หยางเถาอวี้ เทพเซียนต่างโลก

    ตอนที่ 59 สู่เมืองต้าจง

            เช้าวันรุ่งขึ้นทุกตนเดินทางมาร่วมส่งหยางเถาอวี้ออกเดินทาง เด็กสาวท่าทางเหงาหงอยนักแต่ก็ต้องตัดใจ

            “ท่านแม่จุ้ยเหม่ยข้าฝากลาท่านพ่อจุ้ยเฉียงกับข่าเอ๋อด้วยนะเจ้าคะนี่เป็นหยกสื่อสารที่ทำจากแร่โปรทาเนี่ยมข้ามั่นใจว่ามันสามารถสื่อสารข้ามทวีปได้เลยทีเดียวข้าขอฝากให้ข่าเอ๋อด้วยเจ้าค่ะ”

            “อืมขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย” จุ้ยเหม่ยอวยพรเด็กสาว นางรู้สึกสงสารทั้งบุตรชายของตนและเด็กมนุษย์ตรงหน้ารู้ดีว่าทั้งสองมีความผูกพันกันไม่น้อย ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานก็คงเหมือนตัวนางเองที่ไม่อยากแยกจากกับเด็กสาวตัวน้อยตรงหน้าเลย

            “ขอบพระคุณเจ้าค่ะหากมีโอกาส ข้าจะกลับมาเยี่ยมพวกท่านอีกแน่นอนเจ้าค่ะ”

            “ขอให้เจ้าเดินทางโดยปลอดภัย/ขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัย”เสียงสัตว์อสูรหลายสิบตนทั้งพวกที่สนิทชิดเชื้อกันทั้งพวกที่เพียงเคยทักทายกันผิวเผินต่างเดินทางมาร่วมส่งหยางเถาอวี้

            เด็กสาวกวาดสายตาจ้องมองทุกใบหน้าราวกับจะจารึกเอาไว้ในหัวใจจากนั้นจึงหมุนตัวเตรียมก้าวเดิน เว่ยยังคงยึดไหล่ด้านหนึ่งของนางเป็นที่มั่นของตนทีเจวันคืนร่างกลับสู่สภาพยานบินที่นั่งเดี่ยวเรียบร้อย หนทางครั้งนี้ยาวไกลทั้งยังต้องแข่งกับเวลา เดินทางด้วยยานบินนับว่ารวดเร็วที่สุด

            “ไปกันเถอะทีเจวัน”หยางเถาอวี้ก้าวขึ้นยานอย่างเชื่องช้า ในใจยังอดคาดหวังไม่ได้แม้กับเพียงเสี้ยววินาทีสุดท้าย

            ทีเจวันค่อยๆปิดประตูลง เตรียมพร้อมออกบิน สาม สอง ‘ตุบ!’

            หยางเถาอวี้ตกใจหน้ากระจกยานบินมีตัวปุกปุยสีเหลืองกระดำกระด่างพุ่งมากระแทกแปะเข้าใส่เสียงดังสนั่น

            “นี่พี่สาวจะไปโดยไม่รอข้าเลยจริงๆหรือขอรับ ท่านกล้าทิ้งข้าได้ลงคอ ฮึกๆ ฮือๆๆ”หน้ากระจกยานบินเปียกรื้นไปด้วยน้ำมูกน้ำตาในชั่วอึดใจ

            ยามเมื่อหยางเถาอวี้ตั้งสติได้นางไม่รู้ว่าจะจัดการกับอารมณ์ส่วนไหนก่อนดี แว่บแรกตกใจ แว่บต่อมาดีใจเป็นล้นพ้นและสุดท้ายนางกำลังพยายามกลั้นขำกับสภาพของข่าเอ๋อ

            ทีเจวันรีบหยุดยานและเปิดประตูออกกว้างหยางเถาอวี้ก้าวเท้ากลับลงสู่พื้นดินและเดินอ้อมไปด้านหน้าตัวยาน

            นางยื่นมือออกไปรับข่าเอ๋อที่กำลังเกาะกระจกซึ่งอันที่จริงเกิดจากแร่โปรทาเนี่ยมแปรสภาพโปร่งแสงอย่างไม่ยอมปล่อยมือท่าทางกำลังงอนเต็มที่

