลูเถี่ยซานขมวดคิ้ว ลุกพรวดขึ้นทันที ไม่พูดกับฉีหลิงให้มากความ พลังหยวนรอบตัวกลายเป็นเงาแสงเคลื่อนไหวพุ่งตามทิศทางออกไป
ผ่านไปไม่นานร่างของลู่เถี่ยซานก็ปรากฏออกมา เขาจ้องมองพื้นที่โล่งกว้างด้านหน้า ตรงนั้นมีการต่อสู้กันอยู่สี่คน สองคนในนั้นเป็นคนที่เขาสั่งให้ไปคุ้มกันโจวหยวน
“พวกเจ้ากำลังทำอะไร?!” ลู่เถี่ยซานสะบัดชายเสื้อ ทันใดนั้นพลังหยวนก็พุ่งออกไปแยกทั้งสี่คนตรงนั้นออกจากกัน
พอทหารสองคนเห็นลู่เถี่ยซานปรากฏตัวก็รีบกล่าว “ใต้เท้า ข้าสองคนกำลังรีบไปหาองค์ชาย แต่ระหว่างทางกลับพบชายสองคนออกมาขัดขวางพวกเรา”
“พวกเจ้ารนหาที่ตายรึ?!” ลู่เถี่ยซานได้ยิน แววตาอำมหิตก็มองไปยังสองคนนั้นทันที
“ผู้บัญชาการลู่อย่าได้โมโห นี่เป็นคนของจวนฉีอ๋องของพวกเรา ก่อนหน้านี้ข้าสั่งให้พวกเขาค้นหาคนร้าย อาจเข้าใจผิดคิดว่าคนของพวกท่านเป็นคนร้าย” ฉีหลิงรุดเข้ามาจากทางด้านหลัง ใบหน้าสำนึกผิด ทันใดนั้นจึงตะคอกใส่สองคนนั้น “ยังไม่ไสหัวไปอีก อย่าขวางทาง”
ลู่เถี่ยซานมองดูด้วยแววตาเยือกเย็น จากนั้นจ้องมองฉีหลิง “ฉีหลิง พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
“โฮก!”
ฉีหลิงคลี่ยิ้มกำลังจะอ้าปากพูด จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามดังแว่วมาจากในป่าที่อยู่ไกลออกไป
“อักขระพยัคฆ์คำราม?! แย่แล้ว องค์ชาย!” พอได้ยินเสียงพยัคฆ์คำราม ลู่เถี่ยซานพลันรูม่านตาหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว ขณะนี้เขาคล้ายกับเข้าใจอะไรบางอย่าง จ้องมองฉีหลิงด้วยใบหน้าดุร้าย “ฉีหลิง เจ้ากล้าดียิ่งนัก!”
“ฮ่าๆ ข้าไม่ทราบว่าผู้บัญชาการลู่พูดเรื่องอะไร” ฉีหลิงยิ้มร่า เวลานี้คิดว่าคนร้ายสองคนคงลงมือไปแล้ว
“หากเกิดอะไรขึ้นกับองค์ชายข้าจะไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้!” ลู่เถี่ยซานพูดเสียงกร้าว ทันใดนั้นพลังหยวนรอบตัวก็ระเบิดออก ทันทีที่ฝ่าเท้ากระทืบเหยียบจนพื้นดินแตกแยกเงาร่างก็ลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตรงไปยังทางหุบเขา
ฉีหลิงจ้องมองร่างลู่เถี่ยซานที่ร้อนรนมุมปากก็ยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา จากนั้นโบกมือพาคนตามติดไปอย่างรวดเร็ว
กลุ่มคนรีบตามไป เพียงชั่วครู่เดียวก็มาถึงหุบเขา
ฉีหลิงเดินออกมาจากป่าด้วยรอยยิ้ม มองไปทางหุบเขา คิดว่าที่แห่งนี้คงเละเทะไปหมด โจวหยวนก็คงกึ่งรอดกึ่งตายสินะ?
พอคิดเช่นนี้มุมปากก็ยิ้มกว้างขึ้น
แต่ขณะนั้นเอง จู่ๆ เขาก็กวาดสายตามองไปไม่ไกล ที่ตรงนั้นมีเด็กหนุ่มผอมบางร่างหน้า ใบหน้ามีรอยยิ้มจ้องมองมาที่เขา
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีหลิงก็เจื่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
“โจวหยวนรึ? ทำไมมันถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?!” ฉีหลิงหางตากระตุกเล็กน้อย ในใจกลับร้องอุทานขึ้นด้วยความโกรธ
“องค์ชายโปรดละเว้นโทษ กระหม่อมมาล่าช้าพ่ะย่ะค่ะ!” ในยามนี้เมื่อลู่เถี่ยซานเห็นว่าโจวหยวนปลอดภัยก็ถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่ คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นพร้อมกล่าวเสียงเข้ม
“ผู้บัญชาการลู่ลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่เป็นอะไร” โจวหยวนยิ้มร่า
ลู่เถี่ยซานลุกขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความดุร้ายพุ่งไปยังหลัวถ่งที่นอนสลบอยู่ด้านข้าง แล้วพูดอย่างเย็นชา “คนผู้นี้ทำร้ายองค์ชายหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “เจ้านี่แหละคนร้าย!”
