กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 หรูเยียนผู้น่าเกรงขาม

            สองสาวงามไร้ที่ติคนหนึ่งอยู่ในชุดสีม่วงน่าหลงใหล! กับอีกคนหนึ่งในชุดสีขาวที่สง่างาม!

            สาวงามในชุดสีม่วงนี้ก็คือหยางลู่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อตอนกลางวันแม่นางที่ขี้อายและเรียบร้อยในคืนนี้ช่างแตกต่างไปจากตอนที่กลายเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกเมื่อตอนกลางวันยิ่งนักนางสวมชุดกี่เพ้าสีม่วงอ่อน คิ้วเรียวสวย ผิวพรรณขาวดุจหิมะ เส้นผมสีดำยาวสลวยไปจนถึงเอวบางแก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย เมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟยามค่ำคืนแล้วทำให้ดูเย้ายวนใจยิ่งนัก

            ส่วนสาวงามทางด้านขวาสูงกว่าอีกคนครึ่งศีรษะนางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวล้วน ดูเรียบง่ายแต่ก็สง่างามและยิ่งทำให้เซียวหลิงอวิ๋นทั้งรู้สึกประหลาดใจและทึ่ง

            ฉินหรูเยียนหญิงสาวชุดสีเหลืองในเหตุการณ์ที่ร้านฝูอวิ๋นจูหลังจากนั้นเซียวหลิงอวิ๋นจึงได้รู้ว่านางไม่ใช่คนธรรมดา!

            มีทั้งตำแหน่งและเกียรติยศมากมาย!

            ติดอันดับหนึ่งในสิบสาวงามของสำนักวิญญาณเมฆา!

            อัจฉริยะหญิงอันดับหนึ่ง!

            นักยุทธ์ระดับเก้าที่มีอายุน้อยที่สุด!

            และยังได้ยินมาว่านางเป็นญาติของผู้อาวุโสคนหนึ่งในสำนักวิญญาณเมฆา!

            ฉินหรูเยียนมีใบหน้าที่งดงามมากคิ้วโค้งทรงใบหลิว ดวงตาดุจหงส์ไฟ จมูกโด่ง ริมฝีปากบางเฉียบ ดวงตาดั่งภาพวาดชุดกระโปรงยาวสีขาวล้วนที่เอวมีผ้าคาดสีเดียวกันผูกเอาไว้เส้นหนึ่งซึ่งผ้าคาดเอวเส้นเดียวเส้นนี้สามารถขับเน้นทรวดทรงที่เติบโตเต็มที่ของเด็กสาวให้ดูงดงามมีเสน่ห์อีกทั้งดวงตาที่สดใสมีชีวิตชีวาดุจน้ำก็ยิ่งเปี่ยมเสน่ห์น่าดึงดูดใจยิ่งนัก!

            สายตาของเซียวหลิงอวิ๋นกวาดมองสลับไปมาระหว่างสาวงามทั้งสองตรงหน้า!

            แม้เซียวหลิงอวิ๋นจะเคยพบเห็นสาวงามจากแดนต่างๆมามากมายในอดีตชาติ แต่ก็ยังต้องประเมินทั้งสองด้วยคำสี่คำว่า งามโลกตะลึง!โดยเฉพาะฉินหรูเยียน ช่างสมควรได้รับคำสรรเสริญทั้งสี่คำนี้จริงๆ!

            “ศิษย์พี่ทั้งสอง พวกท่านมีธุระอะไร...”เซียวหลิงอวิ๋นถามอย่างไม่แน่ใจเมื่อเผชิญหน้ากับสาวงามทั้งสองคนที่มายืนอยู่ตรงหน้า

            “ข้าได้ยินจากลู่ลู่มาว่าเจ้าสัญญากับนางว่าจะให้พวกเราประลองฝีมือกับเจ้าได้ทุกเมื่อมิใช่หรือ? เมื่อตอนกลางวันเจ้าเพิ่งพูดไป ตอนนี้เจ้ากลับจำไม่ได้แล้วหรืออย่างไร?” ฉินหรูเยียนกล่าวจุดประสงค์ของตัวเองออกไปทันที!

            สหายสนิทของนางมีความรู้สึกดีๆให้กับเซียวหลิงอวิ๋นยอดอัจฉริยะคนนี้ ในฐานะศิษย์พี่ที่แสนดี ย่อมต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่อัจฉริยะมักเป็นที่ต้องการเสมอ ยิ่งสุดยอดอัจฉริยะที่ปรากฏในรอบหมื่นปีด้วยแล้วยิ่งเป็นที่หมายปองของเหล่าศิษย์หญิงมากมาย ดังนั้นยิ่งลงมือได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีไม่ควรชักช้า!

            โอกาสงามเช่นนี้จะปล่อยพลาดไปได้อย่างไรต่อให้ยังตัดสินใจได้ในทันทีไม่ได้ ก็ควรจะเข้าหาอีกฝ่ายให้บ่อยขึ้นเพื่อให้มีความประทับใจติดอยู่ในความทรงจำของอีกฝ่าย

            หากไม่ใช่เพราะลู่ลู่เป็นคนหน้าบางฉินหรูเยียนคงจะลากสหายสนิทอีกคนอย่างจ้าวหนีอิ่งมาช่วยด้วย!

            เรื่องของการประลองฝีมือเขาสัญญากับหยางลู่เอาไว้ก็จริง แต่ไม่ได้สัญญากับศิษย์พี่สาวทั้งสามคนด้วยนี่นาเซียวหลิงอวิ๋นบ่นในใจ แต่เมื่อสบสายตากับดวงตาสีดำขลับราวอัญมณีของฉินหรูเยียนก็ไม่สามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้!

            จึงทำได้แค่กระแอมออกไปแล้วกล่าว“อะแฮ่ม อย่าพูดเช่นนั้นสิศิษย์พี่ ข้าต้องจำได้อยู่แล้วเพียงคาดไม่ถึงว่าศิษย์พี่ทั้งสองจะมาเร็วขนาดนี้... จะว่าไปแล้ว ศิษย์พี่อิ่งเล่า?”

            “อะไรกัน ศิษย์น้อง มีพวกเราสองสาวงามร่วมประลองฝีมือกับเจ้ายังไม่พอยังจะถามถึงอิ่งเอ๋ออีกหรือ? เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกันคราวหน้าพวกเราสามคนจะมาประลองฝีมือกับเจ้า!” ฉินหรูเยียนกล่าวเหน็บแนม

            หญิงสาวผู้นี้มีบุคลิกเหมือนชายจริงๆ

            นางมีใบหน้าที่งดงามพอจะสามารถนำพาหายนะมาสู่ผู้คนและอาณาจักรได้ทว่านางกลับทำตัวเหมือนเป็นบุรุษที่ห้าวหาญ

            ในเวลานี้เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกได้ถึงความไร้กังวลของเด็กสาวคนนี้

            “อะแฮ่มปกติศิษย์พี่ทั้งสามมักไปไหนมาไหนด้วยกัน ตัดไม่ขาดมิใช่หรือ? ไฉนวันนี้ถึงมีกันเพียงสองคนเล่า ข้าแค่อยากรู้ว่าอีกคนหายไปไหนเท่านั้น!”

            “ดูสิดูสิ เจ้าพูดถึงอิ่งเอ๋ออีกแล้ว!”เด็กสาวเดาะลิ้นตัวเองสองหน แล้วกล่าวต่อ “ศิษย์น้องเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงอิ่งเอ๋อนักหรอก อิ่งเอ๋อน่ะมีข้าอยู่ทั้งคน!” พูดจบนางก็ตบหน้าอกใหญ่โตของตนเองทำให้เซียวหลิงอวิ๋นต้องเหลือบมองหน้าอกอันใหญ่โตของนางอีกครั้ง ในชั่วขณะต่อมานางก็ผลักหยางลู่ไปยืนข้างหน้า “ศิษย์น้อง คนที่เจ้าต้องเป็นห่วงน่ะคือคนนี้ต่างหาก!”

            “ศิษย์พี่หรูเยียน...” หยางลู่อายจนหน้าแดงก่ำ!

            แม้ว่าเซียวหลิงอวิ๋นจะมีประสบการณ์และผ่านร้อนผ่านหนาวมามากในอดีตชาติก็ยังไม่เคยพบเจอสาวงามอย่างฉินหรูเยียนมาก่อนยิ่งเมื่อเจอสาวงามอย่างนางกล่าวอะไรที่ไร้เหตุผลด้วยแล้วก็รู้สึกหน้ามืดตามัวทำอะไรไม่ถูก!

            “อะแฮ่ม ศิษย์พี่ทั้งสองแต่งกายงดงามยิ่งกว่าเทพธิดาบนสวรรค์เพราะจงใจมาที่นี่เพื่อเย้าแหย่ศิษย์น้องเท่านั้นเองหรือ?” เซียวหลิงอวิ๋นรีบพูดชมอีกฝ่ายเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นทันที!

            “นับว่าเจ้ามีสายตาที่ดีสามารถมองออกว่าลู่ลู่ของเรานั้นงดงามกว่าเทพธิดาบนสวรรค์ ฮ่าๆ ไม่เลวๆ!”ฉินหรูเยียนหัวเราะอย่างร่าเริง มองไปที่เซียวหลิงอวิ๋นด้วยสีหน้าพอใจ “ไปๆพวกเราไปหาสถานที่ใช้ประลองฝีมือกันเถอะ!”

            “ศิษย์พี่ก็จะประลองด้วยรึ?” เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกงุนงงไม่ใช่ว่าให้เขาประลองกับหยางลู่หรอกหรือ?

            “แน่นอนสิ รับรองว่าต้องเป็นการต่อสู้ที่สูสีเป็นแน่! พวกเราทั้งสองต่างก็เป็นอัจฉริยะที่สามารถผ่านด่านหอคอยวิญญาณเมฆาสวรรค์เก้าชั้นมาได้ถึงลู่ลู่ของเราจะมีพรสวรรค์ก็จริงแต่นางเทียบไม่ได้กับเจ้าผู้เป็นอัจฉริยะที่จะปรากฏสักครั้งในรอบหมื่นปีได้ฉะนั้นเราทั้งสองมาประลองฝีมือกันเสียก่อนเพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง!จากนั้นเจ้าค่อยชี้แนะลู่ลู่ภายหลังก็ย่อมได้” ฉินหรูเยียนกล่าวอย่างจริงจัง!

            ได้!

            วันนี้ข้าจะยอมเป็นคู่ซ้อมให้ก็แล้วกัน!

            ...

            เทียนไขขนาดใหญ่สี่เล่มที่ทำจากไขมันวัวเผาไหม้อย่างรุนแรงทั้งซ้ายและทางขวาส่องสว่างไปทั่วหอประลองที่กว้างขวางแห่งนี้ราวเป็นยามกลางวัน!

            ผู้ที่จะประลองกันก็คือเซียวหลิงอวิ๋นและฉินหรูเยียน!

            โดยมีผู้ชมคือหยางลู่!

            ฉินหรูเยียนยืนอยู่ในหอประลองแม้จะต้องเผชิญหน้ากับเซียวหลิงอวิ๋นที่เป็นสุดยอดอัจฉริยะที่ปรากฏสักครั้งในรอบหมื่นปีทว่าใบหน้างดงามของนางก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความภาคภูมิ “ศิษย์น้องเซียวหลิงอวิ๋นแสดงพลังทั้งหมดของเจ้าออกมาได้เลย!”

            เด็กสาวคนนี้ช่างมั่นใจในพลังของตัวเองเสียจริง

            เซียวหลิงอวิ๋นคลี่ยิ้มจาง“ศิษย์พี่ แล้วอาวุธของท่านเล่า?”

            ฉินหรูเยียนตบมือที่ขาวราวกับหยกของนางแล้วก็เผยรอยยิ้มออกมา “นี่เป็นการประลองฝีมือ ไม่ใช่การต่อสู้ถึงตายไม่จำเป็นต้องใช้ดาบ!”

            “ได้!” ว่าแล้วเซียวหลิงอวิ๋นก็วางดาบของตนเองลง!

            แม้ว่าเด็กสาวนางนี้จะมีพรสวรรค์มากเพียงใดหรือต่อให้พลังยุทธ์นางเหนือกว่าเขาถึงสี่ระดับก็ตามเขาก็ไม่คิดว่าตนเองจะไร้ฝีมือจนไม่สามารถรับมือเท้าของเด็กสาวคนหนึ่งได้!

            “ศิษย์พี่ เช่นนั้นข้าจะเริ่มแล้ว!”

            “เข้ามาเลย!”ฉินหรูเยียนสะบัดกระโปรงเพื่อยืดมันให้ตรงด้วยมือที่เรียวสวยดั่งหยก!

            “ฝ่ามือบุปผาโรย!” ร่างของเซียวหลิงอวิ๋นลอยละล่องกระโดดข้ามเป็นระยะทางเกือบสิบเมตรระหว่างทั้งคู่ภายในก้าวเดียวใช้สันมือเป็นดั่งดาบ ฟันลงไปที่ฉินหรูเยียน!

            ฉินหรูเยียนสะบัดมือเบาๆทันใดนั้นแก่นแท้พลังปราณที่เป็นเหมือนดั่งคลื่นทะเลก็ถูกปล่อยออกมากลายเป็นมีดสั้นน่ากลัวสิบสามเล่มในอากาศ พุ่งไปหาเซียวหลิงอวิ๋นราวกับห่าฝน!

            หืม!

            เปลี่ยนพลังปราณให้กลายเป็นอาวุธงั้นหรือ!

            หลังจากนักยุทธ์ก้าวเข้าสู่ระดับเจ็ด

            พลังปราณจะถูกขัดเกลาให้บริสุทธิ์จนกลายเป็นปราณแก่นแท้!

            แล้วบีบอัดปราณแก่นแท้ให้กลายเป็นอาวุธนี่คือพลังที่แท้จริงของนักยุทธ์ระดับสูง!

            แม้แต่เซียวหลิงอวิ๋นยังรู้สึกประหลาดใจฉินหรูเยียนในวัยไม่ถึงสิบหกปีพลังแก่นแท้ภายในกายของนางจะถูกขัดเกลาจนบริสุทธิ์จนถึงขั้นสูงสุดเช่นนี้!

            เป็นอะไรที่แม้แต่นักยุทธ์หลายคนก็ไม่สามารถทำได้ตลอดชีวิต!

            ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางเอ่ยปากว่าไม่จำเป็นต้องใช้ดาบนั่นก็เพราะพลังแก่นแท้ที่เด็กสาวปล่อยออกมานั้นจัดเป็นอาวุธที่เทียบได้กับดาบใหญ่เหล็กดำ!

            ท่วงท่าของ“ฝ่ามือบุปผาโรย” แปรเปลี่ยนไป ปรากฏเป็นเงาฝ่ามือที่มีสีสันสดใสปรากฏทั่วในอากาศ!

            “ปุๆๆ!”เงาฝ่ามือบุปผาโรยถูกมีดสั้นแทงทะลุอย่างต่อเนื่องราวกับเป็นผ้าเนื้อบาง!

            “ฉึกฉึก”เสียงดังขึ้นแผ่วเบาสองครั้ง!

            ทั้งเงาฝ่ามือและมีดสั้นหายไปในอากาศก่อนที่แขนซ้ายและไหล่ขวาของเสื้อของเซียวหลิงอวิ๋นจะเกิดรอยฉีกขาดมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย!

            ฉินหรูเยียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมีรอยยิ้มอันแสนงดงามประดับบนริมฝีปาก“ศิษย์น้อง เหตุใดเจ้าไม่เรียกใช้วิชากายค้อนสำริดเล่า?”

            “ในเมื่อศิษย์พี่สั่งแล้วข้าจะไม่กล้าเชื่อฟังได้อย่างไร!” เซียวหลิงอวิ๋นยิ้มตอบอย่างร่าเริงมีดแก่นแท้ของเด็กสาวนั้นแข็งแกร่งเกินไป หากไม่ใช้วิชากายสำริดขั้นสูงเข้าสู้คงยากที่จะรับมือ!

            ทันใดนั้นพลังปราณภายในกายก็ไหลเวียนอย่างรุนแรง!มีแสงสีเขียวดวงหนึ่งแผ่ออกมา! จากนั้นร่างกายของเซียวหลิงอวิ๋น รวมถึงมือ ศีรษะ และลำคอก็ราวถูกปกคลุมด้วยแสงสีเขียวเข้ม!

            ฉินหรูเยียนเหลือบมองไปที่ใบหน้าของเซียวหลิงอวิ๋นซึ่งราวกับสวมหน้ากากสีเขียวดวงตาดำขลับของนางเปล่งประกาย!

            ก้าวเท้าซ้ายวางลงตรงหน้าเบาๆร่างกายเพรียวบางของนางสั่นไหวเล็กน้อยมือที่เรียวสวยและขาวราวหยกกลายเป็นสีทองสะท้อนแสงในพริบตา!

            ‘วิชากายาหงส์อมตะเคลือบทอง’

            ดวงตาของเซียวหลิงอวิ๋นปรากฏซึ่งความตกใจ!

            ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบกับวิชากายาหงส์อมตะเคลือบทองที่นี่วิชาหยกอมตะเคลือบทอง จัดเป็นที่เป็นหนึ่งในสิบวิชากายาเทพในโลกเบื้องบนมิใช่ในโลกที่มีพลังวิญญาณขาดแคลนเช่นนี้!

            ทว่าเด็กสาวผู้นี้กลับสามารถใช้วิชาดังกล่าวได้!

            แม้ว่ากายาหงส์อมตะเคลือบทองของฉินหรูเยียนยามนี้จะเป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้นยังห่างไกลจากกายาหงส์อมตะเคลือบทองที่เป็นหนึ่งในสิบวิชากายาเทพของโลกเบื้องบนอยู่มากกระนั้นเซียวหลิงอวิ๋นก็มั่นใจมาก ว่าการที่ฉินหรูเยียนมีวิชากายาเช่นนี้เมื่อใดที่นางสามารถใช้วิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์พลังยุทธ์ของนางย่อมพุ่งทะยานขึ้นไปเก้าหมื่นลี้หากไม่เกิดอุบัติเหตุหรือตายกลางคันเสียก่อนนางจะต้องขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนได้อย่างแน่นอน!

            ด้วยวิชากายานี้เพียงอย่างเดียวก็เรียกได้ว่าพรสวรรค์ของเด็กสาวอยู่เหนือกว่าเซียวหลิงอวิ๋นในอดีตชาตินิดหน่อย!

            แน่นอนว่าเซียวหลิงอวิ๋นในเวลานี้มีวิชามหาเทพขั้นสูงสุดอย่าง‘วิชามหาเทพโกลาหล’ หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆการบรรลุในชาตินี้ของเขาจะต้องเหนือกว่าในชาติก่อนอย่างแน่นอนและจะไต่เต้าไปถึงจุดสูงสุดใหม่!

            ไม่น่าแปลกใจที่เด็กสาวผู้นี้มีนิสัยห้าวหาญชอบช่วยเหลือผู้อื่นเช่นนี้เพราะวิชากายาต้องการเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งและการต่อสู้แบบประชิดตัวเพื่อกระตุ้นให้เจ้าตัวเข้าถึงแก่นวิชาทีละเล็กละน้อย!

            ในเมื่อได้พบกันแล้วก็คงต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่สักหน่อย มาสู้กันให้ดุเดือดไปเลย!

            ต่อมาภายใต้สายตาที่เจือความตกใจของหยางลู่!

            เซียวหลิงอวิ๋นและฉินหรูเยียนกลายเป็นดั่งมังกรในร่างมนุษย์ทั้งคู่กำปั้นและฝ่ามือเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด!

            “เปรี้ยงๆๆๆ”เสียงหมัดและฝ่ามือดังก้องในหอประลองอันกว้างขวาง!

            หลังจากผ่านไปหลายชั่วอึดใจเซียวหลิงอวิ๋นก็ถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็วหลายก้าวแสงไฟสีเขียวรอบกายเขากะพริบราวกับเปลวเทียนที่วูบไหวเมื่อต้องสายลมอาจดับมอดลงได้ทุกเมื่อ!

            แต่ที่น่าแปลกก็คือแม้พลังของฉินหรูเยียนจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่สามารถทำลายแสงสีเขียวที่เปล่งประกายอยู่รอบตัวเซียวหลิงอวิ๋นได้!

            หมัดเหล็กสีเขียวทั้งสองข้างของเซียวหลิงอวิ๋นเจ็บปวดราวกับถูกไฟเผารู้สึกเช่นนี้ทุกครั้งที่กำปั้นของเขาปะทะกับฝ่ามือหยกของฉินหรูเยียนราวกับกำลังทุบภูเขาหยกที่ไม่อาจทำลายได้แม้แต่วิชากายค้อนสำริดขั้นสมบูรณ์ที่ปล่อยออกมาโดยไม่มียั้งก็ยังไม่อาจช่วยให้ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อยในด้านของพละกำลัง

            ในขณะที่ฉินหรูเยียนต่อสู้ร่างสง่างามของนางเป็นเหมือนกับนกกระเรียนที่กำลังร่ายรำร่างกายที่ดูอ่อนช้อยกลับซ่อนพลังมหาศาลในระดับที่ทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกสิ้นหวัง

            ขณะที่เซียวหลิงอวิ๋นซึ่งมีพละกำลังมหาศาลทุกครั้งที่กำปั้นปะทะเข้ากับฝ่ามือแบบบางของนางก็จะเกิดการสั่นสะเทือนที่รุนแรงอย่างช้าๆ ภายใต้การรับรู้ของเซียวหลิงอวิ๋นคู่ต่อสู้ที่กำลังโจมตีเขาอย่างดุเดือดอยู่นี้ ไม่ใช่หญิงสาวที่บอบบางอีกต่อไปแล้วแต่เป็นสัตว์อสูรโบราณที่สวมหนังมนุษย์และมีพลังอันน่าทึ่ง!

            “ฮึบ!”พร้อมกับเสียงตะโกน พลังปราณทั่วร่างกายของเซียวหลิงอวิ๋นก็พลุ่งพล่านขึ้นปล่อยหมัดอันหนักหน่วงออกไป!

            “เปรี้ยง”เกิดการปะทะรุนแรงขึ้นอีกครั้ง!

            เซียวหลิงอวิ๋นถูกผลักให้ล่าถอยออกมาเช่นเดิม!

            ทว่าคราวนี้ร่างกายของฉินหรูเยียนเริ่มสั่นระรัวเช่นกันพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทรงตัวให้ได้ แต่ก็ยังทำไม่ได้ในเดี๋ยวนั้น แกร๊กเท้าซ้ายเรียวงามถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวเหยียบพื้นหินแกรนิตแข็งของหอประลองจนแตกกระจาย!

            ดวงตาสีดำสนิทดั่งอัญมณีของฉินหรูเยียนติดเป็นไฟด้วยไฟต่อสู้อันแรงกล้า“หมัดเมื่อสักครู่นี้น่าสนใจนัก มาอีกครั้ง!”

            พูดจบหญิงสาวก็พุ่งตัวออกไปอย่างบ้าคลั่งอีกครา!

            หมัดที่ปล่อยออกไปเมื่อครู่นี้!เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองปลอดโปร่งยิ่งนักพลังปราณในกายไหลเวียนเร็วขึ้นไปอีก เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง! ฮ่าๆข้ากลายเป็นนักยุทธ์ระดับห้าขั้นสูงแล้ว!