ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 31 หยกเขียว

    ตอนที่31 หยกเขียว

     

    ไก่ตัวผู้ขันรับดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้าถือเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่

     

    ครอบครัวฟู่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่ในตอนเช้าโม่เฉินต้องไปขึ้นรถไฟ ฟู่ซินและฟู่เซินไปส่งเขา พวกเขาตั้งใจจะแวะไปที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์และหมู่บ้านเสี่ยวโจวเพื่อแจ้งให้อาสามและอาหญิงของพวกเขามาทานอาหารเย็นด้วยกันในวันพรุ่งนี้

     

    ทางฝั่งบ้านยายหวังซู่เหมยได้พาฟู่เหมี่ยวไปแจ้งให้ทราบเหลือเพียงฟู่เยี่ยนและพ่อของเธอเท่านั้นที่อยู่บ้าน

     

    ฟู่ต้าหย่งไปบ้านฟู่เฉิงแต่เช้าเพราะเสี่ยวฮั่ว ทั้งสองครอบครัวจึงใกล้ชิดกันมากขึ้นดังนั้นจะร่วมทานอาหารเย็นกันก็ต้องเชิญครอบครัวของเขาด้วย

     

    ฟู่เฉิงยังคงนึกถึงยันต์แคล้วคลาดทว่าเมื่อได้ยินฟู่ต้าหย่งบอกว่าจะจัดงานเลี้ยง สาวน้อยจึงช่วยเตรียมโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งด้วยความยินดี

     

    ของเหล่านี้ยืมมาจากสำนักงานของหมู่บ้านแค่เช็ดทำงานความสะอาดให้ดีก็เป็นอันใช้ได้แล้ว

     

    ดังนั้นในตอนเช้าฟู่เยี่ยนจึงนำกระดาษออกมาจากเริ่มวาดยันต์ เธอเพิ่งเรียนรู้ตอนนี้จึงกำลังร้อนวิชาอยู่

     

    ฟู่ต้าหย่งที่อยู่ข้างๆ คอยฝนหมึก เตรียมกระดาษและช่วยลูกสาวเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามที่ตนเองพอจะทำได้

     

    “รอบนี้ไม่เลวเลย! ” ฟู่ต้าหย่งเห็นฟู่เยี่ยนเริ่มวาดยันต์ได้ชำนาญมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อดดีใจไม่ได้

     

    ลูกสาวของเขาเก่งจริง ๆ !

     

    “พี่เฉิงของลูกอยากได้ยันต์แคล้วคลาดสักสองสามแผ่นลูกจะขายให้เขาอย่างไรหรือ ? ” เรื่องแบบนี้ฟู่ต้าหย่งยังต้องถามความเห็นของฟู่เยี่ยนก่อน

     

    ฟู่เยี่ยนคิดแล้วจึงพูดว่า“หนูไม่เก็บเงิน มอบให้พี่เฉิงแล้วกัน เพราะคุณป้ามักจะเอาของกินมาให้หนูเป็นประจำคิดเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจกัน”

     

    “อืมลูกวาดเสร็จแล้ว ตอนบ่ายพ่อจะเอาไปให้เขา”

     

    ฟู่ต้าหย่งได้ยินฟู่เยี่ยนพูดแบบนี้เขารู้สึกดีใจมาก เพราะตั้งแต่ลูกสาวของเขาประสบอุบัติเหตุหัวกระแทกพื้นและเปิดเนตรสวรรค์แล้ว เธอยังนำพาความมั่งคั่งมาสู่ครอบครัวและตอนนี้ครอบครัวของพวกเขามีรายได้ที่มั่นคงจากการขายเหล้าองุ่นแล้ว

     

    แต่เขาก็ยังไม่อยากให้ลูกสาวเห็นแค่เงินเท่านั้น

     

    “พ่อพรุ่งนี้ไปในเมืองกันเถอะ ได้เวลาไปส่งเหล้าองุ่นแล้วหลังจากที่เราเก็บเงินค่าเหล้าได้ครบ เราจะให้พี่ใหญ่นำติดตัวไปด้วย แม้เราจะยากจนแต่เราก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ดี ! ”