            “โอ๋ๆๆมาเถอะเจ้าตัวเล็ก อย่างอนอีกเลยน๊า แล้วนี่ทำไมตัวดำเลอะเทอะเป็นด่างดวงปานนี้เล่า”หยางเถาอวี้แกะข่าเอ๋อออกจากกระจกมาสวมกอดไว้ในอ้อมแขนมันจึงยอมหันหน้ากลับมาซุกซบหาไออุ่นด้วยน้ำตาที่ยังคงนองหน้า

            “ก็มิใช่เพราะเร่งฝึกเคล็ดวิธีปิดเปิดหลุมดำให้ได้ทันก่อนพี่สาวจะออกเดินทางอย่างหามรุ่งหามค่ำหรอกหรือข้าวปลาก็แทบไม่ได้แตะ น้ำท่าก็ไม่ได้อาบ ข้าถึงต้องอยู่ในสภาพคลุกฝุ่นปานนี้”ข่าเอ๋อพูดจบก็สะบัดหน้าทีหนึ่ง

            “เด็กอะไรขี้บ่นขี้งอนชะมัด”เว่ยที่เกาะอยู่บนบ่าบ่นพึมพำออกมาเสียงไม่เบาด้วยความหมั่นไส้

            “ฮึเรื่องของข้า และข้าก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะ หากนับลำดับสาวกของอวี้เอ๋อ เจ้าต้องเรียกข้าว่าลูกพี่อีกต่างหาก”ข่าเอ๋อยืดคอขึ้นมาสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า ด้วยพันธะผูกพันมันรับรู้ได้โดยอัตโนมัติว่าเว่ยกลายเป็นสัตว์อสูรในพันธะสัญญาของเด็กสาวไปอีกตนหนึ่งแล้ว

            “แล้วนี่เจ้าออกจากการปิดด่านมาส่งข้าหรือ”เด็กสาวถามหยั่งเชิง นางกลั้นใจรอคำตอบ

            “ฮึพี่สาว ท่านดูถูกข้าเกินไปแล้ว ข้าบอกว่าจะฝึกให้สำเร็จก็ต้องสำเร็จสิ”

            “จริงเหรอดีใจจังเลย งั้นเจ้าก็จะได้ออกเดินทางไปกับข้าแล้วน่ะสิ” หยางเถาอวี้กระโดดตัวโยนยิ่งกอดข่าเอ๋อแน่นเข้าไปอีกด้วยความดีใจ

            “อึกข้าจะหายใจไม่ออกแล้วพี่สาว ท่านดีใจเบาๆ หน่อย” เจ้าตัวเล็กแสร้งดุกลบเกลื่อนความเขินอายก่อนจะหันไปมองสองซือคงจ่วนอี๋ผู้เป็นบิดามารดา

            “ท่านพ่อท่านแม่ขอรับข้าไปเที่ยวเดี๋ยวเดียว แล้วจะรีบกลับมานะขอรับ” มันทะยานร่างกลับไปกอดจุ้ยเหม่ยสีหน้าสลดลงเล็กน้อย ต่อให้อยากไปเที่ยวแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาลาจากกันจริงๆ ย่อมอดที่จะรู้สึกหวั่นไหวและคิดถึงมิได้

            “เจ้าไปคราวนี้ต้องเชื่อฟังอวี้เอ๋อห้ามดื้อ ห้ามซน สังคมมนุษย์น่ากลัวนักผู้คนมิได้มีจิตใจบริสุทธิ์ดีงามเหมือนนังหนูไปเสียหมดทุกคนหรอกนะจำเอาไว้ด้วยเล่า” จุ้ยเหม่ยกอดข่าเอ๋อเอาไว้ มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบหัวของมันเบาๆด้วยความรักเต็มเปี่ยม

            “ข้าเข้าใจขอรับท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง”

            “อืมเจ้าต้องฝึกให้แข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไปอีก จะได้ปกป้องสตรีเช่นนังหนูได้นี่เป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย เข้าใจหรือไม่” จุ้ยเฉียงตบหัวของลูกชายเบาๆ คราหนึ่ง

            “ขอรับท่านพ่อรับรองเลยว่าข้าจะต้องปกป้องพี่สาวอย่างดีที่สุด”

            “ดีมากลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น”พูดจบก็ยกกำปั้นขึ้นกระแทกกับกำปั้นของข่าเอ๋อเป็นเชิงให้สัญญาลูกผู้ชายไม่รู้ไปจำท่าทางเยี่ยงมนุษย์เช่นนี้มาจากไหน

            “เอาล่ะสายมากแล้ว พวกเจ้าออกเดินทางเถอะเดี๋ยวจะไปไม่ทันการเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ของสถานศึกษาฯ” จุ้ยเหม่ยกล่าวเตือนจะพิรี้พิไรอย่างไรก็ต้องลาจาก

            “ขอให้ท่านพ่อจุ้ยเฉียงและท่านแม่จุ้ยเหม่ยวางใจข้าจะดูแลข่าเอ๋อเท่าชีวิตของข้านะเจ้าคะ”

            “อืมฝากข่าเอ๋อด้วยนะ / ฝากไอ้ตัวแสบด้วยนะ”สองบิดามารดาผู้ไม่เคยห่างบุตรเริ่มทำหน้านิ่งเก็บกลั้นอาการห่วงถวิล

            “เจ้าค่ะเช่นนั้นขอให้ท่านทั้งสองมีสุขภาพแข็งแรง ดูแลตนเองดีๆ ด้วยนะเจ้าคะ”หยางเถาอวี้รับข่าเอ๋อกลับมาพร้อมคำนับให้แก่สองซือคงจ่าวอี๋และสัตว์อสูรทุกตนอีกครั้งหนึ่ง

            “ท่านพ่อท่านแม่บ๊ายบาย แล้วข้าจะหาของอร่อยๆ มาฝากนะขอร๊าบ” ข่าเอ๋อโบกมือน้อยของมันให้แก่จุ้ยเฉียงจุ้ยเหม่ย

            หยางเถาอวี้หันหลังกลับก้าวขึ้นยานทีเจวันนางโบกมือให้แก่ทุกตนอีกครั้งหนึ่ง นานแล้วที่ไม่ได้นั่งยานบินทว่าครั้งนี้พิเศษออกไปกว่าเก่าก่อน นางไม่ต้องบังคับยานบินด้วยตนเองอีกแล้วทีเจวันสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์เป็นเอกเทศ

            “ว๊าวๆๆสบายดีจริงๆ ไม่ต้องออกแรงเองก็บินได้แล้ว ความรู้สึกเช่นนี้สนุกจริงๆ”ข่าเอ๋อกระโดดโลดเต้นอยู่บนบ่าข้างหนึ่งส่วนเว่ยก็ยื่นคอชมวิวทิวทัศน์รอบด้านอย่างสนุกสนานไม่แพ้กันเวลานี้ทีเจวันบินในโหมดโปร่งแสงและพรางตัว ทุกคนสามารถมองเห็นภายนอกได้รอบด้านไม่ว่าจะเป็นบนฟ้าหรือผืนดินเบื้องล่าง ยิ่งเพดานบินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแตะหมู่เมฆตัวเล็กทั้งสองก็ยิ่งตื่นเต้น

            “ข้าอยากจับเมฆ”ข่าเอ๋อริเริ่มความคิด

            “ข้าก็ด้วย”เว่ยรีบสนับสนุนทันที

            ได้ยินเช่นนี้ทีเจวันจึงเปิดหน้าต่างออกไปให้ตัวเล็กทั้งสองได้สัมผัสกับปุยเมฆเป็นครั้งแรกโดยไม่ต้องห่วงเรื่องความกดอากาศหรือแรงลมอะไรพวกนั้นเพราะสำหรับผู้ฝึกปราณและสัตว์อสูรย่อมสามารถสร้างพลังปราณขึ้นห้อมล้อมปกป้องตนเองเอาไว้จากสภาพแวดล้อมอันไม่พึงประสงค์ได้

            “นั่นสินะข้าก็ไม่เคยจับเมฆมาก่อนเหมือนกัน” หยางเถาอวี้ว่าแล้วก็ยื่นมือออกไปสัมผัสกับปุยเมฆที่ยานบินกำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยทุกคนรู้สึกปลอดโปร่งใจ ปล่อยตัวตามสบายล้อสายลม

            พริบตาเดียวทุกคนเดินทางมาเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มๆแล้ว และเนื่องจากทีเจวันยังมีพลังงานเหลือเฟือไม่ต้องแวะพักเพื่อชาร์จพลังแต่อย่างใด ยามเมื่อยล้าหยางเถาอวี้จึงเลือกวิธีเข้าไปพักผ่อนยืดเส้นยืดสายคลายความปวดเมื่อยในมิติของรุ่ยเอ๋อแทนที่จะต้องลงจอด

            “ว่าแต่ทีเจวันนายไม่ต้องหยุดพักชาร์จพลังงานบ้างเหรอ” หยางเถาอวี้สงสัยแต่ก่อนทีเจวันต้องหยุดพักชาร์จพลังทุกสามชั่วโมง

            “ตั้งแต่มีแร่โปรทาเนี่ยมให้ใช้ไม่อั้นผมก็ปรับปรุงระบบชาร์จพลังงานให้มีความจุมากขึ้นหลายเท่าเดินทางสองวันสบายมาก แถมยังทำแบตเตอรี่สำรองเก็บไว้ในมิติด้วยครับเผื่อตัวหลักมีปัญหาก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ทันที”

            “โอเคงั้นชั้นเข้าไปเอนหลังในเรือนไผ่เขียวหน่อยนะ”เร่งเดินทางแบบนี้เด็กสาวจึงอดแวะลงไปสำรวจภูมิประเทศใหม่ๆ ข้างล่าง

            “ตามสบายเลยครับใกล้ถึงเขตนอกเมืองต้าจงเมื่อไหร่ผมจะเรียกครับ”เส้นทางที่พวกเขาเลือกใช้บินตรงจากใจกลางป่าหมื่นอสูรลัดไปถึงเมืองต้าจงตัดผ่านพื้นที่ป่าหมื่นอสูรแทบทั้งหมดตลอดทางจึงมีแต่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตามชายป่ารอบนอก ไม่มีเมืองใหญ่ให้ได้แวะท่องเที่ยวแต่ถึงอยากจะแวะก็ไม่มีเวลาอยู่ดี

            รุ่งขึ้นของวันที่สองน่านฟ้าบริเวณที่บินผ่านเริ่มมองเห็นสัตว์อสูรบินพาหนะถี่มากขึ้นหยางเถาอวี้จึงมีเรื่องให้ได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้งเมื่อยานบินของตนได้บินเคียงไปกับสัตว์อสูรบินเหล่านั้นบางตัวเป็นสัตว์อสูรบินขนาดเล็กจำพวกวิหคที่มีเจ้านายนั่งอยู่บนหลังของมันตามลำพังบางตัวมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะบรรทุกคนได้สี่ห้าคนทีเดียวมีกระทั่งสัตว์อสูรบินยักษ์ขนาดต่างๆทั้งที่สามารถแบกบ้านขนาดเล็กไว้บนหลังได้ไปจนถึงสัตว์อสูรบินขนาดมหึมาที่สามารถแบกรับเรือนหลังใหญ่ปานคฤหาสน์หรูได้ 

            กรณีหลังนี้ดูๆไปแล้วก็ชักจะสงสารสัตว์อสูรบินเหล่านั้น ไม่รู้ว่าพวกมันจะเหน็ดเหนื่อยปานไหนนะ

            เย็นวันนั้นเป้าหมายปลายทางปรากฏสู่สายตาเบื้องล่างแล้ว

            เหล่าสัตว์อสูรบินที่ต้องการมายังเมืองหลวงเก่าแห่งนี้ต่างพากันลดเพดานบินลงจอดยังลานจอดขนาดใหญ่ผืนหนึ่งซึ่งทางเจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้เป็นลานพักพาหนะบินด้านนอกประตูเมืองตามเมืองใหญ่ต่างๆมักมีกฎไม่อนุญาตให้สัตว์อสูรบินบินเข้าเมืองหรือบินเหนือน่านฟ้ายกเว้นแต่บุคคลสำคัญเช่นเจ้าเมืองหรือเจ้าหน้าที่พิเศษเท่านั้นที่ต้าจงก็ไม่ต่างกัน

            ทีเจวันลงจอดยานที่บริเวณชายป่าลับสายตาคนแห่งหนึ่งไม่ห่างจากประตูเมืองเท่าใดนักถึงแม้จะแอบบินเข้าไปด้วยโหมดล่องหนได้ทว่าเส้นทางที่เหลือหยางเถาอวี้เลือกที่จะเดินเท้าเข้าไปเองเพื่อจะได้เที่ยวชมบ้านเมืองและบรรยากาศแปลกใหม่ระหว่างทางไปสถานศึกษาชิงหลงเยี่ยน

            เมืองต้าจงเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่มีความเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองเกาเทียนแม้แต่น้อย ด้วยว่าเคยเป็นเมืองหลวงเก่าทว่าต่อมาประวัติศาสตร์เกิดการเปลี่ยนแปลงจักรพรรดิพระองค์หนึ่งเลือกที่จะย้ายราชธานีไปยังเมืองเกาเทียนซึ่งตั้งอยู่ถัดขึ้นไปทางทิศเหนือแต่ถึงกระนั้นประชาชนจำนวนมากที่ตั้งรกรากและลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่มาช้านานมิได้อพยพโยกย้ายตามไปด้วยพวกเขาเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเมืองต้าจงต่อไปดังเดิมความเจริญรุ่งเรืองจึงมิได้ลดน้อยถอยลงเพียงเปลี่ยนสถานะเป็นเมืองปริมณฑลเท่านั้นเอง

            ดังนั้นประตูเมืองจึงคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่เดินทางเข้าออกแถวของชาวบ้านที่ต้องการเข้าเมืองจึงยาวเหยียดไม่น้อย

            หยางเถาอวี้เดินเข้าไปต่อแถวเพื่อลงทะเบียนเข้าเมืองตามอย่างคนอื่นๆนางพอจะได้ยินมาบ้างว่าการเข้าเมืองใหญ่แต่ละแห่งต้องมีการลงทะเบียนรับการซักประวัติและรับป้ายเข้าเมืองเสียก่อน สองตาของเด็กสาวสอดส่ายมองไปรอบด้านด้วยความตื่นเต้นกับการเดินทางที่ไกลที่สุดตั้งแต่มาถึงโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้

            ขบวนคนรอเข้าเมืองมีแถวยาวเหยียดไปร่วมร้อยหมี่มีทั้งชาวบ้านธรรมดาที่เดินเท้ามามีทั้งเกวียนเทียมวัวเทียมม้าสำหรับคนฐานะดีหน่อยยังพบเห็นรถม้าเทียมสัตว์อสูรหลายกลุ่ม ที่นี่สมเป็นมหานครแห่งหนึ่งนางพบเห็นสัตว์อสูรหลากสายพันธุ์ที่ถูกจับมารับใช้ผู้คน

            แถวชาวบ้านขยับใกล้ประตูเมืองเข้าไปเรื่อยๆอีกราวสี่ห้าสิบหมี่ก็จะถึงคิวของนางแล้ว

            ไกลออกไปทางด้านลานฝากสัตว์อสูรบินรถเทียมม้าคันใหญ่ตกแต่งอย่างประณีตงดงาม เทียมด้วยสัตว์อสูรม้าถึงสองตัวกำลังเคลื่อนที่ออกจากบริเวณลานฝากมายังประตูเมืองดูท่ารถเทียมม้าอสูรคันนั้นคงเป็นบุคคลสำคัญหรือมีฐานะสูงส่งไม่น้อยถึงขนาดมีผู้คุ้มกันแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบสง่างาม ขี่ม้าอสูรด้วยท่วงท่าองอาจสองคนนำอยู่ข้างหน้า สองคนปิดท้ายตามหลัง