“นี่ เมื่อก่อนวานฉันเห็นพี่โยไปกับสาวที่ไหนก็ไม่รู้ด้วย”
“เห็นที่ไหนอ่ะ”
“หลังมอ เดินคุยกะหนุงกะหนิงกันด้วย”
“ใช่คนผมสั้นๆ คนนั้นป่ะ”
“ไม่นะ ผู้หญิงผมยาวสีออกน้ำตาลๆ นะ”
“เอ้า ไม่ใช่ผมสั้นหรอ”
“ไม่ใช่นะ แกจำผิดคนป่าว”
“ไม่นะ เอ๊ะ หรือว่าจำผิดหว่า”
เหลือบมองเพื่อนผู้ญิงกลุ่มอื่นที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปกำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ที่มันน่าสนใจคงเพราะบุคคลที่เพื่อนกลุ่มนั้นกำลังพูดถึงอยู่ดันเป็ลุงรหัสของฉันเอง
จะว่าไปั้แ่ออกจากโรงพยาบาลมาฉันก็ไม่ได้เจอพี่โยอีกเลย แต่กับคนอื่นๆ ยังเจออยู่นะ ก็มีทักทายกันตามปกติ มีแค่พี่แบล็คที่นานๆ เจอทีแต่ก็ยังถือว่าเจอกันอยู่
เสียงแจ้งเตือนจากมือถือดังขึ้นให้ฉันต้องหยิบขึ้นมาเช็คดูเป็พี่โฟลทที่ทักมา
Flottt : สาวน้อยของพี่~ พี่มีธุระด่วนคงพาเราไปเที่ยวไม่ได้แล้ว ฮืออออออ
Flottt : ????
Nannaaa : ไม่เป็ไรค่ะ เอาไว้วันหลังก็ได้
Flottt : พี่อยากพาเราไปวันนี้ แต่ไอ้แบล็คมันเร่งยิกๆ แล้ว ไม่ไปพี่จะโดนตัดอกจากหุ้นส่วน แง
Nannaaa : อย่าเศร้าเลยนะคะ เดี๋ยววันหลังเราไปเที่ยวสักสองวันสามคืนก็ได้ค่ะ
Flottt : จริงนะ
Flottt : ส่งสติ๊กเกอร์
Nannaaa : จริงค่ะ
Nannaaa : เพราะงั้นอย่าเสียใจเลยนะคะ เรายังมีเวลาเที่ยวอีกเยอะ
Flottt : สาวน้อยของพี่น่ารักที่สุดดดดด
Flottt : งั้นพี่ไปทำงานก่อนนะครับ
Nannaaa : ค่ะ สู้ๆ นะคะ
Flottt : ครับ ????
“นานา ไปกินข้าวกัน” เพื่อนในกลุ่มเดินมาทัก พึ่งสังเกตว่าอาจารย์เลิกคลาสแล้ว
“ไปกินที่ไหนหรอ”
“ห้างหลังมอเนี่ยแหละ ไปด้วยกันมั้ย” ฉันพยักหน้าตอบตกลงไปก่อนจะหันไปเก็บของลงกระเป๋าแล้วเดินตามเพื่อนไป
เราพากันเดินทะลุมหาวิทยาลัยออกทางด้านหลังเพื่อที่จะทะลุมายังห้างสรรพสินค้า มันไม่ได้เป็ห้างที่ใหญ่มาก ขนาดปานกลางแต่ก็ถือว่าคนเยอะอยู่โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฉัน
เราเดินหาร้านอาหารกันอยู่พักใหญ่ก่อนจะจบลงด้วยร้านอาหารญ่ปุ่นชื่อดัง
พอเข้ามามนร้านเราก็จัดการสั่งอาหาร ระหว่างรอเสริฟฉันก็นั่งพูดคุยกับเพื่อนไปพลาง
“เอ้ยๆ นั่นพี่โยป่ะ” เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งตีแขนฉันสะกิดให้หันไปมอง แต่ด้วยเสียงของเธอที่มันดังจนเพื่อนทั้งโต๊ะพากันตามไปด้วย
“เขาเดินกับใครวะนั่น”
