กระนั้นก็ยังไม่วายที่จะเกิดเรื่องขึ้นมา
โครม !!! ตูม!!!
หลังจากเกิดเสียงดังอย่างรุนแรงนั้น สองหญิงสาวพลันมองไปตามทิศทางของเสียงทันที จนได้เห็นสัตว์อสูรตัวหนึ่งที่มีขนาดหลานตันทะยานเบี่ยงหลบจากแนวที่จะพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ที่พวกนางอยู่ แต่ก็ไม่วายที่จะไปกระแทกใส่ต้นไม้ขนาดเล็กที่เล้งปวยกระโดดขึ้นไปหลบอยู่จนมันหักลงทั้งต้นและติดไปบนหลังของเจ้าอสูรนั่นไปกระทั่งเล้งปวยก็คล้างดั่งติดไปด้วย
แล้วพวกนางก็ไม่สามารถมองหาเขาพบอีก ด้วยพุ่มไม้รกทึบพลันบดบังสายตาก่อน
“เล้งปวย!” สองสาวแทบตะโกนเรียกดังๆขึ้นมาพร้อมกันอย่างเป็นห่วงขึ้นมา จนทำให้ฝูงสัตว์อสูรทั้งหลายที่ได้ยินพลันหยุดลง แล้วหันกลับมาตามเสียงเรียกจึงพบว่าเป็นมนุษย์สองคน เช่นนั้นสัญชาตญาณอันดุร้ายแห่งอสูรของพวกมันพลันบังเกิดขึ้น ต่างย่างสามขุมเข้าหาสองหญิงสาวทันที
อสรพิษหยกดำสัตว์อสูรระดับ3 สองตัวซึ่งชำนาญการปีนป่ายอยู่แล้วก็ได้พุ่งขึ้นไปหาทั้งสองก่อนใครทันที แน่นอนว่าพวกนางที่มีพลังยุทธในระดับต้นๆของขั้นนภา ย่อมไม่เห็นสัตว์อสูรระดับ3 อยู่ในสายตา แต่การต่อสู้บนต้นไม้ก็ลดทอนความสามารถของพวกนางลงไปไม่น้อยจนกระทั่งตัดสินใจเหินลงมาสู่เบื้องล่างค่อยจัดการพวกมันลงได้ แต่ยังไม่ทันได้พักหายใจก็ถูกโจมตีเข้ามาจากทุกทิศทางพร้อมๆกัน จนต้องหมุนควงหมัดจู่โจมออกรอบด้านอย่างรวดเร็วจึงพอจะต้านทานพวกสัตว์อสูรได้
การต่อสู้เข่นฆ่าอันดุเดือดระหว่างคนสองคนกับฝูงสัตว์อสูรดำเนินไปได้ราวๆสิบลมหายใจ พลันมีเสียงกู่ก้องอันสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นมาจากทิศทางที่สัตว์ทั้งหลายจะวิ่งไป ทำเอาทุกอย่างที่กำลังต่อสู้เกิดหยุดชะงักลงชั่วครู่ตามเสียงนั้น
สองหญิงสาวพลันมองไปทันทีด้วยนึกว่าเป็นเล้งปวยกลับมา แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ เพราะผู้ที่ปรากฏตัวมาเป็นชายวัยกลางคนที่แปลกหน้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้นมาฝูงสัตว์ทั้งหลายคล้ายทราบว่าผู้มานั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง กว่าครึ่งของพวกมันพลันแบ่งไปจู่โจมเข้าใส่ชายกลางคนอย่างบ้าคลั่งทันที
จนสองสาวที่แม้ยังกังวลที่เล้งปวยหายไปอย่างมาก แต่อย่างน้อยรู้สึกมีกำลังใจในการต่อสู้ดีขึ้นมาก ตอนนี้ความกดดันในวงต่อสู้ของพวกนางนั้นได้ลดลงไปกว่าครึ่ง แม้จะยังมองหาเล้งปวยไม่ทันด้เจอ เพราะมีเจ้าสัตว์อสูรจอมซวยได้พุ่งเข้าหาก่อน