แต่ทว่าโจวหยวนยังไม่ทันได้พูดอะไรที่ด้านหลังลู่เถี่ยซานก็มีเสียงเดือดดาลดังแว่วเข้ามา มองไปก็เห็นฉีหลิงวิ่งพรวดเข้ามาคว้าตัวหลัวถ่งขึ้น จากนั้นสะบัดฝ่ามือฟาดออกไปคราหนึ่ง
“พูด! สิ่งของที่พวกเจ้าขโมยไปจากจวนฉีอ๋องอยู่ที่ไหน?!”
หลัวถ่งที่หมดสติถูกตีจนลืมตาขึ้น เขาเห็นฉีหลิงมีใบหน้าเหี้ยมโหดก็รีบพยายามจะพูดขึ้น “ฉี...”
“ดื้อดึงยิ่งนัก ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็จงตายไปซะ!” เขายังไม่ทันได้พูดฉีหลิงก็ฉายแววตาอำมหิต ปล่อยพลังพลุ่งพล่านออกมาจากฝ่ามือ บีบลำคอของหลัวถ่งจนสั่นสะท้าน
หลัวถ่งดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองฉีหลิงด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ
ฉีหลิงไม่แยแสแววตาของคนตาย ค้นหาทั่วทั้งตัวจนเสื้อผ้าฉีกขาด แต่ผ่านไปชั่วครู่หนึ่งสีหน้าตึงเครียดของเขาก็หยุดลง
“ฉีหลิง เจ้าฆ่าคนปิดปากใช่หรือไม่?” ลู่เถี่ยซานแววตานิ่งเฉย เพียงโบกมือทหารสิบนายก็เข้ามาล้อมรอบทันที
ฉีหลิงใบหน้าไม่เปลี่ยนสีพูดอย่างเย็นชา “ผู้บัญชาการลู่เอาอะไรมาพูด คนร้ายผู้นี้กล้าทำร้ายองค์ชาย ตายย่อมเป็นเรื่องสมควร ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังกล้าขโมย ‘ศาสตร์แสงพิฆาต’ ของจวนฉีอ๋องเราไปอีกด้วย”
“ศาสตร์แสงพิฆาตรึ?” ลู่เถี่ยซานตกตะลึง ‘ศาสตร์แสงพิฆาต’ ของจวนฉีอ๋องถูกขโมยไปจริงหรือ?
ฉีหลิงมองไปทางโจวหยวน ยกกำปั้นขึ้นคำนับแล้วพูด “คนร้ายมีสองคน องค์ชายทรงทราบว่าคนร้ายอีกคนไปทางไหนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ‘ศาสตร์แสงพิฆาต’ ของจวนฉีอ๋องคงอยู่ที่เขา”
โจวหยวนได้ยินก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ข้าไม่รู้แล้ว เห็นแค่คนเดียว อีกคนหนึ่งเกรงว่าคงเอาสมบัติหนีไปแล้ว”
ฉีหลิงใบหน้ากระตุก พูดอย่างแน่วแน่ว่า “เป็นไปไม่ได้!”
“พ่อบ้านฉีมั่นใจอะไรที่เขาจะไม่หนี” โจวหยวนกล่าวเหมือนคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ฉีหลิงจิตใจเต้นแรง แววตาเลิ่กลั่ก
“คนผู้นั้นข้าไม่เคยเห็นจริงๆ พ่อบ้านฉีส่งคนไปตามต่อเถอะ” โจวหยวนโบกมือ พูดอย่างเย็นชา “ที่แห่งนี้วุ่นวายนัก ไม่เหมาะกับพ่อบ้านฉี”
ฉีหลิงเห็นโจวหยวนขับไล่ตนใบหน้าก็บึ้งตึง วันนี้เดิมทีต้องจัดการโจวหยวน แต่เขาไม่เพียงปลอดภัย ทว่ากลับไม่มีร่องรอย ‘ศาสตร์แสงพิฆาต’ ของพวกเขาด้วย เสียทั้งคนเสียทั้งของ หากรอท่านอ๋องกลับมาจะต้องเดือดดาลเป็นการใหญ่อย่างแน่นอน
แม้ฉีหลิงจะไม่ทราบว่าที่แห่งนี้แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่เขากลับมีลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง เกรงว่าศาสตร์แสงพิฆาตนั้นจะตกอยู่ในมือของโจวหยวนแล้ว แต่คาดเดาไปแล้วจะทำเช่นไรได้เล่า? เขาจะบังคับค้นตัวโจวหยวนได้หรือ? ไม่เห็นสายตาเหี้ยมโหดของลู่เถี่ยซานด้านข้างที่พร้อมจะกลืนกินเขาหรืออย่างไร?
จิตใจกระวนกระวาย สุดท้ายฉีหลิงก็ยกกำปั้นคำนับด้วยท่าทีกัดฟันแน่น จากนั้นไม่พูดคำ โบกมือพาคนหันหลังกลับอย่างคับข้องใจ
เขาทราบว่าครานี้ จวนฉีอ๋องของพวกเขาเสียหายใหญ่หลวงอย่างแท้จริงแล้ว