“สาวเขาป่าว” ฉันหรี่ตามองภาพของพี่โยที่กำลังเดินอยู่ฝั่งตรงข้ามของห้าง ข้างกายของเเขามีสาวสวยคนนึ่งเดินข้างกายโยที่กำลังควงแขนของเขาด้วย
“พี่โยนี่ เสือร้ายดีๆ นี่เอง” เพื่อนผู้ชายเอ่ยขึ้นทำให้พวกหันกลับมามอง “ยังไงอ่ะ”
“ก็ดูดิ แต่ละวันพี่แกมีผู้หญิงเข้าหาซ้ำหน้าซะที่ไหน แถมแต่ละคนก็ดีกรีดาวคณะดาวมหาลัยทั้งนั้น”
“เออ จริงด้วย”
“แต่ว่า ทำไมต้องเรียกว่าพี่โยเป็เสือร้ายด้วยล่ะ เราไม่เข้าใจ” ฉันเอ่ยถามเพื่อนไปโดยที่ไม่รู้ “นานาเอ้ย~ ถามจริง”
ฉันยู่ปากเล็กน้อย ก็ฉันไม่รู้จริงๆ นี่นา
“เสือร้ายน่ะ มันหมายถึงผู้ชายเ้าชู้ขั้นโปร คนที่ดูภายนอกเหมือนไม่มีพิษภัยแต่จริงๆ แล้วแอบล่าเหยียบหัวใจสาวๆ แบบไม่ให้ตั้งตัวไง” เพื่อนสาวอธิบายอย่างอย่างละเอียด
“นานาเองก็ต้องระวังนะ ไอ้พวกผู้ชายพวกนี้ส่วนใหญ่ไว้ใจไม่ค่อยได้หรอก เพราะมันจะเข้าหาด้วยมารยาและหน้าตา”
“อื้อ จะระวังนะ”
“ดีมากๆ”
จบบทสนทนาเพื่อนๆ ก็หันไปสนใจอาหารที่มาเสริฟพร้อมกับเปลี่ยนเื่คุย หันมองไปนอกหน้าต่างร้านพบว่าเป็จังหวะเดียวกันที่พี่โยหันมาพอดี เราจ้องกันอยู่ครู่หนึ่งพี่โยจะยกยิ้มมุมปาก แม้จะไม่ชัดเพราะระยะห่างที่มันไกลพอสมควรแต่มันก็พอที่จะทำให้ฉันใจเต้นแรงได้
สารภาพตามตรงว่าตอนนี้ฉันก็คงเป็หนึ่งในเหยื่อของเสือตัวนี้ด้วยเหมือนกัน แย่ล่ะ จะออกจากวังวนนี้ยังไงดี
กลับกันในด้านของโยที่กำลังเดินเที่ยวกับสาวสวยคนหนึ่ง เธอมีดีกรีเป็ถึงนางแบบพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ดังต่างๆ
ในตอนแรกเขาก็ไม่รู้จักเธอหรอก มารู้จักเอาตอนที่เธอเข้ามาทักนั่นแหละ เธอเป็รุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยแล้วก็เป็รุ่นพี่ของเขาด้วย แต่เพราะเธอไม่ค่อยเข้าตอนรับน้องทำให้โยไม่รู้จักเธอ
“โย ไปร้องคาราโอเกะกันดีมั้ย” พี่แนน รุ่นพี่ที่พวงด้วยนางแบบสาวเอ่ยถามพร้อมกับวิสาสะกอดแขนเขาโดยไม่ขออนุญาต
“แล้วแต่พี่เลยครับ”
เขาก็ไม่ได้อะไรที่เธอมากอดแขนแบบนี้ จะเรียกว่าชินแล้วก็ได้มั้ง เพราะสาวๆ ทุกคนที่เข้าหาเขาก็ทำแบบนี้กันทุกคน
ทั้งสองคนเดินมายังโซนคาราโอเกะแถวๆ ชั้นโรงหนัง “เอาห้องไหนดี”
“ผมยังไงก็ได้ครับ ยังไงก็ห้องคาราโอเกะเหมือนกัน”
“งั้นเอาห้อง VIP ค่ะ” โยเหลือบมองสาวข้างงตัวพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย มากันแค่สองคนทำไมต้องเอาห้อง VIP ด้วยเนี่ย
ก็พอจะเดาได้อยู่นะ แต่ก็ช่างเถอะ เขาไม่ได้เป็คนจ่ายจะสนใจทำไม