การต่อสู้เข่นฆ่าสัตว์อสูรตัวแล้วตัวเล่า ยากง่ายขึ้นกับระดับของสัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามา หากเป็นสัตว์อสูรระดับ1 นั้นพวกเขาใช้เพียงสองหรือสามฝ่ามือเท่านั้น แต่หากเป็นระดับสามนั้นต้องใช้เวลาหลายอึดใจ โชคดีที่ระดับ4 ซึ่งต้องใช้เวลานานจึงจะปลิดชีพมันลงได้นั้นมีไม่ค่อยมากนัก
กว่าค่อนวันได้ผ่านไปกองซากสัตว์อสูรพะเนินเทินทึกปรากฏขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบๆตัวของชายกลางคนยิ่งมากกว่า สัตว์อสูรยังเหลืออยู่ร่วมร้อยตัว พวกมันยิ่งทวีความโกรธเกรี้ยวขึ้นเรื่อยๆ หนุนเนื่องเข้าหาอย่างเร็วยิ่งกว่าเดิม
ผิดกับเย่ยี่จู และเซี่ยลี้อวี้ ซึ่งไม่เคยเผชิญการต่อสู้ที่ลากยาวมาเลยนั้น ในตอนนี้เชื่องช้าลงอย่างมากจนแทบจะฝืนต่อไปไหว จนเบื้องหน้าสายตานั้นปรากฏภาพเลือนลางขึ้นมาแล้วทั้งคู่กสติดับวูบไปเห็นได้ชัดว่ากำลังจะล้มลงไป…
ทันใดนั้นพลันมีเสียงตะโกนกู่ก้องขึ้นมาด้านหลังของพวกนางด้วยพลังปราณอันมหาศาลทันที
“ใต้บารมีแห่งพระโพธิสัตว์”
ปรากฏคลื่นพลังปราณอันลึกลับพิศดารดังบรูม ๆ ๆ ๆ ๆ แผ่กระจายออกรอบๆอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่คลื่นนั้นแผ่ไปถึงพลันหยุดนิ่งค้างในท่าเดิม ไม่ขยับขยะเยื้อนราวถูกผนึกเอาไว้
ชายกลางคนพลันเดินเข้าไปหาสองหญิงสาว ยื่นฝ่ามือฟาดเข้าใส่พวกนางเบาๆ แล้วจากนั้นเสียงกระดูกลั่นดังเกรียวกราวจนน่าขนลุกพลันบังเกิดขึ้น แล้วรูปร่างหน้าตาของชายชราผู้นั้น พลันเปลี่ยนมาเป็นเด็กหนุ่มที่รูปร่างหน้าตาหล่อเหลานัยตาโตๆอย่างน่ารักผู้หนึ่งภายในเวลาทันทีมันก็คือ เล้งปวย ที่ติดไปบนหลังสัตว์อสูรร่างยักษ์ตัวนั้นนั่นเอง
ผ่านไปเพียงครู่เดียวหญิงสาวทั้งสองพลันได้สติกลับมา ภาพแรกที่พวกนางได้เห็นกลับเป็นเล้งปวย ที่ยืนเด่นอยู่เบื้องหน้าพวกนางดั่งเทพแห่งสงครามที่พลันเข่นฆ่าเหล่าอริศัตรูได้หมดสิ้นก็ไม่ปาน เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสดๆจนไหลโชกของมันมีสีเดียวกับชายวัยกลางคนคนนั้น
“เล้งปวย! เจ้ามาได้อย่างไร แล้วเสื้อผ้าเจ้าทำไมจึงเปื้อนเลือด” พวกนางแทบพูดขึ้นมาพร้อมกัน