     

    “แบบนี้ก็ดีเหมือนกันพวกเราสองคนไปกันเถอะ เอาเหล้าองุ่นไว้ในมิติของลูกส่วนพ่อจะถือไปสองถังก็ได้แล้ว” ฟู่ต้าหย่งวางแผนเสร็จสรรพแบบนี้ถือเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่มิติอย่างเต็มที่ทั้งยังช่วยครอบครัวเก็บงำความลับได้อีกด้วย

     

    “จริงสิเสี่ยวฮั่ว ลูกมากับพ่อหน่อย” เมื่อเห็นว่าลูกสาววาดยันต์เสร็จฟู่ต้าหย่งจึงพาเธอไปที่ลานด้านหลัง

     

    ตัวห้องในลานด้านหลังมีเนื้อตากแห้งแขวนเอาไว้นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บข้าวสารและธัญพืชที่เป็นเสบียงของครอบครัวฟู่มันเป็นเหมือนโกดังขนาดเล็ก

     

    ฟู่ต้าหย่งเดินเข้าไปด้านในสุดเขาเปิดฝาอ่างใส่ผักดองแล้วหยิบเอาก้อนหินก้อนหนึ่งออกมาก่อนจะวางลงบนพื้นให้ฟู่เยี่ยนดู

     

    “เสี่ยวฮั่วดูสิว่ามีอะไรอยู่ในหินก้อนนี้หรือเปล่า ! ”

     

    ฟู่เยี่ยนเหลือบมองก้อนหินบนพื้นแล้วมองเข้าไปข้างใน

     

    หินก้อนนี้มีลักษณะเป็นสีดำเรียบสนิทเนื่องจากมันถูกใช้กดผักดองนานเกินไป ทำให้มุมขอบของมันเริ่มหลุดออกไปบ้างแล้วเมื่อลองเพ่งดูก้อนหินขนาดเท่าลูกฟุตบอลนี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นจะพบว่ามีบางสิ่งที่มีขนาดเท่าไข่ไก่อยู่ด้านในนั้นพร้อมกับเปล่งแสงสีเขียวจาง ๆ ออกมา

     

    ฟู่เยี่ยนตั้งสมาธิแล้วเพ่งมองดูโอ้ ข้างในส่องสว่างมาก เป็นสีเขียวเข้มมาก!

     

    เหลือเชื่อมาก! นี่มันคือหยกเขียวน้ำงามเชียวนะ ! ! ! !

     

    ชาติที่แล้วฟู่เยี่ยนเคยเห็นดาราสาวในทีวีใส่ออกงาน มันสง่างามมากเธอจึงไปหาข้อมูลของหยกเขียวด้วยความสงสัยและรู้ว่ามันมีมูลค่ามหาศาล !

     

    “พ่อหากหนูดูไม่ผิด ด้านในน่าจะเป็นหยกเขียวจักรพรรดินะคะ เหมือนกับที่มันบันทึกไว้ในหนังสือเลยค่ะที่ว่าเป็นสีเขียวเข้ม ไม่มีตำหนิ มีมูลค่ามหาศาล ! ” ฟู่เยี่ยนกลืนน้ำลายลงคอด้วยความโลภ

     

    ฟู่ต้าหย่งตกใจมากเขามองซ้ายแลขวาก็ยังมองไม่ออก จึงทำได้เพียงลูบมันอย่างหวงแหนเท่านั้น

     

    “พ่อพ่อไปได้มันมาจากไหนหรอคะ ? ”

     

    ฟู่ต้าหย่งถอนหายใจแล้วเล่าให้ฟู่เยี่ยนฟังถึงที่มาของหินก้อนนี้

     

