ชั่วโมงต่อมา….
ตรงหน้าของเธอ คือ ตึกระฟ้าสูงตระหง่านกลางย่านธุรกิจที่พลุกพล่านคือสำนักงานใหญ่ของบริษัทในเครือตระกูลฟู่ โครงสร้างภายนอกนั้นทันสมัยด้วยกระจกสะท้อนเงาท้องฟ้าและแสงแดดระยิบระยับ เผยถึงความมั่นคงและทรงพลังั้แ่แรกเห็น
ป้ายโลโก้ขนาดใหญ่ประดับอยู่ด้านหน้าทางเข้า ตัวอักษรสีเงินวาวเรียงตัวอย่างสง่างามบนพื้นหินสีดำขลับ ด้านในคือโถงต้อนรับเพดานสูงสองชั้นที่โอ่โถงและสว่างไสวด้วยแชนเดอเลียร์ดีไซน์ร่วมสมัย แผนกต้อนรับถูกออกแบบให้เรียบหรูไร้ที่ติ บุคลากรที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์แต่งกายเรียบร้อย ท่าทางมั่นใจและเป็มืออาชีพ
พื้นหินอ่อนขัดเงาจนสะท้อนเงารองเท้า เสียงฝีเท้าดังแ่แต่มีระเบียบ เสริมบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงกดดันแฝง ทุกคนที่เดินเข้าออกล้วนดูรีบเร่งแต่เปี่ยมเป้าหมาย
ลิฟต์โดยสารความเร็วสูงกว่า 10 ตัวแบ่งเป็โซนต่าง ๆ สำหรับแผนกหลากหลาย ทั้งด้านการเงิน การตลาด นวัตกรรม ไปจนถึงห้องประชุมผู้บริหารที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุด ซึ่งเปิดมุมมองสู่เมืองทั้งเมืองได้ราวกับยืนอยู่เหนือโลก
ประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดอัตโนมัติเมื่อร่างหญิงสาวก้าวผ่านเข้ามา กลิ่นกาแฟจาง ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นกระดาษและแสงแดดอ่อนที่ส่องลอดจากกระจกด้านหน้า ทำให้บรรยากาศในบริษัทของเธอดูทั้งอบอุ่นและมีชีวิตชีวา
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังกังวานเป็จังหวะชัดเจนในโถงต้อนรับของบริษัทที่โอ่อ่า เธอก้าวเดินอย่างมั่นคง แม้สายตาหลายคู่จะเหลือบมองมา แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ
เธอสวมชุดสูทสีเบจตัดเย็บเข้ารูป สะพายกระเป๋าหนังเรียบหรูไว้ข้างตัว เรือนผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นดวงหน้าเรียบสงบน่ารักแต่แฝงความเฉียบคม
พนักงานสาวที่นั่งทำงานอยู่เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นเธอ ทุกคนลุกขึ้นทักทายพร้อมรอยยิ้ม
“สวัสดีค่ะคุณหนูอ้ายฉิง” เสียงเรียกขานด้วยความเคารพปะปนความชื่นชม
เธอพยักหน้ายิ้มตอบเบา ๆ ก้าวเดินต่ออย่างมั่นคง ส้นรองเท้าหนังคุณภาพดีสะท้อนกับพื้นสะอาดจนเกือบเป็เงา ชุดสูทเรียบหรูที่เธอสวมไม่ได้เน้นความหวือหวา แต่ดูสง่างามในแบบที่ไม่ต้องอธิบาย
นี่คือบริษัทของเธอ...บริษัทที่เธอไม่้าให้ใครมาทำลาย หรือมาโกงกิน
อ้ายฉิงเข้าไปนั่งเล่นรอเวลาในห้องทำงานส่วนตัวของเธอ ซึ่งเป็ห้องที่ชาติก่อนเธอไม่ค่อยได้เข้ามานัก บอดี้การ์ดเข้ามากระซิบ เพื่อแจ้งเตือนเวลา เธอยกยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก แล้วพยักหน้ารับคำเบาๆ พร้อมกับพูดขอบคุณค่ะอย่างน่ารัก