“พวกเจ้ารู้สึกตัวก็ดีแล้ว ข้ากังวลยิ่งกลัวว่าพวกเจ้าจะเป็นอันตราย…ตอนแรกข้าก็ต่อสู้กับสัตว์อสูรอยู่ฝั่งทางโน้น ” ทั้งสองสาวที่ได้ฟังพลันรู้สึกถึงความอบอุ่นภายในใจที่ได้รับจากเขาเป็นอย่างยิ่ง ตอบขึ้นแทบพร้อมกัน
“ขอบใจที่เป็นห่วง พวกเราไม่เป็นไร แล้วชายกลางคนละหายไปไหนแล้ว พวกเรายังไม่ได้ขอบคุณเขาเลย” มองอีกฝ่าย อย่างรอฟังคำตอบ
“ท่านผู้นั้นคล้ายรีบร้อนอย่างยิ่งหลังจากร่วมมือกับข้าสังหารสัตว์อสูรเหล่านี้จนเสร็จสิ้นเราเพียงได้กล่าวขอบคุณเสร็จยังไม่ทันถามอันใดท่านเพียงบอกว่ามีเรื่องเร่งรีบแล้วก็จากไปอย่างเร่งร้อนเช่นนั้น” มันจำต้องพูดออกในช่องนี้เพื่อรีบตัดบท จะได้จบลงเร็วๆ
“โอพวกเราที่ต่างติดนี่บุญคุณของเขาแต่กระทั่งนามของเขายังไม่รู้ ภายหน้าจะตอบแทนเขาได้เยี่ยงไร
“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าในช่วงที่หายไปละ” เซี่ยลี้อวี้ ถามขึ้นมา
เล้งปวยเลยต้องได้เล่าแบบยกเมฆขึ้นมาสักเรื่องให้ดูสมเหตุสมผลสักหน่อย ความจริงแล้วเป็นแผนของเล้งปวยที่มันเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้ล่าสัตว์อสูรได้คราวละมากๆทว่าไม่ต้องการให้สองหญิงสาวได้เห็นถึงฝีมือที่แท้จริงจึงได้วางแผนนี้ขึ้นมาเท่านั้น
จากนั้นทั้งสามก็ได้จัดการกับแกนสัตว์อสูรและซากของสัตว์อสูรทั้งหมดจนเรียบร้อย ซึ่งมีแกนสัตว์อสูรอยู่ราวพันกว่าอันส่วนใหญ่เป็นระดับ2 และ3 มีระดับ4 ราวๆ50 กว่าอัน โดยหญิงสาวทั้งสองยืนยันที่จะรับส่วนแบ่งเพียงครึ่งหนึ่งของเล้งปวยเท่านั้น โดยให้เหตุผลที่พวกนางนั้นไม่ได้สู้จนจบเพราะเกิดหมดสติไปก่อน
ในคืนวันนั้นเล้งปวยได้หาทำเลที่จะหลับนอน โดยก่อไฟขึ้นมาเพื่อเป็นการไล่สัตว์อสูรไม่ให้มารบกวนในเวลานอน แล้วสอนวิธีผูกเปลบนต้นไม้ให้แก่สองหญิงสาว
ในเช้าวันต่อมาเขาได้แยกจากพวกนางมาโดยลำพังด้วยเห็นว่าพวกนางนั้นพอที่ชินกับการเอาตัวรอดในป่าได้บ้างแล้ว เขาทราบว่าหญ้านางเซียนชั้นสูงนั้นมักจะพบในบริเวณที่มีอากาศเย็นชุ่มชื้นเขาจึงได้ขึ้นไปทางยอดเขาที่มีอากาศหนาวเย็น
ขึ้นเขาไปไม่นานนัก พลันมีเสียงคนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวอย่างตื่นเต้นแปลกใจ ดังแว่วมา เขารีบตรงไปตามเสียง ไม่นานก็พบว่ากลุ่มคนพวกนั้นกลับเป็นศิษย์สายในของตึกหมื่นเทพที่กำลังไล่จับดอกของหญ้านางเซียนชั้นสูงคล้ายดั่งกำลังเล่นซ่อนหากับมัน
…
/มันเกือบหาช่องออกไม่เจอหนะ55555
/