    “ย่าของลูกย้ายสิ่งนี้มาจากบ้านพ่อแม่ของเธอในตอนนั้นเมื่อทุกคนในครอบครัวขึ้นเรือไปย่าเขาเห็นสิ่งนี้ที่ลานหน้าบ้านของทวดลูกว่ากันว่าปู่ของย่าใส่มันไว้ในอ่างบัวเผื่อนดังนั้นย่าของลูกจึงย้ายมันกลับมาเพื่อไว้ระลึกเป็นความทรงจำ

     

    ชิ้นใหญ่มีทั้งหมด4 ชิ้น ชิ้นเล็กน่าจะมีประมาณสิบกว่าชิ้นที่เหลือพ่อวางมันไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ในบ้านของเรา ชิ้นนี้มันเหมาะมือพ่อเลยนำมาไว้ทับผักดองในอ่าง”

     

    ยอดไปเลย! มีก้อนหินมากมายขนาดนี้หากทุกก้อนมีหยกเหมือนกันหมด……ฟู่เยี่ยนหยุดจินตนาการแล้วรีบค้นหาอย่างไว

     

    “พ่อเราไปดูที่เหลือกันเถอะ ! ”

     

    ดังนั้นพ่อและลูกสาวจึงไปที่ลานบ้านเพื่อมองหาก้อนหิน

     

    “พ่อที่บ้านของปู่มีก้อนหินพวกนี้ด้วยไหม ? ” ฟู่เยี่ยนคิดว่าถ้ามีเธอจะต้องแอบไปเอากลับมา เพราะเธอไม่อยากให้หนิวชุ่ยฮวามาได้ประโยชน์ไป !

     

    ฮึ่ม!

     

    “พอปู่ของลูกได้ยินว่าเป็นของที่นำมาจากบ้านพ่อแม่ของย่าตอนนั้นเขาก็อยากจะโยนมันทิ้งแล้ว แต่ย่าของลูกไม่ยอมดังนั้นมันจึงอยู่ในลานบ้านมาโดยตลอด กระทั่งต่อมาได้แยกบ้านกันย่าของลูกก็แยกกันอยู่กับปู่ด้วยและย่าก็ได้ย้ายก้อนหินพวกนั้นมาไว้ที่บ้านของเราหมดแล้ว”

     

    ฟู่เยี่ยนถึงกับอดคิดไม่ได้ว่าตาเฒ่าไม่มีโชคลาภกับเขาเอาเสียเลย! ดีที่ของเหล่านี้อยู่ในบ้านของเธอทั้งหมด !

     

    ตลอดทั้งช่วงสายฟู่เยี่ยนเอาแต่ใช้พลังของตนเองเพ่งมองก้อนหินจนกระทั่งเลือกมาได้ทั้งหมด 6 ก้อน

     

    ชิ้นที่น่าประหลาดใจที่สุดคือภายนอกดูหมองแต่ด้านในดูเป็นสีม่วงบริสุทธิ์ หยกด้านในมีขนาดประมาณฝ่ามือเป็นหยกสีม่วงคุณภาพสูง !

     

    นอกจากนี้ยังมีก้อนหินก้อนใหญ่ใต้ต้นไม้ที่ปกติจะถูกใช้เป็นที่นั่งของฟู่เยี่ยนและพวกพี่น้องของเธออยู่เป็นประจำด้านในกลับเป็นหยกเขียวบริสุทธิ์ที่มีขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล ! ซึ่งเป็นชิ้นที่ใหญ่ที่สุดแล้ว

     

    นอกจากหยกเขียวจักรพรรดิก้อนแรกที่เจอแล้วยังมีก้อนเล็ก ๆ อีก 3 ก้อน แม้จะไม่โปร่งใสมากนัก แต่สีก็พอใช้ได้มีหยกก้อนหนึ่งเป็นสีแดง และมี 2 ก้อนที่เป็นสีเขียวเหมือนแอปเปิ้ล

     

    ฟู่เยี่ยนบอกผลลัพธ์สุดท้ายให้ฟู่ต้าหย่งฟังฟู่ต้าหย่งแทบไม่อยากจะเชื่อว่าก้อนหินที่แม่ของเขานำกลับมาแบบส่งเดชนั้นจะเป็นหยกทั้งหมด!

