หลังจบการประชุมอะไรหลายอย่างก็ล้วนเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะตำแหน่งขุนนางที่มีการโยกย้ายสับเปลี่ยน มีคำสั่งแต่งตั้งขึ้นใหม่ภายในวันรุ่งขึ้นคำสั่งแรกเปลี่ยนมาใช้หนึ่งสภาห้ากรมในการปกครองแผ่นดินสภานี้ถูกตั้งใหม่มีชื่อว่า สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐส่วนห้ากรมนั้นยังมีเค้าโครงหกกรมเดิมอยู่บ้างทว่ามีการเปลี่ยนชื่อและจัดสรรหน้าที่เสียใหม่
กรมทั้งห้าได้แก่ กรมปกครอง กรมพิธีการ กรมทหาร กรมคลัง และกรมยุติธรรมไช่หู่ หวังเป่ย จูจวง ซุนหลวนเฉิน ฉินซิ่นหลี่ได้รั้งตำแหน่งเสนาบดีปกครองกรมทั้งห้าตามลำดับทว่าสภานั้นยังว่างอยู่ไม่มีคำสั่งเปิดที่เหลืออีกห้ากรมวันถัดไปให้เริ่มการทำงานได้
หลังคำสั่งนี้มาถึงซุนหลวนเฉินแทบจะร้องไห้ “ข้าตรากตรำทำงานหนักมานับเดือนในที่สุดฟ้าก็เมตตาเฉิงกงประทานตำแหน่งให้ข้า”
ซุนหลวนเฉินส่ายศีรษะคล้ายรู้สึกว่ามีบางคำไม่ถูกต้อง “ไม่ ไม่ ไม่ไม่ใช่เฉิงกง ต้องเป็นฝ่าบาท ! ฝ่าบาททรงเมตตาขุนนางตัวน้อย ๆ อย่างข้า ถึงได้มอบตำแหน่งเสนาบดีดั่งใจหวัง”กล่าวเท่านี้เขาก็ลงคำนับไปทางจวนตระกูลหนิงพร้อมตะเบ็งเสียงดังสุดกำลัง
“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วกระหม่อมจะตั้งใจทำราชการสุดความสามารถ มิให้ฝ่าบาททรงต้องผิดหวัง !”
“หืม...? นั่นคงเป็นเสียงของท่านเสนาบดีซุนเป็นแน่” ไช่หู่ที่อยู่หน้าจวนซุนหลวนเฉินไหนเลยจะไม่ได้ยินเขาแทบหลุดหัวเราะออกมา แต่ต้องฝืนเก็บอารมณ์นั้นกลับไป ไม่อาจเสียมารยาทได้ใครเล่าไม่รู้ว่าหลังหนิงแยกจากเยว่ ซุนหลวนเฉินต้องทำงานอย่างยากลำบากเพียงใดในที่สุดเขาก็ได้รางวัลของการกระทำนั้นแล้ว
ระหว่างที่ซุนหลวนเฉินลุกขึ้นยืนคนรับใช้ก็รีบวิ่งเข้ามาแจ้ง“ท่านเสนาบดีกรมปกครองมาเยี่ยมเยียนขอรับนายท่าน” ซุนหลวนเฉินมุมปากกระตุกเขารู้ว่าเมื่อสักครู่ไช่หู่ต้องได้ยินสิ่งที่เขากล่าวทั้งหมดเป็นแน่ อยู่ ๆใบหน้าของเขาก็แดงขึ้น และค่อย ๆ จางไปรีบปรับอารมณ์ออกไปต้อนรับผู้มาเยือน
อันที่จริงนอกจากซุนหลวนเฉินผู้น่าตบรางวัลให้มากที่สุดแล้วคนอื่นย่อมไม่มีหากว่าไม่ใช่เพราะรับราชการมาตั้งแต่อยู่อาณาจักรเยว่จนมีความสามารถหนิงเทียนก็ไม่อาจยกตำแหน่งสำคัญเหล่านั้นให้ได้ในบรรดาเสนาบดีห้ากรมผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงเห็นจะมีเพียงสามเท่านั้นจูจวงหนึ่ง ไช่หู่หนึ่ง ซุนหลวนเฉินอีกหนึ่งทั้งสามล้วนสามารถทำราชการได้อย่างแข็งขัน และเต็มไปด้วยสติปัญญาอย่างยิ่ง
เมืองเซียงมีผู้คนหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย หากไม่นับนครหลวงเหอผิงในกาลก่อนยามนี้ทั่วทั้งดินแดนเยว่เดิมจะมีเมืองใดเล่าที่เจริญเทียบเท่าได้แม้แต่เมืองหลวงแห่งซ่งก็ไม่อาจเทียบเทียม
หนิงเทียนตั้งใจยกเอาเมืองเซียงเป็นราชธานีแม่นมั่นแล้วการศึกที่นครเหอผิงเห็นทีจะไร้ซึ่งความเมตตาทัพใหญ่คงมุ่งมั่นจะทำลายกำแพงปูพรมถล่มเมือง นครหลวงเหอผิงยิ่งใหญ่มาเกือบพันปีเห็นทีจะเหลือเพียงเถ้าถ่านแค่คิดก็น่าหวาดหวั่นแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องมีผู้คนล้มตายไปอีกมากน้อยเพียงใดทว่านี่ก็คือสงคราม สงครามไร้ซึ่งสันติสุข
..........