ร่างบางลุกขึ้นจากที่นั่งประจำตำแหน่งของเธอทันที พร้อมกับจัดแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่ ร่างบางเคลื่อนตัวต่อไปตามจุดมุ่งหมาย …..วันนี้ คงจะมีคนมีบางคน ที่จะต้องอกแตกตายบ้างแหละ
อ้ายฉิงก้าวเท้าเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ด้วยท่าทางสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจทุกฝีก้าว ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกอย่างเงียบงัน ก่อนเผยให้เห็นห้องโถงกว้างโอ่อ่าที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เสียงพูดคุยเบาๆ ค่อยๆ เงียบลงเมื่อสายตาทุกคู่เริ่มหันมามองเธอ
แสงไฟสีขาวนวลจากโคมระย้าขนาดใหญ่กลางเพดานสะท้อนกับผิวเรียบของโต๊ะไม้ยาวเรียงรายอยู่กลางห้อง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นอย่างมั่นคงดังก้องในความเงียบ เธอสวมสูทเรียบหรูที่รับกับรูปร่างอย่างสมบูรณ์แบบ ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย
บรรดาผู้บริหารและพนักงานระดับสูงที่นั่งอยู่รอบโต๊ะหันมามองเธอด้วยความสนใจ บ้างตื่นเต้น บ้างสงสัย บ้างก็ประเมินเธอเงียบๆ แต่หญิงสาวไม่หวั่นไหว เธอก้าวไปยังเก้าอี้ในตำแหน่งด้านข้างหัวโต๊ะอย่างมั่นใจ ก่อนหยุดยืน หันมามองทุกคน แล้วเอ่ยเสียงเรียบพร้อมแย้มรอยยิ้มอย่างน่ารักว่า
“สวัสดีคะทุกคน วันนี้อ้ายฉิงขอเข้าประชุมด้วยนะคะ และก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมประชุมวันนี้…”
“เ้าตัวแสบของป๊า … วันนี้ลมอะไรหอบมาประชุมบริษัทได้ฮึ”
“นั่นซิ เมื่อเช้าตอนทานข้าวด้วยกัน พี่ไม่เห็นน้องพูดเลยว่าจะเข้าบริษัทวันนี้”
“แหม ก็วันนี้อ้ายฉิงว่างนี่คะ ก็อยากเข้ามาเที่ยวเล่น และก็พบปะกับทุกๆ คนบ้าง”
“น้องอ้ายฉิงนี่สบายจังเลยนะคะ วันๆ ไม่ต้องทำอะไร ลอยไปลอยมา ได้ข่าวว่าเห็นขับรถออกไปเที่ยวแถวๆ แถบชานเมืองเหอผิงตลอด เรานี่ว่างดีจังเลยนะคะ จริงๆ พี่ก็อยากไปเที่ยวบ้าง แต่พี่นี่งานยุ่งตลอดเลยคะ เฮ่ยยย”
เสียงถอนหายใจยาวดังมาจากร่างสูงสมส่วนเพรียวระหงตรงที่นั่งบริเวณกึ่งกลางโต๊ะ ซินหยางพูดไปยิ้มไปแบบรอยยิ้มของพี่สาวใจดี แต่ถ้าฟังแบบตั้งใจแล้วจะรู้ว่าเธอกำลังทำให้อ้ายฉิงดูเป็คนไม่เอาการเอางานในสายตาคนอื่นๆ
อ้ายฉิงหันมายิ้มหวานส่งให้พี่สาวที่แอบดิสเครดิตเธอแบบเนี่ยนๆ
“งั้นพี่ซินหยางก็พักบ้างซิคะ อ้ายฉิงได้ข่าวมาว่าโปรเจคสร้างร้านน้ำหอมหลายร้านของพี่ซินหยางก็ดูไปได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แว่วๆ ว่าขาดทุนหลายสิบล้านอยู่นะคะ แต่ก็เอาเถอะคะ เงินแค่นี้นิดๆ หน่อยๆ สำหรับบริษัทของเราก็ไม่ได้ถือว่ามากมายอะไรเลยเลย จะเสียไปบ้างก็ไม่เป็ไรหรอกเนอะคะ แต่อ้ายฉิงคิดว่าพี่ซิินหยางคงทำงานมากไป เลยดูแลทุกอย่างได้ไม่ทั่วถึงซินะคะ”
“ถ้าเป็ไปได้ พี่ซินหยางก็ให้คนอื่นเข้ามาทำแทนเถอะคะ เผื่อจะดีขึ้น … ที่พูดนี่ไม่ใช่อะไรนะคะ อ้ายฉิงหวังดี กลัวจะเจ้ง …. เอ้ย … กลัวจะขาดทุนไปมากกว่านี้อะคะ”
เอาซี่…. อยากมาว่าเธอว่างงานนักหรอ เธอก็ว่ากลับไปซะเลยซิ ว่าหล่อนหน่ะทำงาน….. แต่……เจ้งคร่าาา ล้มเหลวไม่เป็ท่า มาค่ะ แรงมาแรงกลับ ด่ามาด่ากลับ อ้ายฉิงไม่โกง
สีหน้าของซินหยางเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาวสลับสีจนดูน่าตลก
“เอาน่า พี่ซินหยางของเธอก็ทำเต็มที่ของเธอแล้ว จริงๆ เธอจะว่าพี่สาวของเธอก็ไม่ถูก พี่สาวเธอพยายามทำทุกอย่างก็ดีกว่าคนที่ไม่ทำอะไรเลย อีกอย่างก็เพราะเศรษฐกิจไม่ดีนั่นแหละ อากาศก็ร้อน ทำให้การขายไม่ถึงเป้าเท่าที่ควรนั้นแหละ”
ชายร่างท้วมในวัยกลางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ใกล้ๆ พี่ซินหยาง ดวงตาเล็กซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นหนา ขอบตาหย่อนเล็กน้อย ผิวของเขาออกไปทางขาวอมชมพู รอยยิ้มกว้างแต่งแต้มอยู่เสมอเหมือนเป็นิสัยประจำตัว ใบหน้ากลมมนรับกับแก้มที่ขึ้นสีอย่างคนอารมณ์ดี
เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน ปล่อยชายเสื้อทับกางเกงสแล็กสีเทาเข้มซึ่งดูแน่นตึงบริเวณ่เอวเล็กน้อย เพราะหน้าท้องกลมใหญ่ที่ยื่นออกมาจนเห็นได้ชัด แม้รูปร่างจะไม่ปราดเปรียว แต่กริยาท่าทางของเขากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ น้ำเสียงนุ่มนวล ทุ้มต่ำ ฟังแล้วอบอุ่นเหมือนคนใจดีที่ไม่เคยถือโทษโกรธใครง่าย ๆ
ถึงจะไม่ได้โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอก แต่บุคลิกใจเย็น มองโลกในแง่ดี และรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยมิตรไมตรีของเขากลับทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้
“ผมว่า พี่ซินเหว่ยคงเข้าใจอะไรผิด อ้ายฉิงไม่ต้องทำอะไรเลย ทั้งผมและตระกูลฟู่ก็มีเงินทองเหลือเฟือเพียงพอที่จะเลี้ยงเธอให้สุขสบายไปทั้งชาติ แล้วจริงๆ แค่ความน่ารักของเธออย่างเดียว ก็ทำให้ตระกูลฟู่ของเราตั้งใจทำงานหาเงินมาให้เ้าหญิงน้อยของตระกูลได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นี่เธอทำงานหนักขนาดนี้ พี่ซินเหว่ยยังไม่เห็นอีกหรอครับ”
ชายที่นั่งในตำแหน่งประธานบนหัวโต๊ะกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย นิ่งขรึม เขากล่าวออกมาด้วยความจริงจังและบรรยากาศที่ทำให้ไม่มีใครสามารถปฏิเสธในคำพูดของเค้าได้
……..โอ๊ยยยย ป๊าขาาา จะอวยลูกสาว ก็ขอให้เบาๆ หน่อยเถอะคะ อ้ายฉิงอายยยยเค้าค่ะ
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที เมื่อท่านประธานหนิงเทียนของพวกเขาพูดมาแบบนี้ พวกเขาจะพูดอะไรได้อีก
เลยจะสังเกตุได้ว่าแต่ละคนในห้องประชุมกว้างใหญ่แห่งนี้ มีสีหน้าที่แปลกๆ แตกต่างกันไป
(หนิงเทียน : จะทำอะไรก็ทำไปเหอะ … แต่จะมาว่าลูกเขาไม่ได้)
(คนในห้องประชุม : ถ้าท่านประธานพูดแบบนี้ …. พวกผมจะพูดอะไรได้อีกละครับ)