     

    สองพ่อลูกยังคงสงสัยว่าหินหยกเหล่านี้มาจากไหนแต่ตอนนี้มันยังคงเป็นปริศนาที่พวกเขาไม่อาจไขได้

     

    ตอนนี้พวกเขาไม่มีเครื่องมือจึงไม่อาจกะเทาะเอาหยกด้านในออกมาได้ ฟู่ต้าหย่งจึงมอบหยกให้ฟู่เยี่ยนเก็บไว้ให้เธอเก็บมันไว้ในมิติ จะได้ไม่หายไปไหน ! สองพ่อลูกจึงทำข้อตกลงว่าจะเก็บความมั่งคั่งนี้ไว้เป็นความลับด้วยกัน!

     

    ตอนบ่ายหวังซู่เหมยจะไปตักผักดองมาทำอาหาร แต่เธอก็ไม่เห็นหินก้อนนั้นแล้ว

     

    “เอ๊ะ? หินที่เคยทับผักดองไว้หายไปไหนล่ะ ? ” เธอยกผักดองออกมาด้วยความสงสัยและเมื่อมองไปยังหินก้อนใหญ่ที่เคยใช้เป็นที่นั่งใต้ต้นไม้เป็นประจำเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามันไม่มีแล้ว ?

     

    แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจเธอเดินไปที่ห้องครัว และก็เห็นว่าประตูห้องครัวปิดไว้อยู่แต่หินที่เคยใช้ขัดประตูหายไปแล้ว ?

     

    วันนี้ทำไมมีแต่ก้อนหินหายไป!

     

    หวังซู่เหมยวางผักดองไว้ในครัวแล้วเดินไปที่เล้าไก่ฟู่ต้าหย่งกำลังตรวจสอบดูถังหมักเหล้าอยู่ว่ามีรูรั่วหรือไม่

     

    “คุณหินที่เราใช้กดผักดองหายไปไหนแล้ว ? ”

     

    ฟู่ต้าหย่งไม่คิดว่าภรรยาของเขาจะสังเกตเห็นได้เร็วขนาดนี้

     

    “ให้เสี่ยวฮั่วเก็บไปแล้ว”

     

    “อะไรนะ? แล้วฉันจะใช้อะไร ? ของแบบนั้นมันควรค่าให้เก็บด้วยหรือไง ? จริงสิเสี่ยวฮั่วล่ะ ? ” หวังซู่เหมยไม่เห็นลูกสาวของเธอเลยตั้งแต่กลับมาจากบ้านแม่

     

    “ฟู่เฉิงจะซื้อยันต์แคล้วคลาดจากลูกเสี่ยวฮั่วบอกว่าจะมอบให้เขา ผมจึงให้ลูกนำมันไปมอบให้พี่สะใภ้เอง”

     

    “ผมจะบอกอะไรคุณให้ก้อนหินก้อนนั้นมีหยกอยู่ ผมให้เสี่ยวฮั่วใช้พลังของเธอดูมัน คุณอย่าไปบอกใครเชียว! ” ฟู่ต้าหย่งกระซิบบอกหวังซู่เหมย

     

    หวังซู่เหมยกำลังจะอุทานทันทีที่ได้ยินแต่ฟู่ต้าหย่งก็ปิดปากไว้

     

    “อย่าเพิ่งพูดสิคุณเดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก ! ” เขารู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องพูด

     

    “พ่อด้านในนั้นมีหยกเขียวจริงหรือ ? หยกเขียวคืออะไร ? ”

     

    “มันก็คือหยกนั่นแหละคุณไปทำอาหารเถอะ เสี่ยวฮั่วกลับมาคงหิวพอดี ! ”

     

    หวังซู่เหมยดีใจมากเธอจึงไปทำอาหารเพิ่มอีกสองจาน

     

    ฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้านพร้อมกับฟู่ซินและฟู่เซินเธอถือปลาสองตัวที่ป้าเหอยืนกรานจะให้กลับมาที่บ้านด้วยในขณะที่ฟู่ซินและฟู่เซินกลับบ้านมาด้วยความโกรธ