ค่ายทหารหนิงกระโจมแม่ทัพใหญ่
“ไม่คิดว่าเฉิงกงจะเลือกทำพิธีที่นี่ทำราวกับว่าการตีเหอผิงง่ายดายเสียอย่างนั้น ทั้งยังเป็นการบีบบังคับให้เราเร่งตีเมืองให้แตกโดยเร็ววันหากชักช้าคงไม่พ้นโทษเป็นแน่”
จูเฉินไหนเลยจะไม่รู้ว่าการบุกทะลวงปราการเหอผิงยากเย็นแสนเข็ญเพียงใดยิ่งคิดก็ยิ่งลำบากใจ ทว่าว่าที่โอรสสวรรค์ได้มีบัญชาลงมาแล้วจะขัดขืนหรือก็ไม่ได้ได้แต่ทุ่มกำลังสติปัญญาสุดความสามารถตีหักนครแต่เร็ววัน
“สั่งการลงไปพรุ่งเริ่มตีกำแพงเมืองได้”
“รับคำสั่ง !”
นายกองทั้งหลายรับคำสั่งแต่โดยดีไม่ปริปาก เดิมทีพวกเขาคิดจะใช้การโอบล้อมไว้เช่นนี้ไม่รุกโจมตีให้หนักแต่ใช้แผนการปิดล้อมแทน ทว่าสถานการณ์พลิกผันเฉิงกงท่านเร่งรีบพวกเขาจึงต้องรีบเร่งตาม ไม่อาจใช้แผนโอบล้อมได้อีกไม่เช่นนั้นคงไม่ทันเวลาที่กำหนดไว้
...
วันรุ่งขึ้นทหารหนิงบุกปีนป่ายกำแพงสูงใหญ่นครเหอผิงด้วยกำลังใจเต็มเปี่ยมสู้ศึกได้อย่างฮึกเหิมต่างจากฝั่งเยว่ที่กำลังใจถดถอยอย่างรวดเร็วแต่ปราการเหอผิงนั้นแข็งแกร่งนักยากที่จะหักชิงชัยแม้ว่าทหารในเมืองจะมีแต่ทหารที่ถูกเกณฑ์ใหม่ทั้งสิ้น ทว่าชัยภูมินั้นกลับเป็นต่อต่อให้พลธนูไม่ได้เรื่องอย่างไร อย่างน้อย ๆ จากที่สูงกว่าก็ควรจะโดนอยู่ต่างจากฝั่งหนิงที่ไม่อาจใช้ธนูสามัญโต้ตอบได้
การโจมตีหนักหน่วงเช่นนี้กินเวลากว่าครึ่งวันแล้วจึงยุติลงทหารสองฝ่ายต่างเหนื่อยล้า จูเฉินเองก็ไม่อยากเสียไพร่พลมากเกินความจำเป็นแค่ศึกครั้งนี้ก็สูญเสียไปหมื่นนายแล้ว
ระหว่างที่กระโจมบัญชาการกำลังหารือแผนการบุกต่อไปนั้นม้าเร็วผู้หนึ่งก็แล่นเร็วจี๋มาแจ้งความ
“คารวะท่านแม่ทัพใหญ่ฝ่าบาทมีราชบัญชาให้หยุดการโจมตีรอกองหนุนมาถึงแล้วจึงค่อยโจมตีอีกครา”
‘ที่แท้ม้าเร็วผู้นี้ก็เป็นผู้ถ่ายทอดราชโองการหรือนี่ ทั้งยังเรียกเฉิงกงหนิงเทียนว่าฝ่าบาทเห็นทีว่าข้าควรจะเปลี่ยนวิธีการเรียกขานด้วยแล้ว’จูเฉินคิดได้ดังนั้นก็ประสานมือคารวะไปทางใต้ แล้วเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม
“ฝากเจ้ากราบทูลฝ่าบาทด้วยว่า ‘กระหม่อมจูเฉินน้อมรับพระราชบัญชาศึกครั้งนี้จะรอจนถึงกองหนุนมาสมทบแล้วจะตีชิงเหอผิงมาเป็นเครื่องบรรณาการแด่ฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย’ รีบไปเถอะ”
ม้าเร็วรับความแล้วก็ทำความเคารพแม่ทัพใหญ่แล้วควบม้าลงใต้กลับไปยังเมืองเซียง
...
หลังจากกองทัพใหญ่หนิงโอบล้อมเหอผิงเป็นเวลาสิบวันทางฝั่งเยว่ที่เมืองหนานไฮ่ก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วจักรพรรดิแห่งเยว่มีราชโองการประกาศทั่วอาณาจักรย้ายราชธานีจากเหอผิงมาสู่หนานไฮ่ระดมพลทหารทั่วแว่นแคว้น เกณฑ์ไพร่พลนับแสนมุ่งตรงมาช่วยกู้อดีตนครหลวงเหอผิงปราบปรามกบฏหนิงให้สิ้น!
ผู้คนที่ยังจงรักภักดีกับเยว่ก็พากันอาสาเข้าเป็นทหารแต่ไหนเลยจะเกณฑ์ทหารวันเดียวให้ได้หลายหมื่นได้ ทั้งกองทัพเยว่ก็อ่อนแอเหลือกำลังทหารที่รบมาอย่างต่อเนื่องเหนื่อยล้า ต่อให้เป็นกองทัพมังกรแล้วอย่างไร ?มนุษย์เราใช่ว่าจะไม่เหน็ดเหนื่อยประหนึ่งเครื่องจักรต่อให้เป็นเครื่องจักรก็ยังมีวันต้องชำรุด
ทัพเยว่ต้องใช้เวลานับเดือนถึงจะฟื้นฟูกำลังคืนมาได้หากนครเหอผิงยังไม่พ่ายแก่หนิงในหนึ่งเดือนนี้ ศึกนี้ก็คงต้องยื้อกันไปอีกนาน เผลอๆ ทวีปหนานโจวอาจจะต้องมีสี่อาณาจักรไปอีกนับพันปี
เวลาเดียวกันนั้นกองทัพซ่งก็เข้ายึดเมืองไปแล้วสามเมืองจอมทัพแห่งซ่งคือ องค์รัชทายาทซ่งเพ่ยเจินทุ่มเทกำลังสุดท้ายกว่าแปดหมื่นนายโจมตีเขตเหนือนี่คือความหวังอันน้อยนิดในรอบพันปีที่ซ่งอาจพลิกฟื้นชะตากลับมามีอำนาจสูงสุดได้ในอนาคต จักรพรรดิแห่งซ่งจึงเดิมพันทุกสิ่งกับการโจมตีนี้
กระทั่งภายในอาณาจักรเหลือทหารสามหมื่นนายปกป้อง เดิมทีหาได้เหลือน้อยเช่นนั้นไม่หากไม่ใช่เพราะศึกแรกที่ทำสงครามกับเยว่พ่ายแพ้อย่างหมดรูปสูญเสียทหารเกือบห้าหมื่นนายทหารปกป้องอาณาจักรในเวลานี้คงมีราว ๆ แปดหมื่นนายเห็นจะได้
นี่จึงเป็นเวลาที่ต้องฉกฉวยเอาไว้ของพวกเขาหากพลาดไปแล้วไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจึงจะได้ประสบพบเจออีก
“ราชครูท่านคิดเห็นว่าเราควรจะเคลื่อนพลต่อหรือยั้งทัพไว้ที่นี่ก่อนดี ?”รัชทายาททอดพระเนตรไปยังชายชราผู้หนึ่งที่มีใบหน้าเย็นชาแววตาสงบนิ่ง
ชายชราผู้นี้คือราชครูแห่งซ่ง พึ่งเข้ารับตำแหน่งในราชสำนัก แต่กลับมีอำนาจมากจักรพรรดิให้ความสำคัญราชครูคนนี้อย่างที่สุดถึงกับให้รัชทายาทฟังคำแนะนำในการเดินทัพครั้งนี้ และที่สำคัญอีกอย่างราชครูผู้นี้มีฝีมือที่ไม่ธรรมดาทั้งยังเป็นยอดฝีมือเข้าสู่พิภพขั้นสูง เดิมทีเขาไม่ใช่ชาวซ่งเดินทางเข้ามาจากเยว่เป็นผู้มีความแค้นกับเยว่อย่างลึกซึ้ง ที่จริงแล้วเขาก็คือ ถูซุยอดีตเสนาบดีกรมขุนนางผู้นำที่ยิ่งใหญ่หนึ่งสามตระกูลแห่งเยว่
หลังจากที่ตระกูลถูถูกทำลายเสียป่นปี้ เขาและหลานชายยอมเดินทางดั้นด้นไปพึ่งซ่งที่เป็นอาณาจักรน้อยกว่าด้วยรู้ว่าจักรพรรดิเยว่ประกาศกร้าวจะรุกรานซ่งทำให้จักรพรรดิซ่งไม่พอพระทัย ด้วยเหตุนี้ศัตรูของศัตรูย่อมเป็นมิตรที่ดีนี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดของเขา
ถูซุยทุ่มเทพลังกายและสติปัญญาช่วยเหลือจักรพรรดิอย่างแข็งขันจนกระทั่งกองทัพทั้งแปดหมื่นของซ่งนี้เกือบเทียบเท่ากองทัพอุดรของเยว่เลย
ทหารซ่งที่มาคราวนี้นอกจากมีความมุ่งมั่นแล้วยังพกความแค้นเต็มอกมาด้วยสืบเนื่องจากการรบในครั้งก่อนมีพี่น้องพวกพ้องตายไปภายใต้คมดาบคมหอกของกองทัพเยว่มากมายไหนเลยจะไม่เคืองแค้นได้ ! ในครานี้พวกเขาเองก็จะมาชำระแค้น !
“องค์รัชทายาทกระหม่อมเห็นควรจะยั้งทัพรอศึกใหญ่เยว่หนิงเกิดขึ้นก่อนแล้วเราค่อยฉวยโอกาสบุกยึดเขตเหนือทั้งหมดไว้หากเรารีบเร่งในเวลานี้เห็นทีจักรพรรดิเยว่คงมองเราเป็นศัตรูมากกว่าหนิงเสียอีกอย่าลืมว่าบัดนี้จักรพรรดิเยว่ก็เข้าใกล้หมาจนตรอกแล้วจำเป็นต้องสู้ตายหาที่ระบาย”
“ได้ ข้อนี้ข้าเห็นด้วย ทว่าเรื่องเสบียงอาหารยังมีปัญหาอยู่ด้วยทางไกลขบวนเสบียงจึงมาเนิ่นช้าจำต้องหาวิธีเก็บเกี่ยวเสบียง”รัชทายาทตรัสแล้วก็ทอดพระเนตรราชครูชาวเยว่นี้อีกครา
ไหนเลยถูซุยจะไม่รู้ความคิดของชายหนุ่มผู้นี้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นชาวเยว่จะให้รับใช้ซ่งหมดใจนั้นเป็นไปไม่ได้ทว่าซ่งอยากได้สิ่งยืนยันคือการกระทำที่บาดหมางกับเยว่เพื่อไม่ให้ราชครูคิดคดกับพวกเขาได้ในอนาคต
ถูซุยยืนขึ้นจากที่นั่งแล้วประสานมือจากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีความกังวลอยู่ “องค์รัชทายาทเรื่องนี้ให้กระหม่อมจัดการเองขอทหารสักห้าพันตามกระหม่อมไปด้วยอีกห้าวันจะนำเสบียงกลับมา”
“ยอดเยี่ยม ! ราชครูท่านตั้งใจทำงานเพื่อซ่งเรานัก เราจะกราบทูลฝ่าบาทในความดีของท่าน”
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท กระหม่อมขอตัวก่อน”
ถูซุยเดินออกจากมาจากที่ประชุมขุนนางแหงนหน้ามองท้องฟ้ากว้างแต่ในใจช่างอ้างว้างความโดดเดี่ยวสอดแทรกเข้ามาภายในใจ ‘มีผู้คนเป็นหมื่นล้านแล้วเป็นอย่างไร? คนในตระกูลข้าแทบไม่มีเหลือ ผู้คนเกลียดชังข้าแล้วอย่างไร ?ในใจข้าไร้ซึ่งผู้คนไปนานแล้ว... จักรพรรดิเยว่ !เจ้าคือผู้สมควรตายที่สุด ! เยว่หวัง...รอข้ารอข้าก่อนข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานใจก่อนตาย !’
..........