พากันเดินเข้าไปในห้อง VIP ก่อนพี่แนนจะเริ่มเลือกเพลงที่ตัวเองอยากร้อง ส่วนโยก็มีหน้าที่แค่นั่งดูเฉยๆ
พี่แนนร้องเพลงไปไม่รู้กี่เพลงแล้วคงเพราะโยไม่ได้ฟังเพลงหรือสนใจเธอเลยสักนิด
“โย ไม่สนใจพี่เลยนะ งอนแล้วนะเนี่ย” พี่แนนมานั่งข้างตัวเขาให้โยต้องเงยหน้าจากมือถือหันไปมอง
“ขอโทษครับ พอดีเช็คงานให้แม่อยู่นะครับ”
พี่แนนทำหน้าตางอนก่อนจะเขยิบตัวเองเข้ามาใกล้จนหน้าอกคัพซีเบียดกับแขนเขา
จงใจอ่อยชัดๆ
“โยต้องรับผิดชอบนะ มาเมินกันแบบนี้ได้ยังไง” มือเรียวของเธออีกข้างเอื้อมมาจับใบหน้าของเขาให้หันไปมองจนตอนนี้มันใกล้จนปลายจมูกจนกัน
“แล้วพี่จะให้ผมรับผิดชอบยังไงครับ”
“นั่นสินะ จะให้เรารับผิดชอบยังไงดี” นิ้วเรียวของเธอลากนิ้วไปตามกรอบหน้าของเขาเบาๆ
“แล้วแต่เลยครับ ผมยังไงก็ได้”
พูดจบพี่แนนก็ประกบริมฝีปากลงมาก่อนจะค่อยๆ ไล่ะละเมียดอย่างช้าๆ มือของเธอลูบไล่อกแกร่งขของโยเพื่อเป็การกระตุ้นอารมณ์ของเขา
แน่นอนว่ามันค่อนข้างได้ผล มือของโยเลื่อนไปกอบกุมหน้าอกคัพซี บีบเค้นหน้าอกของเธอราวกับกะว่าจะให้มันแตก
“อือ~”
มือใหญ่เลื่อนออกจากอกลูบไล้ที่ต้นขาก่อนจะค่อยๆ เลื่อนเข้าไปใต้กระโปรงจนมาหยุดที่ขอบแพนตี้
“ผมว่าพอแค่นี้ดีกว่ามั้งครับ”
“มาทำให้พี่มีอารมณ์แบบนี้แล้วจะทิ้งกันกลางทางแบบนี้ไม่ได้นะโย”
พี่แนนขยับตัวเองขึ้นมานั่งตักพร้อมกับล้วงมือเข้ามาในเสื้อของเขา
“แน่นะครับ”
“แน่สิ ไม่งั้นพี่จะจองห้องนี้ทำไมล่ะ” มุมปากของเขายกยิ้ม อย่างที่คิดไว้จริงๆ จะปฏิเสธดีมั้ยนะ ความจริงเขาก็ไม่ได้อยากจะต่อหรอก แต่ตอนนี้อารมณ์มันดันพุ่งทะยานแล้วไง
ช่วยไม่ได้ ต่อๆ ไปให้มันจบๆ ก็แล้วกัน
“อ๊าส์! อ๊าส์! อ๊าส์!” เสียงร้องครางลั่นห้องคาราโอเกะตีกับเสียงเพลงที่พี่แนนเปิดเล่นเอาไว้ สะโพกสวยที่มีกระโปรงยีนส์ล่นอยู่ที่เอวขยับรูดแก่นกายเป็จังหวะ
ด้วยความเสียวที่มันพลุ่งพล่านทำให้พี่แนนใส่แรงไม่ยั้งก่อนจะปลดปล่อยน้ำในตัวของเธอออกมา
“ซี๊ด~อ่าส์~”
แน่นอนว่าแค่นี้มันยังไม่พอสำหรับเธอ พี่แนนขอต่อโยก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งคู่ทำกิจกรรมต่อ เปลี่ยนท่าเปลี่ยนที่บ้าง
“อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ ซี๊ด~ โย แรงๆ หน่อย อ่าส์~” มือเรียวของเธอบีบเค้นหน้าอกเพื่อเพิ่มอารมณ์ก่อนไม่นานพี่แนนจะกระตุกเกร็งแล้วปล่อยน้ำกามออกมา
เมื่อเสร็จกิจโยก็จัดการตัวเองใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย
“โย พี่ยังค้างอยู่เลย ไปต่อกันมั้ย”
“ไม่ล่ะครับ ผมพอแล้ว” โยก้มเก็บของในกระเป๋าเตรียมตัวจะออกจากห้องคาราโอเกะ
“ทำไมล่ะ โยก็อารมณ์ค้างอยู่ไม่ใช่หรอ” โยหันไปยิ้มพราวเสน่ห์ให้เธอที่กำลังหน้าเหมือนจะไม่พอใจ
“พอดีผมไม่ได้อยากั้แ่แรกน่ะครับ ขอตัวก่อนนะครับ”
โยเดินออกจากห้องคาราโอเกะเดินตรงไปยังโซนร้านอาหารยืนพิงกับราวกั้นระเบียงที่อยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำ
“เอ๊ะ? พี่โย” เสียงใสที่คุ้นเคยพร้อมกับเดินตรงมาหาเขา นานาสายรหัสที่กำลังทำน้างงปนใ
“ไปเที่ยวเป็เพื่อนพี่หน่อยได้มั้ยครับ”
ฉันเหลือบมองคนข้างกายที่ตอนนี้กำลังยืนเลือกหนังอยู่หน้าตู้ด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งที่ความจริง ตอนนี้ฉันควรจะได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ สนุกกันตามประสาวัยรุ่น แต่เพราะพี่โยมาชวนฉันก่อน เพื่อนๆ ที่ปกติก็เมาท์พี่เขาฉ่ำไปหมดกลับกลายเป็เชียร์สุดตัวให้ฉันมาด้วยซะอย่างนั้น
สรุปนี่ชอบหรือไม่ชอบพี่โยกันแน่เนี่ย… ฉันงงไปหมดแล้ว
“เราอยากดูเื่ไหน” เสียงเรียบนุ่มของพี่โยดึงฉันออกจากภวังค์
“เื่ไหนก็ได้ค่ะ หนูได้หมด” ฉันตอบไปอย่างเกรงใจ ไม่กล้าตัดสินใจอะไรเองเท่าไหร่
“ไม่มีเื่แบบนั้นหรอกนะ” พี่โยหัวเราะเบาๆ แล้วยิ้มให้ฉันแบบที่เ้าตัวชอบทำเสมอ ยิ้มที่ทั้งอบอุ่นและแอบแฝงความเ้าเล่ห์เล็กๆ ไว้ด้วย
“งั้น…เอาเื่นั้นก็ได้ค่ะ” ฉันชี้ไปที่หนังผีเื่หนึ่งในลิสต์
“แน่ใจหรอ? เรากลัวผีไม่ใช่เหรอ” พี่โยเลิกคิ้ว ถามเหมือนอ่านใจฉันได้เป๊ะๆ
แน่นอนว่าฉันกลัวผีอยู่แล้ว แต่ในบรรดาหนังที่มี มันไม่มีเื่ไหนที่อยากดูเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าพี่โยชอบแนวไหนด้วย ฉันเลยเลือกเื่ที่คิดว่าเขาน่าจะอยากดูที่สุด
“ก็หนูคิดว่าพี่โยอยากดูนี่คะ เลยเลือกอันนี้”
มุมปากของเขายกยิ้มขึ้น ก่อนจะขยับหน้าเข้ามาใกล้ ทำเอาฉันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
“ใส่ใจกันจังเลยนะ กับคนอื่นก็ใส่ใจแบบนี้รึเปล่าเนี่ย”
“ก็…ทุกคนนะคะ” ฉันตอบแบบไม่มั่นใจนัก
พี่โยแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วหันไปจัดการซื้อตั๋วหนังให้เสร็จ
ฉันยกมือขึ้นจับหน้าอกข้างซ้าย หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาอยู่แล้ว อีกแล้ว เป็แบบนี้ทุกครั้งเลยเวลาอยู่ใกล้พี่โย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่คิดว่า ฉันคงเริ่มชอบเขาเข้าแล้วล่ะ
หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ เราก็ยังมีเวลาอีกเกือบสองชั่วโมงก่อนหนังจะฉาย
“เราไปเล่นบอร์ดเกมส์กันมั้ย” พี่โยหันมาถาม
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ เดินนานๆ ก็เริ่มเมื่อยขาแล้ว”
เราสองคนเดินออกจากโซนโรงหนังตรงไปยังร้านบอร์ดเกมส์ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก พอจ่ายเงินเสร็จและเลือกเกมส์ที่อยากเล่นได้แล้ว เราก็เดินเข้าไปนั่งในห้องแยกที่เป็โซนส่วนตัว
พอเข้ามาในห้อง พี่โยวางกล่องบอร์ดเกมลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้
“อันนี้เล่นได้สองคนพอดีเลย” ฉันนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามก่อนจะหยิบกล่องขึ้นมาอ่านวิธีเล่นด้วยความตั้งใจ
“เกมวางแผนหาทรัพยากร แข่งกันสร้างอาณาจักร ใครได้คะแนนมากสุดชนะ…ฟังดูสนุกแฮะ”
“อย่ามัวแต่สนใจวิธีเล่นล่ะ” พี่โยหัวเราะในลำคอ “ระวังจะโดนอีกฝ่ายปั่นหัวจนไม่รู้ตัว”
“พูดเหมือนตัวเองไม่ใช่คนแบบนั้นงั้นแหละ”
“เอ้า ใส่ร้ายพี่เลยเหรอ?” เขาทำราวกับคนที่กำลังเ็ปแต่แววตาของเขามันฉายความเ้าเล่ห์ชัดๆ
“งั้นเริ่มเลยมั้ย?” พี่โยพูดพร้อมกับจัดกระดานและอุปกรณ์อย่างคล่องแคล่ว
“ค่ะ”
เกมเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว เราทั้งคู่สลับกันลงการ์ด วางโทเคน และแลกทรัพยากรกันอย่างเข้มข้น แต่ไม่นานนัก ฉันก็เริ่มรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“พี่โย ทำไมทรัพยากรของหนูมันหายไปตลอดเลยเนี่ย” ขมวดคิ้วปมมองทรัพยากรของตัวเอง “แล้วนั่นอะไร การ์ดนั่นไม่ได้บอกว่าเอาทรัพยากรไปได้นี่…”
“หืม?” เขาเงยหน้าขึ้นจากกระดาน ยิ้มบางๆ “อ้อ อ่านดีๆ สิ มันมี เงื่อนไขพิเศษ ตรงมุมเล็กๆ ตรงนั้นไง”
ยื่นหน้าไปดูจุดที่เขาชี้…ซึ่งเป็ตัวหนังสือจิ๋วระดับใช้กล้องส่องพระถึงจะชัด ขี้โกงนี่
“นี่มันโกงกันชัดๆ!”
“ไม่ใช่โกงครับ เขาเรียกว่าใช้ช่องว่างของกติกาอย่างชาญฉลาด ต่างหาก” เขาวางการ์ดอีกใบลง แล้วเอียงคอมองฉันอย่างกวนประสาท “หนูควรจะดีใจนะ ที่ได้ฝึกกับคนเล่นเก่งๆ แบบพี่ย”
“ฝึกเหรอ…” ฉันถอนหายใจแรง “นี่มันฝึกหรือโดนหลอกให้แพ้เนี่ย”
เขาไม่ตอบอะไรเพียงแค่ไหวไหล่เล็กน้อย คิดผิดจริงๆ ที่มาเล่นกับเขาเนี่ย!
หลังจากนั่งเล่นกันอยู่นานในที่สุดก็ถึงเวลาหนัง ฉันกับพี่โยเดินเข้าโรงหนังตรงไปยังที่นั่ง VIP ้าสุด มันเป็ที่นั่งแบบโซฟาคู่ บอกตามตรงว่าตอนแรกที่รู้ว่าจะได้นั่งที่นั่งแบบนี้แอบใจเต้นแปลกๆ ด้วย
หนังบนจอเริ่มฉาย เสียงพูดคุยภายในโรงหนังเริ่มเงียบลง เราต่างคนต่างดูกันอย่างเงียบๆ ตอนที่ผีโผล่มาในเื่ฉันสะดุ้งเฮือกตัวโยนจนต้องหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาบังตา
“!!”
“กลัวหรอ”
สะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ พี่โยก็เอนตัวลงมากระซิบที่ข้างหู พอหันไปก็ต้องใอีกทีเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเขาดันอยู่ใกล้จนเกือบจะชิดกันแล้ว
“ก็…ค่ะ”
“ถ้ากลัวก็กอดพี่ได้นะ พี่ไม่คิดเงิน”
“ไม่เอาหรอกค-!!” ยังไม่ทันพูดจบผีในจอก็โผล่มาอีกครั้งทำเอาฉันเผลอโผกอดแขนคนข้างๆ
“หึ” แม้จะไม่ชัดมากแต่ก็แอบได้ยินคนข้างตัวหัวเราะในลำคอ ราวกับว่ากำลังเยาะเย้ยฉันที่ตกหลุมพรางแผนของเขา
“ก็บอกแล้ว ว่าถ้าก็กอดพี่” แอบเบะปากก่อนพี่โยจะดึงแขนที่ฉันกอดออกแล้วเปลี่ยนมาโอบไหล่ดึงฉันให้หน้าจุ่มอก
“คนเ้าเล่ห์” ฉันบ่นอุบแต่เหมือนรุ่นพี่คนนี้จะได้ยินก่อนจะกระซิบที่ข้างหู
“พี่ก็เป็แบบนี้มานานแล้ว เรานั่นแหละ ตามพี่ไม่ทันเอง”
ชิ!
ในที่สุดหนังผี 2 ชั่วโมงก็จบเสียที ทำเอาฉันนี่หลอนเสียงผีไปสักพักเลย
“กินน้ำสักหน่อย” พี่โยยื่นขวดน้ำมาให้ฉัน
“ขอบคุณค่ะ” รับมาเปิดดื่มแก้กระหายเพราะเอาแต่กรี๊ดอย่างเดียว
พี่โยหย่อนตัวนั่งลงข้างฉัน “หนังสนุกเนาะ” หันมองคนข้างตัวที่กำลังยกยิ้มสนุกต่างกับฉันที่หัวใจเต้นตุ๊บๆ เพราะความกลัวจากที่ดูหนัง
“ตรงไหนล่ะคะ น่ากลัวจะตาย”
เรานั่งพักอยู่ครู่ให้ฉันได้นั่งหายใจจนตอนนี้เหมือนจะดีขึ้นเยอะแล้ว แต่ขณะที่กำบัจูลังนั่งอยู่น้้นจู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามากอดแขนพี่โยอย่างสนิทสนม รอยยิ้มบนใบหน้าเธอสว่างไสวราวกับได้เจอใครสักคนที่รอคอยมานาน ทำเอาฉันที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
พี่โยหันไปมองเธอก่อนจะยกยิ้มหว่านเสน่ห์แบบเดียวกับที่เขามักทำกับฉันทุกครั้งแค่ครั้งนี้มันดู…ต่างออกไป
“โย ไม่เจอกันนานเลย หล่อขึ้นรึเปล่าเนี่ย”
“ก็ชมกันเกิน แอนก็เหมือนจะสวยขึ้นนะ” น้ำเสียงเขานุ่มละมุนจนน่าหมั่นไส้ ถ้าฉันไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้อาจคิดว่ากำลังดูละครรักโรแมนติกอยู่ก็ได้
“แหม โยก็…พูดเกินไป”
ฉันได้แต่มองสองคนนั้นคุยกันอย่างสนิทสนม ความรู้สึกอึดอัดแทรกเข้ามาในอกทีละน้อยก่อนจะจะเริ่มเจ็บจี๊ดไปหมด
แล้วผู้หญิงที่ชื่อแอนก็หันมามองฉันดวงตาไล่สำรวจั้แ่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
“สาวน้อยคนนั้นใครหรอ เด็กโยหรอ?”
พี่โยหันมองฉัน…รอยยิ้มเ้าเล่ห์นั้นหายไป เหลือเพียงแววตาที่ฉันอ่านไม่ออก
“อ๋อ หลานรหัสน่ะ” เขาพูดสั้นๆ ราวกับไม่คิดว่ามันสำคัญอะไร
“งั้นหรอ ไอ้เราก็นึกว่าเด็กในคลังโยเสียอีก”
พี่โยไม่ตอบ เพียงไหวไหล่เบาๆ เหมือนจะบอกว่า ‘คิดยังไงก็เื่ของเธอ’
เจ็บ… เจ็บไปหมดทั้งใจทั้งกาย ทำไมมันถึงรู้สึกแสบลึกขนาดนี้
อยากจะหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาพี่แบล็ค พี่ริท พี่โฟลท หรือแม้แต่ธินสักคนตอนนี้ แต่แรงในมือมันหมดจนแทบขยับไม่ได้เลย
เสียงพูดคุยกันระหว่างพี่โยกับแอนดังขึ้นอีกครั้ง “โย ว่างเปล่า พอดีจะชวนไปช็อปน่ะ”
“ช็อป? จะช็อปอะไรล่ะ”
“กระเป๋าน่ะ เราอยากได้ใบใหม่”
“แล้วที่ซื้อไปคราวก่อนล่ะ เอาไปทิ้งแล้วรึไงหืม?”
“เอาไปให้แม่แล้วน่ะ นะๆ พาไปหน่อย”
บทสนทนาที่ฟังดูสนุกสนานราวกับไม่มีอะไร แต่ฉันกลับเจ็บจนอยากจะลืมทุกอย่างแล้วหายไปจากตรงนี้
ผู้หญิงคนนั้นหันมามองฉัน “สาวน้อยตรงนั้น ไปกับพวกพี่ด้วยกันมั้ย” เสียงเรียกของเธอให้ฉันสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์
“มะ-ไม่ล่ะค่ะ พอดีหนูมีธุระต่อ ต้องกลับแล้วน่ะค่ะ”
“งั้นหรอ…น่าเสียดายจัง” เสียงของเธอแฝงไปด้วยความเสียดายราวกับฉันเป็แค่ตัวเลือกที่สอง
พี่โยหันมามองฉัน รอยยิ้มเ้าเล่ห์กลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันดูเ็าและไร้ความรู้สึก
“งั้นเราไปกันเถอะ จะได้ไปซื้ออย่างอื่นต่อด้วย” ผู้หญิงคนนั้นดึงแขนพี่โยเพื่อให้เขาเดินตาม
“ขอแป๊บนะแอน” พี่โยหันมาฉัน “นานา พี่ขอโทษนะ วันนี้เราคงต้องกลับเอง คงไม่เป็ไรใช่มั้ย”
“ถึงไม่พูดหนูก็กะจะกลับเองอยู่แล้วค่ะ” พี่โยยกยิ้มจนตาปิด สีหน้าของเขาดูเหมือนจะพอใจกับคำตอบของฉัน
เจ็บยิ่งกว่าเดิมอีก
“ขอบคุณนะคะ เรานี่…รู้ใจพี่ดีจริงๆ”
“งั้นหนูขอตัวก่อน ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะคะ”
ฉันรีบตัดบทแล้วดินออกมา เม้มปากแน่นยกมือปาดน้ำตาที่เริ่มไหลลงมาอาบแก้ม
คนใจร้าย เกลียดพี่โยที่สุดเลย