     

    “พี่ใหญ่พี่รอง พวกพี่เป็นอะไรไป ? ทำไมถึงมีท่าทีโมโหแบบนี้ล่ะ”

     

    ฟู่เหมี่ยวไปเที่ยวหาเพื่อนสนิทของเธอและเพิ่งกลับมาเช่นกัน เธอรับปลามาจากมือของเสี่ยวฮั่วแล้ววางลงในถังข้าง ๆพรุ่งนี้สามารถนำมาทำอาหารได้

     

    “เลิกพูดถึงเถอะเธอยังไม่เห็นแม่ย่าของอาหญิงเรา เกือบทำพวกพี่สองคนโมโหเกือบตายแล้ว ! ” ฟู่เซินเป็นคนปากไวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

     

    “จริงสิแล้วลูกได้พบอาหญิงของลูกไหม?” ฟู่ต้าหย่งถาม

     

    หวังซู่เหมยยกอาหารมาวางบนโต๊ะครบแล้วทุกคนจึงมานั่งล้อมวงกินข้าวกัน

     

    “แม่ผมล่ะไม่อยากพูด……” ฟู่เซินกำลังจะอ้าปาก

     

    “อืมงั้นลูกหุบปาก เสี่ยวจิน ลูกเป็นคนพูดเถอะ”หวังซู่เหมยเรียกให้ฟู่ซินเป็นคนเล่าเอง

     

    “พอพวกเราไปถึงบ้านอาหญิงอาหญิงกำลังซักเสื้อผ้าอยู่ ดูแล้วเหมือนจะเป็นเสื้อผ้าของทั้งครอบครัวส่วนลี่ลี่กับเฟินเฟินกำลังยืนเช็ดน้ำตาอยู่ข้าง ๆ

     

    พวกเราสองคนยืนอยู่หน้าประตูได้ยินเสียงของหญิงชรากำลังด่าคนเธอด่าว่าอาหญิงของเราให้กำเนิดลูกชายไม่ได้แถมยังว่าลี่ลี่และเฟินเฟินเกิดมาเป็นภาระ ล้างผลาญครอบครัว ! ” ฟู่ซินเป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

     

    “ผมกับพี่ใหญ่ได้ยินแบบนั้นก็โมโหมากจึงผลักประตูเข้าไป หญิงชรายังไม่เห็นว่าพวกเราเข้าไปแล้ว เธอยังคงก่นด่าเหมือนเดิมเป็นเพราะลี่ลี่กับเฟินเฟินกินขนมไปหนึ่งชิ้นแล้วไม่ได้แบ่งให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอกินไอ้เด็กคนนั้นก็เลยไปฟ้องหญิงชรา ทำให้หญิงชรามาบ่นอาของผม ! ” ฟู่เซินโมโหมาก เขาเกือบจะพุ่งเข้าใส่หญิงชราแล้วแต่ดีที่อาของเขามาห้ามไว้ !

     

    ฟู่ต้าหย่งขมวดคิ้วขึ้นแล้วหันมาถามลูกชาย“อาเขยของลูกไม่อยู่บ้านหรอ ? ”

     

    ฟู่ซินว่ายหน้า“ไม่อยู่ครับ พวกเราสองคนอยู่ที่นั่นพักใหญ่ ก็ยังไม่เห็นว่าเขาจะกลับมา”

     

    “แล้วอาของลูกได้บอกไหมว่าพรุ่งนี้จะมากินข้าวเย็นด้วยกันหรือเปล่า? ” หวังซู่เหมยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเวลาที่น้องสาวสามีของเธอกลับมาบ้านเธอมักจะช่วยเย็บผ้าและดูแลลูก ๆ ให้เธออยู่บ่อย ๆ

     

    “อย่าพูดถึงเลยพวกเราเพิ่งเอ่ยชวนอาหญิงว่าให้มากินข้าวที่บ้าน หญิงชราคนนั้นก็พูดจาอ้อม ๆประมาณว่างานบ้านเยอะ หากปล่อยให้เธอทำคนเดียวคงเหนื่อยตาย อาหญิงอยากมามากยิ่งพอเธอรู้ข่าวว่าพี่ใหญ่ได้เข้ากรม เธอก็ดีใจมาก ๆ เลยล่ะ”

     

    ฟู่เซินได้เริ่มพูดแล้วก็ไม่มีใครขวางเขาได้

     

    “กินข้าวกันก่อนเถอะไว้พรุ่งนี้พ่อจะไปถามอาเขยให้ ดูว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไร” ฟู่ต้าหย่งตัดสินใจแล้วในใจคิดว่าน้องสาวของเขาคงไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เฮ้อ !

     

    ฟู่ซินคุยเรื่องซื้อตั๋วรถไฟพวกเขาไปส่งไป๋โม่เฉินขึ้นรถไฟมา ไป๋โม่เฉินนำของติดตัวมาเยอะเกินไปสุดท้ายฟู่ซินก็เอากระสอบใหญ่ให้เขาใส่ของ เขาถึงแบกของไปได้หมด

     

    ตอนเห็นไป๋โม่เฉินแบกกระสอบใบใหญ่ฟู่เซินยังหลุดขำออกมา

     

    “พ่อรถไฟไปฉางอันจะมีเที่ยวละทุก ๆ ห้าวัน หากผมต้องการไปให้ทันผมจะต้องออกเดินทางในอีกหกวันนี้แล้ว” ฟู่ซินพูดในใจของเขารู้สึกเศร้าหมองเล็กน้อยที่ต้องจากบ้านไปไกล

     

    “วันนี้ผมได้เจอกับเพื่อนมัธยมปลายของผมคนหนึ่งเขาอยู่กองเดียวกับผม พวกเรานัดกันไว้แล้วว่าจะออกเดินทางพร้อมกัน”

     

    “แบบนั้นก็ดีเลยตอนแรกแม่ยังคิดว่าลูกไม่เคยเดินทางไปไหนไกลคนเดียว ตั้งใจจะให้พ่อเขานั่งรถไปส่ง แล้วค่อยกลับมาทีหลังอยู่แล้วเชียว”หวังซู่เหมยยิ้มพร้อมลูบมือ

     

    “เสี่ยวจินโชคดีมาก! ครอบครัวเพื่อนร่วมชั้นลูกเขาทำงานอะไรล่ะ ? ทำไมเขาถึงได้ไปอยู่กองเดียวกับลูก ?” หวังซู่เหมยเริ่มถามไถ่ครอบครัวของฝั่งนั้น

     

    “เขาชื่อหลี่เทียนซื่อครอบครัวเขาดูเหมือนจะมีฐานะ ตอนที่ผมเรียน ผมไม่ค่อยสนิทกับเขาเท่าไหร่ผมแค่รู้จักเขาเฉย ๆ ดูเหมือนพ่อของเขาจะเป็นข้าราชการในเทศมณฑล”

     

    “ไม่เป็นไรถ้าเพื่อนร่วมชั้นของลูกเป็นคนนิสัยดีก็สนิทกันไว้ถ้าเขาเป็นคนไม่ดีก็อยู่ห่างจากเขา เวลาอยู่ข้างนอกต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะทำอะไร”ฟู่ต้าหย่งถือโอกาสสอนฟู่ซิน

     

    “พ่อผมรู้แล้ว”

     

    หลังกินข้าวเสร็จทุกคนได้ไปช่วยหวังซู่เหมยเตรียมวัตถุดิบทำอาหารพรุ่งนี้พวกเขางานยุ่งกันจนดึกดื่นถึงแยกย้ายกันไปเข้านอน

     

    เพียงแต่คิดไม่ถึงเลยว่าวันต่อมาเพื่อนสมัยเรียนที่ชื่อหลี่เทียนซื่อจะนำของขวัญมาเยี่ยมเยือนถึงบ้านแล้ว

     

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน